ตอนที่ 2
“โอ๊ยย...ย เจ็บชะมัด!”
ไป่ลู่อิงขยับตัวขึ้นนั่งสูดปาก ลูบคลำเนื้อตัว พลางมองหากระเป๋าสะพายแต่สิ่งที่เห็นในครองจักษุนั้นทำให้ต้องกะพริบตาถี่ หลงลืมความเจ็บไปชั่วขณะ
“ที่นี่ที่ไหนกัน?”
คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่น ั์ตากลมโตฉาบความฉงนกวาดมองสถานที่แปลกตาโดยรอบนึกทบทวนเหตุการณ์ในใจ
จำได้ว่า...ก่อนหน้านี้เธอประสบอุบัติเหตุ หากไม่มีใครนำตัวส่งโรงพยาบาลเวลานี้ก็น่าจะนั่งหรือไม่ก็นอนแอ้งแม้งอยู่หน้าบาร์ในย่านบันเทิงเซิงหว่าน
ใช่ เธอควรอยู่ที่นั่น!
ไป่ลู่อิงพยักหน้าหงึกหงักให้กับความคิดของตัวเอง แต่คิ้วเรียวสวยเหนือดวงตาที่มองอาคารโครงสร้างไม้สองชั้นตรงหน้าก็ยังขมวดมุ่น
แล้วสถาปัตยกรรมโบราณนี่ล่ะ...โผล่มาได้ยังไง!?
ไป่ลู่อิงขยี้ตา แต่อาคารไม้สองชั้นก็ยังปรากฏในครองจักษุ ทั้งที่ไม่น่าจะมีสถาปัตยกรรมโบราณนี้ในย่านบันเทิงเซิงหว่านเหนือกว่าอื่นใด สิ่งที่อยู่รอบตัวไม่คุ้นตา ล้วนทำให้สับสน งุนงง
ไม่ว่าจะเป็พื้นถนนที่เธอนั่งก็เป็พื้นดิน ไม่ได้ลาดยางหรือเทคอนกรีตไม่มีรถยนต์วิ่งไปมาหรือจอดเรียงรายให้เห็น ไร้แสงสีและอาคารสูงเสียดฟ้า สองข้างทางมีแต่บ้านเรือนหลังคาต่ำปลูกสร้างง่ายๆด้วยวัสดุไม้ ผู้คนเดินไปมาสวมใส่เสื้อผ้าย้อนยุค ในมือถือโคมไฟส่องทางให้ความสว่าง
“นี่ฉันเมาจนเพี้ยนไปแล้วเหรอ ตั้งสติหน่อย...ลู่อิง!” ไป่ลู่อิงตบข้างแก้มตัวเองเบาๆ เรียกสติ
ทว่า...วูบหนึ่งของความคิด ตัวอักษรคำว่า ‘จิงถิง’ หน้าบาร์ที่เข้าไปนั่งดื่มไวน์ผุดขึ้นมาในหัวฉุดสายตาเธอให้หันมองป้ายตระหง่านบนอาคารโครงสร้างไม้สองชั้นที่นั่งจุ้มปุ๊กหน้าบันไดทางเข้าก็พบว่ามีอักษรจีนคำเดียวกันปรากฏอย่างเด่นชัด
“จิงถิง...ไม่ผิดเพี้ยน” ไป่ลู่อิงพึมพำเสียงเบา
อาคารโครงสร้างไม้นี้คือสถานที่ใด...ไม่อาจรู้ สิ่งที่เห็นเกิดจากความเมามายหรือเธอประสบอุบัติเหตุหมดสติแล้วฝันเป็ตุเป็ตะ หรือแท้ที่จริงแล้ว...เธอนอนเป็ผักิญญาหลุดจากร่างมาโผล่ในยุคสมัยที่แตกต่าง
