เช้าวันต่อมาดวงอาทิตย์ค่อยๆโผล่พ้นขอบฟ้า แสงสีทองอ่อนๆสาดส่องลงมากระทบกับอาคารหอพักสีขาวหม่นๆและเข้าไปในห้องหนึ่งผ่านหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้ั้แ่เมื่อคืน พร้อมกับสายลมที่พัดเบาๆทำให้ม่านบางที่ปลิวไหวเล็กน้อยตามมาด้วยเสียงนกร้องจิ๊บๆดังแว่วเข้ามา
บนเตียงนอนขนาดพอดีตัว ร่างของริวที่ถูกคลุมด้วยผ้าห่มผืนหนาและอุ่นนอนหงายอยู่บนนั้น เปลือกตาของเขาขยับเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆเปิดขึ้นช้าๆ ั์ตาคู่นั้นจ้องไปยังเพดานสีขาวของห้องด้วยความสะลึมสะลือเขานอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสลัดผ้าห่มออกตัวแล้วลุกขึ้นจากเตียงไปอาบน้ำ เพื่อเดินไปโรงเรียนเหมือนวันก่อนๆที่ผ่านมา
ณ โรงเรียนเวชจุฬาลักษณ์
เวลา 7:52 น.
เหล่านักเรียนจากทุกระดับชั้นต่างก็มารวมตัวกันที่หน้าเสาธงเสียงพูดคุยดังระงมไปทั่วบริเวณ แต่เมื่อกิจกรรมเริ่มขึ้น ความวุ่นวายทั้งหมดก็หายไปชั่วพริบตาและวันนี้ดูเหมือนต่างไปจากวันก่อนๆ เพราะหลังจากที่กิจกรรมหน้าเสาธงจบลง ที่ด้านข้างมีนักเรียนหลายกลุ่มบางคนถือป้าย บางคนถือแผ่นกระดาษสีสด มายืนต่อแถวรอทำบางอย่าง
ริวเหลือบมองอย่างไม่ได้ใส่ใจนัก แต่เนื่องจากคุณครูยังไม่สั่งให้เลิกแถวทำให้เขาต้องยืนอยู่ตรงนั้น พร้อมเพื่อนร่วมชั้นและนักเรียนคนอื่นๆ จนกระทั่งกลุ่มนักเรียนเ่าั้เริ่มทยอยขึ้นไปยืนด้านหน้าเสาธงทีละกลุ่มเสียงพูดคุยของเพื่อนผู้ชายที่ยืนแถวเดียวกันก็ดังขึ้น
“ วันนี้เลือกตั้งสภานักเรียนนี่หว่า ”
“ เออจริงดิ เกือบลืมไปเลย ”
คำว่า เลือกตั้ง ถูกพูดขึ้นแม้สายตาของริวจะจับอยู่ที่หน้าเสาธง แต่หูของเขากลับรับฟังการสนทนารอบตัวอย่างชัดเจน
ไม่นานต่อมาเสียงกรี๊ดของนักเรียนหญิงจากอีกฝั่งก็ดังขึ้นพร้อมกันทุกสายตามองหันไปตามเสียงนั้น แล้วเห็นว่าสภานักเรียนของปีที่แล้วเดินขึ้นมา ทว่า เสียงสุบสิบจากฝั่งนักเรียนหญิงก็ดังขึ้นพูดถึงชื่อของ ธันวา รุ่นพี่ ม.6/1 ผู้เป็ประธานสภานักเรียน พรรคจากใจเขาแล้วมาเลือกเราแทน
