หลังจากสามสาวพี่น้องพักอยู่ในสถานีตำรวจเป็เวลาหนึ่งคืนพวกเธอก็ออกเดินทางต่อ ซึ่งจริง ๆ แล้วเบลไม่ค่อยอยากจะไปไหนเท่าไหร่เพราะเธอคิดว่าอยู่ในนี่รอคนมาช่วยน่าจะปลอดภัยกว่า
“พี่แน่ใจแล้วเหรอว่าอยากออกไปข้างจริง ๆ” เบลเอ่ยถามแคทก่อนจะออกไปจากสถานี
“แน่นอนยัยเบล พี่เข้าใจนะว่าแกคิดอะไรอยู่ หลบซ่อนในสถานีตำรวจไปเรื่อย ๆ เพื่อให้มีคนมาช่วยมันก็เป็ทางเลือกที่ไม่เลวแต่...”
“แต่อะไรพี่?”
“แต่ก็คิดจริง ๆ เหรอว่ามันจะมีใครมาช่วยพวกเรา แกก็เห็นสภาพบ้านเรือนรอบ ๆ ตัว ก่อนมาที่นี่แล้วนี่ ทุกอย่างพังพินาศ ผู้คนถ้าไม่ตาย ก็อาจกลายเป็ไอ้ประหลาดพวกนั้น เราสามคนหลบอยู่ในสถานีตำรวจต่อได้ก็จริง แต่ถ้าเสบียงหมดพวกเราก็ไม่รอดอยู่ดี และถ้าเป็แบบนั้นสู้ไปเสี่ยงโชคเอาของนอกไม่ดีกว่าเหรอ บางทีอาจพบผู้รอดชีวิตคนอื่นซึ่งถ้าอยู่ร่วมกันเป็กลุ่มก็มีโอกาสรอดชีวิตนานขึ้น”
“เื่นั้นมันก็จริง แต่พี่จะไปตามหาคนอื่น ๆ ที่ไหนเหรอ”
“เื่นั้นพี่ไม่รู้หรอก ก็คงต้องตามหาไปเรื่อย ๆ ใจพี่อยากจะไปคนเดียวด้วยซ้ำ แต่จะให้ปล่อยแกกับโมไว้พี่ก็ทำไม่ลง”
“ไม่เอานะพี่แคท อย่าทิ้งโมไว้ โมกลัว” โมน้องสาวคนเล็กพลันวิ่งเข้ามากอดแคทไว้แน่นด้วยความกลัว
“ไม่ต้องห่วงหรอกโมพี่ไม่ทิ้งโมไว้หรอก จะทำแบบนั้นได้ยังไงก็คุณพ่อฝากให้พี่ดูแลพวกเธอนี่นะ” แคทระบายยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเอามือโอบกอดน้องสาวคนเล็กอย่างแ่เบา จากนั้นเธอก็หันไปมองอะไรบางอย่างในเงามืดซึ่งอยู่ห่างออกไปพอควร ทรงพลนั้นเอง เขายังคงเฝ้าดู และคุ้มครองลูกสาวอยู่ตลอดเวลา
“งั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ” แคทเอ่ยขึ้นก่อนพาน้องสาวทั้งของเธอก้าวออกจากสถานีตำรวจ เวลานี้เป็่สายของวัน ทุกอย่างรอบกายเงียบสนิท มีเพียงแค่เศษซากปรักหักพังเช่นเดิม ไร้เสียงของนก หรือแมลง และสิ่งมีชีวิตใด ๆ ที่สำคัญยังไม่มีวี่แววของพวกซอมบี้ราคะอีกด้วย นั้นนับว่าเป็โชคดีของสามสาวมาก ๆ พวกเธอก็เลยเดินทางได้ค่อนข้างจะสะดวก
