หานเซินเอาหัวโหม่งเสวี่ยหลงเหยียนไม่หยุดยั้ง แม้อีกฝ่ายจะพยายามเตะสวนกลับ แต่คนโกรธจนคลั่งไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น เขาใช้หัววัวกระแทกเข้าใส่ใบหน้าอีกฝ่ายหลายต่อหลายรอบ
ไม่นานนัก ร่างกายของเสวี่ยหลงเหยียนก็ค่อย ๆ อ่อนยวบ กระทั่งอารมณ์โกรธสงบลง หานเซินก็พบว่าชายหนุ่มที่มีวิชาโคเจเนติกแน่นิ่งไปแล้ว ใบหน้าของเขาถูกกระแทกจนเละ มองไม่ออกว่าหน้าตาก่อนหน้านี้เป็อย่างไร
นี่ชี้ให้เห็นว่าการรวมกันระหว่างิญญาอสูรนักฆ่ากระหายเืและชุดเกราะิญญาอสูรระดับเืศักดิ์สิทธิ์ เป็พลังที่แม้แต่ผู้ที่ฝึกฝนวิชาโคเจเนติกก็ไม่อาจเอาชนะได้!
เมื่อหานเซินปล่อยมือ ร่างอ่อนปวกเปียกของเสวี่ยหลงเหยียนก็ไหลลงไปกองกับพื้นอย่างกับกองโคลน ไม่มีสัญญาณชีพหลงเหลืออีกเลย…
ร่างในเกราะทองสั่นสะท้าน มือทั้งสองข้างสั่นไม่หยุด ดวงตาเบิกโพลง สมองมีแต่ความว่างเปล่า เขาตื่นตระหนกหลังได้รับรู้ว่าคนตรงหน้ากลายเป็ร่างไร้ิญญาไปแล้ว…น่ะ นี่เป็ครั้งแรกที่เขาฆ่าคน!
ความเงียบเข้าครอบงำ ความหวาดหวั่นกัดกินจิตใจ หานเซินกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ ใช้เวลาพักใหญ่กว่าเขาจะตั้งสติได้ เด็กหนุ่มเก็บชุดเกราะด้วงทมิฬเืศักดิ์สิทธิ์กลับ ในวินาทีนั้นเองที่เขารู้สึกถึงความเ็ปรุนแรงหลายจุดบนร่างกาย…ดูเหมือนกระดูกของเขาจะร้าวหลายส่วน
นี่ทำให้หานเซินนึกกลัวไม่น้อย เขาทั้งใส่ชุดเกราะบวกกับแปลงร่างด้วยิญญาอสูรระดับเืศักดิ์สิทธิ์ แต่ร่างกายยังาเ็ขนาดนี้… วิชาโคเจเนติกของเสวี่ยหลงเหยียนน่ากลัวจริง ๆ
ถ้าเสวี่ยหลงเหยียนมีิญญาอสูรอยู่ แน่นอนว่าหานเซินไม่มีทางเอาชนะได้ และคงเป็ตัวเขาเองที่นอนนิ่งเป็ซากอยู่ตรงนั้นแทน ‘…ก็ดูอีกฝ่ายตั้งหน้าตั้งตารัวหมัดใส่ไม่ยั้งขนาดนั้น ถ้าเขาไม่สู้ ป่านนี้ก็ไม่มีชีวิตอยู่แล้ว อีกอย่างสภาพหมอนี่ก็ใกล้ตายเต็มที สิ่งที่ทำไปเขาแค่ป้องกันตัวเท่านั้น’
แต่ถึงจะคิดแบบนั้น ความรู้สึกผิดบาปจากการฆ่าคนก็ยังปรากฏชัดในมโนสำนึก
หานเซินผ่อนลมหายใจแล้วสลัดความเศร้าซึม ก่อนมองดูสัมภาระบนตัวของเสวี่ยหลงเหยียน สีหน้าติดจะลังเลนิด ๆ ทว่าไม่นานเขาก็เริ่มเอื้อมมือไปคลำตัวศพ และในที่สุดก็เจอกระเป๋าสตางค์สีเข้ม
ทว่า ในกระเป๋าสตางค์หรูหราไม่มีเงินเลยสักเหรียญ มีแค่บัตรเครดิตใส ๆ แบบที่คนรวยหรือพวกไฮโซนิยมใช้อยู่ไม่กี่ใบ แต่ดูแล้ววงเงินที่สามารถรูดได้คงไม่ใช่น้อยแน่
