หลังจากผ่านการลงโทษทำความสะอาดโรงยิมตลอดทั้งสัปดาห์รู้สึกได้ว่าเราทั้งสามคนสนิทกันมากขึ้น ด้วยเหตุต้องอยู่ทำความสะอาดด้วยกันตอนเย็น อันตัวฉันที่ไม่ได้ถูกทำโทษด้วยแต่ก็ต้องมานั่งอยู่เป็เพื่อนกายทำความสะอาดให้เสร็จนั่นก็เพราะ
"มึงมาอยู่เป็เพื่อนกูเลย มึงลืมวันเกิดกู มึงทำให้กูต้องเสียใจ มึงต้องชดใช้" ความผิดนี้ร้ายแรงขนาดนั้นเชียว แล้วฉันเลือกอะไรได้ไหมเล่า หลวมตัวมาเฝ้าเพราะความสำนึกผิดล้วนๆ
ประกาศจากเสียงตามสาย
“อีก 3 สัปดาห์ก็จะเข้าสู่ฤดูกาลสอบแล้วขอให้นักเรียนทุกคน รักษาสุขภาพ และเคลียร์งานค้างทุกอย่างให้เสร็จก่อนสอบนะคะ วันนี้หลังเลิกเรียนนักเรียน ร.ด. ที่ต้องไปเข้าค่ายที่เขาชนไก่ในสัปดาห์หน้าขอให้ไปประชุมกันที่ลานอเนกประสงค์ด้วยค่ะ” นี่คือเสียงตามสายจากครูฝ่ายวิชาการ ที่เราคุ้นเคยกันดี ว่า่นี้คือ่นรกแตกแค่ไหน ดีที่ฉันทำงานทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่เมื่อมองไปรอบๆ ห้อง…
“ไอ้ฟ้า ไอ้เชี่ย อันนี่กูยังลอกไม่เสร็จ”
“อันนี้กูยืมมา ไอ้ควาย เอามานี่เลย”
นี่ฉันกำลังนั่งอยู่ในสวนสัตว์ที่ห้อมล้อมไปด้วยฝูงสัตว์น้อยใหญ่ใช่หรือไม่ เป็เื่ปกติที่เห็นจนชินตาหากไม่ใช่วินาทีสุดท้ายไม่เห็นมีใครคิดจะทำงานกันสักคน
“แพรว มึงให้ใครยืมก่อนวะ” กายเดินมาถามฉัน
“กูไง มันให้กูยืม” บทสนทนาที่ถามฉันแต่ฉันไม่ได้เป็คนตอบ อันที่จริงไม่มีช่องว่างให้ฉันพูดด้วยซ้ำ
“ไอ้แพรว... มึงช่วยกูด้วย ไอ้ฟ้ามันแย่งกู”
เสียงโวยวายของคนในห้องก็ว่าอื้ออึงจนเกินจะรับได้แล้ว ตอนนี้ยังมีเสียงที่ะโแข่งกันของไอ้กายกับไอ้ฟ้าเพิ่มเข้ามาจนแสบแก้วหู ทะเลาะกันจนนึกว่าเป็เด็กอนุบาล ฉันเลยเลียนแบบเจมส์ปิดหูปิดตา ฟุบหน้าไปกับโต๊ะบ้างดีกว่า ภายใต้ความวุ่นวาย ฉันอดไม่ได้ที่จะหันไปดูเจมส์ ซึ่งเขาก็ยังคงนั่งหล่อๆ ไม่สะทกสะท้านอะไรกับความวุ่นวายภายในห้องเรียนเลยแม้แต่น้อย
“เจมส์มึงทำงานเสร็จหมดแล้วเหรอวะ นั่งเป็พระทำสมาธิเลยนะมึง” ไอ้กายไม่วายไปราวีเจมส์ที่นั่งสงบอยู่บนโต๊ะของตัวเอง
“เสร็จแล้วครับ”
เป็คำตอบที่ฉันเองยังใจนต้องหันไปมองทางต้นเสียง งานเยอะขนาดนั้นทำเสร็จได้ไงในเวลาอันรวดเร็ว
“เฮ้ย บ้า ในห้องนี่มีเด็กเรียนเพิ่มขึ้นเหรอวะเนี่ย อี๊…น่ารังเกียจ” กายพูดพลางทำท่าขยะแขยง ฉันหันไปดูกิริยาของกายแบบคนปลงได้ ถึงกายจะทำแต่เื่แย่ อย่างน้อยฉันก็ได้เห็นว่า ก็ยังดีที่มีความคงเส้นคงว่า เคยแย่อย่างไรก็ยังแย่อยู่แบบนั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง ฉันจะนับว่ามันเป็เื่ดีก็แล้วกันนะ
