ตอนที่ 16 อคติ (1)
ภายใต้ท่าทางน่าเกรงขามของซ่งจื่อเฉิน ในที่สุดทุกคนก็ไม่กล้าเอ่ยวาจากระทบกระทั่งกันอีก หารือได้ข้อสรุปสุดท้ายออกมาอย่างราบรื่น มู่ชิวกับเผิงเฟยกุยไปสำรวจเส้นทาง ถังเหวินข่ายรอประสานอยู่ที่ทางเข้าหุบเขา เซวียจ้าวกับเมิ่งต๋าเซียนอยู่เฝ้าค่ายด้วยกัน
มู่ชิวไม่มีอะไรให้เตรียมตัวมากนัก ยกมือคารวะส่งบรรดาแม่ทัพออกนอกกระโจมไปเตรียมจัดทหารรอออกเดินทาง พอหันกลับมาก็เห็นท่านอ๋องของตัวเองในที่สุดก็กลับมามีสายตาภาคภูมิใจ เขาถอนหายใจอย่างจนปัญญาแล้วยิ้มพลางเอ่ย “ท่านอ๋อง หากแสดงออกชัดเจนกว่านี้อีกสักนิด เกรงว่าแม้แต่แม่ทัพเมิ่งก็คงมองออกแล้ว...”
“คนเขลานั่นจะมองออกหรือไม่ มีอะไรต้องกังวล แล้วแต่เขาจะคิด”
ซ่งจื่อเฉินส่ายมืออย่างไม่เห็นด้วย จากนั้นก็ดึงมู่ชิวให้นั่งลง สายตาจับจ้องพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ “มู่ชิว เื่รบข้าไว้ใจเผิงเฟยกุยได้ แต่เขาเป็คนทะนงตนนิสัยแปลกประหลาด ไปกับเขาครั้งนี้ไม่จำเป็ต้องยอมเขาจนตัวเองลำบาก เขานิสัยแปลกมาก ยิ่งยอมให้ก็ยิ่งดูถูกเ้า แต่ถ้าเ้าทำตรงกันข้าม คิดเล็กคิดน้อยกับเขา เขากลับจะไม่ยุ่งกับเ้าเสียด้วยซ้ำ”
“ก่อนหน้านี้กระหม่อมยังรู้สึกไม่วางใจอยู่ตลอด บัดนี้เห็นทีสายตาในการมองคนของท่านอ๋องก้าวหน้าขึ้นมากทีเดียว”
มู่ชิวยิ้มพลางตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน สายตาเจือไปด้วยความพอใจอย่างจริงใจ เงียบไปสักพักแล้วเอ่ยขึ้นอีก “แม่ทัพเผิงเกิดในตระกูลขุนศึก ย่อมมีความทะนงตนมากกว่าคนอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากท่านอ๋อง้าให้คนผู้นี้ยอมสยบ ทำได้เพียงอาศัยความสามารถของตัวเอง วางยุทธศาสตร์ ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ สรุปได้ว่าอย่างไรก็ต้องมีสักอย่างที่ข่มเขาอยู่หมัด ถึงจะทำให้เขายอมสยบอย่างถ่องแท้ สถานะของกระหม่อมในกองทัพได้มาเพราะท่านอ๋อง เื่นี้ไม่เป็ไปตามกฎระเบียบ การที่เขาเห็นกระหม่อมขัดหูขัดตาย่อมเป็เื่ปกติ หากท่านอ๋องโมโหใส่เขาเพราะกระหม่อม วันหน้าหาก้าสยบคนผู้นี้เกรงว่าคงยากแล้ว”
ใบหน้าของซ่งจื่อเฉินแดงขึ้นเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่ได้ เขาเบือนหน้าหนีกระแอมเล็กน้อย อันที่จริงเขาก็ไม่ได้มีความก้าวหน้าอะไร แค่อาศัยใบบุญจากชาติก่อน ตอนนั้นเขากับเผิงเฟยกุยเขม่นกันตลอดทาง ต่างฝ่ายต่างไม่ชอบหน้ากัน ทว่าตอนที่เขาาเ็สาหัสสะลึมสะลือไม่ยอมถอยทัพ กลับเป็คนผู้นี้ที่ช่วยชีวิตตนไว้ นับแต่นั้นมาทั้งสองคนก็เข้ากันได้ อีกทั้งยังพูดคุยกันหลายครั้ง ในที่สุดเขาถึงเข้าใจนิสัยพิลึกของคนผู้นี้
มู่ชิวเพิ่งตามเขาออกมาไม่กี่วัน อีกทั้งไม่เคยพูดคุยกับคนพวกนั้นสักเท่าไร แต่กลับมองนิสัยของคนพวกนั้นออก หากตอนนั้นเขามีมู่ชิวอยู่ข้างกาย เกรงว่าคงไม่ตกต่ำถึงขั้นถูกคนใกล้ชิดทรยศ...
