ตอนที่ 10 : มันมาแล้ว
เช้าวันต่อมา…
ทุกอย่างผ่านไปอย่างเงียบงัน
ไม่มีการโจมตี ไม่มีเสียงคำรามของมอนสเตอร์ และไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติใด ๆ เกิดขึ้นตลอดทั้งคืน
แต่ถึงอย่างนั้น แทบไม่มีใครได้นอนจริง ๆ
นักผจญภัยหลายคนยังคงมีสีหน้าอ่อนล้า เพราะต้องคอยเฝ้าระวังตลอดคืน
เมื่อแสงแดดยามเช้าส่องผ่านยอดไม้สูงของ ป่าแห่งภูติ ค่ายพักก็เริ่มเก็บข้าวของเพื่อออกเดินทางต่อ
แซมเดินไปหาคนนำทางที่กำลังดูแผนที่
“เหลืออีกไกลไหมกว่าจะถึงจุดหมาย”
คนนำทางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยก่อนตอบ
“เอ่อ…ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด”
“น่าจะถึง่เย็นของวันนี้ครับ คุณแซม”
แซมพยักหน้า
ก่อนจะหันไปสั่งทุกคน
“เตรียมตัว!”
“เราออกเดินทางกันต่อ!”
ขบวนเกวียนเริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้ง
ตอนนี้พวกเขาเข้าสู่ เขตของป่าแห่งภูติอย่างเต็มตัวแล้ว
ต้นไม้สูงใหญ่ขึ้น
แสงแดดส่องลงมาได้เพียงบางส่วน
บรรยากาศรอบตัวเงียบผิดปกติ
วันนี้เรนกับลูคัสไม่ได้ลอยอยู่บนอากาศเหมือนวันก่อน
ทั้งสองเดินอยู่ข้างเกวียนแทน
เพราะพื้นที่ในป่ามีออร่าพลังบางอย่างที่ทำให้การใช้เวทระดับสูงไม่สะดวกนัก
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง
ในที่สุดขบวนก็หยุดพัก่ เที่ยง
ทุกคนรีบจัดการอาหารง่าย ๆ
บางคนต้มน้ำ บางคนย่างเนื้อแห้ง
ไม่มีใครอยากเสียเวลาอยู่นาน เพราะทุกคนอยากรีบเดินทางไปให้ถึง อาณาจักรคาเลออน
อาณาจักรที่ตั้งอยู่ใจกลางป่าแห่งภูติ
ดินแดนของเผ่าภูติ และหนึ่งในศูนย์กลางของทวีปนี้
ไม่นานนัก
หลายคนก็เริ่มกินอาหารเสร็จและเก็บข้าวของ
กำลังเตรียมตัวออกเดินทางต่อ
แต่ในจังหวะนั้นเอง
เรนกับลูคัสที่กำลังนั่งอยู่ใกล้เกวียนก็ หันมามองหน้ากันช้า ๆ
เหมือนรับรู้บางอย่างพร้อมกัน
จากนั้นทั้งสองก็หันไปมองรอบ ๆ
เรนพูดขึ้นเสียงเรียบ
“พวกคุณ…”
นักผจญภัยหลายคนหันมามอง
“…ระวังตัวกันด้วยนะครับ”
เขาหยุดเล็กน้อย
ก่อนพูดประโยคต่อไป
“พวกมันมากันแล้ว”
ทันทีที่คำพูดนั้นจบลง
บรรยากาศก็เปลี่ยนไปทันที
นักผจญภัยทุกคน ลุกขึ้นคว้าอาวุธ
บางคนชักดาบ
บางคนเริ่มร่ายเวท
เสียงโลหะกระทบกันเบา ๆ ดังขึ้นทั่วบริเวณ
ไม่กี่วินาทีต่อมา
ในเงามืดระหว่างต้นไม้
บางสิ่งเริ่มปรากฏตัว
เงาร่างหนึ่ง…
แล้วก็อีกหนึ่ง…
สิ่งมีชีวิตประหลาดเริ่มเดินออกมาจากป่าทีละตัว
อย่างช้า ๆ
เงียบงัน
จนในที่สุด
ก็มีพวกมัน มากกว่าสามสิบตัว ยืนล้อมพื้นที่รอบขบวนเกวียนไว้
รูปร่างของพวกมันดูคล้ายมนุษย์
แต่ร่างกายเต็มไปด้วย เกล็ดแข็ง
แขนยาวผิดรูป
เล็บยาวเหมือนกรงเล็บสัตว์
บางตัวมี เขาโค้งงอกจากศีรษะ คล้ายเผ่ามาร
แรงกดดันจากพลังเวทย์ของพวกมันแผ่กระจายออกมา
ทำให้อากาศรอบตัวหนักอึ้ง
นักผจญภัยหลายคนถึงกับเหงื่อตก
ทันใดนั้น
หนึ่งในตัวประหลาดก็เดินออกมาข้างหน้า
มันยกมือขึ้น
แล้วชี้ตรงไปที่ แซม
เสียงแหบแห้งของมันดังขึ้น
“แก…”
มันหยุดเล็กน้อย
“…แกมี”
“ของสิ่งนั้น…สินะ”
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนงงงัน
“ของสิ่งนั้น?”
