บทที่ 9 อ้อมกอดที่อบอุ่น
เหิงเยว์กลับมาจากวังหลวงอย่างเหน็ดเหนื่อยเมื่อมาถึงเรือนก็ได้นำม้าให้แก่บ่าวไปผูกไว้ที่คอก เขาเองก็อยากกลับมาพักผ่อนที่ห้องแต่เมื่อเดินเข้ามาใกล้จะถึงห้องของตนเองก็ได้ยินเสียงกรี๊ดร้องของเด็ก ๆ เรียกท่านแม่ เขาวิตกกังวลคิดว่าหานเสี่ยว์จะทำมิดีมิร้ายกับเด็ก ๆ อีกแต่เมื่อเขาไปถึงก็เห็นว่าหานเสี่ยว์กำลังล่วงหล่นมาจากต้นไม้ เขารีบะโเข้าไปรับนางทันทีโดยไม่ได้คิดอะไรกลัวนางจะได้รับาเ็เสียมากกว่า อิสตรีปากร้ายจิตใจโเี้เช่นนางเมื่อเขาเห็นนางนอนเจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่สมกับเป็นางสักเท่าไหร่นักและจิตใจของเขาเองก็หงุดหงิดอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
เมื่อเขารับตัวนางไว้ได้ใจของเหิงเยว์โมโหมากที่นางไม่รู้จักระวังตัวหากได้รับาเ็ในครั้งนี้นางต้องนอนอยู่บนเตียงนานหลายวันเป็แน่ แต่เมื่อเขาเห็นใบหน้าของนางอย่างใกล้ชิดใจของเขาก็เริ่มสั่นไหว นานเท่าไหร่แล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกเช่นนี้ ทั้งที่เขาต้องเกลียดนางที่คอยรังแกเด็ก ๆ เขาจึงทำได้เพียงตวาดใส่นางอย่างหงุดหงิดใจ ไม่รู้ว่าเพราะเขาไม่เคยสังเกตหรือเพราะว่านางเปลี่ยนไปถึงทำให้เขาว้าวุ่นหัวใจได้ถึงเพียงนี้ ก่อนที่นางจะขอโทษและบอกให้เด็ก ๆ ให้กลับที่ห้องของตนเองส่วนเหิงเยว์ก็ได้กลับห้องของตนเองด้วยหัวใจที่เต้นระรัว เขาเฝ้าแต่ครุ่นคิดเื่ของหานเสี่ยว์จนปวดหัวจึงได้ออกมาด้านนอกเพื่อรับลม
เหิงเยว์ได้เดินรับลมก็ได้เห็นสาวใช้ข้างกายของหานเสี่ยว์เดินอย่างรีบร้อนไปที่ห้องของเลี่ยงเฟิงกับลู่เอ๋อร์ เขาจึงได้คอยดูอยู่ห่าง ๆ สักพักก็เห็นเด็ก ๆ เดินตามเข่อซิงมาแสดงอาการตื่นเต้นดีใจพากันรีบเดินไปที่ห้องโถง มีหรือที่เหิงเยว์จะไม่สงสัย เขาก็ได้ตามไปดูว่าหานเสี่ยว์คิดจะทำอะไรลูกเขาอีกหรือไม่
“มากันแล้วสินะ นั่งลงสิ” จิวฉิงที่อยู่ในร่างของหานเสี่ยว์ก็ได้กวักมือเรียกให้ทั้งสองมานั่งที่เก้าอี้ของตนเอง คนละฝั่งโดยมีนางนั่งตรงกลาง
