ในที่สุดกลุ่มของกวงตงและหลานหลิงก็ออกมาจากป่าเข้าสู่ทางเดินเท้าปกติจนได้ระหว่างนั้นแทบไม่มีใครสนทนาอะไรกันเลยจนกระทั่งกวงตงได้หันมาถาม"น้องชายหลาน อาจจะแปลกเล็กน้อยที่ข้าเพิ่งมาถามเอาตอนนี้แต่ก่อนหน้านี้ข้าลืมไปเสียได้ อย่างไรก็ดีเราควรจะพูดคุยกันตอนนี้ไว้เสียแต่เนิ่นๆ จะดีกว่า"
หลานหลิงหันไปมองด้วยความสงสัย "เชิญท่านกวงกล่าว"
กวงตงกำลังจะถามแต่สังเกตเห็นว่าหลานหลิงเต็มไปด้วยเหงื่อดูเหนื่อยล้าอย่างยิ่ง"น้องชายหลานเ้าเป็อะไรหรือไม่"
หลานหลิงส่ายหน้า "เพียงแค่เหนื่อยเล็กน้อยเท่านั้น"
หงลี่หันมามองด้วยความงุนงง "เป็ไปได้อย่างไรนี่เรายังไม่ทันเดินทางไปไหนเ้าก็หมดแรงแล้วหรือ"
แม้แต่หลานหลิงที่ทื่อด้านก็รู้สึกอับอายอยู่บ้างเหมือนกันนี่เป็ข้อเสียของเขาเองเพราะโดยทางจิติญญาแล้วเขามาจากยุคสมัยที่ไม่จำเป็ต้องออกไปล่าสัตว์หาของป่าเพื่อประทังชีวิตถ้าพูดง่าย ๆ คือหลานหลิงติดหรูอยู่สบาย
แม้ชีวิตของเขาในภพภูมินี้จะบังคับให้เขาขยันมากขึ้นเพื่อเอาตัวรอดแต่พอเขาเริ่มฝึกตนจนมีกำลังวังชามากกว่าคนปกติทั่วไปนิสัยี้เีของหลานหลิงก็กลับมาอะไรที่เขาสามารถใช้ปราณเพื่อทุ่นแรงได้มีหรือเขาจะไม่ทำเื่นี้ไม่สามารถโทษใครได้นอกจากตัวเขาเอง
"น้องชายหลานอนุญาตให้ข้าใช้ปราณตรวจสอบเ้าร่างกายเ้าได้หรือไม่" กวงตงถาม
หลานหลิงดูงุนงงไม่กล้าตอบ กวงตงยิ้มอย่างเข้าใจ"ไม่ต้องกังวลไป ข้าเพียงตรวจสอบร่างกายเ้าอย่างผิวเผินเท่านั้นการใช้ปราณตรวจสอบไม่มีการััร่างกายโดยตรงหากผู้ใช้ไม่ได้มีระดับสูงกว่าเ้าอย่างมีนัยสำคัญแล้วละก็โดยมากแล้วจะตรวจสอบได้เพียงระดับพลังที่เ้าแสดงออกมาเท่านั้นเอง
"เ้าไม่ต้องกลัวหรอกการถูกตรวจสอบด้วยปราณเป็เื่ปกติจะตายไปอีกอย่างพวกเราต้องเดินทางอีกไกลหากเ้าเดินทางแค่นี้ก็เหนื่อยล้าไม่ไหวจะตามพวกเราได้อย่างไร"หงลี่เอ่ยประชด
หลานหลิงอับอายอยู่บ้างจึงไม่เถียงอะไรอีกได้แต่พยักหน้าให้กับกวงตง
ทันใดนั้น ดวงเนตร ของหลานหลิงก็เห็นได้อย่างชัดเจนในทันทีว่าปราณิญญารอบกายกวงตงขยายออกกระจายไปรอบตัวไม่เฉพาะหลานหลิงที่เข้าไปอยู่ในระยะแต่ยังครอบคลุมหงลี่ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เข้าไปด้วย
ร่างกายหลานหลิงรู้สึกไม่สบายตัวเล็กน้อยเมื่อปราณของกวงตงััร่างของเขาแต่ที่สำคัญคือดวงเนตรของเขาคู่นี้มีการตอบสนองในทันทีหลานหลิงไม่สามารถสังเกตอะไรได้ต่อเพราะต้องสะกดข่มไม่ให้ดวงเนตรมีปฏิกิริยามองตอบกวงตงเล่นเอาเหงื่อไคลไหลออกมาเพิ่มขึ้นไม่น้อย
