พระตำหนักฮุ่ยหลิง
เช้าตรู่วันนี้แม่นมเฉินเข้ามาปลุกองค์หญิงอี้อัน ลุกขึ้นมาแต่งองค์ทรงเครื่องหวีและเกล้าผมให้นาง ตรงหน้ากระจกบานใหญ่ อี้อันมองเด็กสาวที่อยู่ในกระจก สตรีนางนั้นไม่งดงามนัก ผิวออกเข้ม ช่างต่างจากองค์หญิงเหออันพี่สาวงดงามไม่ว่าใบหน้าผิวพรรณ กิริยา น้ำเสียงช่างงามพร้อมจริงๆ ต่างจากเด็กสาวในกระจกอย่างสิ้นเชิง อี้อันชี้ไปที่กระจก “แม่นม เด็กผู้หญิงในกระจก ทำไมหน้าตาอัปลักษณ์จัง!!”
เช้าวันนี้เสด็จแม่ทรงเชิญบรรดาพระสนมทั้งหมด บรรดาพระโอรสพระธิดาของพระสนมเ่าั้มาพบปะกับอี้อันพระธิดาองค์เล็กเพื่อแนะนำนางแก่เหล่าเชื้อพระวงศ์ อี้อันเองไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้พบพระญาติลำดับต้นๆของตนสักเท่าไหร่ นางคุ้นเคยกับผู้คนหลากหลายฐานะั้แ่คราวออกท่องยุทธภพกับองค์ชายสามอี้จิน ผู้คนเ่าั้มีทั้งจิตใจดี เ้าเล่ห์เพทุบายหรือจิตใจโเี้ฆ่าคนเพียงดาบเดียวซึ่งนางล้วนพบเห็นมาแล้ว อ้อ.. หรือแม้แต่สตรีที่งดงามที่สุดในใต้หล้าอี้อัน ผู้นี้ล้วนได้พบเจอมาแล้วทั้งสิ้น ก้อเสด็จพี่อี้จินนี่แหละที่พาไปพบสตรีที่เลอโฉมเ่าั้ด้วยตนเอง
“วันนี้ทรงเป็องค์หญิงที่ว่านอนสอนง่ายเพื่อเสด็จแม่นะเพคะ” แม่นมเฉินกล่าวขณะตกแต่งศีรษะด้วยอี้อันด้วยเครื่องประดับทองคำประดับอัญมณีมีราคาที่องค์ชายอี้จินประทานเป็รางวัลจากที่ไปร่วมคาราวานค้าขายด้วยกัน
“ที่จริงแล้วบนตัวเราที่สวยงามเห็นจะมีแต่เสื้อผ้าอาภรณ์และเครื่องประดับนี่กระมัง” อี้อันพูดแล้วยิ้มกับเด็กผู้หญิงในกระจกต่อ
แม่นมเฉินหัวเราะเบาๆ“องค์หญิงอย่าไปใส่พระทัยกับคำกล่าวของคนที่ไม่รู้จักเลยเพคะ”
“จริง ถึงคนที่รู้จัก เราก็ไม่สนใจ”อี้อัน ยิ้มกว้างให้แม่นมเฉิน
ณอุทยานฮวาเยวี๋ยน วันนี้ท้องฟ้าสดใสไร้เมฆฝน รอบอุทยานถูกตกแต่งด้วยพรรณไม้ดอก ไม้ประดับงดงามส่งกลิ่นหอมฟุ้งชวนรื่นรมย์ยิ่งนัก บนลานอุทยานมีโต๊ะใหญ่หลายตัว มีขนมและผลไม้มากมาย นางกำนัลคอยรินน้ำชาร้อนๆให้แขกที่มางานเลี้ยงรับรอง บนศาลาแปดเหลี่ยมมีโต๊ะใหญ่ตั้งอยู่ ต้วนฮองเฮา ประทับหัวโต๊ะ มีนางกำนัลฟาง คนสนิทยืนอยู่ด้านหลังด้านซ้ายเป็พระสนมหวังกุ้ยเฟย ถัดจากนั้นเป็พระสนมซุน พระสนมจ้าง พระสนมฟาง พระสนมเกา พระสนมหลี พระสนมเซา พระสนมอู
ฮ่องเต้ซ่งไท่จงทรงมีพระโอรส 9 พระองค์ พระธิดา 5 พระองค์ องค์หญิงอี้อันเป็พระธิดาองค์เล็กสุดถือกำเนิดปีที่ฝ่าาขึ้นครองราชย์ แต่วันนี้นางได้พบว่ายังมีน้องชายที่อายุน้อยกว่านางอีกถึง 3คน แต่กระนั้น อี้อัน ยังคงเป็พระธิดาที่อายุน้อยที่สุดอยู่
เหล่าพระมารดากำลังสนทนากันอยู่บนศาลาแปดเหลี่ยมกลางอุทยาน นอกนั้นเหล่าพระโอรส พระธิดาที่อายุใกล้เคียงกันจับกลุ่มสนทนากัน หัวข้อที่เหล่าองค์หญิงพากันกระซิบเบาๆไม่ให้ผู้จัดงานได้ยินคือ “เขาลือกันว่าน้องหญิงอี้อันที่กลับมาเพราะนางเป็โรคโง่ โตแล้วยังไม่ประสีประสารู้ความ เป็คนไร้ประโยชน์ ฮ่องเต้แห่งต้าหลี่เลยหมดพระเมตตาส่งนางกลับมาอยู่กับเสด็จพ่อ เห็นกันไหม ผิวนางคล้ำจนดำ ดูแล้วราศีช่างหม่นหมอง”
“เรายังได้ยินว่า อี้อันเมื่ออยู่ต้าหลี่ แต่งกายเป็ชายทำตัวติดกับญาติผู้พี่องค์ชายสามรอนแรมไปทั่วแคว้น” องค์ชายรองเหยียนชี่ ปรายตามองบรรดาน้องสาวต่างมารดาสนทนากันอย่างระอาใจ ครั้นมองไปทางองค์ชายใหญ่เหยียนจั๋ว องค์หญิงหลิงอัน ที่พาสหายหน้าใหม่ เป็องค์ชายแห่งซีเซี่ยมาร่วมงานด้วยนึกสงสัย “พวกเขาไปสนิทสนมกันั้แ่เมื่อไหร่หรือนี่?”