“ทำไมล่ะ งานครูเขาสั่งก็ต้องทำ” เจมส์ตอบพลางขยับท่าทางให้เข้าที่พร้อมงีบหลับเหมือนเคย
“ก็เห็นมึงหลับตลอดใครจะไปนึกว่าทำเสร็จหมดวะ”
“การบ้านนะครับ ก็ต้องทำที่บ้านไม่ใช่ทำที่โรงเรียน”
จี๊ด... ใจ คุยกันยังไงให้กระทบฉันได้ขนาดนี้นะ ฉันผู้ที่ชอบเอาการบ้านมาทำที่โรงเรียน เพราะฉันเอาเวลาตอนอยู่บ้านไปทำงานพิเศษเพื่อหารายได้เตรียมไว้สำหรับเข้ามหาวิทยาลัยโดยการเขียนสรุปเนื้อหาวิชาการขาย บอกเลยว่า่เวลาใกล้สอบแบบนี้รายได้ดีเป็กอบเป็กำ พอมีพอกินเลยแหละ
“มึงมาว่าแพรวทำไมวะ แพรว มันว่ามึง” กายทำทีว่ามาฟ้องฉัน
“หยุดพูดได้แล้ว แล้วไปทำงานค้างให้เสร็จเลย” ฉันหันไปปราม
ฉันมองเจมส์อยู่ครู่นึง ด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ เสร็จจริงเหรอ ใจอยากขอดูสมุดที่ว่าทำเสร็จมาก แต่คงไม่ทันเพราะตอนนี้การบ้านที่ลอกได้ทั้งหมดมี 2 ชุด คือของเจมส์และของฉัน ซึ่งมันไปอยู่กับคนอื่นเป็ที่เรียบร้อย ไม่นานนักครูประจำชั้นก็เดินเข้ามาแจ้งข่าวเื่งานค้าง
“จากที่มีการแจ้งมาจากฝ่ายวิชาการเื่งานค้างของนักเรียนในห้อง สำหรับห้องเรามี 2 คนที่ไม่มีงานค้างและทำงานออกมาได้อย่างดีเยี่ยม คือ นายธราภัทร และ นางสาววิยะดา ซึ่งทั้งสองคนได้คะแนนเก็บเต็ม”
คนที่เข้ามากลางเทอม ได้คะแนนเก็บเต็ม เดี๋ยวนะ แสดงว่างานก่อนหน้าที่เจมส์จะเข้ามาก็ทำจนครบ เอาที่ไหนไปทำก่อน
“คู่สร้างคู่สมโว้ย” เสียงของเพื่อนๆ ในห้อง ส่งเสียงออกมาแซว ซึ่งเป็เสียงที่ฉันชินเอามากๆ ดังนั้นทั้งฉันและเจมส์ ก็ฟุบหน้าลงแบบไม่ใส่ใจ แต่ในใจอดสงสัยไม่ได้ 'ทำได้ไงนะเจมส์' โรงเรียนนี้ก็รู้อยู่งานก็เยอะเื่ก็แยะ นายก็ทำมันจนเสร็จเนี่ยนะ
สำหรับตอนเย็นของ่นี้ฉันจะออกจากโรงเรียนพร้อมเจมส์เป็ประจำ ปกติแล้วก่อนหน้านี้เราแทบจะกลับบ้านกันเป็หมู่คณะเลยก็ว่าได้ เพราะบ้านของฉันกับเพื่อนๆ ในห้องอยู่ละแวกเดียวกันหมด ส่วนบ้านฉันอยู่ก่อนซอยบ้านกายหนึ่งซอยเราทั้งคู่เลยกลับบ้านพร้อมกันตลอด แต่่นี้กายไม่ได้กลับบ้านพร้อมฉันเลย วันนี้กายก็มีประชุม รด. อีก ทุกครั้งมักจะมางอแงให้ฉันอยู่รอแต่่หลังๆ ั้แ่เจมส์เริ่มเข้ามาสนิทกับฉันมากขึ้นกายก็ห่างจากฉันไปเรื่อยๆ เช่นกัน แถมตอนนี้กายต้องอยู่ทำงานค้างที่โรงเรียนจนดึกทุกวัน ไม่รู้ว่าฉันจะคิดมากไปไหม แต่ดูเหมือนกายใช้เื่นี้เป็ข้ออ้างที่จะให้ฉันกลับบ้านกับเจมส์เพียงสองคน โดยปกติไม่เคยจะสนใจเื่งานค้างขนาดนี้ แทบทุกครั้งกายจะอ้อนวอนให้ฉันช่วยสอน ช่วยทำให้ แต่ครั้งนี้ยอมอยู่จนดึกเพื่อทำงานค้างเอง จะว่าไปมันก็เป็เื่ที่ดี หรือจะกลับตัวกลับใจแล้ว ไม่แน่เราอาจคิดมากไปเอง