นอกจากนั้น ในกระเป๋ายังมีเมมโมรีการ์ดอยู่หนึ่งอัน หานเซินคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจทำลายกระเป๋าเงินกับบัตรใสทั้งหมด แล้วโยนศพของเสวี่ยหลงเหยียนลงไปในบึงลึก เหลือไว้เพียงเมมโมรีการ์ดที่ไม่รู้ว่าข้างในมีอะไร
หลังน้ำกระเพื่อมได้ครู่เดียว จระเข้ฟันเหล็กหลายตัวก็โผล่ขึ้นมาแย่งกันกัดและฉีกทึ้งศพหน้าเละอย่างหิวโหย ไม่ถึงนาทีให้หลัง ซากมนุษย์ตัวโตก็ถูกกินเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่กระดูก ได้เห็นภาพแบบนั้นหานเซินก็ถอนหายใจอย่างปลงสังเวชก่อนเลือกเดินจากบึงน้ำลึกนี้ไป
หานเซินเจ็บหนักเกินกว่าจะออกล่าต่อได้จึงพาตัวเองกลับไปที่ฐานพักพิงเกราะเหล็กอย่างทุลักทุเล
กลุ่มของโอรส์ยังคงปิดทางเข้าเมืองเพื่อค้นหาตัว ‘เหรียญทอง’ อยู่เหมือนเดิม ยิ่งนานรางวัลจากการชี้เบาะแสก็ยิ่งเพิ่มขึ้น แต่โชคดีที่ไม่มีใครในฐานพักพิงเกราะเหล็กมีปฏิสัมพันธ์กับหานเซิน ดังนั้นไม่ว่าเงินรางวัลจะล่อตาล่อใจแค่ไหนก็ไม่เกิดประโยชน์ เพราะไม่มีใครรู้เลยว่าเหรียญทองที่พวกเขาตามหาก็คือหานเซินนั่นเอง
บนท้องถนนยังคงมีผู้คนพูดถึงเื่ของพี่เหรียญทองอยู่ตลอด หานเซินเดินกลับไปที่ห้องของเขาโดยไม่สนใจใครอื่น เมื่อมาถึงเขาก็รีบไปดูเขี้ยวทองแดงที่เพาะไว้ในกรง ตอนนี้ขนของมันเกือบจะเป็สีทองแดงสดใสทั้งตัวแล้ว แต่สีที่เห็นก็ยังอ่อนกว่าสีของเขี้ยวทองแดงระดับกลายพันธุ์จริง ๆ อยู่นิดหน่อย คิดว่าน่าจะต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่ามันจะวิวัฒนาการจนสมบูรณ์
เมื่อเทเลพอร์ตออกจากก็อดแซงก์ทัวรี หานเซินก็ไปที่โรงพยาบาลก่อนเป็อันดับแรก หลังเข้ารับการตรวจก็พบว่าทั่วตัวเขามีกระดูกร้าวหลายจุด โดยเฉพาะกะโหลกศีรษะ หมอบอกว่าเขาต้องใช้เวลาในการรักษาอาการาเ็นานพอสมควรกว่าจะหายดี
โชคดีที่หานเซินเพิ่งได้รับเงินก้อนมาจากซูเสี่ยวเฉียว ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่สามารถจ่ายค่ารักษาและค่ายารอบนี้ได้
หลังออกจากโรงพยาบาลและกลับถึงบ้าน เด็กหนุ่มปิดประตูแล้วเสียบเมมโมรีการ์ดเข้าไปในเครื่องอัจฉริยะอเนกประสงค์ทันที เขาคาดหวังว่าจะได้เจอข้อมูลที่ระบุตัวตนของคนชื่อเสวี่ยหลงเหยียนคนนั้น
เครื่องอัจฉริยะเริ่มอ่านข้อมูลจากเมมโมรีการ์ด และทันทีที่รู้ว่าข้อมูลในนั้นคืออะไร หานเซินก็เบิกตากว้าง สีหน้าเด็กหนุ่มฉายแววยินดีอย่างปิดไม่มิด