แล้วองค์หญิงเหออันจูงมือองค์หญิงอี้อันพระขนิษฐาเดินออกจากพระตำหนักฮุ่ยหลิงเข้ามายังอุทยานมีแม่นมเฉินติดตามมาทางด้านหลัง เหออันนำน้องสาวขึ้นไปทำการคารวะฮองเฮาพระสนมหวังกุ้ยเฟย และพระสนมที่มาร่วมงานจนครบซึ่งอี้อันทำความเคารพตามธรรมเนียมแบบสตรีสูงศักดิ์ได้อย่างไร้ที่ติ “เสด็จพี่หญิงม่านลี่ อบรมนางได้ดีจริงๆ” ต้วนฮองเฮายิ้มปลื้มใจกับกิริยาอ่อนช้อยของพระธิดาคนเล็กแม้จะไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็ แต่อี้อันก้อทำได้ไม่เลวนัก อี้อันยืนอยู่ท่ามกลางพระสนมของเสด็จพ่อ
พระสนมฟางกล่าวกับฮองเฮา “ได้ยินว่าวันที่คณะทูตมาเข้าเฝ้าฝ่าาองค์หญิงอี้อันเป็ผู้บรรเลงกลองเชิดัหลงเติงถวายพระพรฝ่าา ดีจริงๆ เป็เด็กที่มีความสามารถ ยินดีกับฮองเฮาที่มีพระธิดามีความสามารถมากเช่นนี้”
“ขอบพระทัยพระสนมฟางเพคะ” อี้อันยิ้มแย้ม
“เอาเถิด เหออัน พาน้องเ้าไปพบบรรดาพี่ๆ น้องๆ ทางด้านนั้นเถิด” ฮองเฮาตรัสกับองค์หญิงเหออันพระธิดา นางจึงพาน้องสาวมาทางกลุ่มองค์ชายที่ยืนสนทนาอยู่และแนะนำพี่ชายน้องชายทีละคนให้กับอี้อัน นางทำการคารวะเสด็จพี่ทีละคน
“นี่เสด็จพี่ใหญ่เหยียนจั๋ว เสด็จพี่รองเหยียนชี่ เสด็จพี่สี่เหยียนเฟิง เสด็จพี่ห้าเหยียนเจี๋ย เสด็จพี่หกเหยียนโจว นี่น้องเจ็ดเหยียนไช่ น้องแปดเหยียนเหยี่ยน น้องเก้าเหยียนอี้ และท่านนี้ องค์ชายหลี่ผิงซานแห่งซีเซี่ย”อี้อันทำความเคารพตามลำดับาุโ และทักทายน้องชาย 3 คนที่อายุน้อยกว่านาง
จากนั้นองค์หญิงเหออันพี่สาว ได้นำอี้อันเลยไปทำความเคารพพี่สาวต่างมารดา พระธิดาของเสด็จพ่อมีทั้งหมด 5 คน รวมถึงตัวอี้อันด้วยนางทำการคารวะพี่สาวทั้งหมดตามลำดับ “นี่เสด็จพี่หญิงหลิงอัน เสด็จพี่หญิงเสียงอันเสด็จพี่หญิงกู้อัน”
หลังการแนะนำพระญาติชายหญิงแล้ว เหออันได้ขอแยกไปจดูแลความเรียบร้อยการจัดเลี้ยง ส่วนอี้อันนั้น ถึงงานในวันนี้นางจะเป็ศูนย์กลางการมารวมตัวกันของเหล่าพี่น้องชายหญิงก็ตามแต่เื่ที่พวกเขาจับกลุ่มสนทนากัน ล้วนเป็เื่ที่นางไม่ค่อยสนใจนัก เสื้อผ้าแพรพรรณ กวีนิพนธ์ อี้อันจึงค่อยๆแยกตัวออกมานิ่งกินขนมมองดูแต่ละกลุ่มสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้กันอย่างเพลิดเพลิน
ระหว่างนี้องค์ชายหลี่ผิงซานปลีกตัวออกจากกลุ่มองค์ชายใหญ่เหยียนจั๋ว ตรงไปยังองค์หญิงเหออันที่สนทนากับองค์หญิงเสียงอันพระธิดาพระสนมฟางทั้งสองกำลังแลกเปลี่ยนความรู้เื่กวีนิพนธ์กัน เพราะเขารู้แล้วว่าเส้นทางใดจึงจะนำเขาเข้าใกล้องค์หญิงเหออันได้มากที่สุด ครั้นกลุ่มนี้ต่างๆ เริ่มสนทนาเื่บทกวีกันอย่างดื่มด่ำลึกซึ้ง
