วันที่ 27 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 21.27 น.
ภายในห้องสี่เหลี่ยมสีขาวดูสะอาดตาทีปกรยืนมองใบหน้าซีดเซียวและดูซูบผอมลงไปเล็กน้อยของตัวเองที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงมีเพียงเสียงของเครื่องวัดสัญญาณชีพจรดังไปตามจังหวะการเต้นของหัวใจที่ทำให้รู้ว่าร่างนี้ยังมีลมหายใจอยู่คิ้วทั้งสองเริ่มขมวดชนกันพร้อมทั้งก้มลงสำรวจร่างโปร่งแสงของตนเองมือข้างหนึ่งพยายามคว้าไปยังร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงแต่กลับจับได้เพียงแค่อากาศเท่านั้น
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ยทำไมฉันถึงมาอยู่ตรงนี้ หรือว่ากำลังฝันอยู่กันแน่…”ในขณะที่เจ้าตัวกำลังสับสนงงงวยกับเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นเสียงโหวกเหวกจากด้านหลังทำให้ต้องหันกลับไปมอง
“ทีเป็นยังไงบ้าง”ธาริณีกึ่งเดินกึ่งวิ่งตรงปรี่เข้ามาภายในห้องอย่างร้อนใจทันทีที่เดินผ่านทะลุร่างโปร่งแสงของน้องชายความเย็นวูบชั่วขณะปะทะเข้าร่างกายทำให้ขนแขนทั้งสองข้างก็ตั้งขึ้นมาโดยอัตโนมัติ “ทำไมในห้องมันเย็นอย่างนี้เนี่ยคนเจ็บขนาดนี้จะแช่แข็งกันรึไง”
“ก็ไม่เห็นจะเย็นสักหน่อย…”ผู้ที่เดินตามหลังมาบ่นอุบอิบก่อนจะหยุดชะงักเมื่อเห็นสภาพของเพื่อนรักนอนเจ็บอยู่บนเตียง
“ทีตื่นได้แล้ว…”ผู้เป็นพี่สาวกุมมือน้องชายพร้อมน้ำตาที่ไหลซึมออกมา
“ถ้าทีเป็นอะไรขึ้นมาพี่กับแม่จะอยู่ยังไง”ธาริณีพูดพลางเหลือบมองไปยังเครื่องวัดสัญญาณชีพจร “สัญญาณชีพจรปกติแต่ทำไมยังไม่ฟื้นอีกนะ”เกียกกายใช้มือข้างที่ไม่ได้เข้าเฝือกโอบไหล่ของธาริณีเอาไว้แล้วลูบเบา ๆเสมือนว่ายังมีตนทั้งคนอยู่ตรงนี้
“พี่ธา ผมอยู่ตรงนี้”ทีปกรตะโกนสุดเสียงและโอบกอดพี่สาวของตนจากด้านหลังแต่พยายามที่จะไขว่คว้ามากเท่าไรก็ไม่สามารถจับร่างกายของพี่สาวได้ทำได้เพียงแค่โอบกอดอากาศเท่านั้น น้ำตาใส ๆเริ่มเอ่อล้นตรงขอบตาด้านล่างทั้งสองข้าง “พี่ธา ผมอยู่นี่”เมื่อมองไม่เห็นความหวังจึงทำให้เข่าทั้งสองข้างทรุดลงไปนั่งอยู่กับพื้นก้มหน้าร้องไห้
“ที่นี่มันหนาวจริง ๆนะ กายไม่รู้สึกบ้างเลยเหรอ” เกียกกายส่ายหน้า
“ถ้างั้นเดี๋ยวพี่มานะกายก็อยู่เป็นเพื่อนทีก่อนก็แล้วกัน”เมื่อพูดจบธาริณีจึงเดินออกไปจากห้องโดยที่ไม่รอคำตอบ
“ฉันไม่น่าทิ้งให้นายต้องไปคนเดียวเลย”เกียกกายยืนเกาะขอบเตียงมองทีปกรด้วยสายตาละห้อยเสียงถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้เจ้าของร่างที่กำลังนั่งคุกเข่าอยู่เงยหน้าขึ้น
“ไอ้กาย ฉันอยู่นี่”ทีปกรพูดด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้นมองหน้าเพื่อนรักในใจก็รู้ว่าคงไม่มีวันเป็นไปได้ที่เพื่อนจะมองเห็นหรือได้ยินเสียงของตนแต่ผิดคาดเหมือนสัญชาตญาณอะไรบางอย่างของเกียกกายทำให้หันขวับมองไปรอบ ๆ ห้องและจ้องไปยังจุดที่ทีปกรนั่งอยู่
“ไอ้ที…”เกียกกายกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะพูดต่อ “ฉันรู้นะว่านายอยู่ที่นี่ ตื่นขึ้นมาไว ๆ นะไอ้เพื่อนรัก หลังจากที่นายฟื้นมา ฉันสัญญาว่าจะไม่ปล่อยให้นายไปไหนคนเดียวอีกฉันก็คงอยู่ไม่ได้เหมือนกันถ้าไม่มีนาย นายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตฉันไปแล้วเพื่อนคนเดียวที่ฉันรักก็มีแค่นาย เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งทิ้งกันไปนะ”ถ้าในสถานการณ์ปกติเพื่อนผู้ชายบอกรักกันคงเป็นเรื่องที่ขนลุกน่าดูแต่ในสถานการณ์แบบนี้คงต้องพูดออกไปและหวังว่าเพื่อนรักคงจะได้ยิน
“ไอ้กาย…ฉันก็รักนายเหมือนกัน แต่ถ้าฉันไม่ตื่นขึ้นมา นายต้องดูแลพี่ธากับแม่แทนฉันด้วยนะ”เสียงพูดสะอึกสะอื้นเคล้าน้ำตาอีกครั้งเมื่อคิดว่าตนจะไม่ได้กลับเข้าร่าง“ฉันจะกลับไปได้ยังไง ในเมื่อวิญญาณฉันยังอยู่ตรงนี้ และอีกไม่นานฉันคงต้องตายไปจริงๆ ถ้าคุณอยู่ด้วยในตอนนี้ก็คงจะดี เขมทัต…”
“เจ้ายังมิตายดอกเด็กน้อยของข้า”เสียงทุ้มที่แสนจะคุ้นเคยพูดตอบรับทันเท่าความคิดทำให้ทีปกรเงยหน้ามองหาต้นเสียงนั้น
“เขมทัต…”สายตาเป็นประกายคล้ายคนมีความหวังมองไปยังชายผู้เป็นที่รัก “คุณจะพาผมกลับไปใช่ไหม”ฝ่ายตรงข้ามไม่ตอบสิ่งใด ได้แต่ยิ้มมุมปากเป็นการตอบรับร่างกำยำเดินเข้าใกล้วิญญาณผู้เป็นที่รักพร้อมประคองให้ลุกขึ้น
“เพียงแค่เจ้าเอ่ยชื่อข้าข้าก็พร้อมจะมาอยู่ตรงหน้าเจ้าทันที เด็กน้อยของข้า”