นักผจญภัยหลายคนหันไปมองแซมทันที
แซมเองก็ขมวดคิ้ว
ก่อนจะถามกลับ
“แกรู้ได้ยังไง”
“ใครส่งพวกแกมา”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงแข็ง
ในจังหวะนั้นเอง
เรนที่ยืนอยู่ด้านข้างก็พูดขึ้นเบา ๆ
“คุณมี…”
“…มณีแห่งิญญา อยู่เหรอครับ”
แซมหันมามองเขาทันที
สีหน้าดูใเล็กน้อย
“คุณรู้ได้ยังไงครับ คุณเรน”
ลูคัสที่ยืนอยู่ข้าง ๆ หัวเราะเบา ๆ
“อ้อ…”
เขายกมือเกาศีรษะ
“…ผมเข้าใจแล้ว”
ลูคัสหันไปมองกลุ่มสิ่งมีชีวิตประหลาด
ก่อนจะพูดออกมาอย่างสบาย ๆ
“หนึ่งในจักรวรรดิมาร…”
“…ส่งพวกแกมาสินะ”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศ เย็นวาบ
นักผจญภัยหลายคนถึงกับหน้าซีด
เพราะทุกคนรู้ดีว่า
จักรพรรดิมาร
คือสิ่งมีชีวิตระดับไหน
บนทวีปมารมีตัวตนระดับสูงสุดอยู่ 5 คน
พวกเขาถูกเรียกว่า
จักรพรรดิมารแห่งห้าประตูเมือง
ผู้ที่ปกป้องประตูเมืองใหญ่ทั้งห้าของ
อาณาจักรมารเดคิวลิส
ตัวตนที่แข็งแกร่งระดับตำนาน
ลูคัสเอียงคอไปมาเบา ๆ
เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง
“อืมมม…”
เขามองไปยังพวกตัวประหลาด
ก่อนพูดต่อ
“หรือว่า…”
“…พวกมันอยาก คืนชีพเ้าสิ่งนั้น กันนะ”
คำพูดนั้นทำให้หลายคนขมวดคิ้ว
“เ้าสิ่งนั้น?”
แต่ก่อนที่ใครจะถามอะไรต่อ
หนึ่งในตัวประหลาดก็ แสยะยิ้ม
ดวงตาของมันเรืองแสงสีแดง
ก่อนจะพูดช้า ๆ
“ถ้ารู้แล้ว…”
“…ก็ส่งมณีแห่งิญญามา”
มันกางกรงเล็บยาวออก
“แล้วพวกแก…”
“…จะตายอย่างรวดเร็ว”
ทันทีที่มันพูดจบ
มอนสเตอร์รอบ ๆ ก็เริ่ม ก้าวเข้ามาช้า ๆ
วงล้อมค่อย ๆ แคบลง
เสียงลมในป่าหยุดลงราวกับทุกอย่างกำ
ลังกลั้นหายใจ
นักผจญภัยทุกคนเตรียมพร้อมต่อสู้
ดาบถูกชักออกจากฝัก
เวทมนตร์เริ่มรวมตัวในมือของนักเวท
ในขณะเดียวกัน
ลูคัสถอนหายใจเบา ๆ
“เฮ้อ…”
เขาหันไปถามเรน
“เรน”
“นายอยากจัดการเองไหม”
เรนมองกลุ่มศัตรูตรงหน้า
ก่อนจะตอบสั้น ๆ
“…แล้วแต่นาย”
ลูคัสยิ้มบาง ๆ