ในขบวนรถไฟใต้ดินอันสว่างไสว หลินซีแบกเป้เอาไว้บนหลังพลางมองไปยังป้ายไฟที่กำลังกะพริบปริบๆด้วยสายตาว่างเปล่า การทำโอทีอย่างต่อเนื่องทำให้หัวสมองของเธอไม่ค่อยแล่นเท่าไร ในขบวนรถไฟกลางดึกแบบนี้มีคนกลับบ้านค่ำอยู่ประปราย ส่วนมากเป็พวกพนักงานทำโอที และนี่ก็ถือเป็เื่น่าเศร้าของคนเมือง
หลินซีเพิ่งจะเรียนจบมาก่อนจะหางานได้อย่างยากลำบาก ทุกวันเธอต้องยุ่งจนหัวปั่นอยู่กับการหาเงินได้เพียงเล็กน้อย เงินก็น้อย งานก็เยอะ แถมยังไกลบ้านอีก แต่ยังดีที่เธอไม่มีภาระอะไร ั้แ่พ่อของเธอจากโลกนี้ไป หลังจากแม่แต่งงานใหม่ห้องชุดเล็กๆแถบชานเมืองก็กลายเป็บ้านของเธอแต่เพียงผู้เดียว เธอหาเงินได้ไม่มากเท่าไร แต่มันก็ยังพอใช้ บ้านหลังนั้นไม่ได้ใหญ่โตอะไรเธอจึงสามารถอยู่ได้อย่างสบายๆ ชีวิตที่ไม่ได้ดีเลิศแต่ก็ไม่ได้ย่ำแย่ทำให้ในความคิดของหลินซีไม่มีความทะเยอทะยานและรู้สึกพอใจกับสภาพความเป็อยู่ในปัจจุบัน
เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนสถานีถัดไปหลินซีก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปยังประตูทางออกของรถไฟใต้ดิน เมื่อเดินออกจากสถานีรถไฟใต้ดินเธอก็เดินข้ามถนนออกไป นี่เป็เขตเมืองเก่าของเมืองS ทั้งๆที่ห่างกันเพียงถนนกั้นแต่มันกลับแตกต่างกันราวกับโลกสองใบ ที่ตรงนี้คือเขตเมืองใหม่ที่มีแสงไฟสว่างไสวในขณะที่ตรงนั้นกลับเป็เขตเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยความทรุดโทรม
บ้านในเขตเมืองเก่าส่วนใหญ่จะสร้างขึ้นมาั้แ่เมื่อ 50-60 ปีที่แล้ว มีบางส่วนที่เป็กึ่งไม้กึ่งอิฐ เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็จะเห็นสายไฟระโยงระยางเต็มไปหมด บนกำแพงก็มีป้ายโฆษณาแผ่นน้อยแปะอยู่สะเปะสะปะ การก่อสร้างเมืองที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วใน่หลายปีที่ผ่านมาลืมเลือนพื้นที่แห่งนี้ไปจนหมดสิ้นและทำให้ที่แห่งนี้หลงเหลือไว้เพียงร่องรอยตามกาลเวลา ร้านขายของตลอดสองข้างทางต่างนำโต๊ะเก้าอี้ขึ้นมากางอยู่บนทางเดินเท้า ซุ้มรถเข็นมากมายหลากหลายชนิดล้วนเป็ที่นิยมของถนนสายนี้ แถมเขม่าควันที่สะสมมานานหลายปีก็ทำให้พื้นถนนแห่งนี้สกปรกและมีกลิ่นเหม็นฉุนรุนแรง
หลินซีหยิบแบงก์ 20 หยวนใบหนึ่งยื่นส่งให้พ่อค้า “พ่อค้า ข้าวผัด 1 จานเพิ่มเนื้อสันใน 1 พวง”
“ได้เลย! ห่อกลับบ้านไหม?” พ่อค้ารับเงินไปแล้วถามเธอมาอีกประโยค