แต่เมื่อเขามายืนเรียงกันกับคนอื่นๆในพรรครูปร่างของเขาสูงเด่นกว่าใคร เครื่องแบบนักเรียนที่เขาสวมใส่ดูไร้ที่ติพอๆ กับใบหน้าอันหล่อเหลาโดยเฉพาะแววตาคมกริบที่มองลงมายังเหล่านักเรียนเบื้องล่างด้วยความนิ่งสนิท ทำให้บุคลิกดูสุขุมแต่เมื่อที่เขาได้เริ่มพูดถึงนโยบายที่ใช้หาเสียง รอยยิ้มบางๆหลุดออกมา เปลี่ยนบุคลิกก่อนหน้าให้ดูสุภาพและอัธยาศัยดีท่ามกลางเสียงซุบซิบของนักเรียนหญิงดังไม่ขาดสาย บางคนถึงกับยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูป
“ พี่ธันวาหล่อขึ้นป่ะเนี่ย ”
“ ปีนี้ก็เลือกพรรคเดิมแหละ ดูยังไงก็ชนะ”
“ ใช่ๆ ”
แม้ปีนี้จะมีพรรคใหม่ลงสมัครเพิ่มแต่ดูเหมือนความนิยมจะไม่เปลี่ยนไปมากนักสำหรับนักเรียนหลายคน และนักเรียนใหม่หลายคนก็ยังถูกชักชวนให้เลือกพรรคเดิมด้วยเหตุผลง่ายๆนั่นคือ รูปลักษณ์
หลังจากที่เลิกแถวครูที่ปรึกษาแต่ละห้องสั่งให้นักเรียนเข้าแถวตามระดับชั้นเพื่อต่อคิวลงคะแนนเลือกตั้ง ริวเดินไปยืนต่อแถวพร้อมเพื่อนร่วมชั้นตามคำสั่งของครูระหว่างที่รอก็เหลือบมองไปรอบๆ เห็นว่าแนนโน๊ะยืนอยู่ในแถวไม่ไกลนักเธอกำลังยืนคุยกับเพื่อนผู้หญิงสองคนที่อยู่ด้านหน้า
“ เลือกพรรคไหนดีอ่ะ ” เพื่อนคนหนึ่งถาม
เพื่อนอีกคนรีบพูดขึ้นทันที “ ก็พรรคของพี่ธันวาไงดูยังไงก็ดี ”
แนนโน๊ะชะโงกหน้าออกไปเล็กน้อย ั์ตาของเธอไล่มองไปยังป้ายหาเสียงที่ตั้งเรียงรายอยู่ด้านข้างแล้วพูดขึ้น “ จริงเหรอคะ แนนโน๊ะยังไม่ค่อยรู้จักเลย… ”
“ แนนโน๊ะไม่ต้องรู้จักหรอ แค่เลือกๆไปเถอะยังไงก็พรรคของพี่เขาก็ชนะ ”
“ ใช่เหรอ ไม่ใช่ว่าแกเลือกพรรคนั้น เพราะปลื้มพี่ธันวาหรือเปล่า”
“ ไม่ใช่สักหน่อยนะ!! ”
ริวได้ยินทุกคำ แต่ไม่ได้สนใจที่จะหันไปมองในใจเขาคิดเพียงว่าจะกาช่องไม่ประสงค์ลงคะแนนก็เท่านั้น เพราะไม่ว่าจะพรรคไหนได้เป็สภานักเรียนก็ใช่สิ่งที่เขาสนใจอยู่ดี
แถวค่อยๆเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าริวขยับตามจังหวะฝีเท้าของคนด้านหน้าไปแบบไม่ได้คิดอะไรก่อนที่สายตาของเขาจะเผลอเหลือบไปยังแถวด้านข้างที่อยู่ห่างออกไป เขาก็เห็นนักเรียนหญิงคนหนึ่งผมหางม้าพร้อมกับผูกโบว์สีแดงอันเป็เอกลักษณ์ สีหน้าเฉยชา ไม่พูดคุยกับใครไม่แสดงความสนใจต่อป้ายหาเสียงหรือกล่องเลือกตั้งแม้แต่น้อย หัวใจของเขาหล่นวูบลงทันที
