“นักเรียน วันนี้ครูมีเพื่อนใหม่มาแนะนำให้รู้จัก”
ตึกตึก ตึก เสียงหัวใจฉันเต้นแรงราวกับจะหลุดออกจากอก จะว่าไปก็ยังไม่ชินเลยสักนิดฉันต้องย้ายโรงเรียนแทบทุกปีหลังจากที่พ่อสอบราชการได้ั้แ่ฉันเรียนอยู่ชั้น ป.1ฉันกับแม่ก็ต้องย้ายตามไปทั่วเพราะไม่อยากให้เรา 3 คนต้องแยกกัน (ซึ้งมั้ยล่ะฮิฮิ) และนี่ก็เป็อีกครั้งหนึ่งที่ฉันต้องมายืนแนะนำตัวกับเพื่อนใหม่ ในห้องม.4/10
“สวัสดีจ้า เราชื่อพิกเล็ต ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนนะ”
“ฮิ้วววววๆๆๆ” เสียงนักเรียนชายในห้องราว 4-5 คน กู่ร้องเสียงดังไม่รู้ว่าจะรู้สึกดีที่เพื่อนๆให้การต้อนรับดีมั้ย
“นี่ พวกเธอหยุดเลย เดี๋ยวเพื่อนใหม่ก็กลัวหมดหรอก”และแล้วเสียง์ของครูไพลินก็ช่วยชีวิตฉัน
“พิกเล็ตจ๊ะ เลือกที่นั่งได้เลยนะ ตรงลาเต้ก็ได้” ครูทำสายตาสอดส่อง
“อ้ะ ครูลืมแนะนำหัวหน้าห้องไป นี่ แอคมี่ จ้ะ ถ้าหนูมีอะไรสงสัยถามแอคมี่ได้เลยนะยัยคนนี้นี่สถิติหัวหน้าห้องทุกปีมาั้แ่ ม.1 เลยนะ เื่ความเป้ะ เนียบไม่ต้องห่วง รับรองถามอะไรรู้หมดแน่นอน”
ฉันหันไปมอง แอคมี่ ทันใดนั้นสายตาฉันปะทะกับสายตาคม เฉี่ยว ของแอคมี่เธอเป็ผู้หญิงรูปร่างผอมบาง สีผิวออกแทนๆหน่อย รูปหน้าสวยคมเลยทีเดียว
“สวัสดีแอคมี่ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ” ฉันยิ้มแก้มแทบปริแสดงความเป็มิตรออกไปเต็มที่
“หึ” เดี๋ยวนะ!!ตาฉันไม่ได้ฝาดไปใช่มั้ยตะกี้ฉันเห็นว่าแอคมี่ทำปากเบะใส่ฉันก่อนที่จะทำหน้าตานิ่งเฉยราวกับไม่ได้ยินที่ฉันพูดไปเมื่อกี้ฮืออ....มาเรียนวันแรกจู่ๆก็โดนเขม่นซะแล้วหรือนี่
“ไหนๆก็ไหนๆแล้ว พิกเล็ตไปนั่งข้างแอคมี่ก็ได้นะ ตรงนั้นว่างพอดี” โถถถถถถถ ครู ฉันขอถอนคำพูดที่บอกว่าเสียงครูเป็เสียง์ทันที!ดูก็รู้ว่ายัยแอคมี่ไรนั่นไม่ชอบหน้าฉัน แต่เอาเถอะ แล้วไงใครแคร์!
ฉันเดินเข้าไปนั่งข้างแอคมี่แล้วก็เป็อย่างที่คิด ยัยแอคมี่แทบไม่มองหน้าฉันเลยจ้า หึอยากทำเหมือนฉันไม่มีตัวตนนักใช่มั้ย! ด๊ายยยยยยยยฉันก็จะไม่สน ไม่พูด ไม่คุย กับเธอเหมือนกัน!
ปิ๊งป่อง….
