“สวัสดีครับคุณมุกจันทร์” เสียงทุ้มดังขึ้นตรงหน้ามุกจันทร์ เธอเงยหน้าขึ้นมองตรงหน้า เ้าของเสียงก็คือผู้ชายที่เธอจำได้ว่าเขาคือคู่เดทของเธอในวันนี้ และเขาเรียกชื่อเธอถูก แสดงว่าเขาเองก็รู้ว่าเธอรออยู่ เพียงแต่เธอไม่รู้ว่าเขามาั้แ่เมื่อไร
“สวัสดีค่ะ คุณปาล์ม” เธอเอ่ยทักทายเขา
ผู้ชายตรงหน้าชื่อปาล์มหรือปรเมศ เป็หนุ่มวิศวกรอนาคตไกลคู่เดทของเธอในวันนี้ เขาแต่งตัวทะมัดทะแมงสวมกางเกงยีนส์สีอ่อน ้าใส่เสื้อยืดสีขาวข้างในและใส่เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนทับข้างนอกโดยไม่ได้ติดกระดุมไว้ มองดูแล้วให้ความรู้สึกทะมัดทะแมงและสบายตาในคราวเดียวกัน
“มาั้แ่ตอนไหนคะนี่ มุกสั่งอาหารมากินเรียบร้อยแล้วค่ะ นึกว่าคุณปาล์มไม่มาแล้วเลยไม่ได้รอ” มุกจันทร์อธิบายทั้งๆ ที่เธอคิดว่าเขาน่าจะรู้อยู่แล้วว่าเธอสั่งอาหารมากินเรียบร้อยแล้วเพราะว่าเขาเป็คนจ่ายเงินให้เธอ
“มาตั้งนานแล้วครับ ผมก็นั่งทานอยู่ตรงนี้นี่เองครับ” เขาพูดพร้อมทั้งชี้ไปยังโต๊ะที่อยู่ถัดจากโต๊ะของมุกจันทร์ไปประมาณสอง่โต๊ะ
มุกจันทร์มองตามไปทางที่เขาชี้มือ และหันกลับมามองที่เขา” คุณปาล์มมาแล้วทำไมไม่มานั่งกับมุกล่ะคะ” เธอรู้สึกสงสัย แม้จะไม่ชอบที่เขาทำตัวลับๆ ล่อๆ แต่เธอยังไม่อยากตัดสินใจว่าเขาเจตนาหลบเลี่ยงเธอ เขาอาจจะมีเื่ติดขัดอะไรก็ได้
เขาอมยิ้ม “ขอโทษทีที่เสียมารยาท ผมแค่อยากเรียนรู้คู่เดทของตัวเองก่อนที่จะเจอกันหน้ากันจริงๆ”
พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือเขาแกล้งทำเป็ไม่มาตามนัดเพื่อรอดูท่าทีของมุกจันทร์ว่าจะทำยังไง เขาเคยคิดว่าเธออาจจะแสดงท่าทางโกรธหรือเสียใจแล้วกลับไป หรือเธออาจจะไม่โกรธแต่แค่กลับออกไปก่อนโดยที่ไม่รอเขา แต่สิ่งที่เขาได้เห็นก็คือมุกจันทร์รอเขาอย่างใจเย็นและไม่มีทีท่าว่าจะโกรธ พอเลยเวลานัดเธอก็ยังไม่โกรธ กลับทำตัวปกติ ยิ้มแย้มกับพนักงาน แถมยังสั่งอาหารมากินคนเดียวอย่างเอร็ดอร่อย นี่เป็เื่เกินความคาดหมายของเขา สิ่งที่มุกจันทร์แสดงออกมานั้นบ่งบอกว่าเธอเป็คนใจเย็น เข้าใจคนอื่น มีมารยาท และรู้จักหาความสุขให้ตัวเองโดยไม่ต้องรอให้ใครมาสร้างให้ นี่เป็ลักษณะของผู้หญิงแบบที่เขาชอบและคิดว่าเหมาะจะเอามาเป็คู่ชีวิต เขาจึงรู้สึกว่าเธอน่าสนใจและเริ่มอยากรู้จักกับเธอ