ยูริ!... เสียงนั้นดังขึ้นในหัวริวรีบหันกลับมาทันที c]h;ขยับตัวเข้าใกล้เพื่อนด้านหน้ามากขึ้น ราวกับอยากให้ร่างคนอื่นบังเขาไว้ เหมือนพยายามทำตัวให้เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อหลบให้พ้นสายตาของเธอ
แต่อย่างน้อยแนนโน๊ะก็ยังยืนอยู่นี่… ความคิดนั้นทำให้เขารู้สึกโล่งใจขึ้นมาเพียงเล็กน้อยท่ามกลางเช้าที่ดูเหมือนจะปกติ แต่กลับแฝงด้วยบางอย่างที่เริ่มขยับตัวอย่างเงียบงัน
หลังจากการเลือกตั้งสภานักเรียนเสร็จสิ้นเสียงพูดคุยและความคึกคักค่อยๆสลายไปตามลานหน้าเสาธง เหล่านักเรียนส่วนใหญ่แยกย้ายกันไปโรงอาหารบางส่วนกลับขึ้นห้องเรียน แต่ริวเลือกเดินขึ้นอาคารเรียนตามปกติ ทางเดินชั้นสองเงียบมีเพียงเสียงฝีเท้าของเขาดังก้องสะท้อนกับพื้นกระเบื้องเป็จังหวะสม่ำเสมอ
ณ ห้องม.5/1
เมื่อเปิดประตูห้องเข้าไป แสงแดดอ่อนจากหน้าต่างส่องกระทบกรอบแว่นจนสะท้อนวาวขึ้นมาในห้องยังไม่มีนักเรียนคนอื่นเลยแม้แต่คนเดียว ริวหยุดยืนอยู่ตรงประตูพบว่ามีใครบางคนนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ครูกรวิชญ์ ครูประจำวิชาวิทยาศาสตร์ นั่งอยู่โต๊ะหน้าห้อง
“ ขออนุญาตเข้าห้องครับ ”
ครูกรวิชญ์เงยหน้าขึ้นมองสีหน้าฉายแววแปลกใจเล็กน้อย ดวงตากวาดมองไปด้านหลังริวราวกับคาดหวังจะเห็นนักเรียนคนอื่นเดินตามเข้ามาด้วย
“ เลือกตั้งเสร็จแล้วหนิแล้วเพื่อนไปไหนหมดล่ะ ”
ริวชะงักไปเสี้ยววินาที ก่อนจะตอบตามตรง “ผม… ไม่ทราบครับ ”
คำตอบนั้นทำให้ครูกรวิชญ์ถอนหายใจออกมาเบาๆ“ เฮ้อ… ” เสียงลมหายใจนั้นเต็มไปด้วยความเคยชินมากกว่าความแปลกใจ คงเพราะนักเรียนจะเข้าห้องช้าแบบนี้ ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงเรียบๆ“เชิญเข้ามานั่งในห้องตามสบายเถอะ ”
ริวพยักหน้ารับ “ ครับ ”เขาเดินเข้ามาในห้อง ตรงไปยังโต๊ะประจำของตัวเองนั่งลงโดยไม่พูดอะไรเพิ่มเติม
ในห้องเรียนกว้างแต่กลับให้ความรู้สึกว่างเปล่าเกินกว่าที่ควรจะเป็ใน่เวลาแบบนี้ เวลาผ่านไปช้าๆและเงียบจนได้ยินเสียงนาฬิกาแขวนเดินเป็จังหวะไม่นานนัก ประตูห้องก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง
“ ขออนุญาติเข้าห้องค่ะ ”
เสียงนั้นดังขึ้นอย่างสุภาพ ครูกรวิชญ์เงยหน้าขึ้นทันทีแล้วเอ่ยถาม
“ เพื่อนคนอื่นล่ะ ”
