บทที่ 101การเปลี่ยนแปลงที่น่าตกใจ!
อาทิตย์อัสดงส่องแสงเจิดจ้าส่องกระทบลงมาบนพื้นโลก
มองเห็นทะเลเมฆเป็นลายคลื่นบนท้องฟ้าสายรุ้งศักดิ์สิทธิ์ดูดซับหมอกสีแดงทั้งหมด แสงสีแดงส่องประกาย เผยซึ่งความอันตรายลึกลับ และไม่อาจคาดเดาได้
ภายใต้เสียงร้องของเสี่ยวหวงสุนัขบพิตรวิญญาณทั้งสองตัวก็เลิกคุกเข่าและลุกขึ้นยืน ดวงตาของพวกมันเป็นประกายเส้นขนสีขาวเหมือนหิมะปลิวสยายไปตามแรงลม เผยให้เห็นรูปลักษณ์ที่กล้าหาญ
“ฮู่ว... ไปเถอะ!”
ฉู่อวิ๋นหายใจเข้าลึกๆจากนั้นเผยสายตามุ่งมั่นแล้วตะโกนออกมาเขาขี่สุนัขบพิตรวิญญาณออกไปพร้อมกับมู่หรงซินด้วยความเร็วปานสายลมเพื่อรีบเร่งลงไปตามทางลาดชัน
“วิ้ว——”
ทิวทัศน์ด้านซ้ายขวาผ่านตาไปอย่างรวดเร็วทั้งคู่วิ่งเข้าไปในพื้นที่โล่งเตียนด้านล่าง
ต้นไม้ยักษ์สูงตระหง่านเหล่านั้นพังทลายลงนานแล้วพื้นปกคลุมไปด้วยกิ่งไม้หักโค่น ขี้เถ้าสีเทาขุ่น ทัศนียภาพที่นี่กว้างไกลมองไปทางใดก็เห็นแต่สัตว์ปีศาจจำนวนนับไม่ถ้วนคุกเข่าลงบนพื้นและค้อมตัวลงจนคล้ายที่ราบของสัตว์ปีศาจ
“พยัคฆ์คราม นกมังกรปีกฟ้า หนูหน้าผีเถาวัลย์ใบมีด... สวรรค์! สัตว์ปีศาจที่ทรงพลังพวกนี้มารวมตัวกันที่นี่แล้ว!”
ขณะที่ขี่สุนัข ฉู่อวิ๋นก็มองไปรอบๆและอุทานขึ้นมามีสัตว์ปีศาจมากมายที่เขาเคยเห็นระหว่างการต่อสู้เดิมพันชีวิตที่แม่น้ำโลหิตเขาไม่เคยคิดว่าพวกมันทั้งหมดจะมาอยู่ที่นี่ตอนนี้ ทั้งแสดงสีหน้าเคารพ กำลังคุกเข่าและสักการะ
นี่น่าทึ่งมากเหล่าสัตว์ปีศาจที่ดุร้ายปราศจากกลิ่นอายสังหารกำลังบูชาเสาศักดิ์สิทธิ์เหมือนข้าราชบริพาร ไม่น่าเชื่อเลย
พวกเขาทั้งสองรีบเร่งไปตลอดทางแต่ไม่ถูกสัตว์ปีศาจคุกคามเลย รู้สึกปลอดภัยมาก
“รีบไปกันต่อเถอะ!”
เมื่อเห็นว่าสัตว์ปีศาจเหล่านี้ดูเหมือนไม่คิดจะขวางทางฉู่อวิ๋นก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่เขาก็ยังไม่กล้าประมาท ในขณะที่วิ่งเขายังคงมองซ้ายขวาพร้อมที่จะชักกระบี่ออกมาได้ทุกเมื่อ
“ฮิฮิ ข้าบอกแล้ว!ข้าเชื่อว่าเสี่ยวหวงพูดถูก!” มู่หรงซินยิ้มหวานนางไม่คิดไม่ฝันว่าการเดินทางครั้งนี้จะราบรื่นได้ขนาดนี้ทั้งสองคนเดินทางไกลขึ้นเรื่อย และค่อยๆ เข้าใกล้เสาศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น
แต่เมื่อวิ่งไปได้สักพักจำนวนสัตว์ปีศาจก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆสุนัขบพิตรวิญญาณบังเอิญได้พบกับปีศาจพยัคฆ์ที่ทรงพลังโดยไม่ได้ตั้งใจทำให้ทั้งฉู่อวิ๋นและมู่หรงซินต่างก็ตกใจแทบกรีดร้อง
ทว่าปีศาจตัวใหญ่เหล่านี้ดูเหมือนจะถูกปรามเอาไว้จนไม่กล้าขยับตัวพวกมันมองดูพวกเขาเพียงไม่กี่ครั้งและไม่ได้ไล่ตามมาทำให้ทั้งคู่รู้สึกเหมือนกำลังรอดชีวิตจากภัยพิบัติ
“จิ๊ดจิ๊ด!”
