บทที่12 สำนักพยัคฆ์เมฆา
จวินซีนางเร่งเดินทางไปยังสำนักพยัคฆ์เมฆาเป็เวลาครึ่งเดือนในที่สุดก็มาถึงหน้าประตูของสำนัก นางจึงเดินไปแจ้งความประสงค์ของตนเองว่า้าพบเ้าสำนักไม่นานก็มีคนพานางเข้าไปด้านใน
เฟิงเทียนที่กำลังประชุมหารืออยู่กลับผู้าุโโสของสำนักอยู่จู่ๆก็มีคนเข้ามาเเจ้งว่ามีคนได้การพบเขา ดังนั้นเฟิงเทียนจึงให้คนพาคนผู้นั้นเขามา พอเป็ว่าผู้ใดมาก็ยกยิ้มขึ้นอย่างร่าเริง " เสี่ยวซี เหตุใดมีเวลาว่างมาเยี่ยมเยียนข้าได้เล่า "
เมื่อจวินซีเดินเข้ามาห้องโถงใหญ่ก็คารวะผู้าุโทั้งหลายเสร็จเฟิงเทียนก็เอ่ยทักนางขึ้นอย่างร่าเริงผิดกับตอนที่ประชุมเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิงนางจึงเอ่ยทักขึ้น " ข้าจะเข้าเื่เลยแล้วกัน ข้าอยากจะมาขออาศัยอยู่กับเ้าสักพักใหญ่ๆ "
ผู้าุโคนหนึ่งได้ยินก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ " สำนักพยัคฆ์เมฆาของเราเป็สถานที่เช่นไร เ้าเป็ใครมาจากไหนก็ไม่รู้จะมาขออยู่ที่นี่ "
เมื่อจวินซีได้ยินเช่นนี้ก็พลันนึกขึ้นได้ว่านางยังไม่ได้แนะนำตัวให้แก่ผู้าุโเหล่านี้ได้รู้จักนางจึงเอ่ยขึ้น " ข้าต้องขออภัยผู้าุโที่ข้ายังไม่แนะนำตัว ข้ามีนามว่าจวินซีเป็คนเผ่าจอมเวทย์เ้าค่ะ "
" และยังเป็ธิดาเทพผู้เลื่องชื่ออีกด้วย " เฟิงเทียนเอ่ยขึ้นเสริม
เมื่อผู้าุโทั้งหลายได้ยินก็ถึงกับลุกขึ้นจากเก้าอี้เเล้วโค้งตัวคำนับธิดาเทพผู้สูงศักดิ์แล้วผู้าุโเมื่อครู่ก็เอ่ยขึ้นมา " ข้าต้องขออภัยธิดาเทพที่ข้าเสียมารยาทกับท่าน "
จวินซีนางจึงยิ้มขึ้นแล้วตอบกลับ " ผู้าุโกล่าวนักเกินไปแล้วเ้าค่ะ เป็ข้าที่มาอย่างกะทันหันเกินไป "
ผู้าุโที่เหลือเห็นกิริยาของจวินซีก็พยักหน้าอย่างพึ่งใจ พวกเข้าคิดว่าธิดาเทพผู้นี้จะเย่อหยิ่งทว่ากลับไม่ใช่เช่นนั้น นางไม่เอาเื่แถมยังเอ่ยกลับมาอย่างนอบน้อมถ่อมตนเช่นนี้อีก
เฟิงเทียนเห็นเหล่าผู้าุโในสำนักพึงพอใจกับจวินซีเป็อย่างมากก็เอ่ยขึ้นมา " ข้าไม่ให้อาศัยอยู่ที่นี่เฉยๆหรอกนะ เสี่ยวซี "
