บทที่3– เงาจันทร์ในสายลม
หลังจากวันแรกที่ได้พบบุรุษแปลกหน้าในเรือนรับรองซ่งเหยาก็ยังไม่อาจลืมกลิ่นชาเจือไม้จันทน์ในบ่ายนั้นได้เลยและยังมีคำพูดที่เรียบง่ายของเขาที่เอ่ยว่า“บางทีสิ่งที่ข้ากำลังมองหาอาจจะไม่อยู่ได้ที่เมืองหลวงก็ได้”ทำให้นางรู้สึกจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไหร่นัก
เรือนรับรองในสวนหลังจวนสกุลซ่งที่ใช้เป็ที่พำนักสำหรับแขก ชั้นดีถูกจัดไว้อย่างเรียบง่ายแต่สะอาดเรียบร้อยด้วยเพราะว่าเรือนนี้เคยใช้รับรองขุนนางจากเมืองหลวงเมื่อหลายปีก่อนจึงมีของประดับตกแต่งเนื้อดีหลายชิ้นถูกเก็บรักษาไว้ถือว่าใช้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองได้ไม่เป็ที่ขายหน้าก็ว่าได้
ฉู่เหยียนไม่ได้แสดงตัววางอำนาจเขาไม่้าคนดูแลมากนักเพียงให้นำข้าวของจำเป็มาวางไว้และขออยู่เงียบ ๆ สักระยะคหบดีซ่งเองก็พอใจในความสุภาพเรียบง่ายของเขาจึงมอบเรือนรับรองให้เขาอาศัยอยู่ระหว่างนี้อย่างเต็มใจ
ยามบ่ายวันหนึ่งขณะแสงแดดลอดผ่านเงาไม้ไผ่ฉู่เหยียนนั่งอยู่ในศาลากลางสวนมือถือถ้วยชาพลางทอดสายตาออกไปยังทางเดินกรวดที่ทอดยาวสู่เรือนใหญ่เสียงฝีเท้าก้าวเสียงเบาดังมาจากทิศทางนั้นเป็จังหวะคุ้นเคยของคนผู้หนึ่ง
“นายท่าน”เสียงเรียกต่ำ ๆดังขึ้นจากบุรุษผู้หนึ่งที่ยืนก้มศีรษะอยู่ใต้ร่มไม้ข้างศาลาฉู่เหยียนพยักหน้ารับเขาไม่ได้หันไปมองโดยตรงแต่รับรู้ถึงการมาขององครักษ์หนุ่มผู้ติดตามมาั้แ่ต้น
“เป็อย่างไรบ้าง”เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ที่นี่ปลอดภัยขอรับ”บุรุษหนุ่มตอบเสียงเบา “แต่หากนายท่านพำนักอยู่นานกว่านี้เกรงว่าอาจมีผู้สังเกตเห็นถึงความผิดปกติได้ขอรับ”ฉู่เหยียน พยักหน้ารับแล้ววางถ้วยชาลงช้าๆ
“พวกเขารู้เพียงว่าข้าเป็พ่อค้าที่เดินทางมาเพื่อหาเส้นทางการค้า” เขาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงวิตกกังวล
“อย่าเพิ่งเร่งเร้าข้ากำลังคิดหาแผนการต่อไปอยู่”แหงนหน้ามองท้องฟ้าคิดว่าแผนการที่จะไม่ให้เป็จุดผิดสังเกตของผู้คนมากนักทำอย่างไรเขาจึงจะสามารถอยู่ที่เมืองนี้ได้นานกว่านี้นี่คือสิ่งที่เขากำลังคิดอยู่ในตอนนี้
เฉินไป๋นิ่งเงียบไป ก่อนจะรับคำเบาๆ “ขอรับ นายท่าน”
เสียงฝีเท้าอีกคนหนึ่งดังแ่ขึ้นที่ปลายทางเดินฉู่เหยียนหันไปเพียงเล็กน้อยก็เห็นซ่งเหยาในชุดผ้าฝ้ายลายกลีบเหมยสีน้ำตาลอ่อนเดินเข้ามาพร้อมอาซิ่วสาวใช้ข้างกาย
“ขออภัยเ้าค่ะข้ามารบกวนท่านหรือไม่?”ซ่งเหยาเอียงศีรษะเล็กน้อยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“มิได้”เขายกมือชี้ไปยังโต๊ะน้ำชาอีกด้านอย่างสุภาพ
“หากคุณหนูซ่งไม่รังเกียจเชิญนั่งเถอะ”
ซ่งเหยาหัวเราะเบาๆ ก่อนนั่งลงข้าง ๆ“ข้าเพียงจะมาเก็บใบชาริมรั้วหลังเรือนเท่านั้นเ้าค่ะไม่คิดว่าท่านจะอยู่ตรงนี้”
อาซิ่ววางถาดชาใหม่ลงบนโต๊ะแล้วเอ่ยถามเสียงใส“ชานี้พอใช้ได้หรือไม่เ้าคะ?”
ฉู่เหยียนยื่นมือไปรับถ้วยลองจิบก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
“หอมดีกลิ่นละมุนคล้ายกับกลิ่นบางอย่างที่ข้ารู้สึกคุ้นเคย”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองพู่หอมที่ข้อมือซ่งเหยา
“กลิ่นจากพู่หอมของคุณหนูซ่งหรือ?”เขาถามซ่งเหยาพลางก้มมองข้อมือของตน“หืม?กลิ่นที่ติดตัวข้าก็อาจจะมาจากเสื้อผ้าอาซิ่วเป็คนรมผ้าให้ข้าเองเ้าใช้กลิ่นอะไรนะ?”
อาซิ่วรีบตอบ“สมุนไพรแห้งผสมกับกลีบดอกชุนเหอเ้าค่ะข้าเองก็ไม่แน่ใจว่ากลิ่นออกมาเป็เช่นไรนักแต่คุณหนูชอบกลิ่นนี้ข้าก็เลยใช้ตลอด”
ฉู่เหยียนพยักหน้าเบาๆ เขารู้สึกได้ว่ามันไม่ใช่กลิ่นของดอกไม้สามัญมันมีเอกลักษณ์เฉพาะเงียบลึกแต่ชวนให้นึกถึงค่ำคืนบนูเาและลมในยามเหมันต์เขายกถ้วยชาอีกครั้ง จิบเงียบๆ แล้วเปรยเบา ๆ ว่า “กลิ่นเช่นนี้ข้าไม่เคยพานพบจากสตรีใดมาก่อนเลย”
ซ่งเหยาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะพลางลุกขึ้น
“เช่นนั้นนับเป็เื่ดีใช่หรือไม่เ้าคะ?อย่างน้อยก็ทำให้ข้าแตกต่างจากสตรีอื่นหรือว่าเป็เื่ประหลาดกัน”นางหัวเราะเสียงใส
เขาไม่ได้ตอบเพียงมองตามแผ่นหลังของนางที่เดินลับไปทางริมรั้ว กลิ่นที่ไม่อาจลืมรอยยิ้มที่ไม่ควรจะเหมือนใครหรือว่าโชคชะตา จะนำพาเขามายังสถานที่ที่ใช่โดยไม่ตั้งใจเลยจริงๆ