ทั้งสองคนนิ่งเงียบรอว่ากวงตงจะเอ่ยอะไรหลานหลิงยอมรับว่าเขาใจไม่ค่อยดีเท่าไหร่เมื่อเห็นกวงตงขมวดคิ้ว
"อาจารย์อาการตรวจสอบเป็อย่างไรบ้าง"
กวงตงตอบอย่างเชื่องช้า"จากที่ข้าตรวจสอบดูระดับปราณของน้องชายหลานอยู่ในขอบเขตธาริญญาตามที่คาดไว้เพียงแต่ว่า..."กวงตงเว้น่เล็กน้อยมองหลานหลิงด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
"เพียงแต่ว่าพื้นฐานของเ้าดูจะไม่ค่อยมั่นคงเอาเสียเลยอย่าหาว่าข้าล่วงเกินแต่ข้าอยากทราบว่าน้องชายหลานเป็ผู้บำเพ็ญเพียรก่อนหรือหลังจากถูกลักพาตัวไป"
หลานหลิงตอบเสียงเบา"ข้าเริ่มฝึกก่อนที่จะถูกจับตัวไป"
"แบบนี้นี่เอง เช่นนั้นระหว่างที่น้องชายหลานถูกจับตัวไปการฝึกฝนคงขาด่ไปตอนนั้นนั่นเอง" กวงตงทำท่าเข้าอกเข้าใจ
"อันที่จริงแล้ว"หลานหลิงคิดดูเขาคิดว่าควรกล่าวไปตามตรงเสียดีกว่า เพื่อไม่ให้มีการเข้าใจผิดอย่างไรเสียนี่ก็เป็ร่างกายของเขาเอง"ข้าคิดว่าที่พื้นฐานของข้าย่ำแย่เพราะขาดคนชี้แนะั้แ่เริ่มเข้าสู่โลกแห่งการฝึกตนแล้ว"
เหมือนคำพูดนี้ไปกระตุกอะไรสักอย่างในตัวหงลี่นางอดพูดขึ้นไม่ได้ "เ้าบอกว่าเ้าเริ่มฝึกั้แ่ก่อนถูกจับตัวไปไม่ใช่หรือแสดงว่าเ้าเองก็มีอาจารย์สั่งสอนวิชา มีอาจารย์ไฉนต้องฝึกเอาเองยังมีฝึกได้แค่ขอบเขตกำเนิดปราณ ขอบเขตรวมปราณก็หย่อนยานการฝึกฝนแล้วหรืออาจารย์อาท่านดูคนผิดไปหรือไม่ ตาทึ่มเช่นนี้พาไปวังหมื่นมรรคาจะดีหรือ"
"หงลี่ ไฉนเลยเ้าตัดสินคนได้ง่ายดายจากคำพูดไม่กี่คำเพราะแบบนี้ข้าถึงได้ขอเ้ามาจากศิษย์พี่ให้ออกมาท่องใต้หล้าเปิดหูเปิดตาบ้างอย่างไรเล่า"กวงตงตำหนิ
"อาจารย์อา หงลี่ไม่กล้าแล้วอย่าพาข้าไปบุกน้ำลุยโคลนที่ไหนอีกเลยนะ"นางติดนิสัยทุกวันต้องอาบน้ำชำระร่างกายเป็ประจำแต่การเดินทางกลางป่าเขาไหนเลยสะดวกง่ายดายถึงเพียงนั้นบ่อยครั้งต้องทนตากแดดตากลมตัวเปื้อนฝุ่นเป็เวลานาน
กวงตงไม่สนใจเสียงบ่นของหงลี่ หลานหลิงก็เอ่ยว่า"ท่านกวงอาจจะดูคนผิดไปจริง รากฐานข้าไม่มั่นคง อาจารย์ที่ข้าเอ่ยถึงนั้นข้าเคยเจอเขาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น เขาไม่เคยสอนอะไรข้าด้วยซ้ำเพียงโยนของให้สองสามชิ้นแล้วก็จากไปตอนแรกข้านึกว่าเขาจะกลับมาแต่รอแล้วรอเล่าหนึ่งปีสองปี สามปีเขาก็ไม่กลับมาบางทีเขาอาจจะคิดว่าข้าตายหรือลืมข้าไปแล้วก็ได้กระมัง"