"คิดอะไรอยู่หรือครับ"
"คิดถึงกายค่ะ" ฉันเองก็อึ้งในคำตอบแบบอัตโนมัติของตัวเองอยู่เช่นกัน ที่จริงไม่ได้หมายความว่าแบบนั้นอีกฝ่ายจะเข้าใจฉันไหมนะ
"อะไรนะ" เจมส์ถามด้วยความใ
"คะ... เมื่อกี้เราพูดอะไรนะ" จะแก้ต่างว่ายังไง อธิบายไปจะเข้าใจไหมนะ
"แพรวบอกว่าคิดถึงกาย งั้น...เรากลับไปอยู่เป็เพื่อนกายดีไหม" เจมส์พูดด้วยท่าทีสงบ จนคนฟังเดาไม่ออกว่าคนพูด พูดด้วยอารมณ์แบบไหน
"ไม่ต้องหรอก แพรวไม่ได้พิศวาสอะไรขนาดนั้น เราหมายความว่า คิดถึงกายคิดแบบ... คิดว่า่นี้มันแปลกไป"
"ยังไงหรือครับ"
"เหมือนกายพยายามจะเอาตัวออกห่างเรา"
"เหรอ แพรวคิดมากไปหรือเปล่า" เราก็หวังให้เป็แบบนั้น ฉันจงใจเปลี่ยนหัวข้อคุยเพราะไม่อยากคิดมากเื่ของกาย
“แล้วนี่เจมส์บ้านอยู่ไหนเหรอ เห็นกลับทางเดียวกับเราตลอดเลย”
“อ้อ ก็อยู่แถวบ้านกายแหละ” แถวบ้านกายคนละซอยกันเองนี่ พึ่งย้ายมาหรือไง ถ้าเป็คนแถวนี้ก็ต้องเคยเห็นปะตากันบ้าง “เจมส์พึ่งย้ายมาอยู่หรอ ก่อนหน้านี้เราไม่เคยเห็นเจมส์เลย แถวนี้ถิ่นเราอย่างน้อยก็ต้องเคยเห็นหน้ากันบ้าง”
“ใช่ๆ เราพึ่งย้าย ตอนมาอยู่โรงเรียนนี้”
“ว่าจะถามหลายครั้งแล้ว วันนั้นที่เรากินบาบีก้อน ทำไมเจมส์กลับอีกทางหนึ่งละ บ้านอยู่แถวนี้นี่ ไม่เห็นกลับด้วยกันเลย”
“วันนั้นมีธุระนิดหน่อยครับเลยต้องกลับทางนั้น”
“ก็พอเข้าใจได้ แบบนี้เราก็ได้กลับบ้านด้วยกันทุกวันเลยสิ” แปลกๆ อยู่นะ ถ้าให้มองกายฉันคงสามารถมองได้อย่างทะลุปรุโปร่งว่ารายนั้นคิดอะไร แต่กับเจมส์ยังไงฉันก็รู้สึกเข้าไม่ถึงเจมส์อยู่ดี
“ใช่ครับถ้าไม่มีธุระอะไร เราก็กลับบ้านด้วยกันได้”
เวลากลับบ้านด้วยกันสองคนเจมส์ดูแลเราดีตลอดทั้งคอยกันไม่ให้ใครเดินชนเรา กางร่มให้ คอยถามว่าหิวไหม อยากกินอะไรหรือเปล่า
“เจมส์ทำดีแบบนี้กับทุกคนเลยหรือเปล่า”
“ไม่นะ ก็แล้วแต่ว่า เราอยากทำดีกับใคร ซึ่งตอนนี้เราก็อยากทำดีกับแพรวคนเดียว”
ฉันก็ไม่ใช่พระอิฐพระปูนจะบอกว่าไม่รู้สึกอะไรกับคำพูดทำนองนี้ก็คงไม่ใช่ ใครได้ยินก็มีแต่จะละลายเท่านั้น อยู่ดีๆ หน้าก็ร้อนผ่าวขึ้นมาซะอย่างงั้น เจมส์จะสังเกตเห็นแก้มแดงระเรื่อของเราไหมนะ
“เป็อะไรหรือเปล่าครับ หน้าแดงเชียวหรือว่าไม่สบายตรงไหน” เจมส์พูดยังไม่ทันจบ ก็เอาฝ่ามือใหญ่ มาจับหน้าผากเพื่อดูว่ามีไข้หรือไม่ ฉันขยับหน้าหลบไม่ใช่เพราะไม่อยากให้จับหรอกนะเจมส์แต่ฉันไม่รู้ว่าตอนนี้รู้สึกอะไรกันแน่
เจมส์เห็นอาการของแพรวแบบนั้น รีบชักมือกลับในทันทีเพราะรู้ตัวว่าอีกฝ่ายไม่ใช่จะยอมให้ใครจับเนื้อตัวได้ง่าย เจมส์เข้าใจได้ทันทีว่าแพรวรู้สึกกับตนแค่ไหน ยังคงเร็วไปที่จะถึงเนื้อถึงตัวเธอ