แนนโน๊ะยืนอยู่หน้าประตู ด้วยท่าทางที่สบายๆมือทั้งสองประสานกันไว้ด้านหน้า แล้วตอบ “ พวกเขานั่งกินข้าวอยู่ที่โรงอาหารค่ะ”
“ งั้นก็เชิญเข้ามานั่งในห้องตามสบายเถอะ”
“ ค่ะ ” แนนโน๊ะค้อมศีรษะเล็กน้อยก่อนจะเดินผ่านหน้าโต๊ะครูไปยังที่โต๊ะประจำของตัวเองแถวติดหน้าต่าง
แสงแดดอ่อนสาดผ่านม่านบางๆมากระทบเส้นผมสีเข้มของเธอเป็เงาไหวเบาๆริวเผลอมองตามโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะรีบละสายตากลับมาที่โต๊ะของตัวเอง
เวลายังคงไหลผ่านไปอย่างเรื่อยๆ สายลมอ่อนพัดเข้ามาทางหน้าต่างเปิดเสียงม่านกระทบกันดังเบาๆ บรรยากาศในห้องยังคงสงบแม้เสียงจอแจของนักเรียนจากชั้นล่างจะลอยขึ้นมาเป็ระยะแต่กลับเหมือนเป็โลกอีกฝั่งหนึ่งที่แยกออกไปอย่างชัดเจน ทันใดนั้นครูกรวิชญ์ก็ขมวดคิ้วขึ้น ราวกับนึกอะไรบางอย่างได้
“ ให้ตายสิ… ครูลืมเอาหนังสือมาด้วย ” เขาพึมพำกับตัวเองก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองไปยังนักเรียนชายที่นั่งอยู่โต๊ะหลังสุดของห้อง “ ริว ”
ริวสะดุ้งเล็กน้อย “ คะ..ครับ… ”
“ ช่วยไปเอาหนังสือมาให้ครูหน่อยได้ไหมโต๊ะครูอยู่ตึกวิทย์ ชั้นสอง ห้อง 221 ”
“ ได้ครับ ”
พูดจบริวก็ลุกขึ้นจากที่นั่งเก็บสมุดบนโต๊ะให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินออกจากห้องไปเพียงลำพัง ประตูห้องเรียนปิดลงด้านหลังทิ้งไว้เพียงความเงียบและทางเดินยาวที่ทอดไปข้างหน้า
หลังจากริวเดินออกจากห้องเรียนมาประตูไม้ปิดลงเบาๆด้านหลัง เสียงในห้องค่อยๆถูกตัดขาดเหลือเพียงเสียงฝีเท้าของตัวเองที่สะท้อนอยู่ใต้ตัวอาคาร เขาเดินไปตามทางเดินใต้อาคารสายตามองป้ายบอกทางเป็ระยะ เพราะยังไม่คุ้นชินกับเส้นทางนักกลิ่นอับจางๆของปูนและเงาเสาเรียงตัวทอดยาว ทำให้บรรยากาศดูเย็นชืดกว่าปกติทั้งที่เป็่เช้า
ไม่นาน เขาก็เดินไปเจอกับป้ายบอกทางสีแดงในป้ายนั้นมีลูกศรชีบอกเส้นทางไปยังอาคารวิทยาศาสตร์ ริวรีบเดินเลี้ยวเข้าไปก่อนจะก้าวขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง ทีละขั้น… ทีละขั้น…
ณ ห้อง 221
เมื่อมาถึงหน้าห้อง ริวยกมือขึ้นเคาะเบาๆแล้วก้าวถอยออกห่างประตูเล็กน้อย ยืนรอจนกว่าจะมีคนมาเปิดประตูให้ แต่กลับไม่สีวี่แววของคุณครูที่อยู่ด้านในจนเวลาผ่านไปสักพักหนึ่ง เขาจึงตัดสินใจเปิดประตูเข้าไป
