หารู้ว่ามันเป็ความบังเอิญหรือโชคชะตาเล่นตลก ซือหม่าหนิงเทียนจึงได้กลับมามีชื่อที่เหมือนกันกับชื่อเดิมของเขาในชาติภพก่อนอย่างไม่ผิดเพี้ยน
“โอ่ โอ๋ เทียนเอ๋อน้อยของแม่” สตรีชุดครามยิ้มแย้มดุจนางเซียน์ สายตามองไปยังทารก ปากกล่าวออกไป “ในสามปีแรก ให้เทียนเอ๋อน้อยอยู่กับข้า ให้ข้าสั่งสอนวิชาความรู้ เมื่อเทียนเอ๋อน้อยเติบโตจนเขียนอักษรและอ่านตำราได้ พวกเราค่อยสั่งสอนวิชาของเราให้แก่เขา ท่านพี่ทั้งสี่มีความเห็นเช่นไร?”
“น้องห้าเหตุใดถึงต้องให้เทียนเอ๋ออยู่กับเ้าด้วย เื่นี้ข้าไม่ยอมรับเด็ดขาด” ชายชุดดำโบกมือคัดค้านทันที
“เื่นี้ข้าเห็นด้วยกับน้องสี่ ในเมื่อเป็บุตรของพวกเราทั้งหมด เหตุใดสามปีแรกต้องยอมให้น้องห้าเป็ผู้เลี้ยงเทียนเอ๋อละ??” บุรุษร่างกายกำยำกล่าวเสริมคำพูดของน้องสี่ด้วยเสียงอันแข็งกร้าว
“อยู่กับข้า พวกท่านมีปัญหาอันใดรึ!!!” สตรีในชุดครามจ้องมองไปยังพี่ๆร่วมสาบานด้วยแววตาเ็าดุจแท่งน้ำแข็งแหลมคม พร้อมกล่าวต่อไปว่า “ให้พี่สามเป็คนเลี้ยงเทียนเอ๋อ เกรงว่าลูกของข้าเมื่อเติบใหญ่จะมีนิสัยเป็พวกชอบใช้แต่กำลัง หาได้ใช้ปัญญาในการแก้ปัญหาไม่ และหากให้พี่สี่เลี้ยง ลูกของข้าต้องกลายเป็พวกโจรอำมหิต กรรโชกแย่งชิงของคนอื่นไม่เว้นแต่ละวันเป็แน่ หรือพวกท่าน้าให้เขาโตมามีนิสัยเช่นนั้นรึ??”
“บัดซบ!!! น้องห้าเ้ากล่าวเช่นนี้ได้อย่างไร??” ทั้งสองคนลุกขึ้นยืนพร้อมกับชี้นิ้วไปตัวของสตรีชุดคราม สีหน้าแดงก่ำด้วยโทสะ ราวกับว่าสิ่งที่น้องห้าของมันพูดออกมาเป็คำพูดที่ทิ่มแทงไปถึงก้นบึ้งในจิตใจ
“น้องห้า แต่ถ้าเป็เ้าเลี้ยงดูเทียนเอ๋อน้อยของเรา พี่รองเกรงว่าเมื่อเขาเติบโตขึ้นจะกลายเป็คนเ้าอารมณ์ เอาแต่ใจ และไร้เหตุผลเช่นเ้า แบบนี้ไม่ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่หรอกรึ?” บุรุษชุดเขียวใช้ความจริงกล่าวถาม
ภายในใจของทุกคนวิตกเป็อย่างมากที่จะให้น้องห้าเป็ผู้เลี้ยงทารกน้อย ในบรรดาพวกมันห้าคนพี่น้อง ล้วนมีนิสัยดีร้ายปะปนไป แต่ถ้าถามว่าใครมีนิสัยเลวร้ายที่สุด พวกมันทั้งสี่คงจะพร้อมใจกัน ชี้นิ้วไปที่หญิงสาวผู้เป็น้องเล็กสุดอย่างพร้อมเพียง
“ข้าเอาแต่ใจแล้วทำไม? ไร้เหตุผลแล้วเป็อย่างไร? พวกท่านมีปัญหารึ??” ความหนาวเย็นเข้าปกคลุมห้องโถงใหญ่ทันที อุณหภูมิภายในตำหนักภูตกระบี่ลดลงอย่างรวดเร็วอีกครั้ง
“พอทีเถอะ พวกเ้าจะทะเลาะกันเหมือนเด็กทารกแย่งของเล่นไปทำไมกัน พวกเ้าแต่ละคนอยู่บนโลกมากี่หมื่นปีแล้ว? ทะเลาะกันเช่นนี้ไม่อายเทียนเอ๋อบ้างหรืออย่างไร??”
บุรุษชุดขาวกล่าวตำหนิด้วยน้ำเสียงเจือโทสะ
ทั้งสี่คนตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง พวกมันรู้ดีว่าคราวนี้พี่ใหญ่เริ่มจะมีโทสะขึ้นมาจริงๆแล้ว
เพื่อตัดปัญหา สตรีชุดขาวรีบกล่าวด้วยน้ำเสียงและสีหน้าสำนึกผิดเล็กน้อย “พี่รอง พี่สาม พี่สี่ ข้าต้องขออภัยที่กล่าวล่วงเกินพวกท่านออกไป”
เมื่อตกลงกันไม่ได้ จึงเป็หน้าที่ของพี่ใหญ่ที่ต้องตัดสินใจ “พวกเราทั้งห้าคนจะสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเลี้ยงดูเทียนเอ๋อน้อย คนละเจ็ดวัน ระหว่างนี้พวกเ้าสั่งสอนทักษะวิชาพื้นฐานไปก่อน รอจนกว่า เทียนเอ๋อน้อยจะเข้าสู่ดินแดนมนุษย์ขั้น9 เวลานั้นเราค่อยมาตกลงกันว่าจะให้เทียนเอ๋อฝึกฝนทักษะบ่มเพาะของใคร...พวกเ้ายังมีปัญหาอะไรอีกหรือไม่?” กล่างจบ มันมองไปยังน้องทั้งสี่คน ราวกับกำลังรอคอยผู้ที่จะกล้าเอ่ยค้านในคำพูด
เห็นสีหน้าและน้ำเสียงจริงจัง จึงไม่มีใครกล้าจะกล่าวค้านอีก ทั้งสี่คน ตบปากรับคำทันที “ตกลงตามนี้”
บรรยากาศตึงเครียดในตำหนักภูตกระบี่ จางหายไปจนหมดสิ้น “ในเมื่อพวกเ้าทั้งสี่เห็นด้วย เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ ส่วนน้องรอง เ้าพึ่งได้รับหญ้าสามิญญามา รีบนำมันไปปรุง‘โอสถแปร์’ ในระยะเวลาห้าปีนี้ เ้าจะต้องเก็บตัวดูดซับลมปราณเพื่อที่จะก้าวเข้าสู่ขั้นที่9ให้สำเร็จ ระหว่างนี้เื่ของเทียนเอ๋อปล่อยให้เป็หน้าที่น้องสาม น้องสี่และน้องห้าเถอะ”
“เข้าใจแล้วพี่ใหญ่” บุรุษชุดเขียวกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยเต็มใจ แต่มันก็เข้าใจถึงความสำคัญของการบ่มเพาะครั้งนี้ดี เพียงเพราะเม็ดยาแปร์ทำให้พวกมันทั้งห้าคน ต้องออกจากแดนภูตเร้นลับในรอบพันปีเพื่อตามหา หญ้าสามิญญา มาปรุงเป็โอสถ