“ค่ะ” หลังจากนั้นไม่กี่นาทีกล่องข้าวผัดร้อนๆก็ถูกยื่นส่งให้หลินซี
เธอถือกล่องข้าวเอาไว้แล้วเดินกลับบ้าน บ้านของหลินซีอยู่ที่ชั้น 5 การตรวจจับของหลอดไฟที่ถูกควบคุมด้วยเสียงในทางเดินของตึกหลังนี้ค่อนข้างย่ำแย่ เธอต้องกระทืบเท้าหนักๆลงไปสักครั้งหลอดไฟถึงจะสว่างขึ้นมาได้ จากนั้นหลินซีก็เปิดประตูออกจนพบเข้ากับห้องเล็กๆ ว่างเปล่า เธอกินข้าวอยู่ 2-3 คำก่อนจะไปอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย เธอมองไปยังโทรศัพท์มือถือของตัวเองแวบหนึ่งก็พบว่าตอนนี้เป็เวลา 11:35 น. แล้ว หลินซีทิ้งร่างลงบนเตียงแล้วเตรียมพร้อมนอนหลับ วันพรุ่งนี้ยังต้องทำงานอีก ตอนนี้จึงจำเป็ต้องนอนแล้ว แต่ในสมองที่กำลังตื่นตัวกลับไม่ฟังคำสั่งของเธอเลยแม้แต่นิดเดียว หลินซีพลิกตัวอีกครั้งแล้วพยายามนอนหลับ
แต่ขณะที่เธอกำลังสะลึมสะลือ จมูกของเธอก็ได้กลิ่นไหม้ลอยมาจางๆ “บ้านไหนทำกับข้าวแล้วไม่ระวังจนทำไฟไหม้เนี่ย” แต่ทันใดนั้นหลินซีที่กำลังนอนหลับอยู่ก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมา เธอรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง จากนั้นเธอก็รีบผุดลุกขึ้นมาจากเตียงทันที นี่เป็เวลากลางดึกแล้วใครที่ไหนจะยังมาทำกับข้าวอยู่อีก
เมื่อเธอรีบร้อนสวมเสื้อผ้าแล้วเปิดประตูออกมาเธอก็พบว่าบริเวณทางเดินของตึกมีควันสีดำลอยอยู่เต็มไปหมด หลินซีรีบปิดประตูลงตามสัญชาตญาณ ตอนนี้น่าจะมีไฟไหม้ เมื่อตระหนักได้เช่นนั้นแล้วร่างกายของหลินซีก็สั่นสะท้านขึ้นมาทันที เธอรีบพุ่งไปยังห้องน้ำแล้วนำผ้าขนหนูมาชุบน้ำปิดปากปิดจมูกของตัวเองเอาไว้ก่อนจะขดตัวเข้าหากัน นี่เป็ทักษะที่เธอเรียนรู้มาจากตอนที่สำนักงานตึกจัดการฝึกฝนป้องกันเพลิงไหม้เมื่อหลายเดือนก่อน
บนทางเดินของตึกมีผู้อยู่อาศัยหลายคนวิ่งออกมาบ้างแล้ว บางครอบครัวก็พบกับเพลิงไหม้จนต้องรีบช่วยชีวิตเด็กและคนชราไปก่อน ส่วนบางครอบครัวก็กำลังหลับลึกจนไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆภายในห้อง ผู้อยู่อาศัยเกินกว่าครึ่งของตึกแห่งนี้ล้วนเป็เพื่อนบ้านเก่าแก่มานานหลายปี หลินซีลังเลอยู่สักพักก่อนที่เธอจะตัดสินใจครั้งสำคัญขึ้นมาในที่สุด เธอรีบวิ่งลงไปชั้นล่างแล้วเคาะประตูของผู้อยู่อาศัยทุกบานพร้ะโกนออกมาเสียงดังลั่น “รีบตื่นเร็วเข้า ไฟกำลังไหม้แล้ว!”