“ ขออนุญาตครับ ”
ทว่ามันกลับไม่มีเสียงตอบรับ ริวเหลือบมองไปรอบห้องโต๊ะทำงานวางเรียงอย่างเป็ระเบียบ เก้าอี้ถูกดันเข้าใต้โต๊ะเรียบร้อยหน้าต่างเปิดแง้มรับแสงแดดอ่อนๆ แต่ไม่มีครูอยู่ในห้องเลยสักคนเดียวคงเป็เพราะ่เช้าครูต้องไปสอนตามห้องต่างๆ
ริวเดินเข้าไปด้านในอย่างเงียบงันั์ตาไล่อ่านป้ายชื่อเล็กๆบนโต๊ะครูทีละโต๊ะ จนกระทั่งเดินไปถึงโต๊ะครูกรวิชญ์ ที่มีป้ายชื่อขนาดเล็กวางอยู่เขาหยุดอยู่ตรงนั้นก่อนจะรวบหนังสือวิทยาศาสตร์ที่วางซ้อนกันอยู่บนโต๊ะขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนแล้วหันหลังเดินออกจากห้องทันที
เขาเดินย้อนกลับไปตามทางเดิมใต้อาคารยังคงมีนักเรียนเดินผ่านไปมา เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะเสียงรองเท้ากระทบพื้น ทุกอย่างดูเหมือนภาพที่เห็นได้ในโรงเรียนปกติ จนกระทั่ง
ร่างของนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่ผมหางม้าถูกรวบตึงผู้ด้วยริบบิ้นโบว์สีแดง กำลังเดินอยู่ด้านหน้า หัวใจของริวกระตุกวูบ แม้ยังมองไม่เห็นใบหน้าแต่เขารู้ดีว่าเธอคือใคร
ริวที่กอดหนังสืออยู่แน่นขึ้น ลมหายใจของเขาเริ่มติดขัดและหัวใจของเขาเต้นแรงอย่างห้ามไม่อยู่ ก่อนที่เธอจะเดินเข้ามาใกล้กว่านั้น เขารีบเดินเลี้ยวเข้าทางเดินใต้อาคารทันทีฝีเท้าเร่งขึ้นเล็กน้อย ไม่ถึงกับวิ่ง แต่เร็วพอจะหลบสายตา เขาไม่หันกลับไปมองและไม่อยากรู้ด้วยซ้ำว่าเธอเห็นเขาไหม
ริวเลือกเดินลึกใต้อาคาร ในเส้นทางที่เขาเองก็ยังไม่เคยเดินเข้าไปเขาไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ตรงส่วนไหนของโรงเรียนรู้เพียงอย่างเดียวคือเขาไม่อยากเจอกับยูริตอนนี้
ทางเดินใต้อาคารทอดยาว เงียบผิดปกติ ยิ่งเดินลึกเข้าไปเสียงรอบข้างก็ยิ่งเบาลงเหลือเพียงเสียงฝีเท้าของเขาที่กระทบพื้นปูนเป็จังหวะสม่ำเสมอ ที่นี่แทบไม่มีนักเรียนอยู่เลยเสาอาคารตั้งเรียงกันเป็แนว แสงแดดส่องลอดช่องว่างเข้ามาทำให้มองเห็นฝุ่นเล็กๆลอยค้างอยู่ในอากาศชวนให้นึกถึงตึกเก็บของมากกว่าสถานที่เรียน อากาศเย็นกว่าด้านนอกเล็กน้อย และความรู้สึกบางอย่างก็เริ่มกดทับอยู่ในอก
