[18] คำลวง
อาจารย์ศิริเพ็ญกลับมาเข้าคาบโฮมรูมรวมทั้งสอนวิชาคณิตศาสตร์ในคาบแรก ส่วนนักเรียนอันธพาลที่ถูกเพื่อนๆ ช่วยกันพาไปห้องพักครูนั้นถูกไล่กลับไปสงบสติอารมณ์ที่บ้านแทนการโดนทัณฑ์บน“เอาล่ะค่ะนักเรียนทุกคน ปีนี้พวกเธอก็ขึ้นมัธยมปลายแล้ว หวังว่าจะไม่เป็นลิงทะโมนเอาแต่เล่นเหมือนช่วงมัธยมต้นนะคะ ปีนี้ไม่ส่งงานคือติดร. สอบไม่ผ่านคือติดศูนย์จริงๆ นะบอกไว้ก่อนเลย”“คร้าบ / ค่า”เหล่านักเรียนตอบรับท่าทางขึงขังของอาจารย์ป้าด้วยทีท่าเอื่อยเฉื่อย จะบังเอิญหรือจงใจอาจารย์ศิริเพ็ญก็เป็นอาจารย์ประจำชั้นห้องเซ็ทมาตั้งแต่มัธยมต้น จนขึ้นมัธยมปลายก็ยังตามมาเป็นอาจารย์ประจำชั้น แถมยังเอาแต่พูดขู่ด้วยประโยคเดิมๆ เหมือนคิดคำขู่ที่ดีกว่านี้ไม่ได้แล้วอีกต่างหาก“ไหนๆ ก็เปิดเรียนวันแรก มาลองวัดความรู้ว่ามีใครอ่านหนังสือล่วงหน้าบ้างก็แล้วกัน”ว่าจบอาจารย์ป้าก็หยิบปากกาไวท์บอร์ดขึ้นมาเขียนกระดาน สุ่มชี้นิ้วเรียกนักเรียนออกไปทำ คนโดนเรียกโอดครวญกันเป็นแถว คนทำเป็นก็โล่งไป คนทำไม่เป็นก็รีบหันซ้ายหันขวาขอคำตอบจากเพื่อนกันใหญ่เซ็ทไม่ได้สนใจสิ่งที่เพื่อนร่วมห้องกำลังเผชิญ เขาหยิบไอแพดในกระเป๋าขึ้นมาอ่านรายละเอียดวันเปิดตัวกันแบบเห็นจะๆ และเปิดเผยขนาดที่เพื่อนที่นั่งข้างหน้าสามารถชะเง้อมาอ่านรายละเอียดร่วมกับเขาได้อาจารย์ศิริเพ็ญเห็นการกระทำนั้น เจ้าหล่อนปรี่ไปด้านข้างโต๊ะของเซ็ท สมุดในมือถูกตีลงบนโต๊ะ เรียกให้เซ็ทต้องเงยหน้ามอง“นายอคิราห์ ก็รู้ว่าเธอกำลังจะมีงานรัดตัว แต่เวลาเรียนก็คือเวลาเรียน ถึงเธอจะได้รับการผ่อนผันบ้างก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ต้องสนใจเรียนนะ”“ครับ ผมไม่ได้คิดจะทำงานจนทิ้งการเรียน แต่ผมคิดว่าผมไม่จำเป็นต้องเสียเวลากับอะไรที่รู้อยู่แล้ว”“จะบอกว่าทำโจทย์ทุกข้อบนกระดานได้อย่างนั้นสิ?”“ก็...ครับ”เซ็ทยักไหล่ตอบนิดๆ อาจารย์ป้าจึงวางปากกาไวท์บอร์ดลงบนโต๊ะแล้วชี้นิ้วไปด้านหน้า“งั้นกรุณาออกไปตอบคำถามข้อที่เพื่อนตอบไม่ได้ รวมทั้งตรวจคำตอบให้คนที่ตอบได้ด้วย ถ้าเธอทำถูกหมดทุกข้อ ฉันจะอนุญาตให้คาบฉันเป็นคาบว่างของเธอตลอดทั้งปี”“อาจารย์พูดเองนะครับ”เซ็ทยิ้มมุมปากหยิบปากกามาถือ เดินไปหน้าห้อง เริ่มเขียนแก้จากข้อที่มีคนตอบแล้ว จากนั้นจึงไปเขียนคำตอบข้อที่คนอื่นทำไม่เป็น