" ข้าก็ไม่ได้ตั้งใจจะเป็เช่นนั้นเสียหน่อย " จวินซีเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางสบายๆเเล้วเอ่ยต่อ " ข้าได้ยินว่าอีกครึ่งเดือนทางสำนักจะรับศิษย์ใหม่เข้ามา ทั้งยังขาดอาจารย์ผู้ฝึกสอนอยู่ไม่ใช่หรือ ถ้าไม่รังเกียจรับข้ามาเป็อาจารย์ฝึกสอนเ้าเห็นว่าเป็เช่นไร "
ผู้าุโที่เป็สตรีเอ่ยขึ้นอย่างยินดี " จะรังเกียจได้เช่นไร ได้ธิดาเทพมาช่วยฝึกสอนมีหรือพวกเราจะไม่ยินดี ทางเรายังขาดอาจารย์ผู้สอนวิชาดาราศาสตร์พอดี ได้ธิดาเทพมาช่วยเช่นนี้นัยว่าเป็วาสนาของเหล่าศิษย์ในสำนักแล้ว "
" ใช่ๆ ข้าก็เห็นด้วย " เหล่าผู้าุโเอ่ยอย่างยินดีแล้วเฟิงเทียนก็เอ่ยขึ้น " เช่นนั้นก็เอาตามนี้ เสี่ยวซี้าสิ่งใดให้คนมาบอกข้าได้ตลอด "
จวินซีจึงเอ่ยขึ้นอย่างยิ้มแย้ม " เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจแล้วนะ ข้า้าสถานที่เงียบสงบเสียหน่อยข้าการเป็สถานที่บำเพ็ญ " เฟิงเทียนจึงพยักหน้าตกลงแล้วจวินซีถึงเอ่ยขึ้นต่อ " ยังมีอีกเื่เป็เื่ที่สำคัญที่สุด ข้าไม่อยากใครผู้ใดรู้ฐานะที่แท้จริงของข้า "
" เหตุใดเล่า " ผู้าุโผู้หนึ่งเอ่ยถามอย่างสงสัย จวินซีนางจึงเอ่ยตอบอย่างใจเย็น " ถ้าหากมีคนรู้ว่าข้าอยู่ที่นี้ผู้คนทั่วทั้งห้าแคว้นจะพากันหลั่งไหลมาที่สำนักเป็แน่ เช่นนั้นมันจะไม่วุ่ยวายเกินไปหรือเ้าคะ "
ผู้าุโที่เหลืออยู่จึงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย จากนั้นเองเทียนก็ให้คนพาจวินซีไปที่เรือนไผ่หยกที่อยู่ที่อยู่ที่ป่าไผ่ด้านหลังสำนัก นางจึงสอบถามศิษย์ในสำนักเื่ราวต่างๆในสำนักพยัคฆ์เมฆาก็ได้ความว่าในสำนักมีผู้าุโอยู่เจ็ดคนและเรียกชื่อตามลำดับหนึ่งถึงเจ็ด เป็บุรุษสี่สตรีสามและคนที่อยู่น้อยที่สุดคือผู้าุโเจ็ดที่อยู่เพียงสามสิบปีเท่านั้นซึ่งดูเหมือนว่าไม่ธรรมดาเลย
เมื่อจวินซีมาถึงศิษย์ในสำนักก็ขอตัวกลับไป นางจึงเดินสำรวจรอบบริเวณที่พักของคน เรือนไผ่หยกที่นางพักอยู่เป็เรือนไม่เล็กไม่ใหญ่มีสองชั้นและยังมีน้ำตกอยู่ที่ด้านหลังอีกด้วย ซึ่งเป็สถานที่เหมาะกับการบำเพ็ญเป็อย่างยิ่ง ทั้งเงียบสงบและมีปราณธรรมชาติลอยอบอวลอยู่บริเวณโดยรอบเป็สถานที่ที่ดี