ริวยังคงเดินต่อไป จนกระทั่งเสียงหนึ่งดังแว่วขึ้นเป็เสียงนักเรียนชายคุยกันเบาๆคล้ายกระซิบ ริวชะลอฝีเท้าลงก่อนจะเดินตามเสียงนั้นไปในใจคิดเพียงว่าจะเข้าไปถามทางออกจากตรงนี้ แต่เมื่อเลี้ยวเข้าไปใกล้ ภาพที่เห็นกลับทำให้เขาหยุดชะงักนักเรียนชายสองคนยืนอยู่ใกล้เสาอาคาร หนึ่งในนั้นยื่นของบางอย่างให้อีกคนรับไปอย่างรวดเร็ว เป็การส่งต่อที่สั้นๆ ด้วยท่าทางดูกลุกลี้ลุกลนเล็กน้อย
และเมื่อพวกเขารู้ตัวว่ามีคนมา ทั้งสองคนเงยหน้าขึ้นพร้อมกันสายตาของพวกเขาจับจ้องมาที่ริว บรรยากาศรอบตัวเหมือนหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ริวไม่รู้ว่าสิ่งที่พวกเขาส่งให้กันคืออะไรแต่สิ่งเดียวที่เขา้าตอนนี้คือทางกลับ
“ ขอโทษนะครับ… อาคารเรียน ม.5 ไปทางไหนเหรอครับ ”
นักเรียนชายทั้งสองนิ่งไปครู่หนึ่ง สีหน้าฉายแววประหลาดใจเล็กน้อยก่อนที่คนหนึ่งยกมือชี้ไปด้านหลังของริว แล้วเอ่ยตอบ
“ เดินกลับออกไปจะเจอทางเดิน แล้วมึงก็เดินเลี้ยวขวาเดินตามทางไป ”
ริวพยักหน้ารับอย่างสุภาพ “ ขอบคุณครับ” แล้วหันหลังเดินออกมาแทบจะทันที
ริวเดินตามทางที่นักเรียนชายสองคนนั้นชี้บอกจนในที่สุดก็กลับออกมายังเส้นทางเดิม เขาลัดเลาะไปใต้อาคารได้ไม่นานภาพของอาคารเรียนที่คุ้นตาก็ปรากฏขึ้น เสียงพูดคุยของนักเรียนดังกลับมาอีกครั้ง
เมื่อเห็นแบบนั้นริวรีบเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นเรียน เปิดประตูห้องเข้าไป บรรยากาศภายในห้องเป็ปกตินักเรียนบางคนนั่งคุยกัน บางคนก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ไม่มีใครสนใจว่าเขาเพิ่งหายไปนานแค่ไหน
ริวมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินไปที่โต๊ะหน้าห้องแล้วยื่นหนังสือให้ครูกรวิชญ์ “ นี่ครับ ”
ครูรับไป พยักหน้าเล็กน้อย “ อ้อขอบคุณมากเลยนะ กลับมาได้ก็ดีแล้ว เห็นไปนาน ก็เกือบจะให้เพื่อนไปตามอยู่พอดีไปนั่งก่อนเถอะ ”
“ ครับ ”
พูดจบ เขาก็เดินกลับไปยังโต๊ะประจำของเขาที่อยู่ด้านหลังสุดของแถว แต่ก่อนที่เขาจะไปถึงเสียงหนึ่งดังขึ้นเบาๆจากโต๊ะข้างทาง ขณะที่เขาเดินผ่าน
“ ใต้ตึก… เงียบดีไหมคะ ”