“อาหารพวกนี้กินได้จริง ๆ หรือเ้าคะข้าไม่เคยเห็นมาก่อนแถมกลิ่นยังหอมมาก ๆ อีกด้วย” ลู่เอ๋อร์ชื่นชมอาหารที่อยู่ตรงหน้าอย่างตื่นเต้น ส่วนเลี่ยงเฟิงเองก็ไม่รอช้าหันไปบอกกับหานเสี่ยว์และลงมือจัดการกับอาหารตรงหน้า
“แม้อาหารจะมีหน้าตาดีเพียงใดก็ไม่ได้หมายความว่าจะอร่อยหรอกนะ เดี๋ยวข้าจะชิมก่อน” เลี่ยงเฟิงยังคงถือตนเพราะยังระแวงในตัวของหานเสี่ยว์อยู่
“เ้าคงไม่คิดว่าข้าจะใส่ยาพิษในอาหารหรอกใช่มั้ย? ไม่เช่นนั้นเ้าคงไม่กล้าที่จะกินมันก่อน” หานเสี่ยว์ยิ้มมุมปากเมื่อเอาชนะใจของเลี่ยงเฟิงได้ เขาหยิบตะเกียบคีบอาหารเข้าปาก ลู่เอ๋อร์นั่งจดจ่อมองใบหน้าของผู้เป็พี่อย่างคาดหวัง เมื่อลิ้นรับรสชาติความอร่อย เลี่ยงเฟิงเบิกตาโพลงโตยิ้มกริ่มก่อนจะหันไปบอกกับลู่เอ๋อร์
“เ้ารีบกินเถอะอาหารที่อยู่บนโต๊ะนี้ช่างอร่อยจริง ๆ ”
“ว๊าว ^ ^หากท่านพี่บอกว่าอร่อยมันต้องอร่อยมากแน่ ๆ ข้ากินแล้วนะเ้าคะ” เด็กหญิงได้หันมาบอกหานเสี่ยว์ก่อนจะลงมือกินอาหาร นางมองดูเด็ก ๆ อย่างเอ็นดูในที่สุดนางก็เอาชนะใจเด็ก ๆ ได้ อาหารที่โลกของเธอมันเป็เมนูที่ง่าย ๆ ไม่ได้ยุ่งยากอะไร เพียงแต่ที่นี่ไม่มีของเช่นนี้กิน เลยทำให้เด็ก ๆ ตื่นเต้นกับอาหารที่เธอทำ
“อร่อยจริง ๆ ด้วย ท่านแม่ก็กินด้วยกันสิเ้าคะ”
“หากอร่อยพวกเ้าทั้งสองก็กินกันเยอะ ๆ นะข้าทำไว้เยอะเลย” หานเสี่ยว์พูดจบก็ได้หยิบตะเกียบของตนตักอาหารกินกับเด็ก ๆ สายตาคู่หนึ่งที่จ้องมองอยู่ริมหน้าต่างด้านนอกเห็นแววตาใบหน้าความอ่อนโยนที่หานเสี่ยว์ไม่เคยแสดงมาก่อนก็ยิ่งทำให้เขาแปลกใจเป็อย่างมาก หรือสตรีที่อยู่ในร่างนี้มิใช่หานเสี่ยว์ตัวจริง เขาคิดเช่นนั้นก็รีบส่ายหัวไปมา มันจะเกิดเื่เช่นนั้นได้อย่างไร เขารีบเข้าไปหาเพราะคิดว่าหานเสียว์สตรีจิตใจโหดร้ายคงไม่เปลี่ยนเป็คนละคนได้อย่างแน่นอน นางคงวางแผนนี้มาเพื่อแก้แค้นลูก ๆ ของเขา ที่ทำให้นางตกน้ำเกือบตายได้ สตรีที่ใดจะใจดีกับเด็กที่จะฆ่าตนเองได้เล่า
“พวกเ้าทำอันใดกันที่นี่” เหิงเยว์ก้าวเท้าเดินเข้ามา เข่อซิงก้มหัวให้และเดินออกไปด้านนอก ในทั้งสี่คนได้อยู่ด้วยกัน