ไม่รู้ว่าเป็โชคชะตาหรือลิขิต์ ในการออกจากแดนภูตเร้นลับครั้งนี้ ทำให้พวกมันทั้งห้าได้พบกับทารกน้อย ซึ่งในอนาคตภาคหน้าจะกลายเป็ สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของพวกมัน
บุรุษชุดขาวกล่าวออก “น้องสาม เ้าสั่งให้พ่อบ้านมู่ เดินทางไปที่สมาคมการค้าจ้าวสมุทร ประมูลน้ำนมหมื่นปีมา ถ้าทำไม่สำเร็จ บอกมันไปว่าไม่ต้องกลับมาให้ข้าเห็นหน้าอีก”
“ส่วนน้องห้า ระหว่างเจ็ดวันนี้ เ้าไปจับสัตว์อสูรที่เลี้ยงลูกด้วยนม มาให้เทียนเอ๋อดื่มชั่วคราว”
“น้องสี่เ้าพึ่งต่อสู้กับ ัพิษฟ้าครามมา แม้ว่าัพิษฟ้าครามจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเ้า แต่มันก็เป็ถึงอสูรปีศาจเชื้อสายัแท้จริง เ้ากลับไปพักผ่อนที่ตำหนักภูตสังหารก่อนเถอะ”
บุรุษชุดขาวกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเชิงคำสั่ง “ก่อนที่ข้าจะเก็บตัวช่วยน้องรองปรุงโอสถ เทียนเอ๋อจะต้องอยู่ในตำหนักภูตกระบี่เป็เวลาเจ็ดวัน เมื่อครบกำหนดข้าจะส่งต่อไปยังตำหนักภูตเหมันต์ จบเื่แล้วพวกเ้าแยกย้ายกันไปพักผ่อนได้”
ราตรีเคลื่อนผ่าน ยามเช้าเวียนมาถึง วันและเวลาล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว บริเวณสันเขาเล็กๆตั้งอยู่ในป่านรกดำถูกเรียกแทนชื่อว่าเทือกเขาหมื่นบุปผา
ณ.เทือกเขาหมื่นบุปผาปรากฏร่างของเด็กน้อยผู้หนึ่งอายุอานามราวๆห้าปี กำลังนั่งขัดสมาธิ เด็กน้อยใช้ดวงตาเพ่งมองไปยังเส้นขอบฟ้าที่ทอดไกลออกไปสุดลูกหูลูกตา
แม้เวลาจะผ่านไปถึง5ปีแล้วก็ตาม ในใจของหนิงเทียนยังนึกถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นบนหน้าผาเมฆได้เป็อย่างดี ราวกับเป็ภาพฉายซ้ำที่เกิดขึ้นในมโนจิต จากนั้นเด็กน้อยค่อยๆหลับตาและกล่าวออกไปด้วยเสียงราบเรียบ “ในเมื่อมาถึงแล้ว เหตุใดยังไม่ออกมาอีกละ??”
ได้ยินดังนั้นชายชราหลังค่อมผมขาวทั้งหัวบังเกิดความตกตะลึงอยู่ในใจ แม้เขาจะไม่ได้ตั้งใจซ้อนเร้นอำพรางตัวตน แต่การที่ถูกเด็กห้าขวบจับััได้ มันช่างเกินจะบรรยายออกมาเป็คำพูดได้จริงๆ “ขออภัยนายน้อยที่ข้ามารบกวนเวลาฝึกฝนของท่าน”
“พ่อบ้านมู่ ท่านมีเื่ใดถึงมาหาข้า??” หนิงเทียนกล่าวถาม
ชายชราหลังค่อมผู้นี้ คือ พ่อบ้านแห่งแดนภูตเร้นลับ นามมู่เฉิง ในดินแดนภูตเร้นลับ นอกจากบิดามารดาทั้งห้าคนแล้วก็ยังมีพ่อบ้านมู่ผู้นี้ ที่คอยทำหน้าที่จัดการความเรียบร้อยและปัญหาน้อยใหญ่ทั้งภายในและภายนอก
มู่เฉิงอยู่รับใช้แดนภูตเร้นลับมานานหลายร้อยปี ในอดีตมันเป็เด็กถือกระบี่ให้แก่ซุนเอิน และเมื่อครั้งที่เทพกระบี่เร้นกาย มันเองก็ได้ติดตามมาอาศัยในแดนภูตด้วยพ่อบ้านมู่ก็เป็อีกหนึ่งคนที่ได้เห็นหนิงเทียนมาั้แ่แบเบาะ มันเฝ้าดูการเติบโตและเป็เพื่อนเล่นให้หนิงเทียนมาตลอด
“นายหญิงให้ข้าน้อยมาตามท่านกลับไป เป็เวลากว่าเจ็ดวันแล้วที่ท่านออกมาจากตำหนักภูตเหมันต์และไม่ยอมกลับไป”
หนิงเทียนทอดสายตามองดวงตะวัน “ผ่านมาเจ็ดวันแล้วงั้นรึ ไปเถอะท่านแม่คงเป็ห่วงข้าแย่” เด็กหนุ่มลุกขึ้นหันกลับและเดินเข้าไปในส่วนลึกสุดของป่านรกดำอย่างช้าๆ พ่อบ้านมู่ได้แต่มองตามแผ่นหลังบางๆจนกระทั้งเลือนลับหายไปจากสายตา
“ดินแดนมนุษย์ขั้น9 ด้วยวัยห้าขวบ พร์ของนายน้อยช่างเกินกว่าจะจินตนาการได้ ข้ามีชีวิตอยู่มาหลายร้อยปีไม่เคยเห็นผู้เยาว์คนไหนน่ากลัวเช่นนี้มาก่อนเลย!!!”
พ่อบ้านมู่ก็เป็อีกหนึ่งคนที่ได้เห็นพัฒนาการของหนิงเทียนอย่างต่อเนื่อง เมื่อหนิงเทียนอายุ1ปีสามารถเรียนรู้และพูดได้ อายุ2ปีสามารถเขียนอ่านตัวอักษรได้ทุกแขนง
ตอนอายุ3ปีเดินเหินคล่องแคล้วว่องไว อายุ4ปีเริ่มต้นฝึกฝนลมปราณและอายุ5ปีสามารถข้ามผ่านแดนมนุษย์ทั้ง9ได้สำเร็จ
ั้แ่ที่หนิงเทียนเกิดมาในโลกนี้ เขามีเื่ราวสองสามประการที่ทำเป็กิจวัตร ประการที่หนึ่ง เขารับการฝึกสอนจากบิดามารดาทั้งห้าอย่างเคร่งครัด ทำให้มีพื้นฐานความเข้าใจใน ท่าเท้า พลังหมัด และเพลงกระบี่ ประการที่สองก็คือการจดจำและเรียนรู้ เมื่ออายุได้2ปี เขาก็สามารถอ่านตำราและวิชาต่างๆมากมายในตำหนักภูตสังหารที่ทูตมรณะใช้เวลารวบรวมมาทั้งชีวิตจนหมดเกลี้ยง อีกทั้งยังศึกษาตำราพิษที่ราชันหมื่นพิษทิ้งไว้ให้จนเชี่ยวชาญ และประการสุดท้าย หนิงเทียนมักจะเข้าไปในเขตของสัตว์ป่าและทำการต่อสู้สั่งสมประสบกาณ์อยู่เป็ประจำ
หนิงเทียนรู้ดีว่า ไม่ว่าจะโลกไหนความจริงข้อเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยน คือ ผู้แข็งแกร่งยอมมีสิทธิ์ขีดชะตาชีวิตให้แก่ผู้อ่อนแอ