เสี่ยวหวงดิ้นไปมาในอ้อมแขนของฉู่อวิ๋นอย่างกระสับกระส่ายดวงตาของมันส่องแสง จ้องมองไปที่เสาศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ตรงหน้าอย่างกระตือรือร้น
ในไม่ช้าสุนัขบพิตรวิญญาณทั้งสองตัวก็พาฉู่อวิ๋นและมู่หรงซินมาถึงรัศมีพันหมี่ของเสาศักดิ์สิทธิ์แล้ว
ฉู่อวิ๋นเงยหน้าขึ้นมองและเห็นว่าเสาศักดิ์สิทธิ์นั้นครอบครองพื้นที่ขนาดใหญ่มากราวกับโซ่ที่ทอดยาวไปบนท้องฟ้า ไอหมอกหนาแน่น ปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า บดบังแสงอาทิตย์ยืนหยัดอย่างภาคภูมิใจในความว่างเปล่า
ในเวลาเดียวกันคลื่นความร้อนก็แผ่เข้ามาจนรู้สึกคล้ายผิวกำลังลุกไหม้
“หือ?! ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นพลังจากเพลิงไฟ!” ฉู่อวิ๋นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและในที่สุดก็ค้นพบว่าเสาลำแสงต้นนี้แท้จริงแล้วควบแน่นจากวิญญาณเพลิงไฟอันเข้มข้นแสงเรืองรองลุกโชน และคลื่นความร้อนก็ท่วมท้น!
“สวรรค์! น่ากลัวเกินไปแล้ว! เมื่อกี้มันดูดซับหมอกสีแดงบนท้องฟ้าไปใช่หรือเปล่า?” มู่หรงซินเบิกตาที่สวยงามมองดู
ทันใดนั้นนางก็จำตำนานของป่าสนธยาได้คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดออกมา “เป็นไปได้ไหมว่าหมอกสีแดงไม่ใช่เลือดแต่เป็นพลังไฟที่เข้มข้น?!”
“เป็นไปได้มาก! ดูเหมือนว่าเมื่อหลายร้อยปีก่อนบางสิ่งบางอย่างน่าจะปรากฏขึ้นที่ใจกลางป่าสนธยามันดึงดูดวิญญาณเพลิงไฟจากพื้นพิภพจนกระทั่งวันนี้มันดูดซับวิญญาณเพลิงไฟทั้งหมดได้แล้ว!” ฉู่อวิ๋นวิเคราะห์
“ไม่ถูกต้อง สิ่งนี้ทรงพลังเช่นนี้เหตุใดท่านพ่อของข้าถึงไม่เคยเจอมาก่อน? ยิ่งกว่านั้นแม้ว่าสถานที่แห่งนี้จะอยู่ใกล้กับชายแดนของอาณาจักรของราชวงศ์เซี่ยตะวันออกแต่ก็ยังมีเมืองใหญ่หลายเมืองล้อมรอบ มีนักรบจากขั้นพื้นพิภพไม่น้อยผู้ที่แข็งแกร่งถึงขั้นนั้นน่าจะเคยพบสิ”
“ถ้ามีวัตถุวิญญาณเกิดขึ้นจริงพวกเขาควรจะค้นพบมันก่อนแล้วสิ!” มู่หรงซินงุนงง รู้สึกค่อนข้างสับสน
“ที่เจ้าพูดก็สมเหตุสมผลแต่ตอนนี้ที่แสงรุ้งแดงนั่นยังมีอยู่ก็คือข้อพิสูจน์ว่าผู้แข็งแกร่งพวกนั้นยังไม่เคยพบมันเลย!บางทีพวกเขาอาจจะเคยสำรวจที่นี่มาก่อน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรกลับไป!”ฉู่อวิ๋นขมวดคิ้ว เรื่องนี้ไม่ง่ายเลย
“สามารถหลบหลีกการสำรวจจากผู้แข็งแกร่งจำนวนมากได้วัตถุวิญญาณนี้จะต้องมหัศจรรย์มากแน่!”มู่หรงซินรู้สึกประหลาดใจและมองไปที่เสาศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ตรงหน้าด้วยแววตาโหยหา
ทันใดนั้นนางก็เกาหัวอีกครั้งและถามอย่างสงสัย“แต่จะพูดไป เจ้าวัตถุวิญญาณนี่ซ่อนตนเองอย่างไร?”