“ท่านไม่มีตาหรือไงก็เห็นอยู่ว่ากินข้าวอยู่ยังจะถาม นี่เลี่ยงเฟิงลู่เอ๋อร์พวกเ้าต้องกินปลาให้เยอะ ๆ นะจะได้ฉลาด” หานเสี่ยว์อดไม่ได้ที่จะพูดถากถาง เขาเองก็เห็นว่านางกำลังนั่งกินอาหารยังจะมาถามเื่ไม่เป็เื่
“เฮอะ สตรีเช่นเ้าก็ยังคงเป็เช่นเดิมข้าคิดว่าเ้าจะเปลี่ยนนิสัยแต่ดูจากคำพูดคำจาของเ้า เ้าก็ยังเป็เช่นเดิมไม่ต่างแม้แต่น้อย "
“ท่านพ่อท่านแม่อย่าเอ่ยวาจาทำร้ายจิตใจกันอีกเลยเ้าค่ะ ถือว่าข้าขอนะเ้าคะ " ลู่เอ๋อร์ได้อ้อนวอนให้ทั้งคู่หยุดต่อว่ากัน
“นั้นสิท่านพ่อ ข้าเห็นด้วยกับลู่เอ๋อร์ท่านแม่เปลี่ยนไปมากจริง ๆ ท่านแม่ขอรับพูดกับท่านพ่อดี ๆ ได้หรือไม่ขอรับ ถือว่าข้าขอ” เมื่อเด็กทั้งสองออดอ้อนมีหรือที่เขาทั้งสองจะไม่ใจอ่อน
“ก็ได้ ๆ คิดเสียว่าครั้งนี้เด็กทั้งสองขอข้าก็แล้วกัน " หานเสี่ยว์ตอบปัดๆเพราะนางเองก็ไม่อยากจะอารมณ์เสียในเวลากินข้าวเช่นนี้
“ท่านพ่อนั่งลงข้าง ๆ ข้าสิเ้าคะ ท่านแม่ทำอาหารอร่อยมากเลย ท่านพ่อคงยังไม่ได้กินอาหารเย็นสินะเ้าคะ ท่านแม่ให้ท่านพ่อกินกับพวกเราได้หรือไม่เ้าคะ เห็นท่านแม่บอกว่าทำไว้เยอะเลย แบ่งให้ท่านพ่ออีกคนคงไม่เป็อะไรหรอกใช่มั้ยเ้าคะ?” ลู่เอ๋อร์เสียงเล็กเสียงน้อยเอ่ยขอให้บิดาของตนนั่งร่วมโต๊ะในครั้งนี้ด้วย หานเสี่ยว์ที่หลงลู่เอ๋อร์อยู่แล้วจึงได้ตามใจนาง
“แล้วแต่เ้าเถิด “
“เย้ ๆ ท่านแม่ใจดีที่สุด เห็นมั้ยเ้าคะว่าท่านแม่ทรงเปลี่ยนไปแล้ว” ลู่เอ๋อร์ยิ้มร่า หานเสี่ยว์ก็ลุกขึ้นไปตักอาหารให้แก่เหิงเยว์ ในตอนแรกเขาเองก็ลังเลที่จะกินมันแต่เขาเห็นว่าเด็ก ๆ ก็ไม่เป็อะไรจึงได้ลองชิมดู เมื่อคำแรกผ่านไปเขาก็ไม่รีรอกินจนหมดชามในพริบตา
เด็กทั้งสองกินอาหารเสร็จแล้วก็ได้ขอให้ท่านพ่อกับหานเสี่ยว์เดินไปส่งที่ห้องนอน สาวใช้เมื่อเห็นนายของตนออกมาก็ได้เข้าไปเก็บชามบนโต๊ะพร้อมทำความสะอาด หานเสี่ยว์ได้จับมือลู่เอ๋อร์พร้อมเดินมาส่งทั้งสอง โดยมีเหิงเยว์เดินตามหลังและเข่อซิงเองก็เดินตามหลังทั้งสี่คนอีกที
เขามองด้านหลังของสตรีที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่เคยมองมาก่อน เขากับนางก็อยู่กับมาหลายปีั้แ่เด็กตัวเล็ก ๆ จนตอนนี้ก็เริ่มโตมากแล้ว เขาไม่เคยสนใจนางเลยแต่นางก็ยังคงทนอยู่กับเขา เหิงเยว์เริ่มเปิดใจให้แก่หานเสี่ยว์ไม่แน่นางอาจจะไม่ใช่สตรีที่ร้ายกาจก็ได้