แต่ถึงอย่างนั้น นอกจากการฝึกฝนแล้ว สิ่งที่หนิงเทียนชอบรองลงมาคือการฟังเื่ราวภายนอกจากมารดาห้า เขารับรู้จากคำบอกเล่ามากมายอาทิเช่น เมื่อพันปีก่อน บิดามารดาทั้งห้าได้สาบานเป็พี่น้องกัน พวกเขาทั้งห้าเบื่อหน่ายกับการต่อสู้และชีวิตที่มีแต่การเก่งแย่งชิงดี จึงได้สร้างแดนภูตเร้นลับขึ้นมาและเร้นกายหลบหนีจากเื่ราวต่างๆในพื้นที่ราบภาคกลาง
เมื่อหนิงเทียนกลับมาถึงตำหนักภูตเหมันต์ เขามุ่งหน้าตรงไปยังห้องโถงใหญ่อย่างรวดเร็ว
ภายในห้องสตรีผู้มีรูปโฉมประดุจนางเซียนบน์ สวมเสื้อคลุมสีครามกำลังนั่งรออยู่ก่อน สตรีผู้นี้คือมารดาบุญธรรมของเขาในชีวิตปัจจุบัน
หนิงเทียนเคยได้ยินคำบอกเล่าจากปากของบิดาสาม ในอดีตชื่อของนาง คือ ‘เทียนไห่ชางเยว่’ ฉายาสั่นะเืปฐีว่า“ธิดาโลหิต” ถึงชื่อเสียงของนางจะมากล้นด้วยความอำมหิต แต่ทว่าตลอดเวลา5ปีที่มันได้รับการเลี้ยงดูมา หนิงเทียนััได้แต่ความอบอุ่นที่ออกมาจากน้ำเสียง แววตาและอ้อมกอด ั้แ่หนิงเทียนได้มีชีวิตใหม่ แม่ห้าจะเป็คนที่ตามใจเขามากที่สุด
มารดาห้ามองไปที่หนิงเทียนและใช้สองมือโอบอุ้มมันมาวางไว้ที่ตัก “ลูกแม่ไปซุกซนทีไหนมา??” ระหว่างกล่าวหญิงสาวใช้มือปัดไปที่ใบหน้าเช็ดคราบเหงื่อไคลให้หนิงเทียนด้วยความอ่อนโยน
“ลูกขออภัยที่ทำให้ท่านแม่เป็ห่วง ลูกเพียงเดินเล่นอยู่ในป่านรกดำเท่านั้น” หนิงเทียนก้มศีรษะลงมันกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด
หญิงสาวมองไปยังบุตรชายอย่างอ่อนโยน “อย่าห่วงไปเลยแม่ไม่ได้จะกล่าวตำหนิเ้า เพียงแต่การที่แม่เรียกเ้ามาที่นี่ ก็เพราะว่า วันพรุ่งนี้เ้าจะอายุครบหกปี พ่อใหญ่ของเ้าได้เรียกพวกเราให้ไปรวมตัวกันที่ตำหนักภูตกระบี่เพื่อหารือเื่สำคัญ"
“เื่สำคัญ?? อันใดหรือท่านแม่?” หนิงเทียนถามด้วยความสงสัย
“พรุ่งนี้เป็วันนัดหมายในการคัดเลือกทักษะบ่มเพาะให้เ้าให้ได้”
“ทักษะบ่มเพาะ?” หนิงเทียนทวนคำพูดอีกครั้ง
“เมื่อตอนที่เทียนเอ๋อน้อยของแม่ยังเป็ทารก พ่อใหญ่ได้รอเวลาที่เ้าเข้าสู่ดินแดนมนุษย์ขั้น9 ก็จะถ่ายทอดสุดยอดวิชาประจำตัวของพวกเราทั้งห้าให้เ้าได้สืบสานต่อไป”
“แดนมนุษย์ขั้นที่9?? สุดยอดวิชาประจำตัว??” หว่างคิ้วของหนิงเทียนขยับเข้าหากัน มันไม่เข้าใจในสิ่งที่แม่ห้ากล่าวออกมาเท่าไรนัก เนื่องด้วยความรู้เหล่านี้เป็ความรู้พื้นฐานของผู้คนในพื้นที่ราบภาคกลาง ส่วนความรู้ในตำหนักภูตสังหารที่มันซึมซับผ่านการอ่านมิได้บันทึกเื่ราวเล็กๆน้อยๆพวกนี้เอาไว้
ถึงแม้หนิงเทียนจะรู้สึกงุนงงเล็กน้อย แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นเป็อย่างยิ่ง แค่ได้ยินคำว่าบ่มเพาะ หัวใจของมันก็พ่องโตมากแล้ว ‘ข้าจะได้เรียนรู้ทักษะวิชาวิเศษพิสดารของโลกใบนี้แล้ว’
จากประสบการณ์ในชีวิตก่อน หนิงเทียนบอกได้ทันทีว่า ทักษะวิชาที่มันกำลังจะได้เรียนรู้จะต้องเป็สุดยอดวิชาของโลกใบนี้อย่างแน่นอนยิ่งคิดมากเท่าไรจิตใจของหนิงเทียนยิ่งว้าวุ่น เขาพยายามสงบความตื่นเต้นและคงรอยยิ้มไว้ภายใน
ชางเยว่มองไปที่บุตรชายด้วยความรัก นางยิ้มเล็กๆออกมา เสมือนรู้ถึงสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังคิดอยู่ในใจ “กำลังสงสัยในพลังบ่มเพาะของตัวเองอยู่สินะ”
“ท่านแม่ ดินแดนมนุษย์ขั้น9? คือความแข็งแกร่งของลูกในตอนนี้หรือขอรับ” หนิงเทียนถามด้วยความสงสัย
“ไม่ผิด ในโลกของการฝึกตนได้แบ่งระดับความแข็งแกร่งของแต่ละดินแดนเอาไว้เก้าขั้น ยิ่งระดับฝึกตนสูงเท่าไรยิ่งทำให้อายุขัยยืนยาวและที่สำคัญยิ่งทำให้เ้าไร้คู่ต่อกรอีกด้วย”
“ท่านแม่ ลูกอยากรู้เื่ราวเกี่ยวกับโลกแห่งการต่อสู้ท่านแม่โปรดสอนสั่ง”
เทียนไห่ชางเยว่ยิ้มออกอย่างอ่อนโยนหากผู้ใดมาเห็น ต้องหลงใหลไปกับรอยยิ้มที่งดงามดุจนางฟ้านาง์อย่างแน่นอน “ต้องโทษพ่อสี่ของเ้า เขาคงไม่เก็บหนังสือหรือตำราที่เขียนเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานเอาไว้เลยสินะ แต่เอาเถอะแม่จะค่อยๆอธิบายให้เ้าฟังเอง พื้นฐานแรกของการฝึกตนคือระดับการบ่มเพาะ
ดินแดนของการฝึกตนแบ่งออกเป็ 9ลำดับขั้น เมื่อฝึกฝนตนถึงขั้นที่9 จะสามารถทะลวงไปสู่ดินแดนถัดไปได้ ดินแดนแรกเริ่มคือดินแดนมนุษย์ เมื่อเ้าฝึกถึงขั้นที่9แล้วเ้าจำเป็ต้องเรียนรู้ทักษะบ่มเพาะลมปราณ จึงจะสามารถทะลวงไปสู่ดินแดนต่อไปได้
มีผู้คนมากมายกว่าครึ่งในพื้นที่ราบภาคกลางติดอยู่ในขั้นที่9ของแดนมนุษย์ เพียงเพราะพวกมันไม่มีโชคชะตาได้เรียนรู้ทักษะบ่มเพาะลมปราณ