ไม่นานกระดานไวท์บอร์ดก็เต็มไปด้วยรอยปากกาสีแดงเพื่อนร่วมห้องสาวๆ รู้สึกเป็นห่วงและส่งสายตาเห็นใจ พวกเธอยังคงจำได้ว่าอดีตเซ็ทเป็นนักเรียนระดับกลางๆ ค่อนไปทางหัวช้า ยิ่งวิชาคณิตยิ่งแทบติดศูนย์คาบเส้นอยู่บ่อยๆ นักเรียนที่ไม่ได้คิดอะไรก็แค่รอลุ้นว่าคำตอบของเซ็ทจะถูกหรือไม่ ในขณะที่พวกที่เกลียดการเปลี่ยนแปลงของเซ็ทกำลังแอบแช่งชักหักกระดูกขอให้อีกฝ่ายแค่อวดดีแล้วตอบผิดหมดซึ่งมีเหรอที่วิชาการเรียนการสอนระดับต่ำของช่วงชีวิตนี้จะทำอะไรเซ็ทได้ และความจริงต่อให้มีคำถามที่เซ็ทเกิดไม่รู้ก็ใช่ว่าโรจะคำนวนไม่ได้ อย่างไรก็ตามถึงคิดได้ก็ไม่จำเป็นต้องคิดเอง{คำตอบข้อนี้คือ 1762.3452166}“เสร็จแล้วครับ”ไม่จำเป็นต้องทดเลขใดๆ แต่ก็ไม่มีการโกง เพราะวิธีคิดอย่างละเอียดถูกเขียนอยู่บนกระดานแล้วเซ็ทที่เขียนตัวเลขตัวสุดท้ายเสร็จหันกลับมาหาอาจารย์ศิริเพ็ญที่อ้าปากค้างอย่างเสียกิริยา โจทย์ทุกข้อบนกระดานทั้งสิบข้อเป็นคำถามที่เกี่ยวกับเรื่องที่จะเรียนในปีนี้ เธอมั่นใจมากว่าตัวเองไม่เคยสอนเด็กพวกนี้ตอนปีก่อนๆ แน่ ยิ่งไปกว่านั้นโจทย์ข้อสุดท้ายคือโจทย์ของพวกมัธยมศึกษาปีที่หก ที่เธอตั้งใจว่าจะเขียนแกล้งนักเรียนเฉยๆแต่เด็กที่ได้อันดับท็อปโหล่ในปีที่แล้วกลับ...!?“ถูกมั้ยครับอาจารย์?”เซ็ทถามด้วยรอยยิ้มมั่นใจ วางปากกาไวท์บอร์ดไว้ที่โต๊ะอาจารย์แล้วเดินกลับไปนั่งที่ ช่วงเวลานั้นเองเสียงฮือฮาก็พลันบังเกิดขึ้น“...ถูกหมด เก่งมากนายอคิราห์”“ขอบคุณครับ”แล้วเซ็ทก็ได้คาบว่างตลอดปีการศึกษาจากวิชาคณิตมาง่ายๆ ด้วยประการฉะนี้...“เซ็ทอ่านย่อหน้าต่อไปสิ”อาจารย์กานผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษเรียกเซ็ทให้ลุกยืน วิชาภาษาอังกฤษเป็นวิชาเดียวที่เด็กโง่เซ็ทคนเดิมทำได้ดี ดังนั้นวิชานี้จึงเป็นวิชาเดียวที่เซ็ทเป็นเสมือนลูกรักของอาจารย์“ครับ...”เซ็ทเปิดหนังสืออ่านบทสนทนาภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงฝรั่งคล่องปร๋อมากกว่าที่ผ่านๆ มา อาจารย์กานเหมือนได้นั่งฟังเทปบทสนทนาก็ฟังเพลินจนลืมบอกให้หยุด เซ็ทจึงได้อ่านบทสนทนาจนจบหน้า“ดีมากเหมือนเดิมๆ งั้นต่อไป แพรวา เธออ่านต่อนะ”“ค่ะ...”คนที่ได้อ่านต่อจากเซ็ทจะกดดันนิดหน่อยเนื่องจากมันเป็นการเปรียบเทียบทางสำเนียง โชคดีที่อาจารย์กานมักเรียกเซ็ทแล้วต่อด้วยแพรวาเสมอ เธอเลยพอมีภูมิคุ้มกันกิ๊งก่องงงง....