อี้อันที่ไม่ค่อยสันทัดเื่กวีนิพนธ์กาพย์ กลอนนัก นางขอนั่งกินขนมและดื่มชาตามลำพัง ส่วนแม่นมเฉินยืนอารักขาอยู่รอบนอกกับเหล่านางกำนัล แล้วมีเสียงใส เล็กๆดังขึ้นข้างหลัง “พี่หญิงอี้อันหม่อมฉันนั่งด้วยคนได้ไหม” นางหันหลังไป เห็นเหยียนเหยี่ยนองค์ชายแปด วัย 6 ปี เขาร้องทักทายพี่สาว
“เ้าแปดเองหรือ ว่าอย่างไร มากินขนมด้วยกันไหม”
“ขอบพระทัยเสด็จพี่” แล้วองค์ชายแปดนั่งลงเก้าอี้ใกล้ๆหยิบขนมในจานมากัดกิน เคี้ยวจนแก้มตุ่ย
“หม่อมฉันได้ยินว่า เสด็จพี่หญิงอี้อันไปรักษาตัวที่ต้าหลี่แล้วยังได้ท่องเที่ยวไปทั่ว พี่หญิงอี้อัน เก่งจัง” องค์ชายแปด น้องชายผู้นี้เจรจาช่างรื่นหูนัก อี้อันจึงขยับตัวเข้าใกล้แล้วเริ่มสนทนาอย่างออกรส “พี่ได้พบเห็นผู้คนมากมายแต่ละแห่งที่พี่ไปล้วนมีเื่ราวแปลกประหลาดมากมายให้เรียนรู้ และพี่ยังได้เรียนรู้วิชาค้าขายด้วยนะเ้าอยากรู้ไหมวิชาดูพลอยแดง”
“ดี ดี หม่อมฉันอยากเรียนด้วย” องค์ชายแปดตบมือยินดี พลันมีเสียงทุ้มๆ เสียงหนึ่งดังขึ้น
“อี้อัน ร่างกายเ้าปรับตัวกับอากาศทางเหนือได้ดีแล้วหรือไม่?” องค์ชายรองเหยียนชี่ถาม นางรีบลุกขึ้นทำความเคารพ “คารวะเสด็จพี่รองเหยียนชี่ตอนนี้โรคหอบทุเลาไปมากแล้ว แต่หมอหลวงผู้เฒ่าของต้าหลี่ ยังจัดยาให้ไว้ด้วยเพคะ” อี้อันยิ้มแย้ม
“ดีใจด้วยที่รักษาโรคเก่าจนหายดีแล้ว” องค์ชายเหยียนชี่กล่าวอย่างจริงใจ
“แล้วโรคโง่ที่เขาเล่าลือกัน เ้าเป็เช่นนั้นจริงๆหรือ?” องค์ชายใหญ่เหยียนจั๋วถามเสียงดัง แล้วหัวเราะราวเย้ยหยันเขาเดินเข้ามาพร้อมกับองค์หญิงหลิงอัน นางมีใบหน้างดงามหวานหยดย้อยแต่สายตาที่มองอี้อัน นางมองด้วยหางตาก่อนยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก อี้อันยิ้มกว้างกัดขนมไปหนึ่งคำก่อนตอบพี่ชายต่างมารดาว่า “หม่อมฉันไม่ได้เป็โรคโง่เพคะ เสด็จพี่เป็ถึงองค์ชาย แต่ทำไมโง่ให้คนลือเขาหลอกเอาได้ล่ะเพคะ” อี้อันยิ้มกว้างดวงตาใสกระจ่าง
“เฮ้ย...เ้า... “ องค์ชายเหยียนจั๋วได้ยินคำของนางจึงรู้ว่าอี้อันกำลังด่าเขา ทำท่าจะเข้าไปตีนาง แต่องค์ชายเหยียนชี่เดินเข้าขวางไว้ เสียงเอะอะขององค์ชายใหญ่ทำให้ฮองเฮาและเหล่าพระสนมบนศาลาล้วนหันไปมองอย่างสงสัย
“มีเื่อะไรกัน?” พระสนมหวังกุ้ยเฟยลุกขึ้นจากโต๊ะเดินมาทางองค์ชายใหญ่เหยียนจั๋ว เห็นว่าองค์ชายรองเหยียนชี่กำลังยื้อยุดกับพี่ชาย “เสด็จแม่อี้อันกล่าวหาว่าลูกโง่ ถูกคนหลอกพ่ะย่ะค่ะ” พระสนมหันขวับมาที่อี้อันทันที องค์ชายรองเหยียนชี่ จึงกล่าวว่า “เสด็จพี่เองที่พูดจาไม่ระวัง” พระสนมกุ้ยเฟยหันไปทางฮองเฮาที่กำลังมองนางอยู่รู้สึกขัดใจที่เหยียนชี่กล่าวให้ท้ายอี้อัน พระสนมหวังกุ้ยเฟยค้อนลูกชายคนรองครั้งหนึ่งแล้วขยับกายเข้าไปกล่าวกับฮองเฮา “ทูลฮองเฮาที่ตำหนักหม่อมฉันยังมีงานคั่งค้างอยู่หลายประการ หม่อมฉันเห็นสมควรแก่เวลาจึงขอทูลลากลับตำหนักซุนจี้ก่อนนะเพคะ” ว่าแล้วพระสนมหวังกุ้ยเฟยทำการคารวะแล้วพาพระโอรส พระธิดาทั้งสามกลับตำหนักไปอย่างอารมณ์เสีย