ส่วนดินแดนที่สองและสามมีชื่อว่า ดินแดนนักรบ และดินแดนองค์รักษ์ ดินแดนที่สี่ คือดินแดนแห่งปราชญ์ ดินแดนที่สี่จะมีความพิเศษอยู่เล็กน้อยผู้ที่ทะลวงเข้าสู่ดินแดนนี้ จะสามารถหลอมรวมธาตุ จากธรรมชาติหรือจากสมบัติวิเศษเข้าสู่ร่างกายตนเองได้”
“ท่านแม่ กฎแห่งธาตุอยู่มากมาย หากข้าสนใจละก็ จะสามารถหลอมรวม5ธาตุเข้าด้วยกันได้หรือไม่??” หนิงเทียนกล่าวด้วยความสงสัย
“ในดินแดนผู้ฝึกตน จำนวนธาตุที่ผู้ฝึกตนสามารถหล่อหลอมเข้าสู่ร่างกายได้ จะขึ้นอยู่กับทักษะบ่มเพาะที่ใช้และการฝึกฝนร่างกายแต่กำเนิด ตัวของแม่มีร่างกายแต่กำเนิดเป็หยินบริสุทธิ์ส่งผลให้สามารถใช้ออกในธาตุเหมันต์น้ำแข็งได้รุนแรงที่สุด หากใช้ธาตุอื่นๆออกมา ความร้ายกาจอาจไม่เทียบเท่ากับธาตุเหมันต์น้ำแข็ง
แต่ก็มีข้อยกเว้นอยู่ ผู้ที่มีร่างกายแต่กำเนิดหรือฝึกฝนมาั้แ่เด็ก จะได้เปรียบผู้อื่น เพราะเมื่อเข้าสู่แดนแห่งปราชญ์ จะสามารถเลือกหลอมรวมธาตุได้มากกว่าหนึ่ง เฉกเช่นพลังของแม่ ที่มีเหมันต์น้ำแข็งแต่กำเนิดและเมื่อเข้าสู่แดนปราชญ์ได้ซึมซับพลังธาตุน้ำ พลังทั้งสองเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ทวีความรุนแรงให้แก่ปราณเหมันต์มากยิ่งขึ้น
ทว่าก็ยังมีบางธาตุที่เป็คุณสมบัติของเผ่าพันธุ์เหมือนเช่นบิดาสี่ของเ้าที่เป็เผ่าิญญา ตัวเขาเลยมีพลังธาตุมืดแต่กำเนิด ลมปราณที่ใช้ออกมาผสานกับธาตุที่หลอมรวม กลายเป็ปราณแห่งความมืด บิดาสามเองก็เช่นกัน กายาเทพอสูรผสานเข้ากับเพลิงอสูร ทำให้บิดาสามของเ้าสามารถใช้พลังธาตุหยางได้อย่างไร้ขีดจำกัด
ทางตอนใต้ของพื้นที่ราบภาคกลาง มีทักษะบ่มเพาะที่ชื่อว่า ‘คัมภีร์เบญจธาตุ’ ผู้ฝึกทักษะนี้จะสามารถหลอมรวมธาตุทั้งห้าเข้าสู่ร่างกายอย่างไร้อุปสรรคผู้ฝึก‘คัมภีร์เบญจธาตุ’ จะสามารถใช้' ไฟ ไม้ ดิน น้ำ ทอง' ได้ดั่งใจนึก แต่ถึงกระนั้นพลังแห่งธาตุก็จะกลายเป็เพียงสัญลักษณ์ประจำตัว เมื่อผู้ฝึกตนสามารถก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งเซียนได้”
“คัมภีร์เบญจธาตุ สมควรเป็สุดยอดวิชาในแดนใต้??” หนิงเทียนได้ฟังถึงความพิสดารมากมาย สีหน้าแสดงถึงอาการตื่นเต้น
เทียนไห่ชางเยว่หัวเราะเบาๆ “หึหึ!! มันก็แค่วิชาของเป็ดเท่านั้น*(เป็ดเป็สัตว์ที่ทำอะไรได้หลายอย่างแต่ไม่เชี่ยวชาญสักอย่าง) แท้จริงแล้วทักษะบ่มเพาะที่แข็งแกร่งที่สุดในแดนใต้คือิญญาทมิฬที่บิดาสี่ของเ้าฝึกฝนอยู่ต่างหาก”
นางยังคงกล่าวอธิบายต่อ“ถัดจากแดนปราชญ์คือ ‘แดนวีรชน’ ‘ดินแดนทรราชย์’และ ‘ดินแดนราชันทรราชย์’ ตามลำดับ ระดับที่นอกเหนือจากนี้ ลูกยังไม่จำเป็ต้องสนใจ”
หนิงเทียนพยักหน้าตอบรับและถามต่อ “ท่านแม่ แล้วพวกสัตว์ป่า สามารถบ่มเพาะพลังได้เหมือนมนุษย์เราไหม?”
ในตอนนี้เทียนไห่ชางเยว่ตอบทุกความสงสัยของบุตรชาย “สัตว์อสูรถือเป็เผ่าพันธุ์หนึ่งในหลายสิบเผ่าพันธุ์ของดินแดน์ สัตว์อสูรไม่ได้มีการบ่มเพาะตามลำดับขั้นเหมือนมนุษย์เรา พวกมันจะแบ่งตามชนชั้นของความแข็งแกร่ง จัดได้เป็สี่ชนชั้น แบ่งเป็สัตว์ป่า สัตว์อสูร อสูรปีศาจและอสูร์
อสูรปีศาจจะสามารถเรียนรู้ภาษามนุษย์ได้ และมีเพียงอสูร์เท่านั้นที่จะสามารถบ่มเพาะพลังในลำดับขั้นของมนุษย์ได้ อีกทั้งพวกมันยังสามารถจำแลงกายให้อยู่ในรูปลักษณ์เดียวกับมนุษย์ได้จนยากที่จะแยกได้ออก ลูกจะต้องจำไว้ให้ดี หากเกิดพบอสูรปีศาจและอสูร์ที่ใด รีบหนีห่างให้ไกลที่สุด”
“อสูรปีศาจและอสูร์ช่างน่ากลัว!!!” หนิงเทียนตกตะลึงอยู่ไม่น้อย เด็กหนุ่มเคยคิดว่าพวกสัตว์ป่าที่มันออกไปต่อยตีด้วยนั้น มีความแข็งแกร่งมากแล้ว ทว่ากลับเป็เพียงชนชั้นล่างสุดของสายพันธุ์อสูร
เทียนไห่ชางเยว่ส่ายหน้าและยิ้มออก ราวกับรู้ในความคิดของบุตรชาย “สัตว์ป่าที่เ้าไปต่อยตีด้วย เป็เพียงแค่สัตว์ป่าระดับ1เท่านั้น สัตว์ป่าระดับหนึ่งมีพลังเทียบเท่าขั้นที่9ของผู้ฝึกตนในดินแดนมนุษย์”
กล่าวมาถึงตอนนี้ น้ำเสียงของนางเปลี่ยนเป็จริงจังทันที “เทียนเอ๋อ เ้าต้องระวังตัวให้มาก ตอนนี้ระดับการบ่มเพาะของลูกอยู่ที่ขั้น9สามารถสู้ได้แค่สัตว์ป่าระดับ1เท่านั้น ทว่าในป่านรกดำแห่งนี้ยังมีสัตว์ระดับสูงอีกมากมาย ถึงแม้มันจะไม่กล้าเข้ามาใกล้ตำหนักภูต แต่หากเข้าไปอยู่ในเขตแดนของพวกมัน ด้วยสัญชาตญาณเดรัจฉานจะเข้าโจมตีเ้าทันที”
“ลูกทราบดีขอรับ ลูกจะไม่ทำให้ท่านแม่ต้องเป็ห่วง” หนิงเทียนยิ้มรับคำ