“ไม่เป็ไรค่ะ”
เจมส์ยิ้มและพยักหน้าน้อยๆ ด้วยความเข้าใจ นึกขำตัวเองที่มองผู้หญิงคนนี้ผิดไป เธอยอมให้ผู้ชายที่ชื่อกายเพียงคนเดียว เธอน่าสนใจว่าที่เขาคิดมากนัก
“เขินเราแล้วเหรอ”
“อืม” ฉันพยักหน้า โดนจับได้ขนาดนี้จะให้ปฏิเสธยังไงไหว หาเื่อื่นพูดคุยดีกว่า
ไม่คิดว่าเด็กสาวที่ทำตัวแก่นเมื่ออยู่ในห้องเรียน พอออกมาใช้ชีวิตในโลกภายนอกจะน่าทะนุถนอมได้ถึงเพียงนี้ เข้าใจแล้วว่าทำไมกายถึงได้ทั้งหวงและห่วงมากนัก ขนาดเจมส์ที่พึ่งเจอได้ไม่นานยังรู้สึกเป็ห่วงผู้หญิงคนนี้เลย
“เจมส์เื่การบ้านเจมส์ทำเองหมดเลยเหรอ”
“ทำไมถามแบบนั้น หรือแพรวว่าเราไม่สามารถทำเองได้หมด” คนพูดทำท่างอน เห็นได้ชัดว่าบุคลิกเหมือนผู้นำของเจมส์ไม่เหมาะที่จะทำท่าแบบที่กายชอบงอแงใส่ฉัน แพรวเมื่อได้เห็นท่าทีคนตรงหน้าอดกลั้นขำไม่ได้จริงๆ
“ทำไมครับ ทำท่าเดียวกับกายแล้วเราดูไม่ได้เลยใช่ไหม”
ฉันอมยิ้ม “ทำแบบที่เป็ตัวของตัวเองเถอะค่ะ อย่าพยายามไปเหมือนใครเลย โดยเฉพาะเหมือนกาย รายนั้นยิ่งห้ามไปเหมือนเด็ดขาด เกเรขนาดนั้นอย่าไปเหมือนเลย”
ขนาดอีกฝ่ายเกเรแถมดูไร้อนาคตขนาดนั้น ยังเรียกคะแนนความน่าสนใจจากสาวน้อยตรงหน้าได้อย่างท่วมท้นจนเจมส์ที่ดีกว่าหลายเท่ายังเทียบไม่ติด หมอนั่นมีอะไรดีขนาดนั้นกันนะ
“เอาล่ะ จริงจังแล้ว ไม่เชื่อว่าเราสามารถทำการบ้านทั้งหมดได้ด้วยตัวเองหรอ”
“เปล่านะ ก็แค่ เห็นอยู่ในห้องเอาแต่หลับ ก็นึกว่าไม่ได้ฟังครูว่าสั่งอะไรบ้าง”
“การบ้านพวกนั้นไม่ต้องฟังครูก็ทำได้ครับ" ได้ทีอวดใหญ่เลยนะ "ก็แพรวเล่นเขียนงานค้างทั้งเทอมไว้บนกระดานหน้าห้องนี่ครับ”
จริงด้วย ลืมสนิทเลย ฉันเขียนงานค้างทุกอย่างไว้บนกระดาน จริงๆ ก็เพราะถ้าไม่เขียนเอาไว้ถึงเวลาที่กายถามฉันก็จะจำไม่ได้ โถ่ยัยแพรว ยัยโง่
“นั่นสิเนอะ” ฉันเอามือเกาหัวแก้เขิน เจมส์เอานิ้วชี้จิ้มหน้าผากคนตรงหน้าด้วยความเอ็นดูหนึ่งที
“เราหิวแล้ว ไปหาอะไรกินกันครับ”
นี่ไม่ใช่ประโยคคำถาม แต่เป็ประโยคบอกเล่าที่ทำให้ฉันต้องไปกินข้าวกับเขา
“กินเยอะๆ นะครับร้านนี้ร้านโปรดเราเลย”
เจมส์พูดพร้อมตักอาหารให้เรา เราต้องพยายามข่มใจเอาไว้ แล้วทำเหมือนว่าเราไม่ได้รู้สึกอะไร และพูดคุยตามปกติ “วันนี้ มีความสุขไหมครับ”
ฉันหันหน้าไปมองเจมส์ ด้วยสีหน้าสงสัย “ก็ต้องมีความสุขสิ เจมส์เลี้ยงข้าวเราทั้งที แล้วทำไมเจมส์ถึงถามคำถามนี้กับเรา”
“เพราะเราอยากให้แพรวมีความสุขเวลาที่อยู่กับเราครับ”