หงลี่ได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วแล้วแม่นางคนนี้มีนิสัยชอบขมวดคิ้วยิ่งนักหลานหลิงอยากถามนางว่าเ้าปวดท้องอะไรแบบนั้นหรือเปล่าแต่มิกล้า
"ไฉนมีเื่ราวเช่นนี้เ้าคุกเข่ากราบกรานเป็ศิษย์อาจารย์แล้ว เขาก็สมควรแนะนำเ้าชี้แนะเ้าบ้างไหนเลยปล่อยให้เ้าฝึกจนมีข้อตำหนิบกพร่องเช่นนี้ ข้าพูดถูกหรือไม่อาจารย์อา"หงลี่หันไปถามกวงตง
กวงตงครุ่นคิด"แม้จะมิควรแต่เื่แบบนี้ก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน ผู้บำเพ็ญมากมายต่างคนต่างนิสัย ต่างนิกายต่างสถานที่ย่อมมีคนบางพวกที่สนใจแต่การบำเพ็ญของตนแต่กลับปล่อยปละละเลยการสั่งสอนศิษย์แต่อย่างน้อยหลายคนที่ข้ารู้จักก็ยังเลือกที่จะให้ศิษย์าุโสอนแทนตนได้ส่วนที่รับศิษย์สายตรงแต่กลับไม่เหลียวแลสนใจเลยแม้แต่น้อยนั้น...หายากมากจริงๆ"
หงลี่เงียบไป รู้สึกเห็นใจหลานหลิงอยู่บ้างนางเหลือบไปมองแต่อีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่เศร้าอะไรมากนัก
"เช่นนี้อาจารย์อาท่านคิดเช่นไร" หงลี่หันไปถาม
"อืม...นี่อาจมองได้เป็ทั้งเื่ดีและไม่ดี"กวงตงจับเคราครุ่นคิด
"ท่านกวงมีอะไรชี้แนะเชิญพูดได้เลยไม่ต้องเกรงใจ"หลานหลิงกล่าว
"เื่เป็เช่นนี้น้องหลานเคยกราบอาจารย์แล้วแต่ยังไม่ได้ฝึกฝนในเส้นทางของอาจารย์เ้ามากนักนี่อาจนับเป็เื่ดีเื่หนึ่งหากอยากจะเปลี่ยนสายวิชาที่ฝึกมาเป็สายของวังหมื่นมรรคาในตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไปแท้จริงแล้วเป็เื่ที่ข้ากังวลอยู่พอดีว่าแนวทางของอาจารย์เ้าจะขัดแย้งกับแนวทางของวังหมื่นมรรคานับว่าปัญหานี้ไม่ได้หนักหนานัก"
"เช่นนั้นเื่ที่ไม่ดีคือ?" หงลี่เป็ฝ่ายถามขึ้นมาหลานหลิงคิ้วกระตุก นี่มันเื่ของข้านะโว้ย เ้าจะถามเองทำไมนักหนา
"เื่ที่แย่คือผู้ฝึกตนส่วนใหญ่เริ่มต้นเมื่ออายุยังน้อยอายุเจ็ดปีสิบปีก็เริ่มฝึกได้แล้วตอนนี้น้องหลานอายุอานามก็ล่วงเลยมาสิบห้าสิบหกปีแล้วอาจจะถือได้ว่าล่าช้าอยู่บ้าง"
หลานหลิงคิดตามแล้วก็ยิ้ม"สำหรับข้ารอดมาจากลัทธิพวกนั้นได้ก็ดีมากแล้ว ในทุกๆวันที่ได้มีชีวิตอยู่นับเป็กำไรแล้วมิใช่หรือ"
"เ้าอย่าพูดอะไรเหมือนคนแก่ได้หรือไม่ข้าขนลุกอย่าบอกนะว่าเ้าจะออกบวชเป็หลวงจีน" หงลี่ตกตะลึงแต่นางแอบเห็นความขมขื่นในรอยยิ้มของเขาอยู่บ้างหรือบางทีนางอาจจะคิดไปเองก็เป็ได้
