บทที่ 60 คำลาคนบาป
สัมผัสกอดก่ายอุ่นชื้นชโลมเหงื่อปนเปคราบน้ำรักสลัวใต้ผ้าห่มผืนหนานุ่มยามค่ำคืนยังคงทิ้งร่องรอยแห่งความซ่านเสียวและความผิดบาปไว้บนผิวเนื้อยามดึกสงัด ผมยังจำความรู้สึกที่ปลายเท้าระหงของเกรซเบียดเสียดกับท่อนขาของผมได้ดีภายใต้ความมืดที่มีเสียงสายฝนหยดเปะปะกระทบกระจกหน้าต่างอย่างอ่อนแรง ลมหายใจที่พ่นรดแผ่นอกของผมเป็นระยะและเสียงครางครวญอันอ่อนล้าของแอร์โฮสเตสสาวผู้ร่วงหล่นจากสรวงสวรรค์นภากาศลงสู่ก้นบึ้งของขุมนรกราคะยังคงก้องกังวานอยู่ในห้วงสำนึกไม่จางหาย การทรยศหักหลังความไว้ใจของริวกลายเป็นเครื่องเทศชั้นดีที่ปรนเปรอความกระสันให้หอมหวานและรุนแรงจนแทบคลั่ง ทว่าทุกสิ่งมีเวลาของมัน และค่ำคืนแห่งตราบาปจำต้องสิ้นสุดลงเพื่อหลีกทางให้ความเป็นจริงก้าวเข้ามาแทนที่
ตัดสลับมาสู่รุ่งอรุณเช้าวันใหม่ แสงแดดเจิดจ้าสีส้มทองทอประกายสาดส่องสะท้อนเข้ามาในห้องนั่งเล่นคอนโดหรูอย่างไม่มีความปรานี ความสว่างของแสงอาทิตย์ขับเน้นความโอ่โถงของห้องพักให้ชัดเจน แต่กลับทำให้ความรู้สึกผิดทางศีลธรรมของคนสองคนที่แอบซ่อนตัวในความมืดได้รับการเปิดเผยต่อสายตาของสัจธรรม ผมในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมเม็ดบนและกางเกงสแล็กสีเข้มที่สวมใส่เรียบร้อยแล้ว ก้าวเท้าเดินเข้ามาโอบกอดคลอเคลียร่างบางของเกรซจากทางด้านหลังยามที่เธอยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ เกรซอยู่ในชุดเสื้อคลุมอาบน้ำขนหนูสีขาวหนานุ่มที่รัดเข็มขัดผ้าไว้หลวม ๆ เผยให้เห็นลาดไหล่ขาวเนียนและเนินอกวับแวมชวนให้ใจสั่นสะท้าน
คราบน้ำรักสีขาวขุ่นที่เคยหยดเปรอะเปื้อนตามผิวกายเรียบเนียนรวมถึงเสื้อสูทและกระโปรงเครื่องแบบแอร์โฮสเตสสีน้ำเงินเข้มขอบริ้วทองของเกรซเมื่อคืนนี้ บัดนี้ได้รับการชำระล้างลบเลือนทำความสะอาดจนเรียบร้อยหมดจดด้วยน้ำและสบู่หอมในห้องน้ำหรู ไม่มีกลิ่นคาวรักหลงเหลือรบกวนจมูก ไม่มีเศษซากแห่งความเหลวแหลกปรากฏแก่สายตา ทว่าในความสะอาดสะอ้านอันสมบูรณ์แบบนั้น รอยจูบและรอยรักสีแดงเข้มดุจกลีบกุหลาบช้ำที่ผมประทับตราฝากฝังไว้ทั่วซอกคอระหง ลาดไหล่บาง และเนินเนื้ออุ่นชื้นกลับยังเด่นชัดท้าทายสายตา แสงแดดยามเช้าตกกระทบแผ่นรอยแดงเหล่านั้นคล้ายกับตราบาปที่ถูกตีตราตรึงลงบนเรือนร่างของเมียรักของเพื่อนสนิทอย่างไม่มีวันลบเลือนออกไปจากความทรงจำอันสกปรก