ความรู้สึกตื่นเต้นนี้แฝงไปด้วยความอึดอัด อึดอัดที่ไม่กล้าถามว่าเจมส์คิดอย่างไรกับเรา อึดอัดที่เราไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรและคิดไปถึงขั้นไหนทำไมทุกครั้งที่อยู่กับเจมส์ถึงได้มีแต่ความอึดอัดกันนะ
“ก็… ต้องมีความสุขอยู่แล้ว เจมส์อย่าคิดมาก”
“ครับ ถึงบ้านแพรวแล้ว พรุ่งนี้ให้เรามารับไหม”
จะตอบรับดีหรือไม่ดี เอายังไงดีนะยัยแพรว นี่ฉันรู้สึกอย่างไรกันแน่ ถ้าปฏิเสธจะเสียน้ำใจเขาไหม หรือควรปฏิเสธเพราะเจมส์อาจจะแค่พูดเล่นๆ ปฏิเสธเพื่อรักษามารยาท หรือจะเปลี่ยนเป็ตอบรับเพื่อรักษามารยาทดีนะ
“เราเป็คนตื่นเช้ามากนะ เจมส์มารับไม่ไหวหรอก” ตอบกลางๆ ไว้ดีกว่าแพรวอย่าทำให้อีกฝ่ายเสียใจเด็ดขาด
“ฮ่าๆๆ เช้าแค่ไหนก็ไหวครับ กี่โมงดี” ชัดแล้วไม่ได้ถามเพื่อฟังคำปฏิเสธเขา้ามารับเราจริงๆ เอาเวลากี่โมงดีนะ ต้องเช้ามากๆ เขาจะได้ไม่ต้องมาเพราะมันเช้าเกินไป เอาแบบนี้แหละแพรวดีที่สุดแล้ว
“ตี 5 ค่ะ”
โธ่ ยัยแพรวพูดไปได้ ตี 5 ฉันไม่เคยออกจากบ้านตอนตี 5 เท่ากับว่าถ้าต้องออกตี 5 ฉันต้องตื่นตี 4 เลยนะทั้งที่ปกติฉันตื่น 6 โมงเช้า แย่แล้วโรงเรียนแกอยู่แค่นี้เองยัยแพรว จะไปนั่งทำอะไรที่โรงเรียนในเวลานั้นเล่า
เจมส์มองหน้าฉันแล้วยิ้มแห้ง
“ตี 5 นะ ได้ครับ” ฉันไม่อยากจะเชื่อในหูตัวเอง จะมาตี 5 จริงเหรอ ไม่นะ ปฏิเสธหน่อยสิเจมส์ ตี 5 ผีในซอยพึ่งจะนอนกันเองนะ
“เข้าบ้านได้แล้วครับ พรุ่งนี้เจอกัน”
“ก็ถึงบ้านเราแล้ว เจมส์กลับเถอะ”
“เดินเข้าบ้านปิดประตูให้เรียบร้อย เดี๋ยวเราค่อยไป”
แล้วเจมส์ก็รอจนเราปิดประตูรั้ว รอส่งจนเราเดินหันหลังกลับเข้าไปในบ้าน เจมส์ถึงได้เดินออกไป
ฉันเข้าบ้านอาบน้ำแล้วก็ขึ้นไปทำงานตามปกติ วันนี้ก็เหมือนเคยฉันไม่ได้เจอหน้าแม่เหมือนเดิม เพราะแม่ทำงานกะดึก เวลาทำงานของแม่คือ่ที่ฉันอยู่บ้าน ส่วนเวลาที่แม่อยู่บ้านคือเวลาที่ฉันไปโรงเรียน แต่ฉันไม่ใช่มนุษย์มีปมเื่แม่ไม่มีเวลาให้อะไรทำนองนั้นนะ เพราะฉันรู้ดีว่าแม่รักฉันถึงเราจะไม่ค่อยได้เจอกันแต่แม่ก็จะทำกับข้าวให้ฉัน พอฉันว่างฉันก็ทำกับข้าวเตรียมไว้ให้แม่ มีโน้ตให้กำลังใจแปะตามจุดต่างๆ ในบ้านทุกวัน ถึงชีวิตฉันจะไม่ได้สุขสบายอะไรมากนัก แต่ฉันก็คือคนที่มีความสุขมากๆ คนหนึ่ง
ตั้งนาฬิกาปลุก 04:30 น. ครึ่งชั่วโมงฉันน่าจะอาบน้ำแต่งตัวทัน แพรวเอ๊ยไม่น่าเลย บอกเวลาปกติซะก็ดี แบบนี้เจมส์จะตื่นไหวจริงเหรอ วันนี้เลยเป็วันที่ฉันบังคับตัวเองให้รีบนอนแต่หัวค่ำ ไว้พรุ่งนี้ค่อยไปสารภาพกับเจมส์ก็ได้ว่าเราไม่ได้ตื่นเวลานี้ บ้าจริงยัยแพรว
กริ๊งงงงงงง……กริ๊งงงงงงงงงงง……..กริ๊งงงงงงงงงงงงงงงงงงง
โอ๊ย... ง่วงชะมัด ขอนอนต่ออีกเดี๋ยวแล้วกัน