ริวเหลือบมองไปตามเสียงนั้นเพียงชั่วครู่ความแปลกใจแล่นผ่านดวงตา ทว่าเ้าของเสียงเพียงส่งรอยยิ้มสดใสให้ ซึ่งมันก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกแปลกๆเข้าไปใหญ่ราวกับคำถามนั้นไม่ใช่แค่คำถาม แม้จะยังไม่เข้าใจความหมายแฝงนั้นดีนักแต่เขาก็เลือกที่จะทำเป็ไม่ได้ยิน แล้วเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะประจำปล่อยให้ประโยคนั้นลอยค้างอยู่กลางอากาศต่อไป
หลังจากนั้น การเรียนการสอนใน่คาบนเช้าก็ดำเนินได้ตามปกติ จนกระทั่งเสียงออดดังขึ้น บ่งบอกเวลา 11:30 น. เป็สัญญาณหมดคาบเรียนสุดท้ายของ่เช้า
“ นักเรียนทั้งหมด ทำความเคารพ ”
“ ขอบคุณครับ / ค่ะ”
สิ้นสุดเสียงนั้น นักเรียนทยอยลุกขึ้น เดินออกจากห้องเป็กลุ่มๆริวยังคงนั่งอยู่ที่เดิมครู่หนึ่ง เขาเหลือบมองไปยังโต๊ะด้านหน้าสุดในแถวเดียวกัน เห็นว่าแนนโน๊ะยังนั่งอยู่ตรงนั้นเพียงลำพังมือหนึ่งวางบนโต๊ะ อีกมือถือหนังสือเรียนที่ยังไม่ได้เก็บ สีหน้าของเธอดูสบายๆราวกับไม่รีบร้อนจะไปไหนริวสูดลมหายใจเบาๆแล้วจะลุกขึ้น และเดินเข้าไปหาเธอที่โต๊ะ
“ แนนโน๊ะครับ… ” เขาเรียกเธอด้วยเสียงที่เบากว่าปกติ
แนนโน๊ะเงยหน้าขึ้นตอบทันที “ ค่ะ ”น้ำเสียงของเธอราบเรียบ พร้อมกับสีหน้าที่ยังคงสดใส
เพียงคำตอบสั้นๆแต่สำหรับริวมันทำให้เขารู้สึกเกร็งเล็กน้อย เขาไม่ถนัดการเริ่มบทสนทนาโดยเฉพาะกับคนที่อ่านใจยากอย่างเธอ ริวเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะพูดต่อ
“ คุณ… มีเพื่อนไปกินข้าวหรือยังครับ ” เขาหยุดนิดหนึ่งราวกับกำลังชั่งใจแล้วพูดต่อ “ หรือคุณจะ… จะไปกินข้าวกับผมไหม ”
แนนโน๊ะเอียงหน้าเล็กน้อยดวงตาสีเข้มจับจ้องมาที่เขา คล้ายกำลังพิจารณาอะไรบางอย่าง ความเงียบกินเวลาเพียงไม่กี่วินาทีแต่สำหรับริวมันยาวนานอยู่พอสมควร ราวกับเวลาถูกยืดออกไปหลายล้านปีแสง แม้เขาจะพยายามทำสีหน้าให้ปกติแล้วแต่สีหน้าของเขาตอนนั้นกลับเหมือนคนกำลังจะขาดใจตายซะมากกว่า ก่อนที่เธอจะพยักหน้าเบาๆแล้วตอบทำให้บรรยากาศคลายลง
“ อืม… แนนโน๊ะไปก็ได้ค่ะ ”
คำตอบนั้นเรียบง่าย ไม่มีเหตุผลไม่มีคำถามย้อนกลับ แต่กลับทำให้ริวถอนหายใจออกมาแ่ๆ ความรู้สึกโล่งใจอย่างกับได้ไปเกิดแล้วทั้งสองก็ลุกขึ้น และเดินออกจากห้องเรียนไป ท่ามกลางเสียงจอแจของนักเรียนที่กำลังมุ่งหน้าไปยังโรงอาหารไม่ต่างกัน
ณ โรงอาหาร
เวลา 11:39 น.