“ไม่มีพวกมันสักตัวเลยพี่ มันดูแปลก ๆ ไหมอ่ะ” เบลขมวดคิ้วก่อนจะเอ่ยถาม
“ก็จริงนะ แต่ก็ดีแล้วนี่พวกเราจะได้เดินทางสบาย ๆ ไม่ต้องหวาดระแหง” แคทเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม ทว่า...เธอนั้นทราบดีว่าเกิดอะไรขึ้น “เป็ฝีมือคุณพ่อสินะคะ ที่เบิกทางให้พวกหนู ขอบคุณนะคะ” แคทคิดในใจด้วยรู้สึกขอบคุณผู้เป็บิดา ซึ่งนับว่าเธอเดาถูก เพราะเมื่อคืนทรงพลได้ทำการกำจัดเหล่าซอมบี้ราคะกับสัตว์ติดเชื้อกลายพันธุ์แถวนี้จนเกลี้ยง รุ่งเช้ามาแถวนี้จึงมีสภาพอย่างที่เห็น
สามศรีพี่น้องเดินทางไปเรื่อย ๆ ทว่า...ก็ไม่พบผู้รอดชีวิตคนอื่น ๆ เลย ยามนี้เบลชักหวั่น ๆ ใจ ขึ้นมาแล้วว่า บางที เธอกับพี่สาวน้องสาวอาจจะเป็ มนุษย์สามคนสุดท้ายที่เหลืออยู่บนประเทศ ไม่สิ อาจจะเป็สามคนสุดท้ายในโลกก็เป็ได้
“พี่แคทหนูว่าบางที....”
“หยุดก่อน! ยัยเบล ยัยโม” จู่ ๆ แคทพี่สาวก็พลันเปลี่ยนสีหน้าเป็เคร่งเครียด พร้อมบอกให้น้องสาวทั้งสองหยุดเดินกะทันหัน ทั้งคู่ใกันมาก และโมเหมือนจะอ้าปากถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่แคทก็ยกนิ้วชี้ขึ้นมาทาบปาก คล้ายจะสื่อว่าอย่าส่งเสียงดัง จากนั้นแคทก็ให้ทั้งสองนั่งย่อตัวลงโดยมีซากรถเก่า ๆ เป็ที่กำบัง ก่อนที่เธอจะคอยสังเกตความผิดปรกติตรงหน้า
แฮ่รรรร....รรรร เสียงคำต่ำของเ้าซอมบี้ราคะตัวหนึ่งซึ่งเดินป้วนเปี้ยนอยู่ห่างออกไปจากจุดที่สามสาวซ่อนตัว ร้องขึ้น มันทำจมูกฟุดฟิด ดูเหมือนมันจะได้กลิ่นของเป้าหมายใกล้ ๆ โชคดีที่มีมันแค่ตัวเดียว แคทมองว่าถ้าถูกพบตัวหญิงสาวน่าจะสามารถใช้ปืนที่พบในสถานีตำรวจจัดการมันได้ แค่ถ้าจัดการไม่ได้ พ่อของเธอก็คงจะปรากฏตัวออกมาช่วยแน่ ๆ
“อย่าส่งเสียงนะเบล โม รอให้มันจากไปก่อน ถ้ามันไม่ยอมไปเดี๋ยวพี่จะจัดการมัน....”