ฮองเฮายิ้มแย้ม มิได้กล่าวอันใด แต่พยักพระพักตร์รับทราบ องค์ชายหลี่ผิงซานแห่งซีเซี่ย เห็นเช่นนั้นจึงต้องขอตัวลากลับด้วยเช่นกัน เพราะเขาอาศัยติดตามองค์ชายใหญ่เหยียนจั๋ว จึงสามารถเข้ามาภายในพระตำหนักชั้นในได้ ดังนั้นจึงจำเป็ต้องกลับไปด้วย องค์ชายหลี่ผิงซานแห่งซีเซี่ยจะต้องเดินไปพบองค์หญิงเหออันรู้สึกเสียดายโอกาสงดงามเช่นนี้ ไม่ง่ายนักที่จะเข้าพระราชวังต้าซ่งมาง่ายๆ “กระหม่อมขอตัวกลับก่อนพ่ะย่ะค่ะ องค์หญิงเหออัน”
องค์หญิงเหออันเช่นกันแววตาฉายความรู้สึกเสียดายออกมานิดหนึ่งก่อนคำนับลา แล้วเร่งฝีเท้ามาหาน้องสาว “เสด็จพี่เหยียนจั๋วเขาทำร้ายเ้าหรือไม่?”
“ไม่มีเพคะ พี่หญิงไม่ต้องเป็ห่วงน้อง” อี้อันยิ้มแย้ม โบกมือไปมา “เขาทำอะไรหม่อมฉันไม่ได้หรอก”
หน้าพระตำหนักฮุ่ยหลิง
พ้นจากวันพบพระญาติที่น่าเบื่อหน่ายมาแล้ว เช้าวันนี้องค์รัชทายาท นำรถม้าประจำตำหนักบูรพามารับอี้อันหน้าพระตำหนักฮุ่ยหลิง พี่ชายลงมารับน้องสาว เพราะรถม้าที่เสด็จพ่อประทานให้ยังไม่เรียบร้อยวันนี้อาภรณ์และเครื่องประดับนางยังงดงามเหมือนเดิม เพียงแต่การแต่งกายรัดกุมขึ้น แล้วสองพี่น้องนั่งในรถม้า ผู้บังคับม้าแล่นไปตามถนนมีพลทหารอารักขา 6 นาย
“ปกติเสด็จพี่นั่งรถม้าไปค่ายซานตงหรือเพคะ”
“เป็เช่นนั้น ไปพร้อมสหายอีกสองคน”
“อ๋อ...” อี้อันมองออกไปภายนอกผ่านผ้าม่านบนถนนในนครเปี้ยนจิง เต็มไปด้วยผู้คนเดินขวักไขว่ ร้านค้าต่างๆ มากมาย “เสด็จพี่แผ่นดินต้าซ่งช่างครึกครื้นยิ่งนัก”
พี่ชายยิ้มไม่ตอบน้องสาว หากยังคงจับจ้องใบหน้าของนางด้วยความเอ็นดูยิ่งนัก พลางคิดในใจ “เ้ากลับมาจะช่วยอะไรพี่ได้เล่า?แต่เมื่อมีเ้าอยู่ใกล้ๆ พี่ก็เลิกห่วงกังวลไปได้มากโข”
ค่ายซานตง
องค์รัชทายาทลงจากรถม้าเดินนำน้องสาวเข้ามาในห้องโถงค่ายซานตง พลทหาร 4 นายที่ยืนในห้องโถงทำความเคารพทรงเดินตรงไปที่โต๊ะผู้บัญชาการค่าย บนโต๊ะมีฎีกาที่ขันทีรับจากฝ่าานำมาส่งให้องค์รัชทายาทตรวจ พระแท่นประจำโต๊ะค่อนข้างกว้างใหญ่ องค์หญิงอี้อันเห็นดังนั้นจึงเดินขึ้นไปนั่งกับพี่ชายด้วยพี่ชายไปมองน้องสาวกล่าวว่า
“เก้าอี้เ้าอยู่ข้างล่างนั่น” น้องสาวมองตามสายตาพี่ชายไปแล้วหันกลับมาสั่นศีรษะ “หม่อมฉันนั่งตรงนี้แหละ” พี่ชายส่ายหน้า
สักครู่เสวี่ยซิง กับ จางเหยาเดินเข้ามาในห้องโถงทำความเคารพองค์รัชทายาทและองค์หญิงอี้อัน ส่วนองค์หญิงอี้อันเมื่อพบ เสวี่ยซิงพลันกล่าวอย่างตื่นเต้นดีใจที่นางได้พบกับบุรุษผู้มีรูปงามดั่งเซียน์ปั้นแต่งอีกครั้ง
......“ท่านนั่นเอง!!” ......