ชางเยว่ยังกล่าวต่อ “ในโลกของการฝึกตนนี้ การต่อสู้ระหว่างผู้ฝึกตนที่มีพลังทัดเทียมกัน ทักษะวิชาต่างๆเป็ปัจจัยสำคัญในการตัดสินแพ้ชนะ การที่มนุษย์เราอยู่เหนือกว่าพวกสัตว์อสูรก็เพราะมนุษย์มีสติปัญญาในการเรียนรู้ทักษะต่อสู้หลากหลายแขนง ต่างจากพวกอสูรที่ใช้เพียงร่างกายอันแข็งแกร่งเข้าสู้
เพราะฉะนั้นพรุ่งนี้ลูกจะต้องเลือกทักษะวิชาบ่มเพาะให้ดี เคล็ดวิชาแบ่งเป็สี่ประเภทหลัก ‘ทักษะการต่อสู้ วิชาท่าเท้า เคล็ดกายา และคัมภีร์บ่มเพาะ’ ผู้คนในดินแดนภาคกลาง แบ่งมันออกเป็สี่ระดับ มนุษย์ ปราชญ์ เทพาและผู้วิเศษ ในแต่ละระดับยังแยกย่อยเป็ ต่ำ กลาง สูง ผู้ฝึกตนสามารถฝึกทักษะการต่อสู้และวิชาท่าเท่ากี่เคล็ดวิชาก็ย่อมได้ตราบเท่าที่วิชาเ่าั้มิได้ขัดแย้งกันเอง แต่สำหรับ 'เคล็ดกายาและทักษะบ่มเพาะ' ผู้ฝึกตนสามารถเลือกฝึกได้เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น หาก้าเปลี่ยนจะต้องทำลายทักษะเก่าทิ้งก่อนถึงจะสามารถเริ่มฝึกฝนทักษะใหม่ได้
โดยส่วนมากแล้วผู้ฝึกตนจะฝึกทักษะบ่มเพาะเป็หลัก ทักษะรองจะเลือกฝึกระหว่างทักษะกายา ทักษะท่าร่างหรือทักษะต่อสู้ เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะการที่จะฝึกฝนเคล็ดวิชาทั้งสามให้ไปพร้อมกันได้ จะต้องใช้พร์และความอดทนเป็อย่างสูง จำไว้ให้ดีทักษะต่อสู้ระดับต่ำถ้าฝึกถึงขั้นหลอมรวม จะสามารถแสดงอานุภาพได้สูงกว่าทักษะระดับกลางที่ฝึกได้เพียงพื้นฐาน ฉะนั้นห้ามเกียจคร้านเป็อันขาด”
นางยังกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงอ่อน “เทียนเอ๋อระดับวิชาของพวกเรานั้นเรียกว่าเป็หนึ่งไม่มีสอง จึงมีความล้ำลึกในการเรียนรู้อย่างแสนสาหัส เ้าต้องตั้งใจฝึกฝนให้มาก”
“ท่านแม่ ลูกเข้าใจแล้ว ลูกจะไม่ทำให้พวกท่านผิดหวังเป็อันขาด” รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเด็กหนุ่ม
“นี้ก็ดึกมากแล้ว เ้าไปอาบน้ำและเข้านอนเถอะ พรุ่งนี้เราจะต้องไปตำหนักภูตกระบี่กันแต่เช้า”
วันพรุ่งนี้ไม่ใช่วันสำคัญของหนิงเทียนเพียงแค่คนเดียว แต่มันเป็วันที่สำคัญสำหรับอู่โม่กุ้ยทั้งห้าคนอีกด้วย มีเพียงหนึ่งทักษะบ่มเพาะและหนึ่งทักษะกายาเท่านั้นที่จะได้รับการสืบทอดต่อไป
หนิงเทียนเดินไปด้านหลังของตำหนักภูตเหมันต์ เบื้องหน้าปรากฎม่านพลังสีฟ้าอ่อน ภายในแผ่ไอเย็นจางๆออกมา ราวกับว่า ม่านพลังสีฟ้านี้มีหน้าที่สะกดความหนาวเย็นไม่ให้รั่วไหลออกมา
เมื่อหนิงเทียนก้าวผ่านม่านพลัง ทุกสิ่งรอบตัวเขาได้เปลี่ยนไป ควันสีขาวค่อยๆจางลงเผยให้เห็นผิวน้ำสงบนิ่ง และสายลมเย็นอ่อนๆ
เด็กหนุ่มจุ่มเท้าผ่านชั้นน้ำแข็งสีขาว ความหนาวเย็นรุนแรงกระจายอบอวลไปทั่ว ด้วยความเย็นที่หนิงเทียนกำลังแช่อยู่นี้ สามารถแช่แข็งผู้ฝึกตนในดินแดนนักรบให้กลายเป็รูปปั้นน้ำแข็งได้ภายในเสี้ยวลมหายใจ
บริเวณกึ่งกลางของผิวน้ำที่แผ่กลิ่นอายความเย็นออกมาเป็วงกระเพื่อม ปรากฏไข่มุกสีขาวขนาดเท่าปลายก้อย ลอยเหนืออยู่เหนือผิวน้ำ เป็เพราะไข่มุกเหมันต์หมื่นปีเม็ดนี้ ที่เป็แหล่งกำเนิดของความหนาวเย็นทั้งหมด
ในพื้นที่ราบภาคกลางไข่มุกเหมันต์หมื่นปีถูกยกย่องให้เป็สมบัติวิเศษหายาก การปรากฏตัวของไข่มุกเหมันต์สามารถจุดกระแสาขนาดย่อมให้เกิดขึ้นได้ และด้วยความเย็นอันมหาศาลของมัน ทำให้ผู้ที่เพิ่มพูนการบ่มเพาะปราณหยินในร่างกายได้อย่างรวเร็ว
เด็กหนุ่มเป่าปากเบาๆร่างกายและสีหน้าของเขาเป็ปกติอย่างที่สุด “ฟู่ว เย็นสบายดีจัง เจ็ดวันแล้วที่ข้าไม่ได้มาแช่ในน้ำเย็นแบบนี้”
ครั้งแรกที่หนิงเทียนเริ่มแช่ตัวในไข่มุกเหมันต์หมื่นปี เทียนไห่ชางเยว่จะคอยอยู่ข้างๆเพื่อควบคุมความเย็นไม่ให้เป็อันตราย แต่บัดนี้มันสามารถลงไปแช่ในไข่มุกเหมันต์หมื่นปีได้ราวกับว่าเป็เพียงบ่อน้ำธรรมดา หากผู้ฝึกตนระดับนักรบคนใดมาเห็นภาพนี้ จะต้องไม่เชื่อในสายตาตนเองเป็แน่...
ราตรียามค่ำคืนผ่านไปอย่างรวดเร็ว เช้าวันรุ่งขึ้นมาถึง บนทางเดินสู่ตำหนักภูตกระบี่ หนิงเทียนในชุดสีฟ้าเดินเคียงคู่มาพร้อมสตรีในชุดฟ้าครามบริสุทธิ์
ณ ห้องโถงใหญ่ในตำหนักภูตกระบี่ บุรุษชุดขาวนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์สายตามองตรงไปที่ผู้มาเยือนทั้งสอง
“คาราวะ ท่านพ่อใหญ่” หนิงเทียนโค้งศีรษะลงแสดงความเคารพให้กับบุรุษชุดขาว
สตรีในชุดฟ้าครามกวาดสายตาพร้อมกล่าว “พี่ใหญ่ พี่สามยังไม่มาอีกหรือ??”