“พี่อลัน…” เสียงหวานเอ่ยแผ่วเบาขณะที่เธอเอนหลังพิงแผ่นอกของผม ยอดอกอวบอุ่นใต้ผ้าขนหนูขาวขยับไหวตามจังหวะถอนหายใจยาว “ตอนที่เกรซตื่นขึ้นมาแล้วเห็นเสื้อสูทแอร์โฮสเตสสะอาดสะอ้าน… เกรซรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเล่นละครตบตาคนทั้งโลก รวมถึงริวด้วย…”
ผมกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น ฝังปลายจมูกลงบนลาดไหล่เนียน สูดดมกลิ่นแป้งเด็กอ่อน ๆ ผสมกลิ่นครีมอาบน้ำที่เกรซใช้ชำระร่างกาย ความรู้สึกผิดบาปบีบรัดหัวใจของเธอ แต่สำหรับผม ความรู้สึกนั้นมันช่างเบาบางเหลือเกินเมื่อเทียบกับความลำพองใจในชัยชนะเหนือความเป็นชายของริว เพื่อนสนิทที่กอดคอและไว้ใจผมเสมอมา
“ไม่มีใครรู้เรื่องนี้หรอกครับเกรซ มีแค่เราสองคนเท่านั้นที่รู้…” ผมปลอบเธอด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำอบอุ่นที่กลบเกลื่อนความเยือกเย็นของปีศาจราคะภายในร่าง “ทุกอย่างยังเหมือนเดิม เกรซยังเป็นแอร์โฮสเตสแสนสวยผู้สง่างาม และพี่ก็ยังเป็นเพื่อนสนิทที่พร้อมจะดูแลเกรซเสมอในยามที่ริวไม่อยู่”
---
ทั้งคู่นั่งจิบชากาแฟร้อนร่วมกันที่โต๊ะอาหารกระจกริมระเบียง บานประตูกระจกเลื่อนถูกเปิดกว้างเพื่อรับสายลมอรุณที่พัดผ่านเข้ามาหลังพายุฝนใหญ่เมื่อคืนซัดสาดจนสงบลงแล้ว พื้นระเบียงคอนโดด้านนอกยังมีน้ำขังเจิ่งนองสะท้อนท้องฟ้าสีครามยามเช้า กลิ่นดินเปียกชื้นโชยมาปะทะกลิ่นกาแฟสดและชาอุ่นร้อนที่ลอยกรุ่นส่งควันขาวบางเบาฟุ้งกระจายในอากาศ ไอความร้อนจากแก้วกาแฟในมือของเกรซสะท้อนประกายแดดยามเช้าดุจภาพฝันที่ซ้อนทับอยู่บนความจริงอันขมขื่น
เกรซประคองแก้วเซรามิกไว้ด้วยสองมือเรียวสวย นิ้วมือของเธอยังสั่นเทาเล็กน้อยจากอาการล้าและอารมณ์ที่ยังคั่งค้างแปรปรวน แววตาคู่สวยจ้องมองละอองน้ำระเหยจากถ้วยชาร้อนก่อนจะช้อนสายตามองผมด้วยความทุกข์ระทมลึก ๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้แพขนตาเปียกชื้น เธอยกชาขึ้นจิบเพียงนิดแล้วระบายความในใจออกมาอย่างช้าๆ
“ริวเขาเป็นคนดี… ดีจนเกรซรู้สึกสมเพชตัวเองที่ทรยศเขาได้ลงคอ” น้ำเสียงของเกรซสั่นเครือคล้ายแก้วคริสตัลที่กำลังจะแตกร้าว “แต่ทำไมนะพี่อลัน… เวลาที่เกรซอยู่กับริว เกรซกลับรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่ของตกแต่งในห้องพักที่เขาซื้อไว้ประดับบารมี เขาบ้างาน คุมกะดึกโต้รุ่ง หัวสมองมีแต่เรื่องเครื่องยนต์เจ็ตและตารางซ่อมบำรุงเครื่องบิน ปล่อยให้เกรซตื่นขึ้นมาเจอแต่ความว่างเปล่าและความเงียบงันจนแทบเป็นบ้า… แต่เมื่อคืนนี้… ความเร่าร้อน สัมผัสป่าเถื่อน และความอบอุ่นที่พี่มอบให้มันช่างเติมเต็มเกรซเหลือเกิน เติมเต็มจนเกรซกลัวว่า… กลัวว่าเกรซจะไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตรักจืดชืดกับริวได้อีกต่อไปแล้ว”