“มีอะไรหรือ?” พี่ชายหันหน้ามาถามน้องสาวอย่างแปลกใจน้องสาวไม่ตอบ นางยิ้มแก้มแทบปริ จนทำให้พี่ชายประหลาดใจยิ่งขึ้น เสวี่ยซิงจึงเล่าความว่า “ทูลองค์รัชทายาทในพิธีต้อนรับคณะทูตจากแคว้นต้าหลี่ กระหม่อมไล่ตามคนร้ายบนหลังคาพระราชวัง เมื่อตามจับได้แล้วจึงเข้าไปทูลเชิญองค์หญิงนำเสด็จเข้าท้องพระโรงพ่ะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทพยักหน้ารับทราบ ทางด้านจางเหยาทูลรายงาน
“ทูลองค์รัชทายาท เช้าวันนี้เราไปกรมอาญาตรวจพิสูจน์ศพชาย 8 คนที่ปลอมตัวเป็ขันที เราสอบถามบรรดาหัวหน้าขันทีในวังแล้วไม่มีใครรู้จักชายทั้ง 8 คนนี้ เราเรียกนางกำนัลที่ติดตามขบวนคณะทูตมาดูศพ พวกนางล้วนไม่รู้จักทั้ง 8 คนเช่นกัน ที่ศพไม่มีสัญลักษณ์และอาวุธใดๆพบแต่ยาฟู่จื่อ ที่หมอชันสูตรบอกว่าเป็พิษชนิดเดียวกับที่อนุของเสนาบดีเฮ่อหยุนดื่มพ่ะย่ะค่ะเสียดายขันทีปลอมเ่าั้ไม่มีใครมีชีวิตรอดพอให้เราเค้นสอบได้” จางเหยากล่าว แต่สายตามองที่องค์หญิงอี้อัน “ถึงรอดชีวิต เขาก็ไม่ตอบท่านแน่นอน” องค์หญิงอี้อันกล่าวขึ้นขัดจังหวะการสนทนาใบหน้านางยังคงยิ้มแย้ม
“ทำไมจึงไม่ตอบล่ะ พ่ะย่ะค่ะ” จางเหยาถามสายตายังมองตรงที่องค์หญิงไม่ลดละ
อี้อันตอบกลับ “คนที่ท่านจับได้บนหลังคา สุดท้ายเขาก็ฆ่าตัวตายไม่ให้ท่านถามต่อ ขันทีปลอมพวกนี้ก็ไม่ตอบท่านแน่เขาเป็นักฆ่ารับจ้าง ฉะนั้นหากเขาถูกจับได้ก็จะกินยาพิษชิงฆ่าตัวตายเหมือนกัน เราจึงไม่ยอมปล่อยให้พวกนี้รอดออกไปทำร้ายใครได้อีก” บุรุษทั้งสามได้ยินคำกล่าวของอี้อัน ต่างหันไปมองนางเป็จุดเดียว
“เ้ารู้ได้อย่างไรว่า พวกนี้เป็คนร้าย” พี่ชายถาม
“เพราะพวกเขาเดินตามหม่อมฉันมาตลอดทางเดินก่อนไปถึงท้องพระโรง หม่อมฉันก้าวเท้าค่อนข้างเร็วมีแต่องครักษ์จากต้าหลี่4 คนและขันที 8 คนที่เดินตามหม่อมฉันทัน นางกำนัลอื่นๆ ล้วนต้องวิ่งตามหม่อมฉัน คนที่ฝึกยุทธ์เท่านั้นที่ฝีเท้าเร็วและสม่ำเสมอถ้าไม่เกรงจะเสียพิธีการหม่อมฉันจะให้องครักษ์ของต้าหลี่จับตัวไว้แล้ว สุดท้ายแล้วพวกมันแยกย้ายกันไปซ่อนตัวตามที่ท่านไปพบศพนั่น” จางเหยาอึ้งสบตาองค์รัชทายาท องค์หญิงทรงรู้ตัวคนร้ายกลุ่มนี้ั้แ่แรกแล้ว
“เ้ารู้ไหมว่าพวกมันติดตามเ้ามาได้อย่างไร?” พี่ชายถาม
“หม่อมฉันไม่ทราบเพคะ รู้แต่ว่ากรมพิธีการของต้าซ่งแจ้งว่าจะส่งขันทีและนางกำนัลจากพระราชวังเข้าร่วมขบวนกับกลุ่มคณะทูตด้วย”
“เสนาบดีหลินเฉาเช่นนั้นหรือ?” ทั้งสามประหลาดใจมากที่กลายเป็บุคคลนี้ อี้อันถาม “ใครหรือ เสด็จพี่?”