เขาส่ายหน้า สลัดเงาในชาติที่แล้วออกจากสมอง ซ่งจื่อเฉินยกมือจับแขนของมู่ชิว เม้มริมฝีปากแล้วพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ “ข้าเป็คนขอตำแหน่งกุนซือมาให้เ้า และก็เป็ข้าที่บังคับให้เ้านั่งรถม้าห้ามขี่ม้า ข้าไม่ยอมให้พวกเขามีอคติต่อเ้าเพราะเื่ที่ข้าทำ...”
“ไม่เป็ไรพ่ะย่ะค่ะ”
มู่ชิวอดยิ้มไม่ได้ เอามือวางบนหลังมือของซ่งจื่อเฉินแล้วตบปลอบเบาๆ “ท่านอ๋องโปรดวางพระทัย ตราบใดที่กระหม่อมไม่ยินยอม ไม่มีผู้ใดทำให้กระหม่อมตกที่นั่งลำบากได้...ยิ่งไปกว่านั้นแม่ทัพเผิงก็แค่ทะนงตนมากไปหน่อย แต่นิสัยนับว่าใช้ได้ ในเมื่อมีต้องใช้ไม้แข็งเข้าหากันเท่านั้นถึงจะสยบเขาได้ ถ้าเช่นนั้นก็ลองดูสักตั้งพ่ะย่ะค่ะ”
“จริงสิ มู่ชิว ข้ายังไม่ทันถามเ้า เมื่อครู่ทำไมเ้าถึงมีท่าทางเช่นนั้น ดูเหมือนข้าจะไม่เคยเห็นมาก่อน...”
พอได้ฟังคำพูดของมู่ชิว ทันใดนั้นซ่งจื่อเฉินก็นึกถึงข้อสงสัยที่ตัวเองเก็บไว้เมื่อครู่ มองคนตรงหน้าที่ในความทรงจำของเขาแทบจะมีเพียงความอดทนและอ่อนโยนด้วยความอยากรู้ มู่ชิวอึ้งไปสักพักก็อดยิ้มไม่ได้ ส่ายหน้าอย่างจนใจแล้วตอบตามตรง “ตอนนั้นที่ท่านอ๋องประทับอยู่ในวังหลวง มีอยู่หลายปีที่ชีวิตไม่เป็ดั่งพระทัย กระหม่อมไม่อยากให้ท่านอ๋องต้องถูกบ่าวรับใช้พวกนั้นที่ยกย่องแต่คนมีอำนาจมาดูถูกบ่อยๆ บางครั้งจึงอาศัยยามที่ท่านอ๋องไม่อยู่ วางมาดสั่งสอนพวกเขา เพียงแต่ท่าทางเช่นนั้นตัวกระหม่อมเองก็ไม่ชอบ และก็ไม่อยากให้ท่านอ๋องเห็น จึงมีเจตนาเลี่ยงท่านอ๋องมาตลอดพ่ะย่ะค่ะ...”
“ข้าจำได้...”
ซ่งจื่อเฉินใเล็กน้อย ตอบกลับอย่างเหม่อลอย เขาจำการเปลี่ยนแปลงที่แปลกประหลาดในตอนนั้นได้ ตอนนั้นตนไม่เป็ที่โปรดปรานของเสด็จพ่อ เรียนอะไรก็ช้ากว่าคนอื่น ด้วยเหตุนี้จึงถูกหัวเราะเยาะอยู่บ่อยครั้ง ทุกครั้งมู่ชิวจะแค่คิดหาวิธีกล่อมให้เขาอารมณ์ดี ทว่ากลับไม่เคยออกหน้าแทนตนสักครั้ง เขายังเคยอาละวาดใส่มู่ชิวเพราะเื่นี้ ถามมู่ชิวว่าเพราะเหตุใดถึงไม่มีความน่ายำเกรงเช่นสหายคู่กายของคนอื่น
ดูเหมือนว่านับั้แ่ตอนนั้น ชีวิตในแต่ละวันของเขาก็เริ่มดีขึ้นทีละน้อยอย่างไม่รู้ตัว บ่าวรับใช้ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงพวกนั้นพากันไม่กล้าล่วงเกินเขาอีก เขากลับไม่เคยนึกถึงสาเหตุให้ดี แค่คิดว่าตัวเองดูมีอนาคตมากกว่าแต่ก่อน และก็รู้สึกรำคาญมู่ชิวมากขึ้น ั้แ่นั้นเขากับมู่ชิวจึงห่างเหินขึ้นทุกวัน สุดท้ายก็เดินมาถึงจุดที่ไม่อาจชดเชยได้...