หลังจากได้ยินคำถามนี้สีหน้าของฉู่อวิ๋นก็แข็งทื่อ เขาก้มหน้าลงพลางคิด
ต้องรู้ว่านักรบขั้นพื้นพิภพได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้แข็งแกร่งที่โดดเด่นในราชวงศ์เซี่ยตะวันออกแม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถปิดฟ้าได้ด้วยมือเดียว แต่ก็ยังมีชื่อเสียงเลื่องลือพวกเขาทั้งหมดมีความสามารถที่ยอดเยี่ยม ความแข็งแกร่งไม่ธรรมดา
วัตถุวิญญาณนี้จะปิดบังตัวเองจากสายตาของผู้ที่แข็งแกร่งเช่นนั้นได้ไม่ใช่เรื่องง่าย!
แต่มันทำได้อย่างไรกัน?
หางตาของฉู่อวิ๋นก็มองเห็นวงแหวนมิติบนนิ้วมือพอดีดวงตาจึงเบิกกว้างด้วยความตกใจ และทันใดนั้นเขาก็คิดขึ้นได้ “ข้ารู้แล้ว!วัตถุวิญญาณนี้น่าจะใช้พลังแห่งความว่างเปล่า! ด้วยวิธีนี้แม้แต่ผู้แข็งแกร่งในขั้นพื้นพิภพก็ยังทำไม่ได้!”
“ความว่างเปล่าหรือ? เจ้าหมายความว่าวัตถุวิญญาณนั่นซ่อนอยู่ในอีกพื้นที่หนึ่งที่แม้แต่ผู้แข็งแกร่งพวกนั้นก็หามันไม่เจอเหรอ! สวรรค์!”มู่หรงซินตกตะลึงจนปากอ้าค้างนางไม่คิดว่าแสงรุ้งแดงนี้จะเกี่ยวข้องกับความว่างเปล่าในอวกาศจริงๆ
นางรู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆว่าพวกนางทั้งสองคนดูเหมือนจะค้นพบความลับที่น่าตกใจโดยไม่รู้ตัว
ท้ายที่สุดแล้วพลังแห่งอวกาศเป็นความลึกลับของโลกใบนี้ที่มนุษย์ไม่สามารถแตะต้องได้
“ข้าเข้าใจแล้ว!”ฉู่อวิ๋นเผยสีหน้าประหลาดใจอีกครั้ง “เจ้ายังจำสายรุ้งศักดิ์สิทธิ์ที่ปรากฏขึ้นทุกค่ำได้หรือไม่? นั่นอาจเป็นส่วนหนึ่งของวัตถุวิญญาณที่ดึงดูดวิญญาณเพลิงไฟจากทุกทิศมารวมตัวกัน”
“ทุกครั้งที่จะดึงดูดมันจะโผล่ขึ้นมาจากอีกพื้นที่หนึ่ง และหลังจากเสร็จสิ้นแล้วมันจะหลบหนีกลับไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นแม้ว่าผู้แข็งแกร่งจากขั้นพื้นพิภพจะมาถึงก็ไม่สามารถพบมันได้!”