“วิชาโคเจเนติก… ในนี้บันทึกวิชาโคเจเนติกไว้!” หานเซินหัวใจพองโต แทบอยากหัวเราะให้ดังออกไปนอกจักรวาล
ฮอโลกราฟิกที่ถูกฉายออกมาจากเมมโมรีการ์ด เป็ภาพหญิงสาวเปลือยเปล่ากำลังทำท่าทางแปลกประหลาดพร้อมกับท่องบทสวดที่ฟังเข้าใจยากไปด้วย ทุกครั้งที่เปลี่ยนท่าทางใหม่ หญิงสาวก็จะอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนท่าและเคล็ดลับการฝึกฝน
ถึงแม้ผู้หญิงในฮอโลแกรมจะหน้าตาสะสวย ผิวพรรณดี มีสัดส่วนยั่วใจ แต่ ณ ตอนนี้หานเซินกลับไม่ได้โฟกัสเสน่หาล่อตาล่อใจนั่นเลยสักนิด เพราะเขากำลังถูกเนื้อหาของวิชาโคเจเนติกที่เธอสอนดึงดูดความสนใจไปจนหมด
“วิชาโคเจเนติกกระดูกหยกผิวหิมะ?... วิชาเดียวกับที่หมอนั่นใช้นี่!” หานเซินตื่นเต้นกว่าเดิม เพราะเขาได้เห็นกับตาแล้วว่าวิชานี้ทำให้เสวี่ยหลงเหยียนทรงพลังขนาดไหน
เด็กหนุ่มขังตัวเองอยู่ในห้องถึงสองวันสองคืนเพื่อศึกษาเนื้อหาทั้งหมดในเมมโมรีการ์ด หลังจากนั้นเขาก็ทำลายเมมโมรีการ์ดทิ้งทันที หลักฐานสำคัญแบบนี้ถ้าเก็บไว้จะเป็ภัยต่อตัวเขาเองในอนาคต …ถึงกับพกเมมโมรีการ์ดที่มีเนื้อหาของวิชาโคเจเนติกกระดูกหยกผิวหิมะไว้ในกระเป๋าสตางค์ ชัดเจนว่าเสวี่ยหลงเหยียนคนนั้นต้องไม่ใช่คนระดับธรรมดาแน่ ๆ
หานเซินเริ่มฝึกฝนวิชาโคเจเนติกกระดูกหยกผิวหิมะ ในขณะเดียวกันก็พักฟื้นร่างกายไปด้วย ที่จริงเขาวางแผนแต่แรกแล้วว่าจะเอาเงินที่ได้จากซูเสี่ยวเฉียวไปหาซื้อวิชาโคเจเนติก แต่ตามแหล่งซื้อขายบนดินทั่วไป ส่วนใหญ่มีแค่วิชาพื้น ๆ เท่านั้น ไม่นึกว่าจู่ ๆ ก็ส้มหล่นใส่ได้รับวิชาระดับสูงมาโดยบังเอิญ ก็ถือว่าดวงเฮงแลกกับความซวยที่ต้องเจ็บตัวก็แล้วกัน
ถึงจะรู้ดีว่าการที่เขาฝึกฝนวิชาโคเจเนติกกระดูกหยกผิวหิมะมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะถ้าหากวันหนึ่งข้างหน้ามีคนจำได้ว่าวิชานี้เป็ของเสวี่ยหลงเหยียนแล้วสืบจนรู้ว่าใครเป็คนทำให้หมอนั่นตาย เขาจะต้องเดือดร้อนอย่างหนัก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงฝึกต่อไม่ลังเล เพราะวิชาโคเจเนติกไม่ได้หาได้ง่าย ๆ ยิ่งเป็ระดับสูงแบบนี้ยิ่งหายากเข้าไปใหญ่ ถ้าพลาดครั้งนี้ไป ตลอดชีวิตที่เหลือเขาอาจไม่มีโอกาสอีกเลยก็ได้
หลังฝึกอยู่สามวัน หานเซินรู้สึกว่าร่างกายเย็นลงอย่างประหลาด เมื่อลองวัดอุณหภูมิก็พบว่ามันต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุณหภูมิปกติของร่างกายมนุษย์ถึงสององศาเซลเซียส อย่างไรก็ตาม หานเซินไม่ได้รู้สึกหนาวสั่นหรือไม่สบายตัว ตรงข้ามเขากลับรู้สึกสดชื่น เย็นสบาย ราวกับทุกเซลล์ในร่างกายถูกฟื้นฟูพร้อมกับเติมพลังเต็มเปี่ยม