สุ้มเสียงดังมาจากหน้าประตู บุรุษร่างกายกำยำกล่าวออกอย่างสนุกสนาน “ฮาฮ่าฮ่าๆ วันนี้น้องห้ามาถึงก่อนข้าได้ เกรงว่าตะวันคงไปขึ้นทางทิศตะวันตกแล้วกระมัง”
หนิงเทียนมองไปยังผู้ที่กำลังเปล่งเสียงหัวเราะ มันรีบโค้งศีรษะลงต่ำ “คาราวะ ท่านพ่อสาม”
แม่ห้าเคยเล่าเกี่ยวกับอดีตของบิดาสามอยู่เล็กน้อย ว่าคนผู้นี้มิใช่มนุษย์ แต่เป็เผ่าพันธุ์อสูรที่ฝึกตนจนสามารถจำแลงร่างเป็มนุษย์ได้ แต่ถึงกระนั้นความจริงอาจเป็เพียงเศษเสี้ยวเดียว เพราะเื้ัของคนๆนี้ยังคงคลุมเครือแม้ในหมู่พี่น้องด้วยกัน ทว่ามีเื่หนึ่งที่ประจักษ์ชัดและรู้กันอย่างทั่วถึง ว่าเมื่อหนึ่งพันปีก่อน บนพื้นที่ราบภาคกลางไม่มีผู้ใดไม่รู้จักสมญาอสูรคลั่ง นามว่า ‘หวงหลง’
เสียงหัวเราะของอีกฝ่ายยียวนชวนโทสะ ทำให้ดวงตาของชางเยว่ถึงกับต้องหรี่เล็กลง “พี่สามท่านคงจะตลกมากเลยสินะ”
“น้องห้าถ้าเ้าเอาแต่ดึงหน้า ปั้นตาดุร้ายเช่นนี้ เกรงว่าพี่ๆทั้งสี่คงไม่มีโอกาสเห็นเ้าในวันวิวาห์เป็แน่” หวงหลงกล่าวออกมาอย่างสนุกสนาน ราวกับว่าการได้ยั่วยุโทสะของน้องเล็กคือความสุขอย่างหนึ่งในวันนี้
เห็นอีกฝ่ายข่มฟันหน้านิ่ว หวงหลงรีบเปลี่ยนเื่ก่อนจะเลยเถิด “มา มาๆ เทียนเอ๋อ มาให้พ่อสามอุ้มเ้าหน่อยเร็ว” บุรุษร่างกำยำยกหนิงเทียนขึ้นสูงด้วยความรักความเอนดู และยังกล่าวต่อว่า “เ้าพอใจกับสัตว์ป่าที่พ่อสามจับมาให้เล่นหรือไม่?”
“ข้าชอบมันมากเลยท่านพ่อสาม ว่าแต่ครั้งหน้าท่านช่วยจับสัตว์อสูรมาให้ข้าได้หรือไม่??”
“โห่สิ ตัวแค่นี้ก็อยากเล่นกับสัตว์อสูรเสียแล้ว ยอดเยี่ยมจริงต้องมีความกล้าเช่นนี้แหละ ถึงจะสมกับเป็บุตรชายของข้า ไว้วันหน้าพ่อสามจะพาเ้าไปตีกับหมีดำเขี้ยวยาว ดีไหม” ระหว่างกล่าวหวงหลงยกมือทั้งสองข้างขึ้นมา ทำท่าคำรามร้องเหมือนหมี
เห็นเช่นนั้นหนิงเทียนแย้มยิ้มด้วยความสุข “พ่อสามพวกเราไปกัน วันพรุ่งเลยดีหรือไม่??”
“พอเลย...พอเลย ข้าก็คิดสงสัยว่าใครกันที่ทำให้เทียนเอ๋อไปเสี่ยงอันตรายในดงสัตว์ป่า ดงสัตว์อสูร ที่แท้เป็พี่สามที่ส่งเสริมให้ลูกของข้าไปต่อยตีกับพวกสัตว์ป่า จนได้รับาเ็กลับมาทุกวัน!!!” ชางเยว่กล่าวอย่างไม่ค่อยพอใจ
ฟิ้วววว....สายลมแ่เบาพัดผ่านแผ่นหลัง สายตาของหวงหลงและชางเยว่จ้องไปยังเกาอี้ว่างเปล่าข้างกายของพี่ใหญ่ก่อนจะเป็หญิงสาวที่ได้กล่าวออกมา
“แล้วเหตุใดพี่สี่ถึงชอบทำตัวหลบๆซ่อนๆคล้ายกับพวกหัวขโมยอยู่อีก มาถึงแล้วไม่คิดจะปรากฏตัวหน่อยหรือ??”
“น้องห้า เ้ากล่าวเกินไป ผู้ใดกันที่เป็หัวขโมย” สิ้นเสียงพลันปรากฏร่างของชายชุดดำนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยรอยยิ้ม
เมื่อบุรุษผู้เป็เ้าของตำหนักภูตกระบี่เห็นว่าคนอื่นๆมาถึงครบแล้ว จึงเริ่มกล่าว“พวกเ้าทั้งสามรีบมานั่งได้แล้ว จะได้เริ่มหารือกันเสียที เทียนเอ๋อเ้ามานั่งข้างๆพ่อใหญ่นี่มา”
“ขอรับท่านพ่อใหญ่” หนิงเทียนตอบรับอย่างว่าง่าย
จากนั้นบุรุษชุดขาวกล่าวเข้าเื่ “ห้าปีก่อน พวกเราตกลงกันว่า เมื่อใดเทียนเอ๋อ เติบโตจนเข้าสู่แดนมนุษย์ขั้น9ได้สำเร็จ เมื่อนั้นพวกเราจะเลือกทักษะบ่มเพาะที่เหมาะสมให้แก่เขา ทว่าตอนนี้น้องรองอยู่ใน่เวลาสำคัญของการบ่มเพาะ หน้าที่การตัดสินใจจึงเป็ของพวกเราสี่คน” บุรุษชุดขาวมองยังไปน้องๆทั้งสาม
“พี่ใหญ่ เื่นี้เราจะมานั่งหารือกันอีกทำไม ‘กายาเทพอสูร’ ของข้าเป็หนึ่ง
ไม่มีสองในแดน์หวงตี้ เพียงแค่ความแข็งแกร่งทางกายก็สามารถสังหารศัตรูในระดับเดียวกันได้อย่างสบายๆ ถ้าเทียนเอ๋อฝึกฝนกายาเทพอสูรจนสำเร็จ ข้ามั่นใจเลยว่าเขาจะสามารถเหยียบแดน์ให้จมอยู่ใต้ฝ่าเท้าได้อย่างง่ายดาย”
“พี่ใหญ่ กายาิญญาทมิฬของข้าไม่ได้ด้อยไปกว่ากายาเทพอสูร ขอพี่ใหญ่โปรดพิจารณาด้วย” จูซ่งกล่าวแทรกทันที
“เฮ้อะ!! น้องสี่เ้ากล่าวเช่นนั้นก็ไม่ถูกนัก แม้กายาิญญาทมิฬของเ้าจะเทียบได้บ้าง แต่ก็เป็สายความเร็วไม่ใช่สายพละกำลังเหมือนของข้า อีกทั้งเงื่อนไขการฝึกกายาิญญาทมิฬยังยุ่งยากซับซ้อน จะต้องฝึกร่วมกับ ทักษะบ่มเพาะิญญาราชัน ถึงจะแสดงอำนาจะเืฟ้าได้ มิใช่ว่าเ้าหวังสูงถึงขนาดที่จะให้เทียนเอ๋อ เรียนรู้ทักษะบ่มเพาะของเ้าไปด้วยงั้นหรอกรึ??” หวงหลงกล่าวออกเสียงแข็ง เน้นยำคำว่า ‘เทียบเท่าได้บ้าง’ ให้ดังเป็พิเศษ
“แล้วมันทำไม?? ทักษะบ่มเพาะิญญาราชันของข้า ส่งเสริมทั้งทักษะต่อสู่ ท่าร่างและเป็เอกด้านท่าเท้า เป็ทักษะบ่มเพาะโบราณที่สืบทอดเฉพาะาาของเผ่าพันธุ์”
อีกฝ่ายรีบกล่าวแย้ง “น้องสี่ ทักษะบ่มเพาะิญญาราชันของเ้า ผู้ฝึกจะต้องใช้ชีวิตคนตายเพื่อเป็แหล่งกำเนิดหลักของการบ่มเพาะ เป็ปราณแห่งการสังหารอย่างแท้จริง เ้า้าให้เทียนเอ๋อของพวกเรา เป็ปีศาจกระหายเืเหมือนกับเ้ารึไง??”