เห้อ...หมดคาบ Home room แล้วต่อไปก็ต้องเข้าสู่เวลาต้องปวดหัวแล้วสินะ ฮือออ....ทำไมฉันเป็เด็กโง่เขลาแบบนี้แค่คิดว่าต้องนั่งเขียนอักษรจีนก็อยากร้องไห้แล้วววววว
อ่อลืมบอกไป ฉันเลือกเรียนศิลป์ภาษาอังกฤษ-จีน เพราะความฝันสูงสุดของผู้หญิงตัวเล็กส่วนสูง 160 ซม.เป้ะๆ แบบฉันก็คือได้ติดปีกเป็นางฟ้าบนเครื่องบินไงล่ะ โฮ๊ะๆ โชคดีที่วิชาภาษาอังกฤษยังพอช่วยชีวิตฉันอยู่บ้างแต่ภาษาจีนนี่สิ บอกเลยว่าเป็ท้อ.....แต่! ฉันต้องทำได้สิสู้ๆยัยพิกเล็ต!
ปึก! แอคมี่หยิบหนังสือเรียนขึ้นมาบนโต๊ะเสียงดังจนฉันหันไปมอง
(นี่หล่อนเป็ไรมากปะยะ จู่ๆก็ทำเสียงดังไม่เกรงใจคนอื่นเลยรึไง) ได้แค่คิดในใจแต่สิ่งที่ทำออกไปคือ
^_______________^ใช่แล้ว....ฉันยิ้มแก้มปริอีกแล้วจ้า แหม ฉันก็ทำปากดีไปงั้นแหละยังไงซะก็ต้องทำตัวเป็มิตรแล้วต้องรีบหาเพื่อนใหม่ให้ได้เร็วๆต่างหาก
ฉึกฉันเห็นสายตาแอคมี่เหล่มาทางฉันแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปจ้องหนังสือตามเดิม...
เอาล่ะิญญานางงามมิตรภาพสมัยประกวดนางนพมาศต้องมาแล้ว
“แอคมี่ ทำไมถึงเลือกเรียนศิลป์จีนล่ะ ฉันว่าต้องยากมากๆเลยว่ามั้ย” เอาวะ ลองดูเผื่อยัยแอคมี่จะยอมคุยกับฉันบ้าง
“ก็ไม่เห็นจะยาก มีแต่คนไม่ตั้งใจเท่านั้นแหละที่คิดว่ายากน่ะ”
จึก! พูดแบบนี้เอามีดมาแทงกันเลยมั้ยยยยย
“ฮ่าๆๆๆๆ จริงด้วยสินะ” เงียบกิมกี่....ไปต่อไม่เป็เลย
“สวัสดีค่ะนักเรียน เหล่าซือชื่อหยางเฟย นะคะ” ว้าววววเหล่าซือหน้าหมวยเดินเข้ามาในห้องพร้อมแนะนำตัว เก่งจังแฮะพูดภาษาไทยได้ด้วยถึงจะไม่ชัดมากก็เถอะ
“วันนี้เราจะมาเริ่มเรียนกันั้แ่พยัญชนะในภาษาจีนเลยนะคะ”
เวลาผ่านไป 2 ชั่วโมง
คร่อก...ฟี่....
ปึก! “โอ้ย” ใครกล้าดีมาตบหลังฉัน!!! ฉันหันไปมองรอบๆ ก่อนจะเจอเข้ากับสายตาของแอคมี่ที่มองฉันอยู่แล้วอย่าบอกนะว่า.....