“โอ๊ะ พักกลางวันแล้ว ทานข้าวให้อร่อยนะ อย่าลืมการบ้านล่ะ”คาบเช้าสี่ชั่วโมงจากวิชาคณิตและอังกฤษหมดไป อาจารย์กานเดินออกจากห้องโดยไม่ต้องรอให้นักเรียนปล่อยเลิก เขาหอบพุงโตๆ ของตัวเองมุ่งหน้าไปโรงอาหารของอาจารย์อย่างว่องไว ส่วนเหล่านักเรียนนั้นก็รวมกลุ่มเพื่อนเพื่อไปโรงอาหารตามปกติสุข มีบางส่วนที่ดูเหมือนจะอยากเข้าหาเซ็ท แต่เซ็ทนั้นลุกไปหานักเรียนคนหนึ่งก่อนแล้ว“อ้าวเซ็ท จะไปโรงอาหารด้วยกันเหรอ?”“ไงมิ้ว เปล่าหรอก พอดีมีธุระกับหัวหน้าห้องที่อยู่ข้างหลังเธอน่ะ”รอยยิ้มหวานหลงตัวเองของมิ้วที่มอบให้เซ็ทถึงกับแข็งค้าง เซ็ทส่งยิ้มอบอุ่นเสมือนตัวเองไม่ได้แกล้งให้ใครหน้าแตกแล้วเดินผ่านร่างบางของเจ้าหล่อนไป“อ่อจ้ะ ตามสบายนะ”มิ้วฝืนยิ้มกำมือแน่น ดวงตากลมโตของหล่อนเต็มไปด้วยความไม่พอใจที่โดนเมิน เซ็ทยังคงส่งยิ้มสบายๆ เหมือนมองไม่เห็นร่องรอบความไม่ชอบใจเหล่านั้น“แพรวา ขอคุยธุระด้วยหน่อยสิ”“อะ...อือ”หญิงสาวผมสั้นประบ่าสีดำสนิทสวมแว่นตากรอบกลมหนาเตอะชะงักพลางผงกหัวรับรู้เล็กน้อย แพรวาเป็นหัวหน้าห้องมาตลอดตั้งแต่ม. 1 เพราะทุกคนในห้องผลักให้เธอเป็น ตำแหน่งที่ไม่ได้อะไรแถมยังงานหนักต้องรับหน้าอาจารย์ตลอด แน่สิว่าต้องไม่มีใครอยากเป็น ขนาดปีนี้ไม่ต้องรอให้อาจารย์ถาม ตำแหน่งหัวหน้าห้องก็หล่นใส่หัวสาวเจ้าเหมือนเคย “เดินไปคุยไปก็ได้ เดี๋ยวที่นั่งโรงอาหารเต็มพอดี”“ดะ.... ได้จ้ะ” แพรวาเป็นเด็กโดดเดี่ยวเหมือนเซ็ทคนก่อน ดีกว่ากันนิดหน่อยคือไม่มีใครมาคอยแกล้งเธอ อย่างมากก็แค่โยนการบ้านให้เธอทำแทนเท่านั้น“ละ...แล้ว เซ็ทมีธุระอะไรเหรอจ้ะ?”“ก็ไม่มีอะไรมากหรอก ก็แค่หลังจากนี้ฉันอาจจะไม่ได้เข้าเรียน แต่ฉันคุยกับพวกครูไว้แล้ว ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องเวลาเรียนกับชิ้นงาน ดังนั้นถ้ามีการบ้านหรืองานอะไรแล้วฉันไม่ได้ส่งก็ไม่ต้องตามก็ได้นะ”“คะ...แค่นี้เหรอ?”“อืม แค่นี้แหละ ก็ปกติฉันไม่ได้ส่งงานแพรวาจะเป็นคนคอยตามงานตลอดนี่นา บางทียังช่วยเขียนการบ้านส่งแทนเพื่อไม่ให้ฉันติดศูนย์อีกต่างหาก นี่ถ้าไม่บอกแล้วแพรวาเขียนงานส่งแทนทุกชิ้นก็คงลำบากแย่”“อะ- รู้ด้วยเหรอจ้ะ?”