"และหลังจากการสะสมเป็นเวลาหลายปีวิญญาณเพลิงไฟก็ค่อยๆ ปกคลุมบริเวณนี้และในที่สุดก็ก่อตัวเป็นหมอกสีแดงเหล่านั้น!"
“เป็นเช่นนั้นจริงๆ หรือ?! ถ้าเช่นนั้น เจ้าสิ่งนี้ก็เจ้าเล่ห์เกินไปแล้ว!”หลังจากได้ยินการคาดเดาของฉู่อวิ๋น ดวงตาที่สวยงามของมู่หรงซินก็เบิกกว้างและทันใดนั้นนางก็รู้สึกว่าเรื่องควรจะเป็นเช่นนั้น
แต่จากนั้นทั้งคู่ก็เริ่มรู้สึกไม่สบายใจอีกครั้ง ราวกับว่าพวกเขาพลาดเบาะแสสำคัญบางอย่างไปทว่าเป้าหมายในตอนนี้ของพวกเขาคือการผ่านป่าสีเลือดไปให้ได้ดังนั้นพวกเขาจึงหยุดคิดถึงมันและขี่สุนัขต่อไป
แต่หลังจากนั้นไม่นานอุบัติเหตุก็เกิดขึ้น!
ทั้งคู่ไปได้เพียงไม่กี่ก้าวก็ได้ยินเสียงคำรามดังมาจากด้านหน้ามันทรงพลังมากจนสุนัขบพิตรวิญญาณสองตัวสั่นกลัวฝีเท้าที่วิ่งอยู่ของพวกมันหยุดลงทันที
“อา——!!” มู่หรงซินร้องออกมาเสียงดังเมื่อครู่นี้นางยังคิดเรื่องนี้อยู่ในใจ ไม่ทันได้สนใจจะจับสุนัขบพิตรวิญญาณไว้นางจะกระโจนไปข้างหน้าและตกอยู่ในความอับอายทันที
น่าเสียดายที่พลังของสุนัขบพิตรวิญญาณแข็งแกร่งเกินไปทำให้มู่หรงซินตกอยู่ในฝูงสัตว์ปีศาจ ถูกล้อมรอบอย่างหนัก
“อาฮู้ว——”
เมื่อเห็นการบุกรุกของวัตถุแปลกปลอมสัตว์ปีศาจหลายตัวก็เปิดดวงตาดุร้ายขึ้นมามองน้ำลายสกปรกไหลออกมาจากมุมปากราวกับว่าหิวโหยเหลือทนดวงตาของมู่หรงซินสั่นระริกด้วยความกลัว
“อ๊ะ!” เมื่อเห็นสิ่งนี้ ฉู่อวิ๋นก็ตกใจและขอให้เสี่ยวหวงควบคุมสุนัขบพิตรวิญญาณเข้าไปช่วย
“ซืด--!!!!”
แต่ในขณะนี้มีเสียงคำรามอันน่าสะพรึงกลัวของสัตว์ปีศาจดังมาจากด้านหน้าพร้อมกับคลื่นอากาศรุนแรงแค่เสียงอย่างเดียวก็ทำให้อวัยวะภายในของฉู่อวิ๋นเกิดความเจ็บปวดอย่างรุนแรงได้แล้ว
เสียงคำรามเพียงอย่างเดียวยังมีพลังเช่นนี้สัตว์ปีศาจที่อยู่ตรงหน้าโหดเหี้ยมอย่างแน่นอน!
“โฮก--!”
“จิ๊ด--!”
ในเวลาเดียวกันหลังจากที่ได้ยินเสียงคำรามอันน่าสะพรึงกลัวเมื่อกี้นี้สัตว์ปีศาจที่อยู่ใกล้เคียงก็เริ่มส่งเสียงร้องพวกมันดุร้ายมากจนดูคล้ายจะมีสติขึ้นมาต้องการจะกวาดล้างทุกสิ่งและระบายความบ้าคลั่งของพวกมัน
ชั่วครู่หนึ่งเสียงคำรามที่ราวฟ้าร้องทำให้แผ่นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นเมื่อเห็นว่าสัตว์ที่กำลังบูชานับพันตัวกำลังจะกลายเป็นสัตว์ปีศาจหลายพันตัวที่อาบเลือดไปทุกทิศทาง!