10 นาทีผ่านไป
กริ๊งงงงงงง……กริ๊งงงงงงงงงงง……..กริ๊งงงงงงงงงงงงงงงงงงง
โอ๊ย... จะปลุกอะไรนักหนาเนี่ย
-เช้าแค่ไหนก็ไหวครับ กี่โมงดี-
-ตี 5 ค่ะ-
เฮือก... นี่กี่โมงแล้ว อีก 15 นาที จะตี 5 แล้วตายแล้วฉัน ฉันรีบโดดลงจากเตียงแล้วพุ่งเข้าห้องน้ำปานความเร็วแสง วิ่งผ่านน้ำ ด้วยความรวดเร็ว
ฉันรีบสวมเสื้อและรูดซิปกระโปรงอย่างรวดเร็ว เวลาบนหน้าจอนาฬิกาแจ้งว่าขณะนี้เป็เวลา 4:59 น. เก่งมากแพรวแกทำได้ ว่าแต่จะรีบทำไม เจมส์จะตื่นมารับเราจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ฉันเดินออกไปที่หน้าประตูบ้านด้วยใจที่เต้นไม่เป็จังหวะ รู้สึกมีผีเสื้อนับพันตัววิ่งวนอยู่ภายในท้อง แต่ก็ไม่เห็นใครยืนหน้าประตูบ้านสักนิด ก็อย่างว่าแหละเนอะจะมาทันได้ไงเช้าขนาดนี้ ฉันเลยไขกุญแจเพื่อเปิดประตูออกไปดูถ้าไม่มีใครฉันจะเข้ามานอนต่อแล้วนะ
ฉันเปิดประตูรั้วออกไปส่องซ้ายที ขวาที แล้วก็ไม่เห็นมีใคร ไม่ได้มาจริงๆ ด้วยสินะ ฉันพ่นลมหายใจออกด้วยความโล่งอกงั้นเราก็ไปนอนต่อดีกว่า
หมับ! ฝ่ามือใหญ่ รั้งประตูไว้ไม่ให้ปิด ฉันหันไปมองตามมือนั้น เจมส์
“ขี้โกง ให้เราตื่นมาแต่เช้า คิดจะกลับไปนอนต่อหรือครับ”
“เจมส์ ก็เรานึกว่าเจมส์จะไม่มา”
“แล้วทำท่าเข้าไปในบ้านทำไม ก็ไหนบอกออกจากบ้านเวลานี้ไงครับ ถึงเราจะไม่มาแล้วทำไมแพรวไม่เดินไปโรงเรียนเองล่ะ”
“ขอโทษนะ” ฉันก้มหน้าสำนึกผิดที่หลอกอีกฝ่ายไปแบบนั้น
“เล่นไม่เข้าท่า แล้วจะเอาไง ออกไปตอนนี้มืดมากนะเดินออกไปก็เปลี่ยวมากด้วย ถ้าไปโรงเรียนตอนนี้จะมืดมากเลยนะ”
ฉันครุ่นคิดอยู่สักพักจึงเข้าใจความหมายที่เจมส์พยายามจะพูด จะสื่อว่าเราควรพาเจมส์เข้ามานั่งพักในบ้านฉันก่อนแล้วค่อยไปโรงเรียนพร้อมกันตอนฟ้าสางแบบนี้เหรอ
“อันตราย เสี่ยงโดนโจรปล้น ที่สำคัญผีจะหลอกเอาได้นะครับ”
หลอกเขาไว้กรรมตามสนองแล้วสิ เราต้องหาวิธีอื่นฉันจะไม่ยอมให้ผู้ชายเข้าบ้านฉันเด็ดขาด ถ้าแม่กับกายรู้โดนบ่นหูชาแน่
“โอเค ค่ะ งั้นเข้ามานั่งในบ้านก่อนเดี๋ยวหาข้าวเช้าให้กิน แล้ว 7 โมงเช้าเราค่อยไปโรงเรียนกัน” ฉันพูดออกไปด้วยความเร็วเหมือนเร่งคลิปวิดีโอระดับ x4 บางทีไอ้ที่คิดไว้กับปากที่พ่นออกไปมันไม่เคยจะตรงกันเลย
ดูเหมือนได้ใจอีกฝ่าย เจมส์เดินยิ้มเข้ามานั่งในบ้านอย่างสบายใจ เล่นเอาฉันยืนค้างมองเจมส์เดินผ่าน ไปไม่เป็เลย ดีนะตอนฉันจะออกมาเปิดประตูฉันดูข้อความจากโทรศัพท์แม่บอกว่า เคลียร์งานที่ออฟฟิศยังไม่เสร็จ วันนี้แม่จะนอนที่ออฟฟิศ ไม่งั้นถ้าแม่เห็นลูกสาวคนดีพาชายหนุ่มรูปงามเข้าบ้าน มีหวังแม่ต้อง….