ใบหน้าตกกระใต้กรอบแว่นขึ้นสีจาง แต่ได้เขินอายเพราะรอยยิ้มของเซ็ทหากแต่เขินอายที่การกระทำของตัวเองถูกเปิดโปง เซ็ทยิ้มขำนิดๆ แล้วชี้มือไปข้างหน้า“ไปหาที่นั่งก่อนเลย เดี๋ยวซื้อข้าวไปให้ กินอะไรดีล่ะ” พอเห็นแพรวาทำท่าจะเถียงเซ็ทก็รีบเบรก “เธอต้องช่วยจองที่ ฉันไปซื้อเอง”โรงอาหารของโรงเรียนจะปล่อยเด็กประถมลงมากินข้าวก่อน หากแต่ก็ปล่อยก่อนไม่นานนัก แล้วปล่อยเด็กฝั่งมัธยมต้นตามด้วยมัธยมปลาย คนก่อนยังกินไม่เสร็จคนใหม่ก็ตามมาทำให้ที่นั่งนั้นค่อนข้างหายาก มีหลายครั้งที่พี่โตกว่าจะยืนกดดันรุ่นน้องจนน้องต้องลุกไปเอง“งะ-งั้นเอากระเพราหมูสับไข่ดาวจ้ะ ขอบคุณนะจ้ะ”เซ็ทกลั้วหัวเราะที่อีกฝ่ายสั่งเมนูสิ้นคิดอันเป็นเมนูโปรดของเขา ยิ้มมุมปากพูดโอเคเบาๆ ทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องที่เดินผ่านไปผ่านมาต่างเหลียวมองตาม ซึ่งเซ็ทนั้นสนใจซะที่ไหน แค่จงใจโปรยเสน่ห์ให้ผู้หญิงหลงตัวเองที่แอบจ้องมาอยู่ไกลๆ เห็นว่าเขาในตอนนี้เป็นที่หมายปองขนาดไหนต่างหาก...หลบแบบนั้นคิดว่าเนียนแล้วรึไง? อยากจะหัวเราะให้ฟันร่วง
เมื่อถึงเวลาเลิกเรียน ก่อนจะกลับบ้าน เซ็ทจำเป็นต้องเดินตรงเข้าไปหามิ้วอีกหน หลังจากที่วันนี้ตะลอนเดินคุยกับพวกสาวๆ มาทั่วห้องแล้ว ก็นะจะเมินอยู่คนเดียวมันก็คงไม่ดี อยากเห็นคนหน้าแหกก็ต้องจัดหนักหน่อยล่ะ“มันอาจจะดูหลงตัวเองแต่...ไม่รู้ว่าเมื่อกลางวันเธอจะชวนฉันกินข้าวด้วยรึเปล่า ไอ้ฉันก็ดันมีธุระต้องคุยกับหัวหน้าห้องพอดี ขอโทษด้วยนะ”“อ่า ก็ใช่แหละ แต่เธอมีธุระกับแพรวามันก็ช่วยไม่ได้ ไม่เป็นไรหรอก” มิ้วตอบด้วยใบหน้าเจื่อนๆ ท่าทางเหมือนคนกำลังน้อยใจ...ซึ่งความจริงเซ็ทนั้นสนซะที่ไหน“งั้นไว้คราวหน้าฉันจะชวนเธอไปกินข้าวด้วยกัน เธอจะโอเคมั้ย?”“เอ๊ะ? อ้ะ...อื้อ ได้สิ ได้เลย”มิ้วตอบกลับด้วยใบหน้าขึ้นสีนิดๆ ดูท่าจะคาดหวังไปไกลว่าการกินข้าวนี่จะเป็นการออกเดต เป็นจุดเริ่มต้นในการจีบเธอที่เซ็ทตั้งใจจะทำ แต่มิ้วไม่รู้หรอกว่าเซ็ทก็หมายถึงแค่กินข้าวในโรงอาหารกับกลุ่มเพื่อนทั่วไปนั่นแหละ“งั้นวันนี้ฉันต้องกลับก่อนล่ะ กลับบ้านดีๆ นะมิ้ว”“จ้า อ้ะ...แล้วเซ็ทกลับยังไงเหรอ ฉันขอให้คุณพ่อช่วยไปส่งดีมั้ย?”