“พ่อแม่ส่งให้มาเรียนไม่ใช่หรอ นี่อะไรนอนหลับั้แ่คาบแรก”
ฉันได้แต่อ้าปากค้าง ไม่ทันไม่พูดอะไรไปสักนิดยัยแอคมี่ก็พ่นคำบ่นฉันมาก่อนแล้ว
“เอ่อ....ฉัน....ง่วง” โอ้ยยยยยยยย อยากจะตบปากตัวเองไปบอกเื่น่าอายแบบนั้นทำไมเนี่ย
“หึ ถ้าเธอเป็แบบนี้ไปนั่งตรงอื่นเถอะฉันไม่อยากให้ครูเข้าใจผิดว่าฉันคบเด็กี้เีเป็เพื่อน”
ยังจ้า ยังไม่หยุดอยากรู้จริงๆว่ายัยนี่ไปสรรหาสารพัดคำด่าคนอื่นแบบผู้ดีมาจากไหนนักหนา
“อ่าๆๆ ฉันขอโทษเมื่อคืนฉันตื่นเต้นมากไปหน่อยเลยนอนไม่ค่อยหลับขอบใจเธอละกันที่ช่วยปลุก” เอาวะยอมญาติดีไปก่อนละกัน
ปิ๊งป่อง….
เย้! ในที่สุดก็ถึงคาบวิชาภาษาอังกฤษสักที ฮืออค่อยมีแรงเรียนหน่อย อย่างที่บอกว่าภาษาอังกฤษเป็อะไรที่ฉันชอบมากกกกเรียกได้ว่าอย่างกับเป็เ้าของภาษาเลยแหละ โฮ๊ะๆ พูดแล้วจะหาว่าโม้ฉันนี่ได้ท็อปตลอดเลยนะยะ
“Goodmorning นักเรียนทุกคน เอาล่ะวันนี้เป็ชั่วแรกที่เราเจอกันครูก็จะมีแบบทดสอบก่อนเรียนให้พวกเราลองทำขำๆดูนะ”
What?!!แบบทดสอบทำขำๆ??? อะไรคือขำๆคะครู ‘____________’
“โห่ววว ครูครับ เพิ่งชั่วโมงแรกขอพวกผมชิลล์ๆหน่อยก็ไม่ได้” กลุ่มผู้ชายหลังห้องที่แซวฉันตอนแรกเริ่มโอดครวญซะแล้ว
“แหม่ พวกเธอจะเอาสบายไปไหนปิดเทอมตั้งหลายเดือนไม่คิดจะขยันกันหน่อยหรือไงจ๊ะ”
ฮ่าๆๆๆ เพื่อนในห้องพากันหัวเราะที่ครูดุพวกหลังห้องทีเล่นทีจริงทำเอาฉันอดขำไปด้วยไม่ได้
“คิกๆๆๆๆ”
“มีอะไรน่าขำตรงไหน เตรียมตัวทำแบบฝึกหัดเถอะ ถ้าทำไม่ได้ขึ้นมาน่าอายกว่าเยอะ”
แว๊กกก! เอาอีกแล้วจ้า ยัยแอคมี่เบรกฉันอีกแล้ว เหอะ! แล้วเมื่อกี้ว่าอะไรนะ!! หนอยยยย ดูถูกความสามารถของฉันหรือยะภาษาจีนฉันอาจจะห่วยแต่ภาษาอังกฤษ บอกว่าเลยว่าพิกเล็ตคนนี้สู้ตาย!