คำสารภาพของแอร์โฮสเตสสาวชี้ชัดถึงความพ่ายแพ้ต่อราคะและกิเลสบาปอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ร่างกายของเธอยอมรับความพึงใจในอารมณ์ดิบชั่วยามที่ผมมอบให้ ยอมทรยศความดีงามของสามีที่ซื่อสัตย์เพียงเพื่อแลกกับรสชาติรักต้องห้ามที่ปลุกเร้าวิญญาณขี้เหงาให้ตื่นเต้นท้าทายศีลธรรม ผมยิ้มมุมปากบางเบา ยื่นมือหนาไปลูบไล้แผงไหล่บางเนียนละเอียดผ่านเสื้อคลุมอาบน้ำที่หลุดรุ่ย สัมผัสแผ่วเบานั้นจงใจทอดสะพานเพื่อเชื่อมโยงกายเราเข้าด้วยกันอีกครั้ง ปลายนิ้วสัมผัสและบดคลึงผิวเนื้อนุ่มอย่างรู้งาน
“อย่าคิดมากเลยครับคนดี ริวเขาอาจจะทำหน้าที่สามีที่ดีในเรื่องเงินทองและหน้าที่การงาน แต่เขาละเลยหน้าที่ของผู้ชายที่จะมอบความอบอุ่นให้เกรซในค่ำคืนที่เหน็บหนาว พี่ทนเห็นเกรซต้องทรมานอยู่กับความอ้างว้างในห้องคอนโดกว้าง ๆ นี้ไม่ได้หรอกครับ…” ผมเอ่ยคำหวานโลมเล้าเพื่อปัดเป่าความกังวลใจและศีลธรรมอันดีงามในใจของเกรซให้พังทลายลงสิ้นเชิง “เวลาริวไม่อยู่ พี่จะเป็นคนที่คอยเช็ดน้ำตาและเติมเต็มทุกสิ่งทุกอย่างที่เกรซขาดหายไปเอง”
เกรซเงียบงันไปชั่วครู่ ลมเช้าพัดผ่อนพริ้วพาความเย็นเยือกเข้ามากระทบร่างจนผิวเนียนเกิดขนลุกชัน เธอหลับตานิ่งยอมรับสัมผัสลูบไล้จากฝ่ามือของผมที่คล้ายกับมือของปีศาจในคราบนักบุญผู้คอยป้อนยาพิษรสหวานล้ำให้เธอกลืนกินอย่างยินดี ความหวาดระแวงศีลธรรมในกมลของเธอลดฮวบลงเรื่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยตัณหาความต้องการแอบแซ่บชู้รักที่กำลังก่อตัวฝังรากลึกในจิตใจอย่างเหนียวแน่น
---
หลังจากการดื่มกาแฟจิบชารสอุ่นสิ้นสุดลง ผมเตรียมตัวที่จะเดินทางกลับเพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกตของพนักงานคอนโดหรือบุคคลภายนอกที่ไม่พึงประสงค์ บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนเป็นความเงียบสงบก่อนจากลา ผมยืนอยู่ที่ประตูทางออกสลัวของคอนโดหรู แสงไฟสีเหลืองนวลจากโถงประตูสาดส่องกระทบร่างของเกรซที่เดินตามมาส่งที่หน้าประตูห้องด้วยความอาลัยอาวรณ์
เกรซยืนกอดอกแน่นในชุดเสื้อคลุมอาบน้ำ ดวงตาสั่นระริกเปี่ยมไปด้วยความลับและการตกลงปลงใจที่ก้าวข้ามขอบเขตแห่งความซื่อสัตย์ไปชั่วนิรันดร์ เธอสูดลมหายใจลึก ยื่นมือเรียวสวยที่เพิ่งล้างทำความสะอาดป้ายชื่อติดสูทแอร์โฮสเตสและคีย์การ์ดสำรองของห้องพักมาตรงหน้าผม บนฝ่ามือเนียนขาวของเธอมีคีย์การ์ดสีเงินเมทัลลิกวาววับและแผ่นป้ายชื่อโลหะทองเหลืองเคลือบเงาที่มีอักษรปักชื่อสะท้อนแสงไฟสลัว