เพราะปกติเซ็ทจะเดินไม่ก็นั่งรถเมล์ มิ้วเลยถามเสมือนหวังดี ทั้งๆ ที่ใจจริงก็แค่หาข้อมูลในตัวเซ็ท เซ็ทยิ้มมุมปากเหมือนคนรู้ไม่ทัน แววตายามมองหญิงสาวตรงหน้าอ่อนโยนลงหลายส่วน “ไม่เป็นไรหรอก วันนี้พ่อเรามารับน่ะ” เซ็ทว่ายิ้มๆ ทำท่าพึมพำแบบไม่คิดอะไร “จริงๆ ถ้าโรงเรียนไม่มีกำหนดว่าห้ามขี่มอไซต์’ หรือขับรถมาเอง ฉันก็คงไม่ต้องให้ใครมารับหรอก อ้ะ ไปก่อนนะ กลับดีๆ ล่ะมิ้ว”เซ็ททำท่าหยิบโทรศัพท์ที่สั่นได้ถูกเวลาขึ้นมาดู ถือกระเป๋าพาดบ่าเดินลงจากตึกไปที่หน้าประตูโรงเรียน เขามองซ้ายมองขวาอยู่พักใหญ่ก่อนจะวิ่งไปหาอดัมที่รถป้ายแดงคันหรู ไม่ต้องเสียเวลาหันกลับไปมองเซ็ทก็รู้ได้ว่ามิ้วต้องแอบดูอยู่ที่ไหนซักแห่งเซ็ทรู้ เซ็ทสัมผัสได้...ยัยผู้หญิงที่ทั้งคัน ทั้งหิวเงิน ตอแหล ใจง่าย แถมยังขี้เสือก ไอ้เด็กบ้านั่นชอบลงไปได้ยังไง (วะ)?
ในตอนกลางคืนเซ็ทก็เอาข้อมูลที่โรรวบรวมไว้มานั่งดู ใบหน้านิ่งๆ เย็นเยียบขึ้นหลายส่วน ภายใต้ดวงตาที่เฉยชากลับเต็มไปด้วยไฟโทสะที่เผาผลาญ มือหนาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาลุงโชค เพียงอีกฝ่ายกดรับเซ็ทก็กรอกเสียงลงไป[ว่า?]“พรุ่งนี้ผมจะโดดเรียน ขออ้างชื่อลุงนะ มีธุระสำคัญของที่บ้านต้องจัดการ”ลุงโชคที่อยู่ปลายสายรู้ถึงน้ำเสียงที่นิ่งสงบ เสมือนคลื่นทะเลก่อนสึนามิจะมา ไม่ต้องถามเหตุผลไปมากกว่านั้นลุงโชคก็ตอบตกลงให้โดยทันที จริงๆ เซ็ทจะไม่ต้องขออนุญาตก็ได้ แต่เพื่อรักษาเครดิตความน่าเชื่อถือของตัวเองไว้ การจะอ้างชื่ออะไรของอีกฝ่ายก็ควรรายงานซักหน่อย[ตามนั้น แต่อย่าลืมล่ะว่ามะรืนมีเปิดตัว]“รู้แล้ว ไม่ลืมหรอก ขอบคุณลุง”เซ็ทกดวางสาย หันกลับมามองหน้าจอนับสิบกับแป้นคีย์บอร์ดอีกสามที่วางเรียงกันไว้อยู่ตรงหน้า นิ้วเรียวกดแป้นคีย์บอร์ดเกิดเสียงเคาะแป้นรัวเร็วโดยที่เซ็ทไม่แม้แต่จะก้มมอง{กำลังประมวลผล ...ใจเย็นนะเซ็ท}“รู้แล้ว จัดการเรื่องนั้นด้วยล่ะโร”{รับทราบ}...“อดัม วันนี้โดดสอนซะ”เช้าวันต่อมาเซ็ทไม่แม้แต่จะทักทายก็อัดประโยคคำสั่งไปหนึ่งประโยค อดัมเผลอปล่อยช้อนกับส้อมลงพื้น ทำหน้าเหวอๆ เพราะไม่คิดว่าเซ็ทจะพูดอะไรแบบนี้แต่เช้า“ทำไมล่ะเซ็ท นี่พึ่งเปิดเรียนวันที่สอง ถ้าให้พ่อลาเดี๋ยวพ่อโดนไล่ออกหรอก”อดัมพึ่งมาเป็นครู แถมเป็นครูใหม่ ทั้งยังเป็นต่างชาติ ขืนขอลาสอนง่ายๆ ตั้งแต่วันแรกๆ อดัมก็ไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึนกับตัวเองบ้าง แต่เซ็ทไม่สน“ไม่ยอมรับคำค้าน อยากจะเคลียร์เรื่องแม่อรไม่ใช่รึไง?”“...เซ็ท ไปรู้มาจากไหน?”