ร้อยพันคำถามผุดขึ้นมาในหัว แต่หาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ เธอไม่รู้ว่ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไงไม่แน่ใจอะไรสักอย่าง จังหวะนั้นเอง...เสียงทุ้มนุ่มเจือความร้อนรนใจของใครบางคนก็ดังขึ้นใกล้ตัว
“แม่นาง! ท่านาเ็ที่ใดหรือไม่ข้าต้องขอภัยที่รีบร้อน มิทันระวัง จึงเดินชนท่าน”
ไป่ลู่อิงหันมองเ้าของเสียงที่เข้ามาแตะข้อศอกอย่างสุภาพ ช่วยพยุงตัวเธอลุกขึ้นไม่รู้หรอกว่าเขาถามหรือพูดอะไร เธอมัวแต่มองความหล่อเหลาของเขาจนเสียอาการ
ผู้ชายคนนี้มีโครงสร้างใบหน้าสะดุดตานัก ริมฝีปากบาง จมูกโด่งเป็สัน ั์ตาลุ่มลึกทอประกายดั่งห้วงน้ำในมหาสมุทรเส้นผมยาวสลวยคลอเคลียชุดแพรต่วนถักทอลายงดงาม ผูกมัดเชือกคาดเอวหลวมๆเผยแผงอกเล็กน้อยให้ชวนมอง
เขาสูงประมาณหกฟุตเห็นจะได้ หล่อขาวใสแลดูดี ยิ้มมีเสน่ห์ พูดจาสุภาพมีมารยาท น้ำเสียงทุ้มนุ่มน่าฟังและยังมีน้ำใจ
นี่แหละ...สเปคชัดๆ ใช่เลย!
ใจเธอเต้นตึกตักขึ้นมา ก็พลั้งปากพูดออกไปว่า...
“คนหล่อ ขอวีแชทหน่อยได้ไหม”
ไป่ลู่อิงยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ย ยื่นสิ่งที่อยู่ในมือไปตรงหน้าเขาคิดฝันไปไกล หากพูดคุยกันถูกคอ เื่สานสัมพันธ์ต่อคงไม่ยาก ไม่แน่...อาจได้ผู้ชายในสเปคคนนี้มาเป็สามีก็ได้
ทว่า...
“แม่นางหมายถึงสิ่งใดหรือ อะไรแชทๆ ข้าฟังไม่ชัดเจน หรือว่าจะให้ข้าชดใช้พัดเล่มใหม่แทนที่เสียหาย”
ไป่ลู่อิงเห็นเขาพยักพเยิดหน้ามาที่มือ ก็ลดระดับสายตาลงมอง ก็พบว่าสิ่งที่ถือไม่ใช่โทรศัพท์แต่เป็พัดกระดาษที่มีรอยขาดเป็ทางยาว
“เอ๋...โทรศัพท์ฉันล่ะ!?” ไป่ลู่อิงหันรีหันขวางหน้าตาเลิ่กลั่ก รีบคลำตามเนื้อตัว ไม่รู้ว่าโทรศัพท์หายไปไหน พัดนี้เป็ของใคร...มาอยู่ในมือได้ยังไงจากที่สับสนเป็ทุนเดิมก็ยิ่งว้าวุ่นใจ
นี่เธอเมาหนักจนหูตาลาย หรือตอนประสบอุบัติเหตุศีรษะกระแทกพื้นจึงเห็นและได้ยินอะไรแปลกๆ ผิดเพี้ยนไปหมด!