แต่เมื่อเธอวิ่งลงมาจนถึงชั้น 2 ภายในทางเดินของตึกก็เต็มไปด้วยกลุ่มควันหนาแน่นจนทำให้เธอมองเห็นเพียงแสงไฟเลือนรางที่สว่างวาบขึ้นมาจากชั้น 1 ในขณะที่หลินซีกำลังลังเลใจอยู่นั้นเธอก็รู้สึกว่าเสื้อของเธอถูกใครบางคนดึงเอาไว้ เมื่อเธอหันกลับไปมองอีกครั้งก็พบว่าคนคนนั้นคือคุณยายจ้าวที่อาศัยอยู่ชั้น 2 คุณยายอาศัยอยู่ที่นี่เพียงลำพังแถมยังมีอายุมากแล้วเธอจึงเดินไปไหนมาไหนได้ไม่ค่อยสะดวก คุณยายใช้มือข้างหนึ่งปิดปากปิดจมูกของตนเองขณะที่ใช้มืออีกข้างหนึ่งดึงชายเสื้อของหลินซีเอาไว้ เมื่อมองไปยังดวงตาขอร้องอ้อนวอนของคุณยาย หลินซีก็เข้าใจความ้าของเธอได้ทันที หลินซีกัดฟันแน่นก่อนจะใช้มือหนึ่งจับแขนของคุณยายเอาไว้พร้อมใช้มืออีกข้างปิดปากปิดจมูกของตัวเองแล้วพุ่งเข้าไปในกลุ่มควันหนาแน่น นี่เป็เส้นทางที่เธอเดินผ่านมานานหลายปีดังนั้นต่อให้ปิดตาเดินหลินซีก็ยังสามารถเดินออกไปได้
เพราะคนที่เธอพาเดินออกไปด้วยเดินได้ไม่ค่อยสะดวก ความเร็วของหลินซีจึงลดลงมากอย่างเห็นได้ชัด แต่ในที่สุดเธอก็พุ่งออกไปจากกลุ่มหมอกควันสีดำได้สำเร็จ หลินซีอยากจะสูดหายใจเอาอากาศสดชื่นเข้าไปให้เต็มปอดแต่หลังจากที่เธอเดินออกมาจากประตูเหล็กได้เพียงไม่กี่ก้าวเธอก็รู้สึกว่าภาพตรงหน้าพลันดับวูบลงก่อนที่ร่างของเธอจะทรุดฮวบลงไปกับพื้น
กระทั่งเธอได้สติขึ้นมาอีกครั้งภาพอันน่าประหลาดใจก็ปรากฏสู่สายตาของเธอ หญิงสาวคนหนึ่งกำลังนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยอย่างเงียบงัน บนใบหน้าของเธอมีหน้ากากออกซิเจนสวมทับเอาไว้ขณะที่บนร่างกายก็มีท่อระโยงระยางเต็มไปหมดโดยมีเครื่องวัดสัญญาณชีพกำลังทำงานอยู่ด้านข้าง คนที่นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยก็คือคนที่หลินซีสุดแสนจะคุ้นเคย นั่นไม่ใช่เธอหรอกเหรอ?
หลินซีอีกคนหนึ่งรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังล่องลอยอยู่กลางอากาศ และถึงแม้เธอจะพยายามะโออกไปเสียงดังแค่ไหนก็ไม่มีใครได้ยินเสียงะโของเธออยู่ดี เธอลองวิ่งไปจับมือของตัวเองแต่มือของเธอก็ทำได้เพียงทะลุผ่านกายเนื้อนั้นไปเท่านั้น
หลินซีกลืนน้ำลายลงคอเอื้อกใหญ่ เธอไม่เข้าใจสถานการณ์ของตนเองในตอนนี้เลย แต่ในตอนนั้นเองเสียงเอไออันเย็นเยียบก็ดังขึ้นมา “เธอเห็นตัวเองหรือยัง?”