“หมายความว่าคุณนั่งอยู่ตรงนั้น แล้วก็มองมุกนั่งรอคุณ นั่งมองมุกรอคุณจนเลยเวลานัด แล้วก็นั่งมองมุกสั่งอาหารมากินและรอจนมุกกินเสร็จ แบบนั้นเหรอคะ” มุกจันทร์ถามย้ำ
“ครับ” ปรเมศตอบแค่สั้นๆ เขาคิดว่าเธออาจจะเริ่มโกรธนิดๆ แล้ว เขาเองก็อยากจะเห็นว่าถ้าเธอโกรธแล้วเธอจะมีท่าทางยังไง
“อ้อ” มุกจันทร์ยิ้มออกมา “มุกรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังโดนโรคจิตตามติดยังไงยังงั้นเลยค่ะ” เธอพูดตามที่รู้สึกแต่ใบหน้ายังคงยิ้ม
“นั่นสินะ ผมถึงได้บอกว่าเสียมารยาทแล้ว” เขาที่รอดูสีหน้าของเธอเวลาโกรธ กลับกลายเป็ว่าจนถึงตอนนี้มุกจันทร์ก็มีท่าทางปกติ แถมยังยิ้มอีกด้วย “คุณไม่โกรธผมเหรอครับ”
“ไม่นี่คะ เราเป็คนแปลกหน้ากัน จะรู้สึกระแวงหรืออยากหาข้อมูลก่อนทำความรู้จัก มุกว่าไม่ใช่เื่ผิด แค่อาจจะดูไม่จริงใจนิดหน่อย”
“อืม ผมขอโทษที่ทำอะไรดูไม่จริงใจ ก็เหมือนที่คุณพูดแหละครับ เรายังเป็คนแปลกหน้ากัน ผมเลยต้องศึกษาก่อน แต่ว่า...” เขาหยุดนิดนึงและมองสบตามุกจันทร์ ก่อนจะเอ่ยต่อ “ต่อจากนี้ไป เราไม่ใช่คนแปลกหน้ากันอีกแล้ว ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณมุก” พูดจบก็ยื่นมือขวาออกมาเพื่อขอจับมือกับเธอ
มุกจันทร์กำลังอึ้งกับท่าทางของเขา เขายิ้มและทำท่าทางบอกให้เธอจับมือเพื่อแสดงความยินดีที่ได้รู้จักกัน มุกจันทร์เลี่ยงไม่ได้จึงยื่นมือออกไปจับมือเขา ชั่วขณะนั้นในหัวของเธอรู้สึกว่าบรรยากาศในตอนนี้ช่างเหมือนการมาคุยธุรกิจมากกว่าจะมาเดท
พอออกจากร้านอาหารมา ปรเมศบอกว่าจะพาเธอไปดูหนังต่อ เธอคิดว่าในเมื่อไม่ได้กินอาหารด้วยกัน งั้นก็ไปดูหนังก็แล้วกันถือว่าเป็กิจกรรมชดเชยมื้อเที่ยงไป ไม่งั้นถ้าแม่เธอรู้เข้าก็จะหาว่าเธอหลบเลี่ยงไม่ยอมมาดูตัวดีๆ รอบที่แล้วเพราะหมอนนท์ดูท่าทางยังไม่ได้นอนเธอจึงรีบตัดบทและกลับ เพื่อให้เขาได้ไปนอนพัก ส่วนรอบนี้ถ้ามากินข้าวกับปรเมศก็ยังไม่ได้กินอีก และปฏิเสธการไปดูหนังกับเขา แม่ของเธอคงจะเข้าใจผิดแล้วเริ่มเล่นบทดราม่ากับเธออีก เอาเถอะ งั้นก็ไปดูหนัง เมื่อเธอคิดว่าจะไปดูหนังต่อ เธอก็ส่งข้อความไปบอกแม่ของเธอว่าจะไปดูหนังกับปรเมศต่ออาจจะกลับช้าหน่อย