“โชคร้ายนัก!สัตว์ปีศาจพวกนี้กำลังจะฟื้นคืนสติ!” ฉู่อวิ๋นขี่สุนัขบพิตรวิญญาณเขาสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันและเป็นกังวลทันทีตอนนี้มู่หรงซินอยู่ในใจกลางของฝูงสัตว์ปีศาจ ถ้าความโกลาหลปะทุขึ้นคนแรกที่ต้องทนทุกข์คือนาง
หากเขาไม่รีบไปช่วยผู้หญิงคนนั้นที่อุทิศตนอย่างสุดซึ้งต่อเขาร่างกายอันบอบบางของนางก็จะถูกกัดเป็นพันชิ้นและนางก็จะตายโดยไม่มีร่างกายที่สมบูรณ์
“โฮก!!”
ในเวลานี้สัตว์ขนาดยักษ์ที่เดินผ่านภูเขาก็ตื่นขึ้นเมื่อเห็นเลือดเนื้อแสนยั่วยวนของมู่หรงซินที่อยู่ตรงหน้ามันก็รู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก ยกกรงเล็บสีทองขนาดยักษ์ขึ้นเพื่อจะตะปบลงมา
“หืม?”
มองเห็นเพียงเงาดำที่ปกคลุมท้องฟ้ามู่หรงซินไม่สามารถตอบโต้ได้เลย ร่างกายของนางกำลังจะแยกออกเป็นชิ้นๆ!
“ควั่บ!”
ยามนี้เองฉู่อวิ๋นควบสุนัขเข้าไปอย่างรวดเร็ว คว้าแขนหยกของมู่หรงซินด้วยมือซ้ายดึงนางขึ้นมาไว้ตรงหน้าเขา ในเวลาเดียวกันเขาก็ดึงกระบี่ชื่อยวนออกมาด้วยมือขวาแล้วยกมันฟาดลงไปอย่างรวดเร็ว!
“ชิ้ง!”
กระบี่เล่มยาวปะทะกับกรงเล็บสีทองเสียงดังลั่นกึกก้อง และถูกปัดออกในเวลาอันสั้น!
“ให้ตายเถอะ... ที่นี่ไม่ควรอยู่นานวิ่ง!!” ใบหน้าของฉู่อวิ๋นเหยเก ปากของเขาชาหนึบด้วยเพราะเม้มจนเจ็บปวดเพราะถึงแม้สัตว์ที่อยู่ในภูเขาลูกนี้เป็นเพียงสัตว์ปีศาจระดับต่ำแต่พลังของมันเทียบได้กับนักรบระดับสองของขั้นมหาสมุทร!
“พวกมัน...สัตว์ปีศาจพวกนี้ตื่นแล้วหรือ!?” มู่หรงซินก็ประหลาดใจเช่นกันนางไม่ขัดขืนและเอนกายพิงหน้าอกของฉู่อวิ๋น ดวงตาคู่งามของนางกวาดมองไปรอบๆ มองเห็นสัตว์ปีศาจนับไม่ถ้วนกำลังเงยหน้ามองขึ้นไปบนฟ้าแล้วส่งเสียงคำรามไม่มีการคุกเข่าอีกต่อไป
ดูเหมือนว่าเสียงคำรามที่ดังสนั่นจะทำให้สัตว์ปีศาจทั้งหมดตื่นขึ้น
“ตึง--!”
ทันใดนั้นเหล่าสกุณากางปีกทะยานสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง สัตว์ปีศาจลุกขึ้นยืนเหยียบย่ำพื้นโลกวิ่งพล่านไปทุกที่ แผ่นดินแยกหินแตกกระจาย
ความโกลาหลวุ่นวายไม่มีจบเสียงคำรามของสัตว์ปีศาจดังครึกโครมดูเหมือนว่าพวกมันจะแบ่งออกเป็นสองฝ่ายต่อสู้กันเอง!