“เสนาบดีหลินเฉา เ้ากรมพิธีการ ผู้รับผิดชอบพิธีการทูตทั้งหมดในวันนั้น”นางพยักหน้ารับรู้
เสวี่ยซิงครุ่นคิดพลางเอ่ยว่า “หม่อมฉันคิดว่าอาจมีคนถือโอกาสให้ร้ายเสนาบดีหลินเฉาก็เป็ได้ แต่ถึงอย่างไรคนร้ายที่จะเข้ามาวางยาในพระราชวังล้วนตายหมดแล้ว ถ้าคนบงการเป็คนในราชสำนักจริงมันต้องรู้ว่าสายลับของตัวเองตายหมดแล้ว มันต้องหยุดเคลื่อนไหวในตอนนี้แน่” เมื่อเสวี่ยซิงกล่าว อี้อันยิ้มกว้าง มองดูเขาพูดอย่างไม่วางตา แต่แล้วลูกตาไม่สะดุดกับหนังสือกองใหญ่บนโต๊ะด้านหลังเขา
“นั่นหนังสืออะไรหรือ?”เสวี่ยซิงชำเลืองไปที่กองหนังสือนั้น “อ๋อนี่เป็หนังสือบ้านเสนาบดีเฮ่อหยุน อดีตเ้ากรมคลังเดิมทีตอนกระหม่อมไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ ของทุกอย่างในห้องไม่มีร่องรอยรื้อค้น ภายหลังหนึ่งวันกระหม่อมกลับไปบ้านเสนาบดีเฮ่ออีกครั้ง พบว่ามีหนังสือตกกระจัดกระจายเมื่อหม่อมฉันจะเข้าไปหยิบหนังสือก็มีนักฆ่าออกจากที่ซ่อนเข้าโจมตี แต่ถูกกระบี่กระหม่อมฟันหลังจนาเ็หนักกลับไป คาดว่าหนังสือพวกนี้อาจสำคัญมากจนคนร้ายต้องกลับมาอีกครั้ง แต่ดูเหมือนว่ายังไม่ทันได้ไป กระหม่อมนำมาศึกษาเพื่อค้นหาพิรุธ แต่เนื่องจากมีภารกิจเร่งด่วนอื่นๆหนังสือเหล่านี้นำมานานนับเดือนแล้ว แต่ยังตรวจหาความผิดปกติใดๆ ไม่พบพ่ะย่ะค่ะ”เสวี่ยซิง ตอบ
องค์หญิงลุกจากโต๊ะผู้บัญชาการค่ายเดินลงมาที่โต๊ะวางกองหนังสือ นั่งลงพิจารณาทีละเล่ม พลิกแต่ละเล่มกลับไปมา “ดูเหมือนว่า มีบางเล่มมีแต้มหมึกขนาดเล็กมากรอยใหม่กว่าตัวอักษรที่เขียนไว้บนหนังสือนะ”
นางพูดได้เท่านั้นเสวี่ยซิง และจางเหยา ตรงเข้ามายังหนังสือเ่าั้ทันที พลิกไปมาจนพบว่ามีรอยหมึกแต้ม้าตัวอักษรบางตัวในบางหน้า บางเล่มแต้มเพียงจุดเดียวบางเล่มแต้มไม่เกินสองตัวอักษร ซึ่งรอยน้ำหมึกใหม่กว่าตัวอักษรจริงๆ สอดคล้องกับรอยหมึกที่เปื้อนปลายนิ้วก้อยศพเสนาบดีเฮ่อหยุน
อี้อันกล่าว“เช่นนั้นพวกท่านลองแยกเล่มที่มีรอยแต้มแล้วดูว่าแต้มนั้นเขียนไว้ที่ตัวอักษรใดบ้าง แล้วค่อยนำอักษรมาเรียบเรียงใหม่” สองสหายมองหน้ากันอย่างทึ่ง
“เ้ามองเื่พวกนี้ออกได้อย่างไร?” องค์รัชทายาทถาม