ทางด้านมณีจันทร์ที่รออยู่ที่บ้าน พอได้รับข้อความจากลูกสาวว่าจะไปดูหนังกับคู่เดทต่อก็เข้าใจไปว่าลูกสาวคงจะชอบคู่เดทในวันนี้ ความรู้สึกดีใจแล่นเข้ามาในอก เธอรู้สึกเหมือนว่างานแต่งงานของลูกสาวคงอยู่อีกไม่ไกลแล้ว บ่ายวันนี้มณีจันทร์เลยกลายเป็นักสืบออนไลน์นั่งดูรูปดูข้อมูลของปรเมศที่มีอยู่ในเฟซบุ๊คของเขา ดูไปถึงพ่อแม่ พี่น้อง เพื่อน และสังคมรอบตัวของปรเมศ
เมื่อไปถึงโรงหนัง ปรเมศบอกให้เธอเลือกหนังที่จะดูหนึ่งเื่และเขาเองก็จะเลือกหนึ่งเื่ แบบนี้ถือว่ายุติธรรม
ถึงมุกจันทร์จะรู้สึกแปลกๆ ว่า แค่ดูหนังก็ต้องคำนึงถึงความยุติธรรมด้วยเหรอ แต่เธอก็ตกลงตามที่เขาเสนอ มุกจันทร์ทำงานในสายงานหนังสือ เขียนบทความ เขียนหนังสือ เธอชอบศึกษาเรียนรู้เื่ราวต่างๆ นานๆ เธอจะได้เจอคนแบบปรเมศสักครั้งหนึ่ง เธอคิดว่าลองใช้เวลาใกล้ชิดเขาและศึกษาเขาก็เป็เื่น่าสนุกไม่ใช่น้อย
มุกจันทร์เลือกหนังโรแมนติกคอมเมดี้ที่กำลังเข้าฉายในตอนนั้น ส่วนปรเมศเลือกหนังแอคชั่นชิงไหวชิงพริบ
ระหว่างที่ดูหนังไป ต่างฝ่ายต่างลอบพิจารณากัน มุกจันทร์รู้สึกว่าปรเมศนั้นรูปร่างหน้าตาดี บุคลิกดี การศึกษา หน้าที่การงานดีหมด แต่ดูเ้าเล่ห์เ้าแผนการ แถมยังออกจะเผด็จการนิดๆ ถ้าต้องใช้ชีวิตด้วยจริงๆ น่าจะอึดอัด
ส่วนปรเมศนั้นเขาคิดว่ามุกจันทร์ค่อนข้างจะเป็ผู้หญิงในอุดมคติ หน้าตาสะสวย มีมารยาท เก็บอารมณ์ได้ ไม่งี่เง่างอแง เข้าใจเหตุผล รู้จักยืดหยุ่น การศึกษาโอเค เขารู้ว่ามุกจันทร์ทำงานเป็ฟรีแลนซ์เขียนบทความ เขียนหนังสือ รายได้อาจจะไม่ได้เยอะมากมายอะไรนัก แต่เื่นี้ไม่เป็ปัญหาเพราะเขาคิดว่าเขาสามารถดูแลเื่ค่าใช้จ่ายให้เธอได้ เขารู้สึกพอใจกับการมาดูตัวในครั้งนี้มาก
พอดูหนังจบทั้งสองเื่ก็เย็นมากแล้ว ปรเมศชวนมุกจันทร์กินมื้อค่ำด้วยกันต่ออีก เขาบอกว่าจะชดเชยมื้อเที่ยงให้เธอ เธอคิดจะปฏิเสธแต่กลับได้ยินเขาพูดขึ้นมาก่อนว่าจองโต๊ะเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ด้วยเหตุนี้เธอจึงต้องตกลงไปกินมื้อค่ำกับเขา