วันต่อมาเองเทียนก็พานางไปเดินดูสถานที่ต่างๆเพื่อทำความคุ้นเคย
" เป็เช่นไร จำเส้นทางได้หรือไม่ " เฟิงเทียนเอ่ยถามสหายตนไปพลางเดินไปพลาง
จวินซีจึงหยุดเดินแล้วเอ่ยขึ้นมา " เ้าเห็นข้าเป็คนหลงทิศหลงทางหรือไงกัน "
" ปกติเ้าก็เป็เช่นนี้ไม่ใช่หรือ " เชิงเทียนเอ่ยขึ้นอย่างหยอกล้อ
" ชิ! " แล้วจวินซีก็เดินกลับไปยังป่าไผ่ที่พักของตน รุ่งขึ้นนางนางก็เริ่มสอนศิษย์ที่อยู่ในสำนักทันที ซึ่งในตอนเเรกศิษย์ในชั้นเรียนก็กังขาเื่ความสามารถของพอสมควรเป็เพราะนางอายุยังน้อยทั้งยังเป็สหายเ้าสำนักด้วย ทว่าต่อมาก็ได้แสดงความสามารถของตนให้ศิษย์ในสำนักได้เห็นว่านางไม่ได้ใช้เส้นสายแต่เป็ความสามารถของตนเองทั้งนั้น จนศิษย์ในชั้นเรียนของนางเรียกนางว่าท่านอาจารย์ได้อย่างเต็มปาก
เวลาช่างผ่านไปยังรวดเร็วในที่สุดเป็เวลาของการคัดเเรกศิษย์ใหม่เข้ามายังสำนัก โดยมีหลักเกณฑ์รับผู้มีอยู่เพียงแค่สิบปีเท่านั้นและก็มาการทดสอบตัดเรียกคนเข้ายังสำนักเพียงสามสิบคน สำนักพยัคฆ์เมฆาเดิมทีก็เป็สำนักที่มีชื่อเสียงอยู่แล้วยิ่งเฟิงเทียนจ้าวสำนักได้เป็จ้าวยุทธภพก็ยิ่งมีผู้คนอยากให้บุตรหลานของตนได้ข้าเป็ศิษย์ของสำนัก
จวินซีที่อยู่ในชุดสีเขียวใบไผ่ได้นั่งอยู่ในตำแหน่งอาจารย์ผู้ฝึกสองซึ่งมันก็ได้สร้างความประหลาดใจให้กลับผู้คนยิ่งนัก
" เอาล่ะ ปีนี้มีคนที่สมัครเป็จำนวนมาก พวกเราเหล่าอาจารย์เลยปรึกษากันว่าปีนี้จะรับศิษย์เพิ่มจากสามสิบเป็ห้าสิบคน " ผู้าุโหนึ่งเอ่ยขึ้นมาและมันสร้างเสียงฮือฮาให้กับเหล่าศิษย์ทั้งหลายด้วยผู้าุโหนึ่งก็เอ่ยต่อ " ประตูที่เ้าเห็นด้วยหน้านี้คือทางเข้าค่ายกล ผู้ใดที่สามารถหาที่ออกมาได้ก่อนอาทิตย์ตกดินได้ห้าสิบอันดับแรกจากได้เข้าเป็ศิษย์ของสำนัก เริ่มการทดสอบได้! "
สิ้นเสียงของผู้าุโหนึ่ง จวินซีนางจึงสะบัดมือข้างหนึ่งส่งไอเวทย์สีขาวเข้าไปยังประตูที่ตรงอยู่กลางลานก็ปรากฏภาพอีกมิติหนึ่งอีกฝั่งของประตู เมื่อมิติปรากฏขึ้นคน้าเห็นศิษย์ของสำนักก็พากันเข้าไปในประตูทีละคนจนหมด ผู้าุโห้าที่เป็สตรีก็สะบัดมือก็พลันปรากฏภาพด้านในมิติที่จวินซีสร้างขึ้นมา