"อย่าได้พูดถึงเื่เศร้าๆ อีกเลย เช่นนี้เถอะระหว่างเดินทางข้าจะช่วยแนะนำให้สักเล็กน้อยเพื่อเสริมพื้นฐานเ้าให้แน่นขึ้นก่อนที่จะไปถึงวังหมื่นมรรคา"
"ท่านอาจารย์อา ท่านอาจารย์อา" หงลี่ยกมือขึ้น"ข้าจะสอนเขาเอง ให้ข้าสอนเขา หลานหลิงเ้ามานี่คารวะผู้าุโสิเฮ้!...เ้าจะหนีข้าทำไมอีก ไม่รู้จักสัมมาคารวะ"
ด้วยเหตุนี้คำแนะนำแรกของหลานหลิงที่กวงตงมอบให้คือการพัฒนาพละกำลังเสริมพื้นฐานร่างกายให้มั่นคงโดยมีหงลี่คอยควบคุมบงการการฝึกนรกของเขาอย่างใกล้ชิด
ลึกเข้าไปในป่าที่ซึ่งหลานหลิงพึ่งเดินจากมาเมื่อชั่วยามก่อน ภูตแห่งขุนเขาและภูตแห่งแม่น้ำสองตนเดินเข้ามาใกล้เมื่อพวกเขาไม่รู้สึกถึงความเป็อันตรายอีกต่อไป
"นั่นเป็อะไรกันแน่" ภูตแม่น้ำเอ่ย
"น่าจะเป็ภาษาโบราณอะไรสักอย่าง" ภูตขุนเขาตอบดวงตาของพวกเขาทั้งสองจ้องมองไปยังฝูงิญญาจำนวนหนึ่งที่กำลังรายล้อมอยู่โดยรอบต้นไม้สองต้นที่โค้งเข้าหากันราวกับประตู...ราวกับอุโมงค์
"ดูท่าทางของิญญาเ่าั้สิมันต้องมีความพิเศษอะไรบางอย่างพวกมันถึงได้จ้องมองอย่างยาวนานเช่นนั้น"
"พวกเราเข้าไปดู...
"จับได้แล้ว"
ราวกับเสียงนั้นดังขึ้นอยู่ข้างหูภูตประจำแม่น้ำและขุนเขาร่างกายแข็งทื่อไม่กล้าขยับเคลื่อนไหว ไม่ใช่สิต่อให้อยากขยับเคลื่อนไหวพวกเขาก็ไม่สามารถทำได้
"ไม่ต้องหันมาก็ดีแล้ว ที่ไม่ควรมองก็อย่าได้ฝืนมองนี่เป็กฎการเอาตัวรอดในโลกของผู้บำเพ็ญเพียร"เป็เสียงของสตรีผู้หนึ่งดังขึ้นอยู่ด้านหลังพวกเขา
"ท่านผู้สูงมีอะไรให้เรารับใช้"ภูตขุนเขาทำใจกล้าเอ่ยถามขึ้นเกิดความเงียบชั่วขณะก่อนเสียงของสตรีนางเดิมจะดังขึ้นมาอีกครั้ง
"ระหว่างที่ข้ากำลังเดินทางข้าได้ยินเสียงกระซิบแ่เบาของเสียงเพลงลอยมาตามสายลมเสียงเพลงที่ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน ใช้เวลาสักพักข้าถึงตามมาถึงที่แห่งนี้ข้าคิดว่าพวกเ้าควรรู้อะไรบางอย่างสินะ"
ภูตขุนเขากลืนน้ำลาย "เรียนท่านผู้สูงส่งพวกข้าได้เห็นผู้บรรเลงจริง เพียงหวังว่าพวกข้าส่งต่อข้อมูลออกไปขอท่านผู้สูงเมตตาไว้ชีวิต"
"รีบกล่าว" เสียงสตรีดังขึ้นมาด้วยความรำคาญ
"ท่านผู้สูงส่งผู้บรรเลงดนตรีเป็ชายหนุ่มผู้หนึ่งมีจุดเด่นคือผ้าคาดดวงตาทั้งสองข้าง"
"มันไปไหนแล้ว" เสียงนั้นถาม
ภูตขุนเขายกมือชี้ออกไป "ทางตะวันออกขอรับ"
สายตาของสตรีลึกลับเลื่อนมองไปทางที่ภูตตนนั้นชี้จากนั้นมองไปทางิญญากลุ่มใหญ่ที่รายล้อมอุโมงค์ต้นไม้อยู่ จากนั้น...