มณีจันทร์ได้รับข้อความจากลูกสาวเป็ครั้งที่สองของวัน มุกจันทร์ส่งข้อความมาบอกว่าจะไปกินมื้อค่ำกับปรเมศต่อ ให้เธอกินข้าวได้เลยไม่ต้องรอ
พอมณีจันทร์อ่านข้อความเสร็จก็รู้สึกยินดีปรีดามาก ท่าทางลูกสาวเธอคงจะชอบปรเมศจริงๆ และทางปรเมศเองก็คงชอบลูกสาวเธอเข้าแล้วเหมือนกัน หนุ่มสาวสมัยนี้ไวไฟกันจริงๆ เชียว เจอกันครั้งแรกก็จะไม่ยอมห่างกันซะแล้ว เธอคิดแล้วก็นั่งยิ้มอยู่คนเดียว
ปรเมศที่เอ่ยปากชวนมุกจันทร์ไปกินมื้อเย็นต่อ เขารอดูว่ามุกจันทร์จะตอบสนองอย่างไรเมื่อเขาบอกว่าได้จองโต๊ะไว้เรียบร้อยแล้ว เธอไม่ได้โวยวายหรือโกรธเคือง ยังคงตอบรับคำเชิญตามมารยาท เป็อีกครั้งที่ปรเมศพออกพอใจกับท่าทีของมุกจันทร์ เธอรู้จักมารยาทและมีความยืดหยุ่นไปตามสถานการณ์
แต่ในทางกลับกัน นี่ก็เป็อีกครั้งที่มุกจันทร์รู้สึกอึดอัดกับการกระทำของปรเมศ เขาไม่ถามเธอก่อน กลับจองโต๊ะไว้แล้ว เห็นได้ชัดว่านี่เป็การชวนแบบมัดมือชกไม่เปิดโอกาสให้เธอได้โต้แย้งหรือคัดค้าน นิสัยเผด็จการของเขาปิดไม่มิดเอาซะเลย
ทั้งสองไปกินมื้อค่ำกัน ร้านที่ปรเมศจองไว้เป็ร้านอาหารอิตาเลียนหรูหรา ระหว่างการกินอาหาร เขาก็คอยมองวิธีกินของเธอ ดูวิธีการจับช้อนจับส้อม มุกจันทร์ยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังมาทดสอบความรู้เื่มารยาทบนโต๊ะอาหาร เธอลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ ครึ่งวันมานี้เธออึดอัดมากจริงๆ
หลังจากกินมื้อค่ำเสร็จ มุกจันทร์คิดว่าจะได้พ้นจากสถานการณ์ที่ถูกปรเมศจับตามองทุกฝีก้าวแล้ว แต่ที่ไหนได้ เขาบอกว่าค่ำแล้ว กลัวว่าเธอขับรถกลับคนเดียวจะอันตราย เขาจึงจะขับรถตามมาส่งเธอที่บ้านด้วย
ถ้าเป็คนปกติคงจะให้เธอนั่งรถเขาแล้วเขาขับมาส่ง หรือไม่ก็อาสามาขับรถให้เธอ แต่ปรเมศกลับไม่ได้ทำแบบนั้น เขายืนยันให้เธอขับรถกลับเอง และเขาจะขับรถของเขาตามเธอไปจนถึงบ้าน มุกจันทร์คิดว่าเขา้าดูฝีมือการขับรถของเธอ วันนี้ทั้งวันเธอรู้สึกเหมือนถูกเขาจับตามองอยู่ตลอดทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกขนพองสยองเกล้า