“ยัยแพรว!!!! นี่แม่ไว้ใจแกให้อยู่บ้านคนเดียวไม่ได้เลยใช่ไหม เดี๋ยวนี้ถึงขั้นพาผู้ชายเข้ามาในบ้านเลยเหรอ” ใช่แม่ต้องพูดแบบนี้ แต่เดี๋ยวนะทำไมเสียงในความคิดมันดังอย่างกับเื่จริง “เดี๋ยวฉันจะจัดการแก” เสียงมันชัดและก็ดูจะใกล้มากด้วย ฉันเลยหันไปตามต้นทางของเสียง แล้วก็ต้องพบว่าแม่ยืนอยู่ที่หน้าประตูบ้าน ไหงผีเสื้อที่บินอยู่ในท้องตอนเจอเจมส์ถึงได้มากลายร่างเป็ผึ้งไปได้เนี่ย
“แม่จ๋า ไหนว่าวันนี้ไม่กลับไง”
“พอดีว่าเสร็จไวกว่ากำหนด ไม่ต้องมาเฉไฉ อธิบายมาว่าพ่อหนุ่มหน้ามนคนนี้คือใคร”
“ผมเจมส์ครับ แค่มารับแพรวไปโรงเรียนพอดีมีงาน่เช้า” ไหวพริบนายดีมากเจมส์ ช่วยฉันด้วย
“แล้วทำไมไม่รีบไป มานั่งทำอะไรกันในบ้าน”
เลิ่กลั่กแล้วหนึ่งคือฉันเอง เอาไงต่อดี เจมส์ช่วยฉันพูดไปแล้ว ฉันจะแก้ตัวว่าอะไรดี
“ก็หนูลืมพรินต์งาน ใช่ ลืมพรินต์งานชิ้นหนึ่ง เลยให้เจมส์เข้ามารอในบ้าน เดี๋ยวหนูไปพรินต์งานก่อนนะจ๊ะแม่” ว่าแล้วก็หอมแม่ไป 1 ฟอด ก่อนจะใส่เกียร์หมาเผ่นขึ้นชั้น 2 ก่อนดีกว่า ขอโทษนะเจมส์ ไม่รู้จะอ้างอะไรแล้วจริงๆ แล้วจะหาอะไรไปพรินต์ให้เนียนดีละเนี่ย เอานี่แล้วกัน บทละครประจำปี 30 หน้า กว่าจะใช้คือ่ปิดเทอมนู่นแต่พรินต์ซะตอนนี้เลยแล้วกัน
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ปกติเครื่องพรินต์เครื่องนี้ทำงานช้าอย่างกับเต่าคลาน แค่ 10 หน้า ปาไป 20 นาที นี่ 30 หน้าทำไมมันเร็วจัง ขนาดเครื่องพรินต์ยังไม่อยากจะช่วยเหลือฉันเลย ยังไม่อยากลงไปพบแม่ตอนนี้เลยจริงๆ
“ยัยแพรวเสร็จหรือยัง เดี๋ยวก็ไม่ทันโรงเรียน” แม่ะโเรียกฉันจากด้านล่าง
“ค่ะ ใกล้แล้วค่ะ” ฉันะโกลับลงไป
ฉันค่อยๆ ย่องลงบันไดมาอย่างช้าๆ แล้วหยุดนั่งยองๆ อยู่ที่ปลายบันไดเพื่อดูสถานการณ์ก่อนดีกว่า
“ฮ่าๆ จริงหรือจ๊ะ เวลาอยู่ที่โรงเรียนแสบกันขนาดนั้นเลย ไม่ไหวจริง ยังไงต้องฝากเจมส์ด้วยนะ”
"ได้เลยครับ"
ฉันผู้แอบมองอยู่ตรงบันได ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง แม่ผู้ที่ไม่ยอมให้ลูกสาวข้องแวะกับผู้ชายหน้าไหนยกเว้นกาย เพราะแม่บอกว่า 'แม่ว่ากายมันชอบผู้หญิงที่สวยเซ็กซี่' นึกถึงประโยคนี้ทีไระเืใจทุกที คนเป็แม่ในตอนนี้กำลังคุยกันอย่างสนุกสนานกับเจมส์ แถมชวนกันกินอาหารเช้า หรือเมื่อครู่เราตกหลุมอากาศไป ไม่สิหรือเวลาเราเดินไม่เท่ากัน ทำไมมันดูชื่นมื่นดีอย่างกะรู้จักกันมานมนานแบบนี้ล่ะ
“ทานอีกสิจ๊ะ ไม่ต้องเกรงใจ โจ๊กเ้านี้เด็ดสุดในย่านนี้แล้วนะ” ฮะ!!! นี่แม่ฉันหรือเนี่ย ต้องมีอะไรแฝงมากับแม่แน่ๆ นี่ไม่ใช่แม่ฉัน แม่ฉันต้องไม่พูดจาดีแบบนี้สิ
“อิ่มแล้วครับคุณน้า”
“เรียกแม่เถอะจ้ะ”
สวบ!!…บทละครฉันล่วงจากมือทันที
“เอ้า ยัยแพรวไปแอบเงียบๆ อะไรตรงนั้น แล้วนี่ซุ่มซ่ามอีกแล้ว”