บรรยากาศด้านในคึกคักตามปกตินักเรียนยืนต่อแถวซื้ออาหาร กลิ่นข้าวสุกและกับข้าวลอยปะปนกันไปทั่วริวเดินนำไปซื้ออาหารของตัวเอง จากนั้นก็พาแนนโน๊ะไปนั่งยังโต๊ะริมเป็มุมที่หลบจากผู้คนได้มากที่สุด แต่นั่นก็เป็เพียงนิสัยที่ไม่ค่อยชอบที่ที่คนเยอะของเขา
ทั้งสองนั่งกินข้าวกันเงียบอยู่พักหนึ่ง เสียงช้อนกระทบจานดังแ่ๆสลับกับเสียงจอแจจากโต๊ะอื่นริวแทบไม่ได้รับรู้รสชาติของอาหารตรงหน้าความคิดของเขาค่อยๆลอยกลับไปยังภาพเมื่อคืน ที่ห้องเก็บเอกสาร แสงไฟสลัวและภาพนักเรียนกลุ่มหนึ่งที่กำลังแบกถุงดำ ออกไปทางหลังโรงเรียน
ริวเผลอเงยหน้าขึ้นมองออกไปนอกภาพในหัวซ้อนทับกับภาพตรงหน้า ทำให้มือที่จับช้อนชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วสายตาของเขาก็กลับมาหยุดอยู่ที่แนนโน๊ะที่ในตอนนั้นเธอเองก็น่าจะเห็นแบบเดียวกันกับเขา ริวลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตัดสินใจพูดขึ้น เสียงของเขาเบากว่าปกติ
“ แนนโน๊ะครับ… ”
แนนโน๊ะเงยหน้าขึ้นจากจานข้าวดวงตาสีเข้มสบกับเขาอย่างสงบนิ่ง “ เื่อะไรเหรอคะ ”
ริวสูดลมหายใจเล็กน้อย ก่อนจะตอบ “ ตอนที่นักเรียนพวกนั้นขนถุงดำตอนแรกผมก็คิดว่าเป็ขยะครับ แต่พอคิดไปคิดมาแล้ว มัน…ไม่น่าจะใช่นะครับ”
แนนโน๊ะวางช้อนลงข้างจานอย่างแ่เบาเสียงช้อนกระทบกับจานดังชัดกว่าที่ควรจะเป็ในความรู้สึกของริว เธอเอียงศีรษะเล็กน้อยราวกับตั้งใจฟัง
“ ริวคิดว่ามันเป็อะไรเหรอคะ ”
ริวขมวดคิ้ว มือยกขึ้นแตะปลายคางเล็กน้อย“ อืม…ถ้าเป็แค่ถุงขยะจริงๆ คงไม่มีใครต้องขนไปทิ้งกันลับๆแบบนั้นหรอกครับแถมยังเลือกเป็ตอนที่แทบไม่มีคนอยู่ด้วย ”
แนนโน๊ะฟังจนจบ ก่อนจะยิ้มบางๆ เป็รอยยิ้มใสๆในแบบของเธอแต่รอยยิ้มนั้นกลับทำให้ริวรู้สึกแปลกๆขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“ แนนโน๊ะว่ามันอาจจะไม่ใช่ขยะอย่างที่ริวคิดก็ได้ค่ะ”
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว ริวเงยหน้าขึ้นทันทีแต่แนนโน๊ะยังพูดต่อด้วยน้ำเสียงเดิม ราบเรียบ ราวกับกำลังพูดถึงเื่ทั่วไป
“ อาจจะเป็บางอย่างที่ไม่มีค่าในสายตาใครบางคนเลยถูกมองว่าไม่ต่างจากขยะก็ได้นะคะ ”
คำพูดนั้นทำให้ริวชะงักไปเขามองหน้าแนนโน๊ะอย่างพิจารณาราวกับ้าอ่านความหมายที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มนั้นแต่เธอกลับหยิบช้อนขึ้นมาตักข้าวเข้าปาก ด้วยสีหน้าและท่าทางของเธอดูสบายๆไม่ต่างจากเด็กนักเรียนคนหนึ่งที่กำลังทานอาหารกลางวันตามปกติ
ทันใดนั้นภาพเหตุการณ์บางอย่างก็ฉายชัดขึ้นมาในความคิดของริวเป็ภาพของนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นห้องเก็บของร่างกายของเธอเต็มไปด้วยาแ เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนไปด้วยเืดวงตาฉายแววหวาดกลัว
เมื่อรวมกับข่าวลือเื่นักเรียนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยและภาพของถุงดำที่ถูกขนออกไปหลังโรงเรียน ทุกอย่างค่อยๆปะติดปะต่อกันในหัวของเขา
หรือว่า ในถุงนั่นจะเป็… ริวคิดในใจมือกำช้อนแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว