หวังฟางก้าวออกมาจากห้องพักลับในสวนด้วยความรู้สึกที่ปะปนกันไปหมด ทั้งความอิ่มเอมจากบทรักอันเร่าร้อนที่เพิ่งผ่านพ้น ความเขินอายที่ยังคงเกาะกุมจิตใจ และความสับสนในชะตาชีวิตที่พลิกผันอย่างไม่คาดฝัน นางพยายามจัดเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ให้เข้าที่เข้าทาง ลูบไล้ใบหน้าที่ยังคงแดงก่ำให้ดูเป็ปกติมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ทว่าพละกำลังอันมหาศาลและความแข็งแกร่งของลุงชางที่เพิ่งััมานั้น ยังคงทำให้ขาของนางสั่นระริกจนแทบจะก้าวเดินไม่ออก
ทุกก้าวที่เดินไปนั้น นางรู้สึกถึงความเจ็บแปลบกึ่งกลางกาย เป็เครื่องเตือนใจถึงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ความทรงจำเกี่ยวกับท่อนเนื้อขนาดใหญ่ที่ทะลวงเข้าไปในร่างกายของนาง ความแข็งแกร่งและความร้อนแรงที่ไม่เคยััมาก่อน ยังคงวนเวียนอยู่ในความคิด ทำให้นางต้องหยุดพักเป็ระยะๆ เพื่อรวบรวมสติและปรับลมหายใจให้เป็ปกติ
กลิ่นกายของลุงชางที่ยังคงติดอยู่บนผิวเนื้อและเส้นผม ทำให้นางรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วตัว นางพยายามปัดเศษใบไม้และฝุ่นที่อาจจะติดมาจากห้องพักลับออกจากเสื้อผ้า แต่กลิ่นหอมแปลกๆ ที่ผสมผสานระหว่างกลิ่นกายชายฉกรรจ์กับกลิ่นเหงื่อจางๆ ยังคงอบอวลอยู่รอบตัว
เมื่อเดินมาถึงเรือนรับรอง หวังฟางสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามรวบรวมสติและปรับสีหน้าให้ดูเป็ปกติที่สุด ก่อนจะก้าวเข้าไปภายในห้องโถงที่หลิวเหมยกำลังนั่งจิบชาอยู่เพียงลำพัง บรรยากาศในห้องดูเงียบสงบ มีเพียงเสียงน้ำเดือดในกาน้ำชาที่ส่งเสียงเบาๆ และกลิ่นหอมของใบชาที่ชงใหม่ๆ ลอยอบอวลไปทั่วห้อง
หลิวเหมยเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนรักด้วยรอยยิ้มสดใส แต่รอยยิ้มนั้นก็พลันจางหายไปเมื่อสายตาของนางกวาดมองสำรวจหวังฟางั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า ดวงตาคมกริบของหลิวเหมยจับจ้องไปที่ใบหน้าที่ยังคงแดงระเรื่อ ที่แววตาเหม่อลอย และที่เสื้อผ้าที่ดูเหมือนเพิ่งจะถูกจัดให้เข้าที่อย่างเร่งรีบ
"หวังฟาง! เ้าหายไปไหนมาตั้งนาน ข้ารอเ้าจนชาเย็นหมดแล้ว" หลิวเหมยเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงที่แฝงแววสงสัย ดวงตาของนางไม่ได้หลุดจากการสำรวจท่าทางของเพื่อนรักเลยแม้แต่น้อย
หวังฟางรู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วใบหน้า นางพยายามหลบสายตาที่จับจ้องของหลิวเหมย "ข้า... ข้าเดินเล่นในสวนเพลินไปหน่อยน่ะสิ อากาศดีเหลือเกิน" นางตอบเสียงตะกุกตะกัก พยายามทำตัวให้เป็ธรรมชาติที่สุด แต่เสียงที่ออกมากลับฟังดูไม่น่าเชื่อถือเอาเสียเลย
นางเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับหลิวเหมยอย่างระมัดระวัง เพราะความเจ็บแปลบที่ยังคงรู้สึกได้ชัดเจน การเคลื่อนไหวของนางช้าและขัดเขินเล็กน้อย แตกต่างจากปกติที่มักจะเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วและสง่างาม
แต่ทว่าท่าทางการเดินของหวังฟางที่ดูขัดเขินเล็กน้อย ประกอบกับใบหน้าที่ยังคงมีสีแดงระเรื่อ และแววตาที่ดูเหม่อลอยราวกับคนเพิ่งตื่นจากฝัน ทำให้หลิวเหมยยิ่งรู้สึกถึงความผิดปกติ หลิวเหมยเป็คนช่างสังเกต นางรู้ดีว่าเพื่อนรักของนางไม่ใช่คนที่จะเดินเล่นในสวนจนลืมเวลาเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้น กลิ่นกายของหวังฟางที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมแปลกๆ คล้ายกลิ่นกายบุรุษเพศที่ผสมผสานกับกลิ่นเหงื่อจางๆ ยิ่งทำให้หลิวเหมยรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล
หลิวเหมยลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วเดินไปที่โต๊ะชา เทชาร้อนๆ ใส่ถ้วยให้เพื่อนรัก ขณะเดียวกันก็ลอบสังเกตท่าทางของหวังฟางอย่างละเอียด นางสังเกตเห็นว่าหวังฟางนั่งอย่างระมัดระวัง ไม่เหมือนปกติที่จะนั่งลงอย่างสบายๆ และที่สำคัญคือรอยยับย่นเล็กๆ บนเสื้อผ้าที่ดูเหมือนเพิ่งจะถูกจัดให้เข้าที่อย่างเร่งรีบ
"เ้าไม่สบายหรือหวังฟาง? ทำไมหน้าเ้าถึงได้แดงก่ำเช่นนี้" หลิวเหมยถามพลางลุกขึ้นเดินเข้าไปหาเพื่อนรัก มือเรียวเอื้อมไปแตะหน้าผากของหวังฟางเบาๆ "ตัวก็ไม่ร้อนนี่นา แต่ทำไมเ้าถึงดู... อ่อนเพลียเช่นนี้"
การััของหลิวเหมยทำให้หวังฟางรู้สึกผิดบาปยิ่งขึ้น เพราะเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อน มือของนางเองก็เคยัักับร่างกายเปลือยเปล่าของลุงชาง ความอบอุ่นและความแข็งแกร่งที่ยังคงตราตรึงอยู่ในความรู้สึก ทำให้นางรู้สึกเหมือนกำลังหลอกลวงเพื่อนรักที่ไร้เดียงสา
หวังฟางสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อัักับมือของหลิวเหมย นางรีบปัดมือเพื่อนออกเบาๆ "ข้าสบายดีหลิวเหมย คงเป็เพราะแดดยามสายมันแรงไปหน่อยกระมัง" นางตอบพลางเสมองไปทางอื่น ใจนึกไปถึงตอนที่ลุงชางอุ้มนางขึ้นแนบอกเปลือยเปล่าแล้วพาเข้าห้องพักลับ ความอบอุ่นและแข็งแกร่งนั้นยังคงตราตรึงอยู่ในความรู้สึก
หลิวเหมยไม่พูดอะไรอีก นางเพียงแต่จ้องมองหวังฟางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามมากมาย นางเห็นรอยยับย่นเล็กๆ บนเสื้อผ้าของหวังฟางที่ดูเหมือนเพิ่งจะถูกจัดให้เข้าที่อย่างเร่งรีบ และที่สำคัญที่สุดคือแววตาของหวังฟางที่ดูเลื่อนลอยราวกับยังติดอยู่ในห้วงอารมณ์บางอย่าง ดวงตาที่ปกติจะใสสะอาดและมีชีวิตชีวา บัดนี้กลับดูเหม่อลอยและมีแววที่แปลกใหม่
นอกจากนั้น หลิวเหมยยังสังเกตเห็นรอยแดงเล็กๆ ที่คอของหวังฟาง ซึ่งดูเหมือนจะเป็รอยที่เกิดจากการดูดเม้ม แม้ว่าหวังฟางจะพยายามปิดบังด้วยผ้าคลุมไหล่ แต่เมื่อนางเอื้อมมือไปหยิบถ้วยชา ผ้าคลุมก็เลื่อนลงเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยสีกุหลาบอ่อนๆ ที่ผิวคอขาวเนียน
"หวังฟาง... เ้ามีอะไรจะบอกข้าหรือไม่" หลิวเหมยถามเสียงเรียบ ดวงตาคมกริบจ้องมองเข้าไปในดวงตาของหวังฟางอย่างไม่ลดละ น้ำเสียงของนางแฝงไปด้วยความกังวลและความสงสัยที่ไม่อาจปิดบังได้
หวังฟางรู้สึกเหมือนถูกจับได้ นางก้มหน้าหลบสายตาเพื่อนรัก หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองรบ นางไม่รู้จะตอบอย่างไรดี ความลับที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้มันช่างยากเกินกว่าจะเอ่ยออกมาได้ โดยเฉพาะกับหลิวเหมยที่ยังคงบริสุทธิ์ไร้เดียงสา
ความทรงจำเกี่ยวกับมือหนาของลุงชางที่ลูบไล้ไปทั่วร่างกาย ความรู้สึกเต็มตื้นเมื่อท่อนเนื้อขนาดใหญ่ทะลวงเข้าไปในร่องรักที่ยังบริสุทธิ์ และเสียงครางที่นางเองก็ไม่เชื่อว่าจะออกมาจากปากของตนได้ ทั้งหมดนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว ทำให้นางรู้สึกร้อนวูบวาบและหายใจไม่ออก
"ข้า... ข้าไม่มีอะไรจริงๆ เ้าค่ะ" หวังฟางตอบเสียงแ่เบา มือสั่นเทาจับถ้วยชาขึ้นมาจิบเพื่อปกปิดความกระวนกระวาย แต่ความร้อนของชาทำให้นางต้องวางถ้วยลงอย่างรีบเร่ง เพราะมือที่สั่นเทาแทบจะทำให้ชาหกใส่ตัว
หลิวเหมยสังเกตเห็นการสั่นเทาของมือเพื่อนรัก รวมถึงท่าทางที่ดูกระวนกระวายและไม่สบายใจ นางเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้เดิม แต่สายตายังคงจับจ้องไปที่หวังฟางอย่างไม่หยุด ความเงียบในห้องทำให้บรรยากาศดูตึงเครียดยิ่งขึ้น
"เ้ารู้ไหมหวังฟาง... ข้าเป็เพื่อนกับเ้ามาั้แ่เด็ก ข้ารู้จักเ้าดีกว่าใครในโลกนี้" หลิวเหมยเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ "ข้ารู้เมื่อไหร่ที่เ้าโกหก เมื่อไหร่ที่เ้ามีความลับ และตอนนี้... ข้ารู้ว่าเ้ากำลังปิดบังอะไรบางอย่างจากข้า"
คำพูดของหลิวเหมยทำให้หวังฟางรู้สึกเหมือนถูกแทงใจ นางอยากจะเล่าความจริงให้เพื่อนรักฟัง แต่เมื่อนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องพักลับ การที่นางยอมให้ลุงชางทำในสิ่งที่ไม่ควรทำก่อนแต่งงาน และที่สำคัญคือความรู้สึกที่นางเพลิดเพลินกับมันอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ทำให้นางรู้สึกอายและผิดบาปเหลือเกิน
"หลิวเหมย... ข้า... ข้าแค่..." หวังฟางพยายามหาคำพูดที่เหมาะสม แต่ทุกคำที่คิดได้ล้วนฟังดูไม่น่าเชื่อถือ นางไม่อาจบอกเพื่อนรักว่านางเพิ่งสูญเสียพรหมจรรย์ไปกับคนสวนในจวนของนางเอง
หลิวเหมยเห็นความทุกข์ใจในดวงตาของเพื่อนรัก นางถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปนั่งข้างๆ หวังฟาง มือเรียวเอื้อมไปจับมือที่สั่นเทาของเพื่อนไว้อย่างอ่อนโยน
"ไม่ว่าเ้าจะมีเื่อะไร ข้าจะไม่ตัดสินเ้า" หลิวเหมยกล่าวเสียงนุ่มนวล "เราเป็เพื่อนรักกัน หากเ้ามีปัญหา ข้าอยากช่วยเ้า แต่หากเ้าไม่พร้อมจะเล่า ข้าก็จะรอจนกว่าเ้าจะพร้อม"
ความเข้าใจและความรักของหลิวเหมยทำให้หวังฟางรู้สึกผิดบาปมากยิ่งขึ้น น้ำตาเริ่มคลอเบื้อง นางอยากจะเล่าความจริงให้ฟัง แต่ก็กลัวว่าหลิวเหมยจะมองนางในแง่ลบ กลัวว่าจะสูญเสียมิตรภาพที่ล้ำค่านี้ไป
"ข้า... ข้าขอโทษจริงๆ หลิวเหมย" หวังฟางกระซิบเสียงสั่น "ข้าไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังเ้า แต่... แต่มันซับซ้อนเกินไป ข้าเองก็ยังไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น"
หลิวเหมยพยักหน้าเข้าใจ นางไม่ได้บีบบังคับให้เพื่อนรักเล่าต่อ แต่ใจลึกๆ นางก็รู้สึกกังวลใจ เพราะนี่เป็ครั้งแรกที่หวังฟางปิดบังความลับสำคัญจากนาง
หลิวเหมยถอนหายใจเบาๆ นางรู้ดีว่าหวังฟางกำลังปิดบังอะไรบางอย่าง แต่ในเมื่อเพื่อนรักไม่ยอมพูด นางก็ไม่อยากจะคาดคั้น "เอาเถิด... ในเมื่อเ้าไม่ยอมบอก ข้าก็จะไม่ถาม แต่จำไวนะหวังฟาง ไม่ว่าเ้าจะมีเื่อะไร ข้าพร้อมที่จะรับฟังเ้าเสมอ"
คำพูดของหลิวเหมยทำให้หวังฟางรู้สึกผิดบาปมากยิ่งขึ้น นางนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับหลิวเหมย พยายามทำตัวให้เป็ปกติที่สุด แต่ทว่าความรู้สึกอิ่มเอมที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในร่างกาย ทำให้จิตใจของนางยังคงล่องลอยกลับไปหาลุงชางอยู่ตลอดเวลา
ทุกครั้งที่นางขยับตัว นางจะรู้สึกถึงความเจ็บแปลบเล็กน้อยที่เตือนใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ความทรงจำเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของลุงชาง ท่าทางที่เขาอุ้มนางขึ้นมาในท่าอุ้มแตงได้อย่างง่ายดาย และความรู้สึกเต็มตื้นที่ไม่เคยััมาก่อน ทั้งหมดนี้ทำให้นางรู้สึกร้อนวูบวาบและหายใจไม่สม่ำเสมอ
หลิวเหมยพยายามเปลี่ยนบทสนทนาเพื่อลดความตึงเครียด "เอาล่ะ... เ้าหิวหรือยัง? ข้าสั่งให้เตรียมขนมและผลไม้ไว้" นางลุกขึ้นไปที่โต๊ะข้างๆ ที่วางขนมหวานและผลไม้สดใหม่ไว้อย่างสวยงาม
"ข้า... ข้าไม่ค่อยหิวเ้าค่ะ" หวังฟางตอบเสียงเบา ความจริงแล้วนางรู้สึกคลื่นไส้เล็กน้อย ไม่รู้ว่าเป็เพราะความเครียดหรือเป็ผลจากการที่ร่างกายเพิ่งผ่านประสบการณ์ใหม่ไป
ในขณะที่ทั้งสองกำลังนั่งจิบชาอยู่นั้น เสียงฝีเท้าของคนสองคนก็ดังขึ้นมาจากด้านนอก เสียงเจื้อยแจ้วและเสียงหัวเราะเบาๆ ดังมาจากทางเดินที่นำไปสู่เรือนรับรอง ก่อนที่ร่างของสตรีอีกสองคนจะปรากฏขึ้นที่หน้าประตูเรือนรับรอง พวกนางคือซูหลินและจางซิน เพื่อนสนิทอีกสองคนที่แวะมาเยี่ยมเยียนในเช้านี้พอดี
ซูหลินเป็สตรีที่มีรูปร่างอวบอิ่มและใบหน้าที่ดูร่าเริง นางมักจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสันสดใส และมีนิสัยชอบพูดคุยเื่ต่างๆ มากมาย ส่วนจางซินเป็สตรีที่ดูเรียบร้อยและสุภาพ แต่ในดวงตาของนางมักจะมีแววที่ลึกลับและเข้าใจโลก
"หลิวเหมย! หวังฟาง! พวกเ้ามากันนานแล้วหรือ" ซูหลินเอ่ยทักด้วยรอยยิ้มสดใส นางเป็สตรีที่ดูร่าเริงและมักจะมีเื่สนุกๆ มาเล่าเสมอ แต่ทว่าวันนี้สายตาของนางกลับลอบมองออกไปทางหน้าต่างที่มุ่งสู่สวนลับอยู่บ่อยครั้ง ราวกับกำลังมองหาใครบางคน
จางซินเดินตามเข้ามาติดๆ นางพยักหน้าทักทายหลิวเหมยและหวังฟางด้วยรอยยิ้มบางๆ "ขออภัยที่พวกเรามาช้าไปนิด พอดีติดธุระที่บ้านน่ะ" จางซินกล่าวพลางนั่งลงข้างๆ หวังฟาง แล้วนางก็ต้องชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้กลิ่นกายจางๆ จากตัวหวังฟาง กลิ่นที่นางคุ้นเคยเป็อย่างดี... กลิ่นของชายฉกรรจ์ที่ทำงานอยู่ในจวนแห่งนี้
จางซินรู้สึกใเล็กน้อย นางลอบมองหวังฟางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย เพราะกลิ่นนี้นางรู้จักดี มันคือกลิ่นของลุงกัวที่นางเคยััใกล้ชิดมาก่อน แต่ที่ติดอยู่บนตัวหวังฟางกลับเป็กลิ่นของลุงชาง ซึ่งหมายความว่า...
หลิวเหมยต้อนรับเพื่อนทั้งสองด้วยความยินดี "ไม่เป็ไรหรอก พวกเ้ามาก็ดีแล้ว ข้ากำลังคุยกับหวังฟางอยู่พอดี แต่นางดูเหมือนจะใจลอยไปหน่อยนะวันนี้" หลิวเหมยกล่าวพลางมองไปที่หวังฟางด้วยความกังวล
ซูหลินและจางซินหันไปมองหวังฟางพร้อมกัน พวกนางเห็นใบหน้าที่แดงระเรื่อและแววตาที่เหม่อลอยของเพื่อนรัก รวมถึงท่าทางที่ดูอ่อนเพลียและไม่สบายตัว ทั้งสองสบตากันอย่างมีความหมาย พวกนางรู้ดีว่าอาการเช่นนี้หมายถึงอะไร เพราะพวกนางเองก็เคยผ่านจุดนั้นมาแล้วกับลุงชางและลุงกัว
ซูหลินเคยมีประสบการณ์กับลุงกัวมาแล้วหลายครั้ง นางรู้ดีถึงความแข็งแกร่งและความช่ำชองของชายวัยกลางคนเ่าั้ ส่วนจางซินก็เช่นกัน นางเคยได้ัักับทั้งลุงชางและลุงกัว จึงรู้ดีว่าอาการของหวังฟางในตอนนี้เป็อย่างไร
"หวังฟาง... เ้าดูเหนื่อยมากเลยนะ" ซูหลินเอ่ยขึ้นเสียงเบา พลางลอบยิ้มเล็กๆ "คงเป็เพราะอากาศร้อนกระมัง"
"ใช่แล้ว... อากาศวันนี้ร้อนผิดปกติ" จางซินเสริมพลางมองหวังฟางด้วยสายตาที่เข้าใจ "บางทีเ้าควรจะพักผ่อนให้เพียงพอนะ"
หวังฟางรู้สึกได้ถึงแววตาของเพื่อนทั้งสอง มีบางอย่างในสายตาของพวกนางที่ทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจ ราวกับพวกนางรู้อะไรบางอย่างที่นางไม่รู้ว่าพวกนางรู้
"อากาศในห้องนี้ดูจะอับไปหน่อยนะ ข้าว่าพวกเราไปนั่งเล่นที่แคร่ไม้ไผ่ในสวนกันดีกว่าไหม" จางซินเสนอขึ้น ซึ่งเป็สิ่งที่ซูหลินและหวังฟางต่างก็เห็นพ้องต้องกันในใจทันที แต่ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน
ซูหลินและจางซิน้าไปดูลุงชางและลุงกัวที่กำลังทำงานในสวน ส่วนหวังฟาง้าหลีกหนีจากสายตาสอดส่องของหลิวเหมย และหลิวเหมยเองก็คิดว่าการเปลี่ยนบรรยากาศอาจจะช่วยให้เพื่อนรักผ่อนคลายได้
สตรีทั้งสี่จึงพากันเดินออกไปยังสวนลับ บรรยากาศร่มรื่นของต้นไม้และเสียงน้ำไหลช่วยให้ความตึงเครียดในใจลดลงบ้าง แสงแดดยามบ่ายส่องผ่านใบไม้สร้างเงาไหวไปมาบนพื้นหญ้า ลมเบาๆ พัดผ่านทำให้อากาศดูสดชื่นขึ้น
แต่ทว่าเมื่อพวกนางนั่งลงบนแคร่ไม้ไผ่ตัวใหญ่ที่วางอยู่ใต้ร่มไผ่ สายตาของสามสาว—หวังฟาง, ซูหลิน และจางซิน—กลับไม่ได้จดจ่ออยู่กับการสนทนาเลยแม้แต่น้อย แต่กลับเหม่อมองไปยังทิศทางที่เสียงเครื่องมือทำงานดังมา
พวงนางต่างเหม่อมองไปยังทิศทางที่ลุงชางและลุงกัวกำลังทำงานอยู่ ลุงชางในร่างเปลือยท่อนบนโชว์มัดกล้ามเนื้อกำยำกำลังช่วยลุงกัวยกกระถางต้นไม้ขนาดใหญ่ พละกำลังที่แสดงออกมานั้นช่างดูดุดันและแข็งแกร่งจนสตรีทั้งสามต้องลอบกลืนน้ำลาย
แผงอกกว้างของลุงชางที่เปียกชื้นไปด้วยเหงื่อแวววาวในแสงแดด กล้ามเนื้อที่ตึงตัวทุกครั้งที่เขายกของหนัก และแขนขาที่เต็มไปด้วยพลังอำนาจ ทั้งหมดนี้ทำให้หวังฟางรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วตัว เพราะนางเพิ่งได้ัักับความแข็งแกร่งนั้นด้วยตัวเองเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
"ลุงชางกับลุงกัวนี่ขยันจริงๆ เลยนะ" ซูหลินเปรยขึ้นเบาๆ สายตาของนางจับจ้องไปที่แผ่นหลังกว้างของลุงกัวที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อสะท้อนแสงแดด นางนึกถึงครั้งที่ลุงกัวใช้แผ่นหลังนั้นกดทับร่างกายของนาง ความรู้สึกถูกครอบงำด้วยความแข็งแกร่งยังคงติดอยู่ในความทรงจำ
"นั่นสิ... พละกำลังของพวกเขาดูจะไม่ลดน้อยลงเลยตามอายุ" จางซินกล่าวเสริม แววตาของนางฉายประกายแห่งความโหยหาอย่างปิดไม่มิด นางนึกถึงััอันหนักหน่วงที่เคยได้รับจากชายฉกรรจ์เ่าั้ ความทรงจำเกี่ยวกับการถูกกระแทกกระทั้นอย่างไม่ยั้งยังคงทำให้นางรู้สึกเสียวซ่าน
หวังฟางไม่ได้พูดอะไร แต่นางกลับรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัว สายตาของนางจับจ้องไปที่ลุงชางเพียงผู้เดียว ภาพที่เขาอุ้มนางด้วยแขนอันทรงพลังยังคงวนเวียนอยู่ในหัว ความทรงจำเกี่ยวกับท่อนเนื้อขนาดใหญ่ที่ทะลวงเข้าไปในร่างกายของนาง ทำให้นางต้องบีบมือตัวเองแน่นเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์
ทุกครั้งที่ลุงชางเงยหน้าขึ้นเช็ดเหงื่อ หวังฟางจะรู้สึกถึงความร้อนแรงที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง นางนึกถึงตอนที่เขาโน้มหน้าลงมาจูบนาง ลิ้นร้อนที่เลียไปตามผิวเนื้อ และเสียงกระซิบข้างหูที่ทำให้นางขนลุกซู่
หลิวเหมยที่นั่งอยู่ท่ามกลางเพื่อนทั้งสาม เริ่มรู้สึกถึงบรรยากาศที่แปลกประหลาด นางมองตามสายตาของเพื่อนๆ ไปยังคนสวนทั้งสอง แล้วก็ต้องขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เพราะนางไม่เข้าใจว่าทำไมเพื่อนๆ ถึงได้สนใจคนสวนมากขนาดนี้
"พวกเ้ามองลุงชางกับลุงกัวทำไมกันหรือ มีอะไรน่าสนใจนักหนาเชียว" หลิวเหมยถามด้วยความสงสัย
คำถามของหลิวเหมยทำให้สามสาวสะดุ้งโหยงและรีบหันกลับมามองนางเอกพร้อมกันด้วยใบหน้าที่แดงก่ำราวกับผลตำลึงสุก พวกนางไม่คาดคิดว่าหลิวเหมยจะสังเกตเห็น
"เปล่า... ไม่มีอะไรหรอกหลิวเหมย ข้าแค่คิดว่าสวนปีนี้ดูสวยกว่าปีก่อนๆ เท่านั้นเอง" ซูหลินรีบแก้ตัวพัลวัน แต่น้ำเสียงที่สั่นเครือของนางกลับดูไม่น่าเชื่อถือเอาเสียเลย
จางซินพยายามปรับสีหน้าให้เป็ปกติ "ใช่แล้ว สวนแห่งนี้ได้รับการดูแลอย่างดีจากลุงชางและลุงกัว พวกเขาเป็คนสวนที่เก่งมากจริงๆ" นางกล่าวพลางลอบมองไปยังลุงชางที่กำลังเงยหน้าขึ้นมาสบตากับพวกนางพอดี
ลุงชางยิ้มที่มุมปากอย่างเ้าเล่ห์เมื่อเห็นสตรีทั้งสี่นั่งรวมตัวกันอยู่บนแคร่ เขาขยิบตาให้หวังฟางเล็กน้อยจนนางต้องรีบก้มหน้าหลบด้วยความเขินอาย การขยิบตานั้นเป็สัญญาณที่เขาและนางเข้าใจกัน เป็การเตือนถึงความลับที่พวกเขาแบ่งปันกัน
ส่วนลุงกัวที่อยู่ข้างๆ ก็หัวเราะในลำคอเบาๆ พลางเช็ดเหงื่อที่ไหลซึมตามแผงอกกำยำ สายตาของเขาจ้องมองไปยังซูหลินและจางซินด้วยความนัยที่รู้กันเพียงไม่กี่คน เขารู้ดีว่าสตรีทั้งสองกำลังคิดถึงอะไร
หลิวเหมยจ้องมองปฏิกิริยาของเพื่อนๆ และคนสวนทั้งสองด้วยความรู้สึกสับสน ความเงียบที่เกิดขึ้นหลังจากคำถามของนางทำให้บรรยากาศดูแปลกประหลาด
"พวกเ้าดูสนิทสนมกับลุงๆ เขาจังเลยนะ ทั้งที่ปกติพวกเ้าแทบจะไม่ชายตามองคนรับใช้ในจวนเลยด้วยซ้ำ" หลิวเหมยเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย
"ก็... พวกเขาทำงานที่นี่มานานแล้วนี่นา จะทักทายกันบ้างก็ไม่เห็นแปลก" หวังฟางเอ่ยขึ้นเสียงแ่เบา พยายามช่วยเพื่อนๆ กลบเกลื่อนความลับ แต่ใจลึกๆ นางก็รู้สึกผิดที่ต้องโกหกเพื่อนรัก
บรรยากาศการสนทนาของ 4 สาวเริ่มติดขัดและเหม่อลอยมากขึ้นเรื่อยๆ หลิวเหมยพยายามชวนคุยเื่การเรียนและงานเลี้ยงที่กำลังจะมาถึง แต่เพื่อนทั้งสามกลับตอบคำถามแบบขอไปที สายตาของพวกนางมักจะหลุดลอยไปหาชายฉกรรจ์ท่อนบนเปลือยเปล่าที่ทำงานอยู่กลางแดดเสมอ
ความโหยหาในรสััอันดิบเถื่อนและพละกำลังที่เหนือกว่าบุรุษหนุ่มทั่วไป ทำให้พวกนางแทบจะไม่มีสมาธิกับสิ่งใด หวังฟางนึกถึงความรู้สึกเต็มตื้นเมื่อท่อนเนื้อขนาดใหญ่ของลุงชางเข้าไปในร่างกายของนาง ซูหลินนึกถึงความแข็งแกร่งของลุงกัวที่เคยกดทับนาง และจางซินนึกถึงการถูกกระแทกกระทั้นอย่างไม่ยั้ง
ในขณะเดียกัน ลุงชางและลุงกัวที่แสร้งทำเป็ทำงานหนัก ก็ลอบสังเกตท่าทางของเหล่าสาวงามอยู่ตลอดเวลา พวกเขารู้ดีว่าการแสดงความแข็งแกร่งในการทำงานจะทำให้สตรีเ่าั้รู้สึกตื่นเต้น
ลุงชางกระซิบกับลุงกัวเบาๆ โดยไม่ให้ใครได้ยิน "ดูสิ... พวกนางมองพวกเราตาปรอยเชียว โดยเฉพาะแม่นางหวังฟางที่เพิ่งจะโดนข้า 'สั่งสอน' ไปเมื่อเช้า ดูท่าจะติดใจพละกำลังของข้าเข้าเสียแล้ว" ลุงชางกล่าวพลางหัวเราะหึๆ
ลุงกัวยิ้มกว้าง "ซูหลินกับจางซินเองก็ใช่ย่อย สายตาของพวกนางบอกชัดว่าอยากจะให้พวกเราเข้าไป 'ช่วย' ปรนเปรออีกสักรอบ แผนการของเ้าช่างล้ำลึกนักลุงชาง การทำให้สตรีเหล่านี้สยบอยู่ใต้ร่างเราโดยที่พวกนางไม่กล้าบอกใคร มันช่างเป็เกมที่สนุกจริงๆ"
"จุ๊ๆ... อย่าเพิ่งรีบร้อนไปลุงกัว" ลุงชางเตือน "เราต้องค่อยๆ เป็ค่อยๆ ไป ให้พวกนางโหยหาจนทนไม่ไหวเสียก่อน แล้วเมื่อนั้นพวกนางจะเป็ฝ่ายเดินเข้ามาหาเราเอง โดยที่เราไม่ต้องออกแรงหว่านล้อมให้เหนื่อย และที่สำคัญที่สุด... หลิวเหมยยังไม่รู้เื่นี้ เราต้องเก็บงำความลับนี้ไว้ให้มิดชิดที่สุด จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม"
ลุงกัวพยักหน้าเข้าใจ "แล้วหลิวเหมยล่ะ เมื่อไหร่เ้าจะจัดการกับนางบ้าง นางเป็เป้าหมายสำคัญที่สุดนี่นา"
"อดใจอีกสักหน่อย" ลุงชางตอบด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ "หลิวเหมยต้องเป็คนสุดท้าย เพราะนางเป็นางเอกของจวนนี้ เมื่อข้าได้นางมาแล้ว ข้าจะทุกอย่างในจวนนี้ แต่ตอนนี้ให้นางเป็คนสุดท้ายที่รู้ความจริง เพื่อที่ข้าจะได้ใช้เพื่อนๆ ของนางเป็เครื่องมือในการล่อลวงนาง"
ลุงทั้งสองหันกลับไปทำงานต่อด้วยท่าทางขยันขันแข็ง แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยแผนการลับที่ไม่มีใครล่วงรู้ พวกเขาเพิ่มความแรงในการทำงานเพื่อให้กล้ามเนื้อตึงตัวมากขึ้น รู้ดีว่าการแสดงความแข็งแกร่งจะทำให้สตรีเ่าั้รู้สึกตื่นเต้น
หลิวเหมยเริ่มรู้สึกหงุดหงิดกับบรรยากาศที่แปลกประหลาด นางพยายามเปลี่ยนหัวข้อสนทนาหลายครั้ง แต่เพื่อนๆ ดูเหมือนจะไม่มีสมาธิกับการพูดคุยเลย
"พวกเ้าวันนี้แปลกๆ นะ" หลิวเหมยเอ่ยขึ้นด้วยความรำคาญ "ทั้งหวังฟางก็ใจลอย ทั้งซูหลินกับจางซินก็เหม่อมองไปทางนั้นทางนี้ มีอะไรกันแน่เนี่ย"
สามสาวต่างก็สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อถูกตักเตือน พวกนางพยายามปรับสีหน้าและหันมาสนใจการสนทนามากขึ้น แต่สายตายังคงแอบเหลือบไปทางลุงชางและลุงกัวเป็ระยะๆ
"ข้า... ข้าแค่ชื่นชมการทำงานของพวกเขาเท่านั้นเอง" ซูหลินพยายามอธิบาย "พวกเขาทำงานหนักมาก ดูแลสวนให้สวยงามเช่นนี้"
"ใช่แล้ว... ข้าก็แค่สงสารที่พวกเขาต้องทำงานกลางแดดแรงๆ" จางซินเสริม
หวังฟางเงียบไป นางไม่รู้จะพูดอะไรดี ความรู้สึกผิดที่ต้องปิดบังเพื่อนรักทำให้นางรู้สึกหนักใจ แต่ในขณะเดียวกัน ความทรงจำเกี่ยวกับบทรักอันเร่าร้อนก็ทำให้นางรู้สึกตื่นเต้นและอยากได้รับัันั้นอีกครั้ง
เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ ท่ามกลางการสนทนาที่ไม่ค่อยลื่นไหล หลิวเหมยพยายามทำให้บรรยากาศดีขึ้น แต่ก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่เพื่อนๆ ปิดบังจากนาง
ในที่สุด เมื่อแสงแดดเริ่มอ่อนลงและเงาของต้นไม้เริ่มยาวขึ้น ซูหลินและจางซินก็ขอตัวกลับบ้าน พวกนางอ้างว่าต้องไปเตรียมตัวสำหรับงานเลี้ยงในวันพรุ่งนี้
"หวังฟาง... เ้าจะกลับเมื่อไหร่" จางซินถามก่อนจะจากไป
"อีกสักครู่ค่ะ... ข้าอยากจะคุยกับหลิวเหมยต่ออีกหน่อย" หวังฟางตอบ แต่ความจริงแล้วนางอยากจะอยู่ต่อเพื่อหาโอกาสเจอลุงชางอีกครั้ง
หลังจากที่เพื่อนทั้งสองจากไป หลิวเหมยและหวังฟางก็เหลืออยู่กันเพียงสองคน บรรยากาศเงียบสงบลง มีเพียงเสียงลมใส่ใบไม้และเสียงน้ำไหลเบาๆ
"หวังฟาง... ข้ารู้ว่าเ้ามีอะไรปิดบัง" หลิวเหมยเอ่ยขึ้นเสียงเบา "ไม่ว่าจะเป็อะไร ข้าหวังว่าเ้าจะเล่าให้ข้าฟัง เราเป็เพื่อนรักกัน ไม่ควรมีความลับซ่อนกัน"
หวังฟางรู้สึกหนักใจ นางอยากจะเล่าความจริงให้ฟัง แต่ก็กลัวว่าหลิวเหมยจะไม่เข้าใจ กลัวว่าจะสูญเสียมิตรภาพที่ล้ำค่า
"หลิวเหมย... ข้าสัญญาว่าจะเล่าให้ฟัง แต่ไม่ใช่ตอนนี้ ข้า้าเวลาในการจัดระเบียบความคิด" หวังฟางกล่าวด้วยเสียงสั่น
หลิวเหมยพยักหน้าเข้าใจ แม้จะรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่นางก็ไม่อยากจะบีบบังคับเพื่อนรัก
ขณะที่ทั้งสองกำลังเตรียมตัวจะเข้าไปในบ้าน เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง ลุงชางเดินเข้ามาด้วยท่าทางสุภาพ ในมือถือตะกร้าผลไม้สด
"ขออภัยที่รบกวนคุณหนู ข้ามาส่งผลไม้สดที่เพิ่งเก็บจากสวน" ลุงชางกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่สายตาของเขาแอบเหลือบไปที่หวังฟางเพียงชั่วครู่
หลิวเหมยรับตะกร้าผลไม้ด้วยความยินดี "ขอบคุณมากลุงชาง ผลไม้ดูสดใหม่มาก"
"เป็หน้าที่ของข้าครับคุณหนู" ลุงชางตอบพลางโค้งคำนับ แต่ก่อนจะหันไป เขาแอบขยิบตาให้หวังฟางอีกครั้ง
การขยิบตานั้นทำให้หวังฟางรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วตัว นางรีบก้มหน้าหลบสายตา หัวใจเต้นรัวราวกับกลองรบ
หลิวเหมยที่ไม่ได้สังเกตเห็นการแลกสายตาระหว่างลุงชางกับหวังฟาง ยังคงยิ้มแย้มแจ่มใสกับคนสวนผู้ซื่อสัตย์
ทิ้งให้ 4 สาวนั่งเหม่อมองด้วยความรัญจวนใจท่ามกลางกลิ่นอายของดอกไม้และราคะที่อบอวลไปทั่วสวนลับแห่งนี้ ในขณะที่ลุงชางและลุงกัวยังคงวางแผนการครั้งต่อไป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดในการจวนแห่งนี้อย่างสมบูรณ์