“เธอจะจริงจังอะไรนักหนาแอคมี่ ฉันก็แค่ตลกที่ครูว่าพวกนั้นนิดหน่อยเอง”
“เหอ” แอคมียังคงทำหน้าตาเบื่อหน่ายตามเคย
“เอาล่ะๆ นักเรียนมาเริ่มทำแบบฝึกหัดกันเถอะ แอคมี่จ๊ะปีนี้เธอเป็หัวหน้าห้องอีกแล้วใช่มั้ยมาช่วยครูแจกกระดาษหน่อย”
แอคมี่ลุกขึ้นแล้วก็เดินไปหาครูอย่างว่าง่าย
“อ่อ นี่แค่แบบฝึกหัดก่อนเรียน ไม่ต้องทำได้เต็มก็ได้นะแอคมี่เดี๋ยวครูไม่มีอะไรจะสอน ฮิฮิ”
“ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะครู” แอคมี่ยิ้มให้ครูเป็มารยาทเบาๆก่อนจะเอากระดาษไปแจกให้เพื่อนแต่ละโต๊ะ
เอ๋…ว่าแต่ที่ครูแซวแอคมี่แบบนั้นแปลว่ายัยนั่นเทพอิ้งแหงๆ เหอะหล่อนจะเก่งทุกวิชาแบบนี้ไม่ได้นะยะ คนอะไรทั้งสวย เป็หัวหน้าห้องแถมเรียนเก่งอีก เห้ออ ถ้ายอมเป็เพื่อนฉันจริงๆก็คงดี คงเท่ไม่เบาที่มีเพื่อนครบเครื่องแบบนี้โฮ๊ะๆ
“ยิ้มอะไรของเธอ”
“ปะ ปะ เปล่า” จะบ้าตายจู่ๆแอคมี่ก็กลับมาที่โต๊ะแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียง
“เลิกจินตนาการเพ้อฝันแล้วตั้งใจทำแบบทดสอบได้ละ” แอคมี่วางท่าสั่งการ
“เอาล่ะ ทุกคนแยกโต๊ะให้ห่างกัน” ทุกคนเริ่มขยับโต๊ะให้ห่างกันนิดหน่อย
“นักเรียนมีเวลา 1ชั่วโมงในการทำ แล้วอีกครึ่งชั่วโมงที่เหลือเราจะมาสลับกันตรวจเอาล่ะเริ่มได้”
ฟึบฉันเปิดดูแบบทดสอบทีละหน้า โล่งอกที่เป็ข้อสอบแบบที่ฉันพอจะทำได้บ้างหวังว่าคงไม่เสียชื่อกับที่โม้ไปเมื่อตะกี้นะ ฮ่าๆ ฉันเหลือบไปมองแอคมี่ โห ดูตั้งใจเกิ้นนน
ควับ! แอคมี่หันมามองฉันด้วยตาเขม็งๆ
“เอ่อ… ฉัน ไม่ ได้ จะ ลอก นะ” ฉันทำปากพูดช้าๆเบาๆ แสดงความบริสุทธิ์ใจก่อนเลย แต่ดูท่าแล้วแอคมี่คงไม่เชื่อฉันแน่ๆ
เอาล่ะๆๆๆฉันต้องโฟกัสกับแบบทดสอบได้แล้ว เอาล่ะ เริ่ม!
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป…
“เอาล่ะ หมดเวลาทำแบบทดสอบแล้ว” เสียงครูสาวสวยคนเดิมพูดขึ้น
“ฟู่วววว” ทำเสร็จทันเวลาพอดี เกือบไปแล้วมั้ยล่ะจะว่าไปแบบทดสอบขำๆของครูนี่ก็ยากเอาเื่นะเนี่ย
“เห้อ” ฉันหันไปมองต้นเสียงถอนหายใจสงสัยยัยแอคมี่ก็เพิ่งทำเสร็จเหมือนกันแฮะ
“คราวนี้นักเรียนเขยิบโต๊ะกลับที่เดิมแล้วก็แลกกันตรวจกับเพื่อนข้างๆนะจ๊ะ”
ฉันกับแอคมี่เขยิบโต๊ะเข้าหากันตามเดิมก่อนที่จะแลกกระดาษคำตอบกันแต่โดยดี
ว้าวววววไม่น่าเชื่อยัยแอคมี่นี่ไม่ธรรมดานะ เลือกคำตอบเหมือนฉันหลายข้อเหมือนกัน
“มาค่ะ ข้อแรกตอบ A”
Yesssss! ฉันตอบถูกแน่นอนข้อนี้ฉันจำได้แอคมี่ก็ตอบ A เหมือนกัน
“ข้อสอง ตอบ C” ว้า ข้อนี้แอคมี่ผิดจ้า
“ข้อสามตอบ A”
Yesssss!ข้อนี้ฉันกับแอคมี่ถูกทั้งคู่อีกแล้ว
“ข้อสี่ตอบ D”
Yesssss!
“ข้อห้าตอบ D”
Yesssss!
“ข้อหกตอบ A”
แงงงงงงงง ผิดง่ะ L
“ข้อเจ็ดตอบ……………..”