“ท่านแม่วันนี้ข้ามีความสุขมากเลยเ้าค่ะ มันเป็เหมือนความฝันของข้าที่ได้นั่งกินอาหารพร้อมกัน และมีท่านแม่กับท่านพ่อมาส่งข้าที่ห้องราวกับความฝัน หากรุ่งเช้าข้าตื่นมากลัวเหลือเกินเ้าค่ะ กลัวว่าความสุขในวันนี้จะเป็เพียงความฝัน” ลู่เอ๋อร์ได้เอ่ยออกมาเมื่อมาถึงหน้าห้องของตน เมื่อหานเสี่ยว์ได้ยินคำพูดของเด็ก 5 ขวบทำให้นางแทบกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหวโผล่กอดเด็กหญิงตัวเล็กเอาไว้ในอ้อมกอด
“เ้าไม่ต้องกลัวนะ นี่ไม่ใช่ความฝันหากเ้าอยากให้ข้ามาส่งเ้าทุกวันย่อมได้ จากนี้ข้าจะกินอาหารกับพวกเ้าทั้งสองในทุกวัน “ อ้อมกอดที่แสนอบอุ่นของหานเสี่ยว์โอบกอดร่างเล็กทำให้เธอได้รับความอบอุ่นที่หัวใจโหยหาแขนเล็ก ๆ ก็ได้โอบกอดเธอเช่นเดียวกัน
“ลู่เอ๋อร์เข้านอนเถิด ตอนนี้น้ำค้างเริ่มลงแล้ว” เหิงเยว์ได้บอกแก่บุตรสาวของเขา เลี่ยงเฟิงเองก็อยากจะได้รับอ้อมกอดนั้นบ้างจนยืนบิดมือไปมา ทำให้หานเสี่ยว์สังเกตได้แต่เลี่ยงเฟิงถูกสอนมาเป็พี่ชายที่แข็งแกร่งจึงไม่กล้าแสดงออกเช่นลู่เอ๋อร์ หานเสี่ยว์ก็เข้าไปโอบกอดโดยที่เ้าตัวไม่ได้เอ่ยขอ
“เ้าเองก็้าเช่นลู่เอ๋อร์ใช่หรือไม่ ? หากเ้าพยักหน้าให้ข้าข้าจะมาส่งเ้าเข้านอนทุกวันเช่นเดียวกับลู่เอ๋อร์” อ้อมกอดของสตรีที่เฆี่ยนตีเขามาตลอด ไม่เคยคิดเลยว่าอ้อมกอดของนางจะอบอุ่นถึงเพียงนี้ทำให้เลี่ยงเฟิงกล้าที่จะพูดความ้าของตนเองเช่นกัน
“ข้าเองก็้าให้ท่านแม่มาส่งข้าทุกวัน และอยากให้ท่านแม่โอบกอดข้าเช่นนี้ตลอดไปช่างอุ่นเหลือเกิน ” หานเสี่ยว์ได้ยินเช่นนั้นนางเองก็ตื้นตันใจจนน้ำตาไหลออกมา
“ได้สิ ข้าจะมาส่งเ้าทั้งสองคนและโอบกอดพวกเ้าด้วยความรักเอง” เหิงเยว์ที่มองดูอยู่ก็เกิดใจสั่นขึ้นมา เขาไม่เคยเห็นนางเป็เช่นนี้และเด็ก ๆ ลูกของเขาเองก็เช่นกัน แต่ก่อนเพียงแค่เห็นใบหน้าของนางเด็ก ๆ ก็พากันตื่นกลัวจนตัวสั่นอยู่ด้านหลังเขาเสมอมาแต่ตอนนี้ทั้งสองกลับ้าให้นางมอบความรักความอบอุ่นให้