มุกจันทร์ตั้งใจขับรถกลับบ้าน เมื่อมาถึงบ้านเธอก็รู้สึกโล่งอกเพราะคิดว่าปรเมศคงจะกลับไปได้ซะที เธอเหลือบมองไปที่รถของเขา
ให้ตายเถอะ เขาเปิดประตูแล้วเดินลงมาแล้ว นี่อย่าบอกนะว่าเขาจะขอเข้าไปในบ้านอีก
ปรเมศเดินมาถึงรถของมุกจันทร์ เขาเคาะประตูรถเบาๆ เธอเปิดกระจกลงให้เขา
“วันนี้ผมส่งแค่นี้นะครับ เดี๋ยววันหน้าเจอกันใหม่” พอเขาพูดแบบนั้นมุกจันทร์ก็รู้สึกเหมือนยกูเาออกจากอก ในที่สุดเขาก็จะไปสักที
“เดี๋ยวผมขอแอดไลน์คุณไว้นะครับ” เขายิ้มและยื่นโทรศัพท์มาให้เธอกดเบอร์เพื่อแอดไลน์ มุกจันทร์ทำได้แค่ยิ้มให้เขาและกดเบอร์ของเธอให้เขาไป
เสียงแจ้งเตือนดังมาจากโทรศัพท์มือถือของเธอ เธอหยิบขึ้นมาดูพบว่ามีคนขอแอดไลน์เข้ามา ซึ่งก็คือปรเมศนั่นเอง
“เรียบร้อยนะครับ เดี๋ยววันหน้าไปเที่ยวกันใหม่ วันนี้ผมขอตัวกลับก่อน ฝากสวัสดีคุณน้าด้วยนะครับ” เขาร่ำลาเธอเสร็จก็เดินกลับไปขึ้นรถและขับออกไป
“เฮ้อ” ในที่สุดเดทวันนี้กับผู้ชายที่ชื่อปรเมศก็จบลงซะที
มุกจันทร์เดินเข้าไปในบ้านก็พบว่าแม่ของเธอนั่งรออยู่ก่อนแล้วด้วยท่าทางยิ้มกริ่ม “เป็ไงบ้างลูก”
มุกจันทร์มองท่าทางยิ้มกริ่มของมณีจันทร์แล้วก็แปลกใจว่าทำไมวันนี้แม่ของเธอถึงได้ดูมีความสุขมากกว่าปกติ “วันนี้มีอะไรดีๆ เหรอคะแม่”
“ดีสิ ดีมาก หนูอุตส่าห์เจอคนถูกใจทั้งที แม่ก็ต้องมีความสุขสิ”
“หนูเนี่ยนะ เจอคนถูกใจ แม่ไปเอามาจากไหนคะเนี่ย”
“เอ้า ก็ไปกินข้าวเที่ยงด้วยกัน ยังไปดูหนังต่อ แถมยังไปกินมื้อเย็นด้วยกันอีก ถ้าไม่ถูกใจจะอยู่ด้วยกันครึ่งค่อนวันแบบนี้เหรอ”
“มันไม่ใช่อย่างที่แม่คิดเลยค่ะ”
“เอาน่ะ เอาน่ะ” มณีจันทร์คิดว่าลูกสาวคงอายที่ไปเจอแค่วันเดียวกลับถูกใจฝ่ายชายขนาดนี้ เธอยกมือขึ้นตบบ่าลูกสาวเบาๆ “ไม่ต้องอายหรอก เื่ความรักนี่บางทีก็พูดลำบาก แม่เข้าใจ รีบไปอาบน้ำและพักผ่อนเถอะลูก เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เดี๋ยวแม่ไปอุ่นนมมาให้กินก่อนนอน จะได้หลับสบาย” มณีจันทร์พูดจบก็เดินออกไปอย่างอารมณ์ดี
เฮ้อ เข้าใจอะไรกัน เห็นอยู่ชัดๆ ว่าแม่เธอไม่ได้เข้าใจอะไรเลยต่างหาก มุกจันทร์ได้แต่คิดอย่างระอาใจ ไม่รู้ว่าแม่ของเธอจินตนาการเื่ของเธอกับปรเมศไปถึงไหนต่อไหนแล้ว