“เงียบแล้วตามผมมาก็พอ”แล้วเซ็ทในชุดไปรเวททั่วไปก็จัดการลากอดัมที่สติจะดูไม่อยู่กับเนื้อกับตัวให้ออกไปด้วยกัน โชคยังดีที่อดัมยังคงพอมีสติที่จะขับรถมาจนถึงโรงพยาบาลโดยที่ไม่ไปชนท้ายรถคันไหนเข้าซะก่อน“แอบอยู่เฉยๆ แล้วรอฟังผมคุย ไม่ว่าจะหงุดหงิดแค่ไหนก็ห้ามออกมาจนกว่าผมจะเรียก”“เอ๊ะ? อ้าว เซ็ท รอพ่อก่อน”เซ็ทเดินนำหน้าลิ่วๆ ไม่วายหันกลับมาถลึงตาใส่คนที่ส่งเสียงเอะอะ เซ็ทเดินขึ้นตึกผู้ป่วยอย่างเชี่ยวชาญเส้นทาง โดยทิ้งระยะจากอดัมไว้มากพอสมควร พอถึงห้องเป้าหมาย มือหนาก็เปิดแกร๊กเข้าไปโดยไม่แม้แต่จะเคาะประตูเซ็ทมองเข้าไปในห้องผู้ป่วย หญิงสาวยังคงหลับอยู่บนเตียง ใบหน้าสวยที่มองจากด้านข้างดูอ่อนแรงแม้ว่าจะกำลังหลับไหล ในขณะที่ที่นั่งข้างๆ เตียงมีผู้ชายคนนั้นนั่งอยู่ เซ็ทถอดหมวกที่สวมดวงตาคมทอประกายบังคับ“ผมคือเซ็ท ลูกแม่อร มีเรื่องอยากจะคุยกับคุณ คุณสิงหา ที่นี่คงไม่สะดวก ไปที่ดาดฟ้ากันเถอะ”“...ได้”ไม่รู้เพราะอะไร สิงหาถึงได้ยอมเดินตามเด็กรุ่นลูกไปแต่โดยดี รู้แต่ว่าเพียงแค่ได้ฟังเสียงและมองไปยังดวงตาคู่นั้นสิงหาก็รู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถขัดขืนอะไรได้คล้อยหลังลูกชายและสิงหา อดัมเดินไปหยุดที่ข้างเตียงภรรยาที่รักยิ่ง เขาลูบหน้าเธอเบาๆ คำพูดมากมายจุกอยู่ในลำคอแต่ไม่สามารถพูดออกมาได้“...อร...ผมรักคุณ”สุดท้ายถ้อยคำเหล่านั้นก็กลั่นออกมาเป็นแค่ถ้อยคำบอกรักแสนเรียบง่ายประโยคเดียว แล้วอดัมก็ต้องหักใจผละออกไปตามดูเซ็ทที่อยู่กับสิงหาตามลำพัง ...เขาสังหรณ์ใจไม่ดีเลยทันทีที่เสียงประตูปิดลง อรอนงค์ก็ลืมตาขึ้น ดวงตากลมโตคู่งามเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา หญิงสาวยกมือปิดปากกลั้นเสียงร้องไห้ที่ดูจะดังขึ้นทุกที แม้ใบหน้าจะเต็มไปด้วยน้ำตาที่ไหลไม่หยุด แต่นิมฝีปากแห้งของเธอก็คลี่ยิ้มออกมา ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ตีกันมั่ว“...เซ็ท ...คุณคะ”อรอนงค์ลุกจากเตียง พาร่างกายที่อ่อนแรงเดินตามสองพ่อลูกและเพื่อนสนิทของเธอไป...{เซ็ท อรอนงค์กำลังตามขึ้นมา จะดีเหรอ?}“เธอเป็นเจ้าทุกข์ ก็สมควรได้รู้ความจริงล่ะนะ อย่าห่วงไปเลย เธอเข้มแข็งกว่าที่เห็น”เซ็ทกระซิบตอบเสียงเบา พอถึงที่หมายก็หยุดยืนที่สวนหย่อมบนดาดฟ้าโรงพยาบาลที่ไร้ผู้คน ดวงตาคมจดจ้องไปยังสิงหาที่ยืนอยู่ไม่ไกล {อดัมมาแล้ว คำนวนเวลาอรอนงค์คงใช้เวลาอีกหน่อย}เซ็ทรับรู้อยู่ในใจ เปิดปากถามท้าวความด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ แต่ไร้ความเคารพ“คุณบอกว่าคุณรักแม่อร ดูแลเธออย่างดีใช่มั้ย?”