เมื่อฝึกฝนต่อจนถึงจุดหนึ่ง ร่างกายเขาไม่ได้เย็นลงอีก แต่กลับเป็จิตใจที่แจ่มใสขึ้น ประสาทััและการรับรู้ก็เฉียบคมกว่าเดิมมาก ยิ่งกว่านั้นผิวพรรณของเขาก็ดูเหมือนจะเนียนละเอียดและผุดผ่องขึ้นอีกด้วย
“เฮ้ หานเซิน ่นี้นายทำอะไรอยู่ ไม่ได้เจอกันนานแล้วเพื่อน ออกมาเจอกันหน่อยสิ” จู่ ๆ ก็มีสัญญาณภาพเด้งขึ้นบนหน้าจออุปกรณ์สื่อสาร เป็ภาพของเด็กหนุ่มผมยาวหน้ายิ้มแป้น ที่มีอายุพอ ๆ กับหานเซิน
“จะไปไหนล่ะ?” หานเซินถามกลับเมื่อเห็นหน้าเพื่อนสนิทจางตันเฟิง เขาคือลูกชายของทนายจางที่หานเซินเคยโทรไปปรึกษาเื่บ้านก่อนหน้านี้ พวกเขาทั้งคู่โตมาด้วยกันจึงสนิทกันมาก
“นายลงมาข้างล่างก่อน แล้วเราค่อยคุยกัน ฉันอยู่ใกล้ ๆ บ้านนายแล้ว หานห่าวกับเสวี่ยซีก็อยู่ด้วย” จางตันเฟิงตอบ
“โอเค” หานเซินพยักหน้าและก้าวออกจากบ้านไป เมื่อมองออกไปก็เห็นยานส่วนตัวขนาดเล็กจอดอยู่หน้าบ้าน จางตันเฟิงนั่งอยู่ในตำแหน่งคนขับและโบกมือให้เขา
หานเซินขึ้นไปบนยานเหาะ เห็นชายหญิงคู่หนึ่งนั่งอยู่บนเบาะหลังกำลังพูดคุยกันอย่างออกรส หญิงสาวหน้าตาน่ารัก ดูสุภาพเรียบร้อย เธอชื่อว่าเสวี่ยซี ส่วนชายหนุ่มที่นั่งข้าง ๆ ก็คือหานห่าว เขาเป็ลูกพี่ลูกน้องกับหานเซิน และตามลำดับญาติแล้ว หานห่าวต้องเรียกหานเซินว่าพี่ เพราะเขาอ่อนกว่าหานเซินหลายเดือนและเป็ลูกของอาหญิงของหานเซิน
เนื่องจากอาหญิงเป็คนแข็งกร้าวและเผด็จการ สามีของเธอต้องเป็ฝ่ายย้ายเข้ามาอยู่กับเธอที่บ้านตระกูลหาน ดังนั้นหานห่าวจึงใช้แซ่หานเหมือนกับแม่ของเขา
ทั้งสี่คนเติบโตมาด้วยกันั้แ่เด็ก ๆ เพียงแต่หลังจากเกิดเื่กับพ่อของหานเซิน ก็ทำให้เขาต้องเรียนต่อในโรงเรียนรัฐบาล ในขณะที่จางตันเฟิงกับคนอื่น ๆ ได้เข้าเรียนในโรงเรียนเอกชน
หานเซินทักทายหานห่าวและเสวี่ยซีเล็กน้อย ก่อนจะขึ้นนั่งที่เบาะข้างคนขับ หานห่าวตอบกลับแค่ “อืม” แล้วหันไปคุยกับเสวี่ยซีต่อโดยไม่สนใจหานเซินอีก
“เสวี่ยซี น่าเสียดายนะที่เธอไม่ได้อยู่ในฐานพักพิงเกราะเหล็ก ไม่งั้นเธอคงได้เห็นเหตุการณ์อลังการสุด ๆ พี่เหรียญทองคนนั้นแค่ยกมือขึ้น จากนั้นก็กลายร่างเป็ครึ่งคนครึ่งม้า มีหัวเป็วัว แถมยังใส่ชุดเกราะสีทองอร่ามทั้งตัวแล้วทะยานหายเข้าป่า เชื่อไหม ทั้งหมดนี่เกิดขึ้นเร็วมาก! เร็วจนกลุ่มของโอรส์ทำได้แค่มองเขาหนีไป…”
.
.
.