เเละเวลาผ่านไปนานพอสมควรก็มีคนหนึ่งออกมาได้จากนั้นก็มีคนออกมาเรื่อยๆตามกันจนกระทั่งอาทิตย์ตกดินก็รู้ผล ส่วนคนที่ไม่ได้เป็ศิษย์ของสำนักก็พากับเดินทางกลับด้วยท่าทีผิดหวัง ส่วนคนได้เข้าเป็ศิษย์ก็เดินตามศิษย์พี่ในสำนักเข้าไปยังที่พัก
บทที่13 พบเจอ
สอนวันต่อมาจวินซีก็ได้เริ่มสอนศิษย์ที่เข้ามาใหม่ในทันที
" คารวะท่านอาจารย์ขอรับ/เ้าค่ะ " เมื่อจวินซีเดินเข้าไปในหอสมุดและเหล่าศิษย์ใหม่ก็ทำความเคารพนางทันทีที่ได้ให้อาจารย์ผู้สอน
จวินซีถึงพยักหน้าตอบรับแล้วเอ่ยแนะนำตัวกับศิษย์ใหม่ " ก่อนอื่นข้าขอแนะนำตัวก่อน ข้าจวินซี เป็ผู้ที่จะสอนดาราศาสตร์ให้แก่พวกเ้า " เอ่ยจบก็กวาดสายตามองไปยังศิษย์ใหม่ ทว่าสายตาของนางกลับสะดุดเข้ากับเด็กหญิงคนหนึ่ง คนผู้นั้นก็คือมู่หลงเซียนเป็องค์หญิงสิบสามแห่งราชวงศ์มู่หลง เท่าที่นางจำได้มู่หลงเซียนผู้นี้ไม่เป็ที่โปรดปรานของฮ่องเต้แคว้นหลงซีเท่าไหร่นัก มารดาของมู่หลงเซียนคือจ้าวฉงหรงเป็สนมขั้นสองที่ไม่ได้เป็ที่โปรดปราน
หลังจากจ้าวฉงหรงคลององค์สิบสามก็สิ้นใจทันทีเพราะตกเื ฮองไทเฮาจึงเป็คนรับมู่หลงเซียนมาเลี้ยงดูที่ตำหนักของตนเอง โชคที่ที่ฮองไทเฮาทรงเมตตาหลานสาวผู้นี้อยู่บ้างมู่หลงเซียนจึงอยู่ในวังไม่ลำบากเสียเท่าไรนัก นางไม่คิดเลยว่าจะได้เจอกับมู่หลงเซียนที่นี่ ในชาติที่แล้วนางได้เจอกับมู่หลงเซียนตอนที่นางกลับมาจากสำนักเพื่อเข้าพิธีปักปิ่นทว่าจวินซีเองก็ไม่ทราบเช่นนักว่านางจะเป็ศิษย์สำนักพยัคฆ์เมฆาแห่งนี้ดูท่านางคงจะหนีคนของตระกูลมู่หลงไม่พ้นจริงๆ
" ศิษย์ขอถามท่านอาจารย์ขอรับ " ศิษย์ที่นั่งอยู่แถวหน้าเอ่ยถามขึ้น
" มีสิ่งใดสงสัยหรือ " จวินซีเอ่ยขึ้น
" เท่าที่ศิษย์ทราบมาว่าวิชาดาราศาสตร์ต้องอาศัยดวงดาวในยามค่ำคืนเป็ตัวช่วยไม่ใช่หรือขอรับ " ศิษย์คนเดิมเอ่ยถาม
จวินซีนางจึงยกยิ้มขึ้นแล้วเอ่ยตอบ " เป็คำถามที่ดี " เอ่ยจบนางก็วาดมือขึ้นบนอากาศ ทันใดนั้นเองกลุ่มดาวต่างก็ปรากฏขึ้นบนอากาศและก็เกิดเสียงฮือฮาขึ้นในเหล่าศิษย์ใหม่จวินซีนางจึงเอ่ยต่อ " เอาล่ะ วันนี้อาจารย์จะอธิบายกลุ่มดาวต่างให้กับพวกเ้าก่อน "