“ใช่” สิงหารู้สึกสับสนไม่รู้ว่าลูกชายของอรรู้คำพูดของเขาได้ยังไง แต่ก็คงไม่พ้นจากปากพ่อน่าตายของมัน สิงหาเลยตอบรับได้เต็มปากเต็มคำ“งั้นทำไม่แม่อรถึงทำงานหนักจนล้มป่วย ถึงขั้นต้องผ่าตัดปลูกถ่ายไต?”“เรื่องนั้น...”“คุณบอกว่าคุณอยู่กับแม่อร แม่ผมมีความสุขดี ให้พ่อผมไสหัวไปให้พ้น งั้นทำไมแม่ถึงป่วยเป็นโรคซึมเศร้า”“...” สิงหากัดฟันกรอด ท่าทางที่ดูสุภาพเริ่มไม่สงบนิ่ง ดวงตาที่มองเซ็ทเป็นศัตรูมาตั้งแต่แรกเริ่มฉายประกายมากยิ่งขึ้น“คำพูดของคุณมันย้อนแย้ง ตลบตะแลง แถมยังเชื่อถือไม่ได้เลยสักนิด”เซ็ทว่าอย่างไม่ไว้หน้า สาวเท้าเดินเข้าไปใกล้ ด้วยส่วนสูงที่ใกล้เคียงกันและออกจะมากกว่าเล็กน้อย เซ็ทเลยก้มหน้ามองอีกฝ่ายด้วยความโกรธเคือง“พ่อผมอาจจะโกรธจนหน้ามืดทำร้ายแม่อรไป แต่นั่นก็เพราะความไม่รู้ ส่วนคุณที่รู้ทุกอย่างดีกลับปิดปากเงียบ ช่างเป็น ‘เพื่อนสนิท’ ที่แสนดีจริงๆ นะครับ”สิงหาขบฟันจนฟันกรามแทบหัก มือกำแน่นจนเล็บมือจิกเข้าไปในเนื้อ ดวงตาทอประกายความชิงชังและไม่ยอมรับอย่างชัดเจนยามได้ฟังคำว่าเพื่อนสนิท“...เด็กอย่างแกรู้อะไรมา?”“รู้ว่าน้องสาวผมอลิซไม่ได้มีพ่อคนเดียวกับผม รู้ว่าที่ครอบครัวผมแตกแยกเพราะแม่นอกใจพ่อ แต่ที่ผมรู้และพ่อไม่รู้ก็คือ เด็กคนนั้นเกิดมาโดยที่แม่ก็ไม่ได้ยินยอม” เซ็ทพูดเสียงนิ่งประโยคต่อประโยค “อลิซเกิดมาจากการที่แม่โดนข่มขืนเมื่อสิบปีก่อน”“...” สิงหายังคงเงียบ ใช้ความนิ่งสยบทุกอย่าง หากแต่เซ็ทไม่ได้แสดงความหวั่นเกรงผู้สูงวัยกว่าออกมาให้เห็นเลย คำพูดของเซ็ทหนักแน่นจริงจัง บ่งบอกว่าคำพูดเหล่านั้นเขารู้จริงและไม่ใช่การเดาสุ่มขณะเดียวกันอดัมนั้นดวงตาเบิกโพลงและแทบช็อกค้างไปแล้ว“เด็กน้อยผู้น่าสงสารใครก็ไม่รู้เป็นพ่อเด็ก แม้แต่แม่เองก็ไม่รู้ ทั้งๆ ที่ควรรังเกียจและเกลียดชัง เป็นตัวแทนฝันร้ายอย่างชัดเจนขนาดนั้น สามปีก่อนยังทำครอบครัวแตกแยก เจ้าตัวก็คงเดาได้แท้ๆ แต่ถึงอย่างนั้นแม่อรก็ยังคลอดเด็กที่บริสุทธิ์ออกมาและเลี้ยงดูมาจนโต”“...”“...