ฉึก...!!! ยังไม่ทันที่แคทจะพูดจบ จู่ ๆ เธอก็ได้ยินเสียงบางอย่างขึ้น มันคล้ายกับเสียงของอะไรบางอย่างที่ถูกเสียบ และพอเธอชะโงกหน้าไปดูก็พบว่า เ้าซอมบี้ราคะตัวนั้นล้มลงไปนอนกับพื้นเป็ที่เรียบร้อย บริเวณหัวมีไม้แหลมเสียบทะลุอยู่ แคททั้งใ ทั้งประหลาดใจ ทว่า...ในเวลานั้นสายตาของเธอก็เห็นเข้ากับเงาตะคุ่ม ๆ ที่วิ่งลงไปในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินบริเวณนั้นพอดี หญิงสาวแน่ใจว่า เป็มนุษย์แน่นอน
“มะ...มีอะไรเหรอพี่แคท”
“เบล โม พี่ว่าพี่เห็นเงาคนล่ะ เหมือนเขาจะจัดการเ้าตัวประหลาดนั่น แล้ววิ่งหายลงไปในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน” พอแคทพูดจบ ทั้งเบล ทั้งโมก็ทำตาเบิกกว้างด้วยความใ
“คนงั้นเหรอพี่ไม่ได้ตาฝาดใช่ไหม”
“คนแน่ ๆ พี่ตาไม่ได้ฝาด”
“ยอดเลยงั้นพวกเรารีบตามไปกันเถอะ” เบลดูจะตื่นเต้นดีใจสุด ๆ เธอยิ้มกว้างอย่างมีความหวังซึ่งผิดกับก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด
“ไป พวกเราตามลงไปดูกัน” แคทบอกน้อง ๆ ของเธอ ก่อนจะค่อย ๆ ย่องออกจากที่ซ่อนอย่างระมัดระวัง และเดินตรงไปยังบันไดเลื่อนสำหรับลงไปยังสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่ถึงจะบอกว่าเป็บันไดเลื่อนตอนนี้มันก็ไม่เลื่อนอีกแล้วเนื่องจากไม่มีพลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อน และแน่นอนว่า บรรยากาศด้านล่างค่อนข้างจะมืดพอสมควร แม้เวลานี้จะเป็่เช้าก็ตาม แต่นับว่าสามสาวยังโชคดีที่พบไฟฉายจากสถานีตำรวจก่อนหน้า มันช่วยให้เดินได้สะดวกเลยทีเดียว
“นะ...น่าขนลุกชะมัด ทั้งเงียบ ทั้งมืด พี่แน่ใจนะว่าเห็นเงาคน ไม่ได้เห็นเงา....”
“เงาอะไรยัยเบล?”
“เงา...ผี”
“ว้าย! ผีเหรอไม่เอานะ โมกลัว!!”
พอพูดถึงผีขึ้นมาโมน้องสาวคนสุดท้องที่ขวัญอ่อน และขี้กลัวที่สุด ก็พลันวิ่งเข้าไปกอดแคทไว้แน่น
“ยัยเบลเดี๋ยวจะพูดถึงผีสางทำไมน้องกลัว!” แคทพลันหันมาถลึงตาดุเบลน้องสาวคนกลางที่เผลอพูดเื่ผีออกมา ทว่า...ในเวลานั้นทั้งสามก็ได้ยินเสียงแปลก ๆ ดังมาจากในเงามืด มันเป็เสียงพูดอย่างแ่เบาของผู้หญิงที่ฟังแล้วชวนขนลุก
“พวก...เธอ...เป็...ใคร..? ออกไปซะ...ถ้ายังไม่อยากตาย...” เบลที่ได้ยินถึงกับขนลุกเกรียวเสียวสันหลังวาบ และรีบวิ่งไปหลบหลังแคทด้วยความกลัว
“นั้นพี่แคทหนูบอกแล้วว่าผีจริง ๆ ด้วย”
“ฮือ ๆ ไม่เอาผี โมกลัว...”
สองพี่น้องหวีดร้องด้วยความกลัว ซึ่งผิดกับแคทซึ่งเธอเป็หญิงสาวที่ไม่กลัวเื่ผีสางนางไม้แม้แต่น้อย
“ผีงั้นเหรอ? เป็ผีเนี่ยถ้าโดนลูกปืนยิงกบาลจะตุยเหมือนไอ้พวกตัวประหลาดของบนไหมนะ ลองดูสักนัดคงไม่เป็ไร” พูดจบแคทก็หยิบปืนออกมา ยกขึ้นเล็งไปยังเสียงที่พูดออกมาเมื่อครู่