“เกรซ…” ผมเอ่ยเรียกเบาๆ จ้องมองสิ่งของในมือเธอด้วยหัวใจที่เต้นรัวด้วยความลิงโลดกระสัน
เกรซเลื่อนส่งมอบคีย์การ์ดสำรองของห้องพักและป้ายชื่อติดสูทแอร์โฮสเตสทองเหลืองวาววับส่งให้อลันอย่างเงียบกริบ เธอก้าวเข้ามาชิดจนได้กลิ่นหอมกรุ่นจากตัวเธอ กระซิบแผ่วเบาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและสายตารู้กันที่จะถูกจารึกไว้ในฐานะข้อตกลงคนบาป
“เวลาริวไปอบรมสัมมนาเครื่องบินที่เยอรมนียาวๆ หรือช่วงที่ริวต้องเข้ากะดึกโต้รุ่ง... แวะมาหามาแอบแซ่บมาช่วยดูเครื่องฟอกอากาศให้เกรซอีกนะคะ... พี่อลัน”
คำกระซิบนั้นไม่ต่างจากคำเชิญชวนของนางมารร้ายที่เชื้อเชิญให้ผมกลับมารุกรานร่องรักและผิวกายของเธออีกครั้งโดยไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุด ป้ายชื่อแอร์โฮสเตสสีทองของขวัญเกียรติยศที่ริวมอบให้ภรรยา บัดนี้กลายเป็นเหยื่อล่อราคะชิ้นงามที่ส่งมอบให้ชู้รักเก็บรักษาเป็นที่ระลึกถึงค่ำคืนลักลอบได้เสียกันลับหลังสามี
ผมยิ้มร้ายด้วยความยินดีในชัยชนะราคะที่บิดเบี้ยว น้อมรับเก็บคีย์การ์ดสีเงินและป้ายชื่อโลหะสีทองชิ้นนั้นสอดลึกเข้าไปในกระเป๋ากางเกงสแล็กอย่างถะนุถนอม สัมผัสความเย็นเยียบของเหล็กและแผ่นพลาสติกที่เสียดสีกับต้นขาช่วยกระตุ้นความภาคภูมิใจในความชั่วร้ายของตนเองจนอยากจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังๆ
“พี่จะเก็บรักษามันอย่างดีที่สุดครับเกรซ… และจะแวะมาดูแลเกรซทันทีที่ระบบของห้องนี้มีปัญหา” ผมทิ้งคำพูดปริศนาที่เปี่ยมเล่ห์เหลี่ยมก่อนจะลูบแก้มเนียนเบา ๆ เป็นการร่ำลา เกรซสบสายตาที่สั่นไหวยิ้มรับด้วยความอ่อนใจ เธอเปิดประตูและส่งผมออกจากห้องไปเงียบ ๆ ประตูปิดลงพร้อมกับเสียงล็อคอัตโนมัติ ทิ้งให้ความสัมพันธ์ซ่อนเร้นนี้ดำเนินต่อไปในมุมมืดที่ริวไม่มีวันหยั่งรู้
---
ผมก้าวเท้าเดินออกจากประตูลิฟต์ส่วนตัว พ้นตึกคอนโดมิเนียมหรูหราตระหง่านฟ้าลงมาสู่โถงกว้างขวางด้านล่าง บรรยากาศภายนอกสะพรั่งไปด้วยผู้คนที่เริ่มออกเดินทางไปทำงาน แสงแดดยามเช้าที่อบอุ่นและสว่างจ้าสาดกระทบใบหน้าของผมจนต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย ลมหายใจยามเช้าหลังฝนซาช่างสดชื่นและปลอดโปร่งอย่างประหลาด มันช่างขัดกับตราบาปและความเละเทะทางศีลธรรมที่ผมเพิ่งจะก่อขึ้นบนชั้นสูงของอาคารเบื้องหลังเมื่อคืนนี้สิ้นดี