แม่น่ะเป็นผู้หญิงที่ดีใช่มั้ยล่ะคุณเพื่อนสนิท”สิงหาเริ่มมองซ้ายมองขวา อยากจะหาอะไรสักอย่างอุดปากเด็กอวดดีตรงหน้า หากแต่คำพูดต่อมาของเซ็ทก็ดึงสิงหาให้หลุดออกจากภวังค์กลับสู่ความเป็นจริง{อรอนงค์อยู่ในระยะได้ยินแล้ว}“แต่สิ่งที่พ่อไม่รู้ แม่ก็ไม่รู้ ...ก็คือ พ่อที่แท้จริงของอลิซ คนที่ข่มขืนแม่เมื่อสิบปีก่อน คนที่ทำให้แม่ตกนรกทั้งเป็น ทำให้พ่อจมอยู่กับความเศร้ามาสามปี ทำให้ครอบครัวของเราแตกแยก ทำให้ผมอยู่ก็เหมือนตายมาตลอด ก็คือคุณนั่นแหละ!”สิงหาเบิกตากว้าง ริมฝีปากเม้มแน่น อดัมชะงักค้างอีกครั้ง ส่วนอรอนงค์ที่อยู่อีกฟากไม่ไกลทรุดฮวบลงกับพื้น แววตาเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ ความไม่เชื่อ เหนือสิ่งอื่นใดคือความสับสน“เด็กอย่างนายเอาอะไรมาพูด ฉันเสียชื่อนะรู้มั้ย ถึงจะเป็นลูกของภรรยาฉันกับสามีเก่าฉันก็เอาเรื่องนะ”“คุณไม่ใช่สามีใหม่ของแม่ ยังจะอ้างตัวแบบนั้นอีกเหรอ?”เซ็ทตอบกลับนิ่งๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยการเย้ยหยันและดูแคลน“พูดอะไร-?”“แม่ไม่เคยลืมพ่อ แม่ไม่เคยจดทะเบียนแต่งงานใหม่กับคุณ เธอมองคุณเป็นเพื่อนสนิทมาตลอดและไม่มีวันเปลี่ยน แล้วแม่ของผมจะเป็นภรรยาคุณได้ยังไง?”“แก...” สิงหาอยากจะหยิบกระถางต้นไม้ขึ้นมาฟาดเด็กตรงหน้า หากแต่ไม่ได้ทำตามที่คิดเซ็ทก็กระชากสติให้สิงหาต้องกลับมาอยู่กับความเป็นจริงอีกครั้ง“หากคุณจะปฏิเสธ ก็ตรวจเลือดคุณกับอลิซสิ ใช้ผลทางการแพทย์มาฟาดหน้าผมสิ ถ้านั่นไม่ใช่ความจริง ไม่ใช่คำพูดลอยลมไร้หลักฐาน”คำพูดที่จงใจเผยช่องโหว่ของเซ็ททำให้คนร้อนตัวหลงกลคิดว่ามีทางไปต่อ สิงหายิ้มกริ่มอยู่ในใจรีบตะโกนสวนไป“แกเองก็เอาข้อหาไร้หลักฐานมาปรักปรำฉันเหมือนกัน ฉันจะฟ้องร้องแกแน่!”“อยากได้หลักฐาน?” เซ็ทเลิกคิ้วมองคนไร้หัวคิด ท่าทางสุภาพของสิงหาปลิวหายไปเหลือเพียงผีบ้าตัวหนึ่ง มันน่าสมเพชจนเซ็ทอยากจะโยนเดรัจฉานตรงหน้าให้หล่นไปจากดาดฟ้าโรงพยาบาลทั้งอย่างนั้น“เออ! ถ้ามีก็เอามา! ฉันไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้นแกโดนฟ้องแน่!!”“ภาพถ่ายกับคลิปวีดีโอตอนคุณข่มขืนแม่อรเมื่อสิบปีก่อนที่เก็บไว้ใน PC นั่นมากพอจะเป็นหลักฐานมั้ยล่ะ?”“!!!”“ถ้าไม่พอ ผมจะไปขอเลือดอลิซกับเลือดคุณมาให้หมอตรวจดีเอ็นเอมันตอนนี้เลย”
'ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่คนเรามักจะใช้คำโกหกปิดบังความจริงเสมอ'