“ใคร ใครกำลังพูดอยู่น่ะ?” หลินซีสะดุ้งสุดตัวเพราะเสียงนั้นพลางหันมองไปรอบๆ ตอนนี้บริเวณรอบๆนอกจากอุปกรณ์ทางการแพทย์แล้วก็มีแค่ผู้ป่วยที่ยังไม่ได้สติอยู่คนหนึ่ง จากนั้นเธอก็ได้ยินเสียงเอไอดังขึ้นมาอีกครั้ง “ยื่นมือของเธอออกมาสิ แล้วเธอจะได้มองเห็นฉัน”
หลินซียื่นมือขวาของตัวเองออกมาโดยไม่รู้ตัว ในฝ่ามือของเธอปรากฏหน้าจอที่มีขนาดพอๆกับ iPad ขึ้นมาอันหนึ่ง และบนหน้าจอนั้นยังฉายภาพลูกบอลการ์ตูนลูกเล็กๆสีน้ำเงินกำลังเบิกตาโพลงสบตาอยู่กับหลินซีด้วย
“นายเป็ใครน่ะ?” หลินซีรู้สึกเอ็นดูตัวการ์ตูนตรงหน้าจริงๆ เมื่อเห็นท่าทางไม่มีพิษมีภัยของมันก็ทำให้ความระแวงของหลินซีคลายลง
“ฉันคือปัญญาประดิษฐ์ 74026 เธอจะเรียกฉันว่าอีวานก็ได้ เธอเป็คนที่โชคดีมาก เพราะความดีและความกล้าหาญของเธอเลยทำให้เธอได้รับเลือกโดยปัญญาประดิษฐ์ ตอนนี้ฉันมาช่วยให้เธอกลับไปแข็งแรงอีกครั้ง” ประโยคสุดท้ายของอีวานทำให้หลินซีรู้สึกสนใจขึ้นมา แต่หลินซีไม่ได้โง่ ในโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ ดังนั้นหลินซีจึงเอ่ยปากถามออกไปอย่างระแวดระวัง “นายมีเงื่อนไขอะไร?”
น้ำเสียงเอไอที่สุดแสนจะเ็าตอบกลับมา “ตอนนี้เธอเข้ามาอยู่ในระบบคัดเลือกภารกิจแล้ว ถ้าเธอปฏิเสธภารกิจ เธอจะตกอยู่ในอาการโคม่าต่อไป แต่ถ้าเธอเลือกที่จะยอมรับภารกิจ ขอแค่ทำภารกิจที่กำหนดให้สำเร็จ เธอก็จะสามารถกลับมาแข็งแรงได้อีกครั้ง ตอนนี้เธอสามารถเลือกที่จะยอมรับหรือปฏิเสธก็ได้”
หลินซีไม่ใช่เด็กสาวผู้ฉลาดเฉลียว แต่ความระแวดระวังก็ทำให้เธอเข้าใจดี นี่เป็การตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ที่ไม่สามารถหุนหันพลันแล่นได้ หญิงสาวครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ก่อนที่เธอจะถามออกมาอีก 1 ประโยค “ตกลงว่ามันเป็ภารกิจอะไรกันแน่?”
“ก่อนเธอจะยอมรับภารกิจ อีวานจะไม่สามารถพูดอะไรได้”
“...” หลินซีครุ่นคิดอยู่เงียบๆแล้วถามออกไปอีกครั้ง “ถ้าภารกิจล้มเหลวจะเป็ยังไง?”