ผมเดินเรื่อยเปื่อยไปตามแนวทางเดินสวนหย่อมมุ่งสู่ถนนใหญ่ สองมือล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงสแล็ก ปลายนิ้วสัมผัสและลูบคลำแผ่นคีย์การ์ดทั้งสี่ใบที่จัดเรียงซ้อนกันอยู่ในนั้น (แองจี้, มิลค์, เกรซ, และแอล) คีย์การ์ดคอนโดและเพนต์เฮาส์หรูแต่ละใบทำหน้าที่เป็นกุญแจสำคัญไขไปสู่ขุมทรัพย์สวาทของเมียเพื่อนสนิทแต่ละคนในกลุ่มสังคมของผม
ผมลูบสัมผัสแผ่นพลาสติกแข็งเหล่านั้นด้วยความพึงพอใจและลิงโลดใจอย่างถึงขีดสุด ชัยชนะราคะที่ได้แอบแซ่บแฟนเพื่อนสนิทที่กอดคอและเชื่อใจผมในกลุ่ม (โทนี่, นิก, ริว, และพีท) ทำให้ผมรู้สึกมีอำนาจและอยู่เหนือศีลธรรมจรรยาใด ๆ ทั้งปวง ความเชื่อมั่นและความไร้เดียงสาของพวกมันที่ฝากฝังให้ผมคอยดูแลแฟนสาวเวลามันบ้างานหรือเดินทางไกล กลับกลายเป็นช่องว่างและใบเบิกทางชั้นยอดให้ผมลอบเข้าไปตีท้ายครัว เด็ดดอกฟ้าลงมาเปรอะเปื้อนคราบน้ำรักของชู้ได้อย่างสาแก่ใจ
ศีลธรรมและมิตรภาพที่คนทั่วไปเทิดทูนนักหนา บัดนี้กลายเป็นเพียงเศษดินใต้ฝ่าเท้าที่ผมย่ำยีผ่านเพื่อเข้าถึงรสชาติเสียวซ่านของการครอบครองหญิงสาวอันเป็นที่รักของพวกมัน ยิ่งพวกมันเชื่อใจผมมากเท่าไหร่ ความสะใจและความกระสันเวลากระแทกกระทั้นลำเอ็นเข้าใส่รูรักของเมียพวกมันก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นทวีคูณ ตัณหาและความชั่วร้ายที่ผมเสพสมได้เปลี่ยนร่างของผมให้กลายเป็นผู้พิชิตความรักความไว้วางใจอย่างไร้ความปรานี
ขณะที่ก้าวเดินผ่านฝูงชนบนถนนใหญ่ แดดยามอรุณสาดแสงแรงกล้าสะท้อนภาพใบหน้าอันหล่อเหลาไร้ที่ติของผมที่เบื้องหน้าดูเป็นเพื่อนที่ดีและน่าไว้ใจ แต่ในส่วนลึกของความคิด ความเหิมเกริมในความชั่วช้าชู้รักกำลังกระพือปีกนำทางผมไปสู่เป้าหมายต่อไป ผมนึกถึง โจ เพื่อนสนิทอีกคนในสมาคมผู้ทำงานเป็นภัณฑารักษ์จัดอีเวนต์งานศิลปะอันทรงเกียรติ ซึ่งได้รับข่าววงในมาว่าเขากำลังจะเดินทางไกลไปจัดการนิทรรศการใหญ่ที่ต่างจังหวัดเป็นเวลานานแรมเดือน
และแน่นอน แฟนสาวสุดสะบึมของเขาอย่าง ปาย จิตรกรสาวแสนสวยช่างฝันผู้ใช้เวลาหมกตัวอยู่ในห้องสตูดิโอศิลปะอันเงียบเชียบและขี้เหงาโดดเดี่ยว ย่อมต้องขาดคนดูแลและเยียวยาหัวใจในยามอ้างว้าง คีย์การ์ดใบที่ห้าและป้ายชื่อชู้รักชิ้นต่อไปกำลังรอคอยให้ผมเข้าไปไขช่วงชิงและสะสมเก็บเข้ากระเป๋ากางเกงในไม่ช้า ด้วยชัยชนะเหนือแอร์โฮสเตสเกรซอย่างสมบูรณ์แบบ ก่อนจะก้าวเดินไปหาตราบาปครั้งใหม่ที่กำลังเชิญชวนให้ล้ำเส้นศีลธรรมในคฤหาสน์ศิลปะอันเร่าร้อนงดงามต่อไปอย่างไม่รู้จักพอ
(จบตอนที่ 60)