จูซ่งส่ายหน้ามุมปากเย้ยหยัน “ข้า ไม่คิดเลยว่าคำพูดนี้จะออกมาจากปากของ ‘อสูรคลั่ง’ ปีศาจบ้าเืที่เข่นฆ่าชีวิตนับแสนในค่ำคืนเดียว หากเรียกข้าเป็ปีศาจกระหายเืแล้ว ตัวท่านละเป็อันใด? ปีศาจบ้าเืหรือไง??” มันย้อนคำถามกลับไปยังพี่สามของตนเอง
“นี้เ้า ชักจะพูดเกินไปแล้วนะ!!!” หวงหลงลุกขึ้นยืน ใบหน้าแดงก่ำด้วยโทสะ
เห็นว่าปล่อยไปแบบนี้คงได้ตีกันแน่ บุรุษชุดขาวรีบกล่าวห้ามก่อนที่เื่ราวจะวุ่นวายไปมากกว่านี้ “น้องสาม นั่งลงเดี๋ยวนี้”
ทว่าความวัวไม่ทันหายความควายเข้ามาแทรก น้ำเสียงใสกังวานของเทียนไห่ชางเยว่ดังขึ้น “ทักษะิญญาราชัน ไม่ใช่ทักษะบ่มเพาะสายปราณปีศาจอันดับหนึ่งแท้ๆ พี่สี่ท่านกล้าให้ เทียนเอ๋อของข้าฝึกได้อย่างไร??”
“น้องห้า เ้าพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง??” พี่สี่ของมันะโใส่หน้า
บรรยากาศที่กำลังจะกลับเข้าฝั่งกลายเป็ตึงเครียดอีกครั้ง เสมือนเช่นวันนี้เมื่อห้าปีก่อนไม่ผิดเพี้ยน
สตรีในชุดฟ้าครามยังคงดึงหน้าด้วยรอยยิ้ม “แล้วข้าพูดอันใดผิดรึพี่สี่ ถ้าทักษะิญญาราชันของท่านเป็อันดับหนึ่งในสายปราณปีศาจจริง แล้วเหตุใด ราชันทมิฬ โอหยางสือ ถึงได้อยู่เย็นเป็สุขจนถึงบัดนี้เล่า”
“บัดซบ!! เมื่อข้าก้าวสู่ขั้นจักรพรรดิ สารเลวโอหยางสือ ต้องตกตายด้วยน้ำมือของข้า” จิตสังหารของจูซ่งพวยพุ่งออกมาปกคลุมเบื้องบนของตำหนักภูตกระบี่ ความ้าสังหารนี้หาใช่เป็การทะเลาะกันระหว่างพี่น้องอีกแล้ว
บรรยากาศอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก เสมือนว่าครั้งนี้จะยิ่งร้ายแรงกว่าทุกๆครั้งที่ผ่านมา
หนิงเทียนได้รับผลกระทบอย่างหนัก แม้ว่าจิตสังหารจะไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ใคร แต่ถึงอย่างนั้นผลกระทบก็ทำให้ร่างกายของมันเย็นเฉียบ ลมหายใจติดขัด ศีรษะวิงเวียน ไม่สามารถแม้แต่จะเปล่งเสียงออกมาได้ ราวกับว่า มีผู้ส่งสาส์นแห่งความตายกำลังยืนถือเคียวสีดำอยู่เบื้องหน้า
ตุบ.... บุรุษชุดขาวเคาะนิ้วเข้ากับพำนักที่วางแขน ปรากฏริ้วกระบี่หนึ่งสายพุ่งเข้าสลายจิตสังหารอันดำมืดอย่างรวดเร็ว ทำให้หนิงเทียนรู้สึกโล่งและผ่อนคลายขึ้นทันตา
โดยปกติแล้วจูซ่งจะใจดีและยิ้มแย้มอยู่เสมอ หนิงเทียนแทบไม่เคยเห็นบิดาสี่แสดงอาการโกรธจนขาดสติเช่นนี้มาก่อนเลย ในใจจึงเกิดเป็คำถามว่า ‘โอหยางสือ’ ที่ท่านแม่กล่าวถึง เป็ใครกันแน่??
“น้องสี่ เ้ารีบสงบสติลงก่อน ส่วนน้องห้า ครั้งนี้เ้าทำเกินไป!!!” บุรุษชุดขาวกล่าวตำหนิน้องเล็กของมัน
“น้องห้า คราวนี้เ้าเล่นแรงเกินไปจริงๆ” หวงหลงต่อว่าการกระทำของหญิงสาว
ดูเหมือนว่าเทียนไห่ชางเยว่พึ่งจะรู้ตัว ถึงถ้อยคำต้องห้ามที่นางกล่าวออกไป ไม่บ่อยครั้งที่นางจะรู้สึกผิดและเสียใจ จนต้องประสานมือที่หน้าขาและย่อตัวลงพร้อมกับกล่าวคำขอโทษด้วยเสียงอ่อย “พี่สี่เป็ข้าเองที่พูดไม่คิด โปรดให้อภัยน้องเล็กคนนี้ด้วย ขอให้พี่สี่รับการคาราวะจากข้า”
ไม่บ่อยครั้งที่ธิดาโลหิตจะขอโทษจากใจจริง ทุกครั้งเมื่อนางทำผิด จนต้องกล่าวคำขอโทษ นางมักจะกล่าวอย่างขอไปที แต่ทว่าครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งอื่นๆ ชางเยว่รู้สึกผิดในคำพูด ถึงกับยอมก้มศีรษะลง ทำให้หนิงเทียนรับรู้ว่า โอหยางสือ เป็ตัวตนต้องห้ามสำหรับบิดาสี่จริงๆ
ปล่อยเวลาผ่านไปหลายอึดใจ จูซ่งจึงพยักหน้ารับคำขอโทษ ไม่มีคำพูดใดๆออกมาจากปากของมัน ราวกับว่ากำลังพยามข่มจิตสังหารที่อยู่ภายในให้สงบลง
บุรุษชุดขาวรีบเปลี่ยนเื่ เพื่อดึงบรรยากาศให้กลับคืนมา “วันนี้พี่ใหญ่ให้พวกเ้าสามคนมาพร้อมหน้าเพื่อตกลงกันเื่ทักษะบ่มเพาะของเทียนเอ๋อ กายามารทมิฬ ถึงแม้จะเป็สุดยอดวิชา แต่การที่จะต้องบ่มเพาะปราณิญญาราชันควบคู่ไปด้วยนั้น พี่ใหญ่คิดว่าไม่ค่อยจะเหมาะสม ปราณิญญาราชันของน้องสี่มีความเป็เอกเทศสูง หากมิใช่สายเืที่แท้จริง มันจะต่อต้านทั้ง ‘หยินและหยาง’ ส่งผลให้การฝึกทักษะต่อสู้อย่างเหมันต์นิรันดร์ของน้องห้าและเพลิงเทพอสูรของน้องสามมีปัญหาในภายหลังได้
ส่วนกายาหยินบริสุทธิ์ของน้องห้า ไม่ใช่ผู้ใดในหล้าที่จะสามารถฝึกฝนได้ ถึงแม้เ้าจะให้เทียนเอ๋อ อาบน้ำจากไข่มุกเหมันต์หมื่นปีมาตลอดก็ตาม แต่เ้าย่อมรู้ดีกว่าใครการเป็บุรุษเพศจะสามารถเข้าถึงพลังหยินได้ยากกว่าสตรีเพศ”
“เฮ๊อะ!!” เทียนไห่ชาวเยว่เค้นเสียงในลำคอ นางไม่พอใจที่ทักษะของตนเองถูกปฏิเสธ ทว่าแม้ไม่อยากยอมรับในคำกล่าวของพี่ใหญ่ แต่นางก็เข้าใจดี นางพยายามสร้างร่างหยินบริสุทธิ์ให้แก่บุตรชาย ไม่ว่าจะเป็ของวิเศษหรือทรัพยากรชั้นสูงล้วนใช้ออกมาโดยไม่คิดเสียดาย แต่น่าเศร้าสำหรับบุรุษเพศนั้น การเสริมสร้างร่างหยินให้สำเร็จจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย20ปี
บุรุษชุดขาวได้กล่าวต่อไป “กายาไร้ลักษณ์ของข้ายังถือว่าด้อยกว่ากายาเทพอสูรของน้องสามอยู่ครึ่งก้าว กายาเทพอสูรเป็วิชาที่อาศัยความแข็งแกร่งจากเส้นลมปราณเสริมสร้างจากภายในสู่ภายนอก ด้วยเส้นลมปราณที่แข็งแกร่งสามารถทนทานต่อพลังธาตุที่ขัดแย้งกันภายใน นั้นก็ย่อมหมายถึงการฝึกฝนทุกทักษะได้อย่างอิสระโดยไม่ส่งผลร้ายต่อร่างกาย พวกเ้าคิดว่าเหมาะสมดีหรือไม่??”