จากนั้นนางก็เริ่มอธิบายกลุ่มดาวและศาสตร์แห่งการทำนายว่ากลุ่มดวงเคลื่อนที่ไม่ทิศทางไหนมันจะเกิดเหตุการณ์เช่นใดในอนาคตที่จะมาถึง
จนกระทั่งจบคาบเรียนนางจึงเดินออกไปจากห้องสมุด ทว่าก็มีศิษย์ผู้หนึ่งเรียกนางก่อน " ท่านอาจารย์จวิน ศิษย์มีเื่อยากจะถามเ้าค่ะ "
ทจวินซีถึงกันไปตามเสียงก็พบกับมู่หลงเซียนที่ยืนอยู่ " เ้ามาสิ่งใดจะถามงั้นหรือ "
" ท่านอาจารย์...เป็คนของเผ่าจอมเวทย์ใช่หรือไม่เ้าคะ " มู่หลงเซียนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเบา
" เหตุใดเข้าถึงคิดว่าอาจารย์เป็คนเผ่าจอมเวทย์เล่า เ้าคงไม่ลืมไปหรอกนะว่าอาจารย์ก็เป็ผู้บำเพ็ญเพียร " จวินซีเอ่ยถามถึงอย่างยิ้มๆ นางรู้สึกถูกชะตากับเด็กคนนี้เป็พิเศษไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ในชาติที่ผ่านมานางกับมู่หลงเซียนไม่ได้สนิทกันมากนักเพราะหลังจากที่มู่หลงเซียนจบพิธีปักปิ่นวันพรุ่งขึ้นนางก็เดินทางกลับสำนักหลังได้นั้นก็ได้พบกันเองสองสามครั้งก่อนที่นางจะสิ้นใจ
" ก็ท่านอาจารย์จวิน ดูชำนาญศาสตร์การทำนายเป็พิเศษ " มู่หลงเซียนอธิบาย
จวินซีจึงยิ้มออกมาอย่างพึงใจ " ไม่ผิด อาจารย์เป็คนเผ่าจอมเวทย์จริงๆ "
เมื่อมู่หลงเซียนได้ยินก็ยิ้มออกมาจนตาปิดและเอ่ยขึ้น " ท่านอาจารย์ข้าได้ยินว่าธิดาเทพงดงามราวกับธิดาบนสวง์จริงหรือไม่เ้าค่ะ "
จวินซีได้ยินเช่นนั้นถึงกับคิ้วขมวดขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ ผู้ใดกันที่ปล่อยข่าวหรือเหลวไหลพวกนี้!...แล้วนางจะตอบเช่นไรเหล่า! จะให้ตอบว่างดงามก็ดูจะเข้าข้างตนเองเกินไป " แล้วเ้าว่าอาจารย์เป็เช่นไร.. งดงามหรือไม่ "
มู่หลงเซียนจึงก็ขึ้นอย่างไม่ต้องคิดถึงจะงุดงงกับคำถามที่จวินซีเอ่ยถาม " ท่านอาจารย์จวินงดงามมากเ้าค่ะ "
จวินซีได้ยินก็พลันยิ้มขึ้นมาแล้วเอ่ยต่อ " เช่นนั้นธิดาเทพก็งดงามไม่แพ้อาจารย์เเน่นอน " แล้วจวินซีนางก็เดินออกไปปล่อยให้มู่หลงเซียนยืนงุดงงอยู่ที่เดิม
" ข้าถามถึงธิดาเทพไม่ใช่ท่านอาจารย์จวินเสียหน่อย " มู่หลงเซียนเอ่ยพึมพำเบาๆเเล้วเดินกลับเข้าได้ในหอตำราของสำนัก...