ภูตทั้งสองรู้สึกว่าความกดดันที่แทบหายใจไม่ออกถูกยกออกไปภูตแม่น้ำทำท่าจะพูดอะไรสักอย่างแต่ภูตขุนเขาแทรกขึ้นมาก่อน"อย่าเพิ่งเอ่ยอะไร!!"
ภูตแม่น้ำถึงได้ปิดปากลง
"ข้ารู้สึกถึงอันตรายยิ่งกว่าคนจากวังอะไรนั่นเสียอีกอย่าได้พูดจาอะไรเสี่ยงจะล่วงเกินท่านผู้นั้นเป็อันขาด"
"มีแต่ท่านนั่นแหละที่เอาแต่พูดอยู่ฝ่ายเดียว"ภูตแม่น้ำแขวะ
"อะ อืม..เอาเถอะ ข้าไปดีกว่าวันนี้ฤกษ์ไม่ดีเอาเสียเลยเหมือนจะก้าวเท้าผิดข้างออกจากถ้ำ"ภูตขุนเขารีบเผ่นลงดินไปในทันทีในขณะที่ภูตแม่น้ำลังเลอยู่สักพักในที่สุดก็สลายกลายเป็แอ่งน้ำเล็ก ๆ จากไป
ใต้อุโมงค์ต้นไม้ใหญ่ภูตผีมากมายมาล้อมรวมกันที่ด้านหน้าของพวกมันนั่งมีร่างิญญาเด็กสาวตัวเล็กที่ไม่สำคัญในอ้อมแขนอุ้มไว้ด้วยิญญาเด็กส่งเสียงครวญอยู่เป็ระยะเงาร่างของิญญาแต่ละดวงล้วนขุ่นมัว แต่ดวงตาของิญญาหญิงสาวกลับใสกระจ่างทั้งนางทั้งเหล่าิญญาต่างจ้องไปยังตัวอักษรในโคนต้นไม้ทั้งสอง
ชั่วขณะหนึ่งิญญาของเด็กสาวลุกขึ้นยืนและเริ่มก้าวเดินออกไปยังอุโมงค์ต้นไม้พร้อมกับิญญาทารกน้อยในอ้อมแขนนางก้าวออกไปรวมกับเข้าประตูบานใหญ่ ราวกับข้ามไปอีกภพภูมิที่ไม่รู้จัก
ิญญาที่เหลือไม่มีปฏิกิริยาใดต่อการหายไปของิญญาเด็กสาวพวกเขายังคงจ้องมองต่อไป ด้วยดวงตาขุ่นมัวว่างเปล่า แต่หากมองใกล้ ๆดวงตาเ่าั้กำลังเปล่งประกายมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้ง ๆที่บนโคนต้นไม้ทั้งสองมีเพียงอักษรสองแถวสลักไว้ ตัวอักษรนั้นเปล่งพลังิญญาออกมาเพียงเล็กน้อยไม่มากพอให้ผู้ฝึกตนสนใจแต่เพียงพอแล้วสำหรับเหล่าิญญาธรรมดาทั่วไปทั้งหลายแม้แต่หญิงสาวลึกลับที่ทำเอาภูตขุนเขาขนหัวลุกก็ไม่ได้สังเกตเห็นอักษรเขียนด้วยภาษาโบราณแบ่งซ้ายขวาอย่างสมดุลซุกซ่อนไว้ไม่เป็จุดเด่นตามลายบนเปลือกไม้
ชีวิตเปรียบดั่งฝันตื่นหนึ่ง...
...น้อมรับความตายดั่งหวนคืนสู่บ้าน