เจมส์รีบเข้ามาช่วยฉันหยิบบทละคร พร้อมขยิบตาให้เหมือนกับจะบอกว่าเขาคุมสถานการณ์ให้เรียบร้อยแล้ว
“รีบกินข้าวเช้าแล้วไปเรียนกันได้แล้วนะ ว่างๆ เจมส์มาหาแม่อีกนะลูก”
นะลูก มาหาแม่อีกนะลูก หูฝาดไปใช่ไหมเนี่ย ขนาดไอ้กายรู้จักกันเป็ 10 ปี แม่เจอมันยังสวดยับจนมันบ่นไม่ค่อยชอบมาบ้านฉันเท่าไหร่ (แต่ถึงอย่างนั้นก็มาอยู่เป็ประจำ) ขนาดที่ว่ามันก็อุตส่าห์เอาอกเอาใจ แต่ก็ไม่วายโดนแม่บ่นทุกครั้งที่มา แต่กับเจมส์นี่ เปลี่ยนจากหน้ามือเป็หลังมือเลย
“แม่ไปนอนแล้วนะ ง่วงชะมัด เดี๋ยวเย็นๆ แม่ต้องกลับไปออฟฟิศอีกรอบ”
ว่าแล้วแม่ก็เดินขึ้นชั้น 2 ไป ฉันรอจนมั่นใจแน่ๆ ว่าแม่จะไม่ได้ยินฉันเลยรีบถามเจมส์
“เอายาอะไรให้แม่เรากินหรือเปล่า ปกติไม่เคยเป็แบบนี้”
“ทำไมครับ”
“เจมส์ก็น่าจะโดนสวดยับ หรือโดนบ่นอะไรทำนอนนี้บ้างสิ”
“ไม่นะ แม่แพรวใจดีจะตาย”
“คิดแบบนั้นจริงเหรอ”
“อื้อ ก็ไม่เห็นที่เขาคุยกับเราเหรอ”
“ก็เห็น ถึงว่าแปลก ปกติไอ้กายมาบ้านนี้ทีไรถ้าได้เจอแม่นะ แม่บ่นั้แ่เดินเข้าบ้านยันเดินออกจากบ้านไม่รู้เอาพลังที่ไหนมาบ่นนักหนา”
“ก็นั่นมันกาย นี่คือเรา เหมือนกันซะที่ไหน”
“มันก็จริง ไปกันเถอะ ได้เวลาไปโรงเรียนจริงๆ แล้วค่ะ”
“แสดงว่าทุกวันออกเวลานี้นะ” ฉลาดจริง อยู่กับเจมส์เราแพ้ไม่เป็ท่าเลย
เมื่อฉันมาถึงโรงเรียน แน่นอนต้องมีคนแซวั้แ่หน้าโรงเรียนยันถึงห้องเรียน ไม่ว่าฉันจะทำอะไรคนก็มักจะแซวกันไปหมด แล้ว่นี้กลับบ้านพร้อมเจมส์ตลอด วันนี้ยิ่งแล้วใหญ่ เรามาโรงเรียนพร้อมกัน คิดกันไปถึงไหนแล้วเนี่ย
“ยังจำวันแรกที่เจมส์มาได้ ว่ามึงพูดว่าอะไรนะ” กระเป๋ายังไม่ทันถึงโต๊ะฟ้าก็ส่งเสียงมาก่อนแล้ว
“เออ กูเป็คนกลับไปกลับมา พูดแล้วคืนคำ กลืนน้ำลายตัวเอง ถ่มน้ำลายขึ้นฟ้ารดหน้า….”
“พอ พอ พอ กูแค่แซว ด่าตัวเองก็ได้นะมึงเนี่ย ว่าแต่คบกันยัง”
“ไม่ได้คบ”
“เอ้า ดูแลกันดีขนาดนั้น เขาไม่คบมึงก็ขอเลย”
“อีบ้า ยางอายมีบ้างสิมึง”
“ด้านได้อายก็อด”
“กูยังไม่รู้ใจตัวเองเลย”
“มึงไม่รู้ใจตัวเองก็ไม่เป็ไร แต่ถ้าฝ่ายนั้นทำขนาดนี้แล้วเมื่อถึงเวลาบอกว่าไม่ได้คิดอะไร ไม่ต้องห่วงไอ้กายเอามันตายแน่”
“หมายความว่าไงวะ เกี่ยวอะไรกับกายด้วย”
“ถ้าเจมส์จะให้ท่ามึงขนาดนี้ แต่ไม่ได้คิดอะไรกับมึง มึงคิดว่าคนแบบไอ้กายจะปล่อยเจมส์ไว้ไหมล่ะ”
“พูดเกินไปหน่อยแล้ว จอมเผด็จการสุดๆ แล้วใครกันแน่ที่จะไม่รอด กูว่าเจมส์ต่อยเก่งอยู่นะ”
เสียเจี๊ยะปากของฟ้าดังขึ้น “ไม่ทันไรก็เข้าข้างเจมส์แล้วเหรอ มึง”
“ไม่ได้เข้าข้าง ก็กู…”
“จะบอกว่าวันนั้นที่พวกมันต่อยกันอะนะ เจมส์เลยเก่งกว่าในสายตามึง”
“ก็รู้สึกแบบนั้นนิดหนึ่ง”
“ยังไง มึงก็อย่าไปทำร้ายจิตใจไอ้กายมันมากนักล่ะ”
“กูไปทำร้ายอะไรมัน มึงบ้าปะเนี่ย”
“เออๆ ตั้งใจเรียนไปมึง ไม่เข้าใจอะไรกับเค้าเลย” ก็ไม่เข้าใจจริงๆ อย่างที่ฟ้าบอกนั่นแหละ