จวินซีนางสอนศิษย์ที่สำนักพยัคฆ์เมฆาได้สองเดือนแล้วฤดูหนาวยังไม่ผ่านพ้นไปแถวยังอากาศก็เริ่มหนาวเย็นขึ้นเรื่อยๆ น้ำในลำธารก็จับตัวเป็น้ำแข็งผู้คนต่างก็หลบอยู่แต่ในเรือนที่สำนักพยัคฆ์เมฆาก็เช่นกัน จ้าวสำนักอย่างเฟิงเทียนก็ประกาศให้หยุดการเรียนการสอนชั่วคราว
ส่วนจวินซีเองก็ไม่มีสิ่งใดจะทำนางจึงรู้สึกเบื่อหน่ายเลยออกมาเดินเล่นอยู่ที่ป่าไผ่ด้านหลังสำนักพยัคฆ์เมฆาคั้นเวลาไปพลาง อากาศวันนี้หนาวเย็นอยู่บ้างทว่าก็ไม่สามารถทำให้จวินซีรู้สึกหนาวเย็นแม้แต่น้อย นางค่อนค้างจะชอบเลยด้วยซ้ำถ้าหลี่เซียนกับต้าจงมาเห็นนางตอนนี้ไม่รู้ว่าจะต่อว่าเช่นไรที่นางออกมาเดินเล่นในวันที่อากาศหนาวเย็นเช่นนี้
เมื่อนางนึกถึงสหายสองคนของตนมุมปากของนางก็พลันยกยิ้นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว อีกไม่นานฤดูใบไม้ผลิก็จะมาถึงเวลานางคงได้เจอกับทั้งสองคน เวลานี้น่าจะผ่าน่ที่มู่หลงซีถูกลอบสังหารไปแล้วต้าจงก็ปลอดภัยเช่นกัน
จวินซีนางคิดหลายสิ่งหลายอย่างเพลินไปหน่อยไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองได้หลุดออกจากเขตของสำนักพยัคฆ์เมฆาทั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้จนกระทั่งได้ยินเสียงของคนที่นางพึ่งจะนึกถึงไปเมื่อสักครู่นี้ดังขึ้นจากทางด้านหลังของตน " เปิ่นหวางไม่คิดว่าธิดาเทพที่ผู้คนนับถือจะกลายเป็โจรปล้นบ้านคนอื่นไปเสียเเล้ว "
มู่หลงซีที่พึ่งกลับมาจากค่ายทหารกำลังเดินเล่นอยู่ในสวนหลังจวน พอเขาได้เห็นเงาของผู้บุกรุกก็รีบตามไปไม่คิดว่าเขาจะเจอกับจวินซีที่เดินเอื่อยเฉื่อยท่ามกลางหิมะเช่นนี้เขาถึงเอ่ยทักนาง
จวินซีได้ยินถึงกลับได้สติขึ้นมาก็พลันนึกขึ้นได้ว่าตนเองได้เดินหลุดออกมาจากเขตของสำนักพยัคฆ์เมฆาเสียแล้ว พอมองดูรอบๆก็รู้ทันทีว่าตนอยู่ที่จวนซีอ๋องที่อยู่เขตชายแดน ให้ตายสิ...พอนึกถึงผี..ผีก็มา! เหตุใดนางถึงไม่นึกมาก่อนว่าจวนซีอ๋องกับสำนักพยัคฆ์เมฆาอยู่ติดกัน! จวินซีจึงหันหลังกลับไปหามู่หลงซีที่ยืนอยู่ด้านหลังแล้วจึงเอ่ยขึ้น " ข้าต้องขออภัยซีอ๋องที่ข้าเสียมารยาท พอดีข้าเดินเล่นเพลินไปหน่อย ไม่ได้ตั้งใจจะบุกรุกจวนของท่านอ๋อง "
มู่หลงซีจึงเดินเข้าไปใกล้จวินซีขึ้นอีกก้าวก็เอ่ยขึ้นมา " ไม่คิดว่าธิดาเทพที่ผู้คน้าตัวกลับมาเดินเล่นอย่างสบายใจอยู่บริเวณจวนของเปิ่นหวางเสียได้ ช่างเป็วาสนาของเปิ่งหวางเสียจริง "
จวินซีได้ยินถึงกับหางคิ้วกระตุก นางไม่คิดว่ามู่หลงซีในตอนนี้รู้จักพูดจาประชดประชันเป็กับเขาด้วย มันช่าง....ทำให้นางได้เปิดหูเปิดตาเสียจริง!