แม้ว่านี้จะเป็เพียงความคิดเห็นของคนๆเดียว แต่จากน้ำเสียงที่บุรุษชุดขาวกล่าวออกมาราวกับว่ามันได้ตัดสินใจไปแล้ว
“คำกล่าวของพี่ใหญ่ ข้าเห็นด้วยเป็ที่สุด!!” หวงหลงะโเสียงดัง ภายในใจของมันนั้นลิงโลดเป็ที่สุด
“ตามแต่พี่ใหญ่เห็นสมควรก็แล้วกัน” แม้จูซ่งจะไม่พอใจแต่ก็มิอาจยอมรับความจริงที่พี่ใหญ่พูดออกมาได้
“ก็ไม่มีทางเลือกอื่น หากไม่ใช่กายาเทพอสูร เพลิงและน้ำแข็ง อสนีและน้ำ ดินและลม จะไม่สามารถอยู่ในร่างกายของคนๆเดียวได้” เทียนไห่ชางเยว่กล่าว
ได้ยินเช่นนั้นหวงหลงะเิเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง คล้ายว่าตัวเองเป็ผู้ชนะในาแห่งความอยู่รอด “กายาเทพอสูรของข้ามีผู้สืบทอดแล้ว วะฮะฮาฮ่าๆๆ”
หลังจากได้ยินเสียงหัวเราะอันน่าเกลียดของพี่สาม หญิงสาวรีบกล่าวเพื่อจะข้ามไปเื่การบ่มเพาะให้เร็วที่สุด “พี่ใหญ่ ข้าคิดว่าเทียนเอ๋อเหมาะสมที่จะบ่มเพาะทักษะเหมันต์นิรันดร์ของข้าเป็ที่สุด”
พี่สามของนางรีบกล่าวแทรก “น้องห้าในเมื่อเทียนเอ๋อฝึกฝน กายาเทพอสูรของข้าแล้ว ก็ต้องบ่มเพราะทักษะเพลิงสุริยัน ไม่เพียงแต่ปราณหยางที่ร้อนแรง ยังมีกระบวนท่าหมัดจักรพรรดิอสูรอีกด้วย บัดนี้ ‘อสูรคลั่งที่2’ได้ถือกำเนิดแล้ว วะฮะฮาฮ่าๆ”
“พี่สาม ท่านกล่าววาจาผายลมอันใดออกมา??” เทียนไห่ชางเยว่มองไปหวงหลงด้วยดวงตาหรี่เล็กหมายจะเอาเื่
นอกเหนือความขัดแย้งของทั้งสอง จูซ่งเป็คนแรกที่ฉุกคิดได้ก่อนใคร มันร่นหว่างคิ้ว จับจ้องไปยังบุรุษชุดขาวที่กำลังปูทางสู่ตัวเอง “พี่ใหญ่ คงไม่ใช่ว่าท่านตั้งใจจะให้เขาฝึก วิชาบ่มเพาะอัตถะวิสุทธิ์ของท่านหรอกนะ??”
“อัตถะวิสุทธิ์ของข้าและเทวะอุดรของน้องรอง นับว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว
ทักษะเหมันนิรันดร์ของน้องห้า การจะเข้าสู่จุดสูงสุดได้ ผู้ฝึกตนต้องมีร่างกายหยินบริสุทธิ์เสียก่อน”
“พี่ใหญ่ ขอเวลาแค่20ปี ข้าจะปรับปรุงร่างกายของเทียนเอ๋อ เมื่อสำเร็จข้ามั่นใจว่าแม้เป็สตรีทั่วหล้าก็ไม่มีนางใดปลดปล่อยปราณหยินได้เท่ากับเทียนเอ๋อเป็แน่” สตรีชุดขาวกล่าวด้วยความหวัง
“นานเกินไป เ้าเองก็รู้อยู่แก่ใจว่า 20ปีแรกของการฝึกตน มีความสำคัญมากเพียงใด หากจะให้แต่เสริมสร้างร่ายกายถึง20ปี นับว่าเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์”
ได้ยินเช่นนั้นเทียนไห่ชางเยว่ ได้แต่กัดริมฝีปากและยอมตัดใจในที่สุด “ถ้าเช่นนั้นก็ช่างมันเถอะ” น้ำเสียงที่เปล่งออกมาเต็มไปด้วยความผิดหวัง แต่นางเข้าใจดีว่า ความสำเร็จของบุตรชายจะต้องมาก่อนความหวังของนาง
บุรุษชุดขาวมองไปยังน้องห้าด้วยความแปลกใจเล็กๆ มันไม่คิดว่าน้องห้าที่แสนดื้อรั้นจะยินยอมอย่างว่าง่ายเช่นนี้ “น้องห้าเ้าอย่าได้เสียใจไป ด้วยไข่มุกหมื่นเหมันต์อีกไม่เกินห้าปี แม้จะไม่ถึงระดับร่างหยินบริสุทธิ์ แต่ร่างกายก็พร้อมจะฝึกวิชาหยินขั้นสูงของนิกายเอกโลหิตได้โดยไม่มีผลกระทบใดต่อทะเลลมปราณ”
“ส่วนทักษะบ่มเพาะเพลิงสุริยันของน้องสาม แม้ว่าจะเป็ทักษะบ่มเพาะที่ดี ทว่าขอบเขตการใช้ออกที่จำกัด เป็ข้อด้อยกว่าอัตถะวิสุทธิ์และเทวะอุดรอยู่ถึงหนึ่งก้าว น้องสามเ้าย่อมรู้ดีกว่าใคร ความแข็งแกร่งที่เหนือล้ำของเ้ามาจากทักษะบ่มเพาะหรือมาจากทักษะกายา??”
แม้รู้ดีแต่ไม่อาจยอมรับ หวงหลงหรี่สายตาจ้องมอง “พี่ใหญ่ท่านกล่าวเช่นนี้ ออกมาในเวลาที่พี่รองไม่อยู่ ไม่เอาเปรียบกันไปหน่อยหรือ?? เมื่อผู้สอนสั่งเทวะอุดรไม่อยู่ อัตถะวิสุทธิ์ก็กลายเป็ตัวเลือกเดียวทันที ไม่ยุติธรรม ไม่ยุติธรรม”
ทันใดนั้นเอง จิตััของทั้งสี่คนรับรู้โดยพร้อมกัน สีหน้าของคนทั้งหมดแปรเปลี่ยนเป็ความปิติยินดีอย่างที่สุด แม้บุรุษชุดขาวจะยังอยู่ในรอยยิ้ม แต่มันก็อดไม่ได้ที่จะพึมพำด้วยเสียงแ่เบา “เ้าเลือกเวลาออกมาได้เหมาะจริงๆนะ”
ตูมมมมมมมมมมมมมม---------------------