“เอาล่ะข้อสุดท้าย ตอบ A”
เย้ๆๆๆๆๆ ข้อนี้ฉันก็ตอบถูก อิอิ
“รวมคะแนนแล้วส่งกระดาษคืนให้เพื่อนนะจ๊ะ”
ฉันรับกระดาษจากแอคมี่ แล้วก็คืนกระดาษให้แอคมี่ทันที
“เธอเก่งมากๆเลยนะแอคมี่ได้เกือบเต็มแหนะ” ฉันชมจากใจจริงเพราะยัยนี่ถือว่าเก่งจริงผิดไปแค่ 5 ข้อเอง
ฉันก้มลงดูคะแนนของตัวเองว้าววว ได้ 25 เต็ม 30 หรือนี่ฉันก็เก่งไม่เบาเหมือนกันนะเนี่ย ฮิฮิ เอ้ะ! ฉันกับแอคมี่คะแนนเท่ากันเลยนี่นา
“แอคมี่ เราคะแนนเท่ากันเลยแหละ คิกๆ”
“แล้วไง เธอก็ชมตัวเองไปแล้วนิ”
เอ๋ หมายความว่าไงของเขานะ… ห้ะ อย่าบอกนะว่า
“บ้าหรอ ฉันตั้งใจชมเธอจริงๆ ตอนนั้นฉันยังไม่เห็นคะแนนตัวเองด้วยซ้ำ”
“เื่ของเธอ”
ดะ เดี๋ยว แล้วทำไมต้องทำท่าทางโกรธกันขนาดนั้นเนี่ย เห้อไม่เข้าใจเขาจริงๆ
“ไหน มีใครได้เต็มบ้างจ๊ะ”
เงียบ เชียบ….
“ใครได้ 29 คะแนน”
เงียบบบบบบบ
“ใครได้ 28 คะแนนยกมือ”
เงียบบบบบบบ
“อะๆ ไม่เป็ไร ไหนใครได้ 27…26”
“โห่ ครูไหนบอกแบบฝึกหัดขำๆไง นี่อย่างกับข้อสอบจริงจังผ่านครึ่งพวกผมก็ดีใจแล้ว”
“ว้ายตายจริง แหม ครูแค่อยากให้พวกเธอเก่งไวๆไงจ๊ะ เอาล่ะๆถึงไหนแล้ว อ้อมีใครได้ 25 คะแนนมั้ยจ๊ะ”
ฟึบ! ฉันกับแอคมี่พร้อมใจกันยกมือแค่ 2 คน สะ สองคนเท่านั้นจากนักเรียน 40 คนในห้อง
“ว้าววว เห็นมั้ยครูบอกว่าว่าเป็แบบฝึกหัดขำๆ ดูสิมีเพื่อนได้คะแนน 25กันถึงสองคนแหนะ”
แปะแปะ แปะ!!!
เพื่อนๆต่างปรบมือให้ฉันกับแอคมี่กันฮือออ เขินแบบบอกไม่ถูกไงก็ไม่รู้ ฉันนี่ยิ้มหน้าบานเลย…
ควับ! หันไปมองแอคมี่ เอิ่บบบ L ดูทำหน้าเข้าสิ
“ว่าแต่ เด็กใหม่ชื่ออะไรจ๊ะ เก่งใช่เล่นนะเนี่ยคู่แข่งคนใหม่ของแอคมี่แหงๆ”
“ชื่อพิกเล็ตค่ะครู ขอบคุณมากนะคะ” ฉันตอบกลับตามมารยาทแต่คำชมของครูราวกับราดน้ำมันลงไฟแท้ๆ เห้ออออ
ปิ๊งป่อง…
“หมดเวลาพอดี ไปพักทานข้าวได้จ๊ะแล้วเจอกันใหม่ชั่วโมงหน้านะจ๊ะทุกคน”
“Thankyou teacher”
แอ้ด… แอคมี่ทำท่าจะลุกขึ้น เอาวะเป็ไงเป็กัน!
“ฉันขอไปกินข้าวด้วยคนนะ”