เสียงเอไอดังขึ้นมาอีกครั้ง “เชิญดู!” ดูอะไรกันล่ะ หลินซีไม่เข้าใจ แต่แล้วไม่นานเธอก็ได้เข้าใจ เครื่องวัดสัญญาณชีพของเธอมีเสียงแจ้งเตือนดังขึ้นมา จากนั้นหน้าจอก็ปรากฏเส้นสีแดงที่กระตุกไปมาอย่างผิดจังหวะขึ้นมาเส้นหนึ่ง หมอและพยาบาลทั้งหลายต่างก็รีบพุ่งเข้ามาหาเธอ หลังจากยุ่งวุ่นวายอยู่สักพักสัญญาณชีพของหลินซีที่นอนอยู่บนเตียงคนป่วยก็กลับมาเป็ปกติอีกครั้ง
หลินซีได้แต่เบิกตาโตอ้าปากค้าง ความหวาดกลัวและความโกรธเกรี้ยวพลุ่งพล่านขึ้นมาในหัวใจของเธอ หลินซีถลึงตามองหน้าจออันนั้นพร้อมจ้องไปยังเ้าลูกบอลทรงกลมอันน้อยด้วยสายตาโกรธเกรี้ยว อีวานไม่ได้หวาดกลัวหลินซีแม้แต่น้อย มันยังคงส่งเสียงเ็าออกมาเหมือนเดิม “ตอนนี้เธอสามารถเลือกที่จะยอมรับหรือปฏิเสธก็ได้ เชิญเลือก”
บนหน้าจอปรากฏปุ่มขึ้นมา 2 ปุ่ม หลินซีหมดหนทาง ถ้าเธอเลือกที่จะปฏิเสธก็หมายความว่าเธอจะต้องอยู่ในสภาพโคม่าตลอดไป และบางทีท้ายที่สุดเธอก็คงไม่อาจฟื้นขึ้นมาได้ แต่ถ้าเธอเลือกที่จะรับภารกิจ หากทำมันไม่สำเร็จเธอก็ต้องถูกฆ่าอยู่ดี หลังจากครุ่นคิดด้วยความสับสนอยู่หลายตลบเธอก็เลือกที่จะกดปุ่มรับภารกิจ หลังจากหน้าจอเปล่งแสงสว่างวาบขึ้นมาก็มีตัวอักษรจำนวนหนึ่งเด้งออกมา แต่ยังไม่ทันที่หลินซีจะได้อ่านให้รู้เื่ว่าพวกมันคืออะไรเธอก็มาปรากฏตัวขึ้นในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งเสียก่อน
โรงพยาบาลแห่งนี้ไม่ใช่โรงพยาบาลแห่งเดิม แต่โรงพยาบาลแห่งนี้ดูอัตคัดกว่ามากอย่างเห็นได้ชัด ผนังสีขาวเรียบง่าย เหนือศีรษะเองก็มีหลอดไฟนีออนอยู่ไม่กี่หลอด เตียงผู้ป่วยที่หลินซีกำลังนอนอยู่ก็เป็เตียงไม้ที่ดูเรียบง่ายสุดๆ สภาพแวดล้อมแบบนี้เหมือนโรงพยาบาลในชนบทไม่มีผิด
แต่จากนั้นไม่นานเสียงเอไอที่ดังขึ้นมาก็ทำให้หลินซีเข้าใจได้ในทันที “ยินดีด้วย เธอสุ่มได้ภารกิจช่วยเหลือ ตอนนี้สถานะของเธอก็คือยุวปัญญาชนคนหนึ่ง ยุวปัญญาชนคนนี้ก็มีชื่อว่าหลินซีเหมือนกัน เธอเพิ่งย้ายจากเมือง S มาที่หมู่บ้านชิงซาน แต่เพราะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ระหว่างเดินทางมา ตอนนี้เธอก็เลยต้องมารักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ่นี้เธอก็พักรักษาตัวให้ดีๆไปก่อนแล้วกัน พอถึงเวลาที่เหมาะสมฉันจะแจ้งภารกิจให้เธอทราบ แค่เธอทำภารกิจทั้งหมดให้สำเร็จเธอก็จะได้กลับไปที่โลกของตัวเอง” เมื่อพูดจบมันก็หายไปทันที หลินซีต้องมาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยจึงรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา เธอรู้สึกว่าตัวเองยังมีคำถามที่อยากจะถามออกไป แต่ไม่ว่าเธอจะพยายามร้องะโออกมาเท่าไรอีวานก็ไม่ปรากฏตัวออกมาอีก