“ตอนนี้เราต้องพุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียวแล้ว!อยู่ใกล้ๆ ข้า!” ฉู่อวิ๋นตะโกนเสียงดัง พื้นพสุธากลายเป็นสนามรบนองเลือดซึ่งเกินความสามารถของนักรบขอบเขตควบแน่นพลังปราณทั้งสองคนนี้ที่จะเข้าร่วมต่อสู้ด้วย
ภายใต้แสงสายัณห์ทรายสีเหลืองปลิวว่อน ทั้งสองขี่สุนัขตัวเดียวกันด้วยความเร็วสูงราวกับกระสวยแสงที่กะพริบท่ามกลางสัตว์ปีศาจทั้งหมด พวกเขาดูตัวเล็กมากหากไม่ทันระวังก็อาจกลายเป็นซากมัจฉาในทะเลซากศพ
“น่า... น่ากลัวเหลือเกิน!”เมื่อมองดูสนามรบอันนองเลือดนี้ มู่หรงซินตกใจจนหวาดกลัว
นางขดตัวอยู่ในอ้อมอกของฉู่อวิ๋นและมองไปรอบๆในขณะที่วิ่งอยู่ก็เห็นสัตว์ปีศาจจำนวนนับไม่ถ้วนถูกแยกเป็นส่วนๆชิ้นเนื้อปลิวว่อนไปทุกที่ หยาดเลือดหลากสีสาดกระเซ็นขึ้นไปบนท้องฟ้าน่าผวายิ่งนัก
“ฟ่อ--!”
กวางน้ำแข็งหกแฉกวิ่งเข้าไปแทงสัตว์ปีศาจหลายตัวไอน้ำแข็งตัว ควบแน่นร่างของสัตว์ปีศาจให้กลายเป็นก้อนน้ำแข็ง
“โฮก!”
อินทรีจันทร์ขจีฝูงหนึ่งโฉบกวาดไปทั่วพื้นกางปีกเปล่งแสงของพวกมันตัดร่างของสัตว์ปีศาจออกจากกันทิ้งซากศพที่ปลิวว่อนไปทั่วท้องฟ้า
สถานที่แห่งนี้กลายเป็นลานแห่งความอลหม่าน!มันโหดร้ายยิ่งกว่าการต่อสู้นองเลือดครั้งก่อนที่ข้างแม่น้ำอีก!
“รีบไป!”
ฉู่อวิ๋นบังคับขี่สุนัขบพิตรวิญญาณพาดแขนไว้ที่หน้าอกของมู่หรงซิน ถือกระบี่ชื่อยวนในมือขวา พุ่งผ่านเส้นทางนองเลือดเขาไม่อาจสนใจอะไรมากมาย ทำได้แค่ป้องกันตนจากสัตว์ปีศาจเท่านั้น!
แต่ด้วยความแข็งแกร่งในตอนนี้ของเขาเขาสามารถฆ่าได้เพียงสัตว์ปีศาจระดับต่ำสุดเท่านั้นแต่ไม่สามารถปะทะกับสัตว์ที่แข็งแกร่งกว่านั้นได้
“โฮก!!”
ในเวลานี้ สัตว์ปีศาจระดับกลางลิงปีศาจสามตา มองเห็นฉู่อวิ๋นที่กำลังขี่สุนัขบพิตรวิญญาณอยู่ มันหิวโหยท้องกิ่วตบหน้าอกแล้วกระโดดไปหาฉู่อวิ๋น
“ตึง!
ด้วยเสียงอันดังลิงปีศาจร่อนตัวลงเหยียบพื้น แต่สุนัขบพิตรวิญญาณล้มลงฉู่อวิ๋นและมู่หรงซินต่างก็กระเด็นไปไกล
หลังจากหยัดกายให้มั่นคงแล้วฉู่อวิ๋นก็รีบลุกขึ้นยืน แต่กลับรู้สึกถึงบางสิ่งที่เลวร้ายในใจ!เขาเงยหน้าขึ้นและมองไปรอบๆ เพียงเพื่อจะเห็นว่ารอบตัวเขามีสัตว์ปีศาจระดับกลางขนาดใหญ่พลังการต่อสู้แสนน่าสะพรึง พวกเขาตกลงมาในฝูงของพวกมัน!
หากสัตว์ปีศาจพวกนี้ต้องการฆ่าพวกเขาเหยียบเท้าลงมาเพียงครั้งเดียวก็เพียงพอ!