อี้อันยิ้มกว้างให้พี่ชาย“เสด็จพี่สามอี้จินใช้วิธีนี้นัดหม่อมฉันเวลาหนีเรียนวิชาคัมภีร์เต๋าเพคะ” จางเหยาคิดในใจ “อ๋อ....เื่ที่แก้ไม่ตกทิ้งค้างไว้นานนับเดือนกลับมีคนเคยใช้มาก่อนแล้ว หรือเสนาบดีเฮ่อหยุนไปเรียนวิชาเขียนรหัสลับนี้มาจากวังต้าหลี่”
องค์หญิงอี้อันเดินขึ้นไปนั่งกับพี่ชายที่โต๊ะผู้บัญชาการค่าย หันไปกล่าวกับพระสหายของพี่ชาย “ท่านทั้งสอง ก็ทำตามนั้น”
“พ่ะย่ะค่ะ” แล้วเสวี่ยซิงเก็บหนังสือทั้งหมดและมัดห่อผ้าไว้ อี้อันมองทุกอากัปกิริยาของเสวี่ยซิง ยิ้มให้กับตัวเองและแววตาของนางก็ยิ้มด้วย พลันนึกขึ้นได้
“พลทหารในค่ายซานตงเป็หน่วยอะไรหรือเพคะ?” ว่าแล้วก็พลิกถ้วยน้ำชารินน้ำชาจากกาบนโต๊ะทำงาน กำลังจะยกดื่มถูกพี่ชายใช้หลังมือตบไหล่นางหนึ่งครั้งนางหันไปเห็นมือพี่ชายแบมือดั่งรอรับอะไรอยู่ มองมือแล้วมองหน้าพี่ชาย “อ้าว หรือเสด็จพี่จะดื่มชา”ครั้นคิดขึ้นได้จึงยื่นถ้วยชาใส่มือพี่ชายแล้วหยิบถ้วยใบใหม่รินดื่มเอง
“ค่ายซานตงได้รับมอบหมายจากฝ่าาให้ทำหน้าฝึกพลทหารหมุนเวียนไปรักษาความสงบในเมืองหลวง” จางเหยารายงานไปมองอาการของสองพี่น้อง นึกประหลาดใจ อี้อันกล่าวต่อ“หม่อมฉันได้ข่าวว่า พลทหารของค่ายถูกโจรสังหารได้ไม่ถึง 2กระบวนท่า” นางหันไปมองพี่ชายด้วยสายตาอันห่วงใยแว่บหนึ่ง แล้วหันไปหยิบขนมชิ้นหนึ่งในจาน ทำท่าจะกิน แต่พี่ชายใช้หลังมือตบไหล่นางอีกครั้งนางหันไปเห็นพี่ชายแบบมือรอรับ นางมองพี่ชายสงสัย แล้วจึงยกขนมชิ้นนั้นส่งใส่มือพี่ชายแล้วหยิบอีกชิ้นขึ้นมากัดกิน ส่วนสองสหายเริ่มยิ้มขึ้นเล็กน้อย ปกติพวกเขาไม่เคยเห็นองค์รัชทายาทมีกิริยาเช่นนี้ให้เห็นมาก่อน
“เช่นนั้นทำไมเราไม่ฝึกให้พวกเขาเป็นักฆ่าบ้างเล่า” เสวี่ยซิงตอบ “ทูลองค์หญิง พลทหารในค่ายเป็หนุ่มฉกรรจ์จริงอยู่ พวกเขาล้วนเป็ชาวบ้านธรรมดา มีพละกำลังแต่ไร้วิชายุทธ์เพราะขาดการฝึกฝนมานาน พวกเรากำลังให้เขาเริ่มต้นฝึกอย่างหนักอยู่พ่ะย่ะค่ะ”
“โป๊ก!” หนุ่มทั้งสามพลันสะดุ้งโหยง เสวี่ยซิงชะงักหยุดรายงานอ้าปากค้าง จางเหยาดวงตาเบิกกว้างจ้องไปที่องค์หญิงอี้อันนางใช้หินทับกระดาษบนโต๊ะทุบเปลือกลูกเหอเถา(ลูกวอลนัต) จนแตก พี่ชายหันขวับมาแล้วกระซิบเบาๆ ข้างหูน้องสาวว่า
“ไว้หน้าพี่หน่อย พี่ชายของเ้าเป็ถึงองค์รัชทายาทนะ” น้องสาวแหงนหน้ามองพี่ชายตาใสแล้วพยักหน้ารับทราบ “อ้อ.....”