ความรู้สึกของหลินซีในตอนนี้เฮงซวยสุดๆ เธอเหมือนหุ่นเชิดตัวหนึ่งที่ถูกใครสักคนควบคุมเอาไว้ ไม่สิ ถูกระบบควบคุมเอาไว้ต่างหาก เธอมองไปที่ตัวเองในตอนนี้ มือซ้ายของเธอมีผ้าพันแผลพันเอาไว้ บนขาทั้งสองข้างก็ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าพันแผล แถมความรู้สึกเ็ปยังพลุ่งพล่านขึ้นมาอีก ดูเหมือนว่าอาการาเ็ของเธอจะไม่เบาเลยทีเดียว ตอนนี้เธอทำได้แค่นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยอย่างเงียบๆ สภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยทำให้เธอไม่กล้าเปิดปากพูดออกไป เพราะถ้าความลับหลุดรอดออกไปคงก่อให้เกิดเื่วุ่นวายตามมาแน่นอน หลินซีที่แม้แต่จะพลิกตัวก็ยังลำบากได้แต่สบถด่าระบบไปต่างๆนานานับไม่ถ้วน บัดซบจริงๆเลย ให้เธอทะลุมิติมาอยู่ในร่างปกติไม่ได้หรือไง? ดีที่เธอยังสามารถขยับได้อยู่นิดหน่อย เธอในตอนนี้เหมือนเป็อัมพาตไปครึ่งตัวแล้ว
จากนั้นพยาบาลที่มีใบหน้ากลมคนหนึ่งก็เดินเข้ามา เมื่อเธอเห็นหลินซีเธอก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเตียงผู้ป่วยของหลินซีพร้อมรอยยิ้มจนตาหยี “ยุวฯหลิน พรุ่งนี้เธอก็ออกจากโรงพยาบาลได้แล้วนะ พอถึงตอนนั้นจะมีคนมารับเธอเอง”
หลินซีตรวจสอบความทรงจำของร่างเดิมอยู่สักพักแต่เธอก็จำชื่อของพยาบาลคนนี้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย เธอจึงทำได้เพียงยกยิ้มแล้วตอบกลับไป “ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ”
พยาบาลหน้ากลมคนนั้นพยักหน้าเล็กน้อยก่อนที่เธอจะเดินไปดูแลคนไข้คนอื่นต่อ หลินซีนอนต่อไปอย่างเงียบๆแล้วเริ่มตรวจสอบความทรงจำของร่างเดิม เธอไม่รู้ว่าเป็เพราะอาการาเ็ของเธอหรือไม่ ความทรงจำที่หลินซีพอจะนึกออกจึงมีอยู่ไม่มาก หลินซีคนนี้เป็คนเมือง S เธอมาที่หมู่บ้านชิงซานแห่งนี้เพื่อเป็ยุวปัญญาชน แต่รถที่พาพวกเธอมากลับประสบอุบัติเหตุชนเข้ากับูเาทำให้หลินซีที่นั่งอยู่ด้านนอกสุดกระเด็นออกมาจากตัวรถจนทำให้กระดูกแขนซ้ายของเธอหักและต้องส่งตัวเธอไปยังโรงพยาบาล ตอนนี้เธอนอนอยู่ในโรงพยาบาลได้ 5 วันแล้ว และดูเหมือนว่าพวกเขาจะต้องส่งเธอกลับไปยังหมู่บ้านชิงซานเสียที เดี๋ยวนะ ยุวปัญญาชน นี่เป็คำเฉพาะที่ใช้กันใน่ยุค 60-70 นี่นา หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ่เวลาที่หลินซีเดินทางมาก็คือยุคที่ยุวปัญญาชนกระจายตัวกันไปเผยแพร่ความรู้ตามชนบทนั่นเอง
หลินซีไม่ค่อยรู้เื่อะไรเกี่ยวกับยุคนี้มากนัก แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่ต้องสงสัยก็คือนี่เป็ยุคแห่งความขาดแคลนทรัพยากรและจำเป็ต้องใช้ตั๋วในการจัดหาอุปทาน หลินซีหยัดตัวลุกขึ้น ความเ็ปที่ขาทำให้เธอเดินได้ไม่คล่องแคล่วนัก ตามทางเดินของโรงพยาบาลมีม้านั่งไม้ตั้งอยู่หลายจุดและยังมีญาติผู้ป่วยหลายคนกำลังนั่งคุยเื่สัพเพเหระกันอยู่บนม้านั่ง เมื่อเธอเดินผ่านสำนักงานแพทย์ไปหลินซีก็กวาดตามองปฏิทินที่ถูกแขวนอยู่บนผนัง วันที่ 15 กันยายน 1973