“ฮะ! ปืนเหรอ เดี๋ยว ๆ ใจเย็น ๆ มีอะไรค่อยพูดค่อยจากัน” จากเสียงที่ฟังดูหลอน ๆ ก่อนหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็ร้อนรน และรีบบอกให้แคทอย่าพึ่งลั่นไก่ยิง
“นั้นไงยัยเบลผีที่ไหนจะกลัวลูกปืน พี่บอกแล้วว่าพี่เห็นเงาคน”
“อะ...อ้าว คนหรอกเหรอหนูคิดว่าผีซะอีก ใจหายใจคว่ำหมด เฮ้ออออ...” สีหน้าของเบลที่ซีดเผือดเพราะใกลัวก็พลันกลับเป็ปรกติ ก่อนที่เธอจะพ่นลมหายใจยาว ๆ ออกมาด้วยความโล่งใจ จากนั้นเ้าของเสียงชวนให้เข้าใจผิดก็ก้าวออกมาจากเงามืดอย่างแช่มช้า ซึ่งเธอเป็หญิงสาวผมยาวดำขลับ หน้าตาดี แต่งกายด้วยชุดนักศึกษาที่ค่อนข้างสกปรก และมีรอยขาดพอสมควร อายุอานามน่าจะพอ ๆ กับแคทกระมัง
“เธอเป็ใคร?” แคทลดปืนลงก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ฉันชื่อ แก้ม เป็ผู้รอดชีวิตเหมือนพวกเธอนั่นแหละ” หญิงสาวตอบเสียงสั่น ๆ เพราะยังระแวงปืนในมือของแคทอยู่
“เป็ผู้รอดชีวิตเหมือนพวกเราจริง ๆ ด้วย ขอโทษนะที่เอาปืนขู่เมื่อกี้ ก็แหม เล่นพูดแบบนั้นเป็ใครจะไม่กลัว ว่าแต่เมื่อกี้เป็ฝีมือเธอใช่ไหม ที่เอาแท่งเหล็กปาใส่เ้าตัวประหลาดข้างบน”
“ตัวประหลาด? อ้อ พวกมันสินะ ใช่ฝีมือฉันเอง เพราะสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินแห่งนี้คือที่หลบภัยของพวกเรา ถ้าปล่อยให้เ้าพวกนั้นลงมามีหวังแย่แน่ ต้องตัดไฟั้แ่ต้นลมไว้ก่อน” พอแก้มอธิบายจบ แคทก็ขมวดคิ้วก่อนจะถามกลับว่า
“เธอใช่คำว่า พวกเรา แสดงว่ามีคนอื่นอีกงั้นเหรอ?”
“ฉันเผลอหลุดปากไปเหรอ ฮ่า ๆ ๆ ๆ ถึงจะบอกแบบนั้นก็ไม่ได้มีผู้รอดชีวิตมากมายหรอก เพราะมีแค่ตัวฉันกับคุณพ่อเท่านั้นแหละ ตอนเกิดเื่พวกเรากำลังขับรถไปเรียนไปทำงานกัน แต่ก็โดนเ้าพวกนั้นโผล่มาเล่นงาน ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ฉันกับคุณพ่อก็แทบจะเอาตัวไม่รอด โชคดีที่หนีลงมาหลบใต้สถานีทัน และจากนั้นก็อยู่มาตลอด”
“เป็แบบนี้นี่เอง”
“งั้นเดี๋ยวฉันพาไปพบพ่อฉันเอาไหม พวกเธอจะได้พักเหนื่อย แล้วก็หาอะไรใส่ท้องกันด้วย โชคดีจังที่ได้เจุ์คนอื่น ๆ” แก้มยิ้มหน้าบานก่อนหมุนกายเดินจากไป
“เอาไงดีพี่จะตามไปไหม?” เบลเอ่ยถาม
“พี่ก็ว่ามันดูแปลก ๆ หรืออาจจะคิดมากไปเองก็ไม่รู้นะ แต่ลองตามไปดูก็ได้ มีปืนอยู่ในมือก็วางใจได้พี่ในระดับหนึ่ง”
“พี่แคทว่าไงพวกหนูก็ว่าตามนั่นแหละ”
พอตัดสินใจกันได้ แคท เบล และโม ก็เดินตามหญิงสาวที่ชื่อแก้มไปติด ๆ ส่วนทรงพลนั้นแอบตามมาอยู่ห่าง ๆ และเขารู้สึกความไม่ชอบมาพากล กับกลิ่นที่ผิดปรกติั้แ่วินาทีแรกที่เหยียบลงบนพื้นของสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน หากแต่ชายหนุ่มไม่สามารถบอกได้ว่า มันคือสิ่งใดกันแน่ ที่ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ...
จบตอน