“เออแน่ะ เพิ่งบอกให้พวกเราฝึกนักฆ่าอยู่เลยแต่คนบอกกลับนั่งทุบเหอเถากินเหมือนเด็กเล็กๆ ท่าทางจะล้มเหลวแน่แท้” องค์รัชทายาทรำพึงในใจ
ที่หน้าลานฝึกค่ายซานตง องค์รัชทายาท องค์หญิงอี้อัน เสวี่ยซิง จางเหยา ยืนเด่นบนลานไม้ยกสูง เสวี่ยซิงสั่งการให้พลทหารทั้ง800 คนวิ่งรอบค่าย 3 รอบวันนี้พลทหารทุกคนวิ่งอย่างเป็ระเบียบมากขึ้นใช้เวลาวิ่งน้อยลง หลังจากวิ่งครบ 3 รอบทุกคนต่างหยิบอาวุธจับคู่ฝึกซ้อมกันแยกเป็คู่ฝึกใช้ดาบ ใช้ทวน ทั้งสามยืนมองการฝึกอาวุธ มีบางจังหวะที่เสวี่ยซิง และจางเหยาเข้าไปจัดกระบวนท่าฝึกที่ถูกต้องให้กับบางคู่ องค์รัชทายาทนึกขึ้นได้จึงหันไปมองหาน้องสาวที่บัดนี้ไม่รู้นางเดินไปทางไหนแล้ว
อี้อันโดดขึ้นหลังคาเรือนบัญชาการ นั่งมองภาพการฝึกทหารั้แ่คำสั่งวิ่ง การฝึกซ้อมอาวุธของเหล่าบรรดาพลทหาร ขมวดหัวคิ้วเล็กน้อย ยามปกติแล้วทุกคนจะเห็นแต่นางยิ้มแย้มตลอดเวลา ครั้นยามนี้นางยืนมองภาพด้านล่างจากบนหลังคาแล้วยกมือขวาขึ้นใช้นิ้วโป้งแตะปลายนิ้วชี้ นิ้วกลาง และปลายนิ้วนางแล้วแตะข้อกลางนิ้วนาง ข้อกลางนิ้วกลาง ทำท่าทางราวกับซินแซฮวงจุ้ย ไม่เพียงเท่านั้นนางลุกขึ้นยืนมองไปรอบอาณาบริเวณค่ายทั้งสี่ทิศ ที่มีโรงนอน โรงครัว โรงอาหาร โรงอาบน้ำ ด้านหลังค่ายมีป่าไผ่กว้างใหญ่สุดลูกตานางยืนกอดอกมองนิ่งอยู่เช่นนั้น
องค์รัชทายาทให้เสวี่ยซิงไปตามหาองค์หญิงอี้อัน เขาเดินไปด้านหลังค่ายพลางร้องเรียก “องค์หญิงอี้อัน ท่านอยู่ที่ใด องค์รัชทายาทตามให้ไปพบพ่ะย่ะค่ะ”
คนถูกตามนั่งเอนหลังห้อยเท้าแกว่งไปมาบนกิ่งไม้ใหญ่สูงจากพื้น3 จั้ง(10 เมตร) นางมองเห็นเขาแต่ไกลแล้ว แต่นิ่งไม่ส่งเสียงตอบยังคงนั่งกัดกินลูกเหอเถาอย่างสบายอารมณ์ จนเขาเดินร้องเรียกเข้ามาใกล้ๆนางจึงทิ้งตัวตกลงมาจากต้นไม้ โดยไม่ใช่วิชาตัวเบา
เสวี่ยซิงพลันเห็นภาพอาภรณ์สีชมพูบางเบาพลิ้วไหวร่วงลงมาจากต้นไม้ เขารีบโดดเข้าไปรับสตรีในอาภรณ์สีชมพูนั้น บัดนี้สตรีผู้นั้นอยู่ในอ้อมแขนของเขา ใบหน้านางห่างจากเขาเพียงคืบเดียว นางไม่มีทีท่าว่าตระหนกใแต่อย่างใด กลับมองเขาอย่างยิ้มแย้ม ประหนึ่งจงใจแกล้งเขาให้ใเล่น เขาเองได้แต่ตกตะลึงกับสถานการณ์เช่นนี้ บุรุษนามเสวี่ยซิงไม่เคยใกล้ชิดสตรีคนใดขนาดนี้มาก่อนเลย ทั้งไม่เคยแตะตัวสตรีนางใดด้วย แม้ขณะอารักขาองค์หญิงเหออัน เขายังเดินห่าง 1 ่แขนด้วยซ้ำครั้นจะปล่อยมือลงเกรงว่าจะทำให้องค์หญิงาเ็ แต่หากยืนอุ้มอยู่เช่นนี้คงเป็การไม่บังควรอย่างยิ่ง ครั้นได้สติแล้วจึงกลั้นใจกล่าว “เอ่อ.....กระหม่อมขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ”
วันนี้ข้าได้กอดบุรุษผู้มีใบหน้าดั่งเซียน์ปั้นแต่งแล้ว แถมเขายังอุ้มข้าไว้ด้วย ...อึ๋ยยย ..ช่างดียิ่งนัก ... อี้อันคิดลำพองอยู่ในใจ ไม่ตอบคำกล่าวของเขา เมื่อกอดเขานานจนเป็ที่พอใจของนางแล้วจึงลงจากอ้อมแขนของเขาอย่างอ้อยอิ่ง ยิ้มให้เขาหนึ่งหวาน
.....“ขอบใจนะท่านเสวี่ยซิง” ..... แล้วออกเดินนำหน้าเขาไป