ถ้าเธอเห็นโทรศัพท์เป็พัดได้ ไม่แน่ว่าผู้ชายหล่อเหลาที่พูดจาดี แต่งตัวเหมือนคนโบราณนี่อาจเป็ตาลุงแก่ๆ หรือไม่ก็เป็พนักงานขับรถที่เธอเรียกมาทางแอปพลิเคชันก็เป็ได้
“ช่างเถอะ! ไหนๆ ก็มาแล้ว เอาเป็ว่า...ไปส่งฉันที่คอนโดในเขตวิกตอเรียพีคก็แล้วกัน”ไป่ลู่อิงบอกปัดๆ ตัดปัญหา เกรงว่าคู่สนทนาจะหาว่าเธอเพี้ยน
“แม่นางหมายถึงที่ใดหรือ อยู่เขตแคว้นใด ข้าไม่เคยได้ยินสถานที่ที่เอ่ยถึงมาก่อน”
“อะไรกัน! นี่นายเป็คนขับรถประสาอะไร ทั้งที่ใครๆก็รู้ว่าเขตวิกตอเรียพีคเป็ย่านคนรวยบนเกาะฮ่องกง แล้วจะบอกว่าไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนได้ยังไง”ไป่ลู่อิงติงเสียงขุ่น
“ผู้ไม่รู้...ย่อมไม่ผิด เหตุใดต้องตำหนิ”
“ก็นายเป็พนักงานขับรถ แต่ไม่รู้เส้นทางแล้วมาทำงานได้ยังไง ไหนบอกมาสินายชื่ออะไร! ฉันจะโทรไปร้องเรียนกับทางบริษัท”
“แม่นางช่างพูดจาแปลกประหลาดนัก ข้าฟังแล้วสับสน มิรู้ความ หรือเป็เพราะข้าชนท่านเมื่อครู่จึงเลอะเลือนไปแล้ว”
“เลอะเลือนอะไรกันเล่า ฉันสติดีทุกอย่าง นายไม่ต้องมาเปลี่ยนเื่เลยยังไงฉันก็จะร้องเรียน รีบบอกชื่อมา!”
“ข้าแซ่โจว นามซูเมิ่ง...นายโลมอันดับหนึ่งแห่งหอจิงถิง”
“ห๊า! นายโลมเหรอ ถ้าอย่างนั้น ที่นี่ก็...”ไป่ลู่อิงผินหน้ามองอาคารไม้สองชั้นที่มีโคมเขียวแขวนประดับ เมื่อเห็นโจวซูเมิ่งผายมือไปที่สถาปัตยกรรมโบราณนั้นด้วยท่าทางภาคภูมิใจก็เห็นชายหนุ่มหน้าตาดีกลุ่มหนึ่งเดินยิ้มกว้างเข้ามาหา
“เถ้าแก่เนี้ย! ท่านมาถึงนานแล้วหรือขอรับ”
“เถ้าแก่เนี้ยเหรอ!?” ไป่ลู่อิงมองชายกลุ่มนั้นตาปริบๆ
“เหตุใดทำหน้าเช่นนั้นขอรับ หรือว่าพวกข้าออกมาต้อนรับช้าจึงหงุดหงิดหากเป็เพราะเื่นี้...ข้าเซิงเซียวหรงต้องขอภัยแทนทุกคน พวกเรามัวแต่เตรียมสุราอาหารไว้ต้อนรับจึงไม่ทราบว่าผู้สืบทอดหอจิงถิงคนใหม่มาถึงแล้ว” เซิงเซียวหรงประสานมือ พร้อมทั้งค้อมศีรษะลงเล็กน้อยอย่างนอบน้อมและให้เกียรติคนที่ยืนอยู่เื้ัก็พากันทำตาม
ไป่ลู่อิงเห็นดังนั้นก็ใ รีบพูดลิ้นรัวทีเดียว
“ไม่ใช่นะ! ไม่ใช่อย่างนั้น! ฉันไม่ใช่ผู้สืบทอดอะไรนั่น พวกนายเข้าใจผิดแล้ว!”
“พวกเราจะเข้าใจผิดได้เช่นไร ก็เห็นอยู่...ท่านถือพัดของผู้สืบทอดย่อมเป็เ้าของหอจิงถิงคนใหม่ ไม่ผิดตัวแน่”
“พัด...พัดนี่น่ะเหรอ” ไป่ลู่อิงขมวดคิ้ว มองพัดที่ถือในมือ
“ขอรับ พัดเป็สัญลักษณ์ของผู้สืบทอดหอจิงถิง”
“บ้าไปแล้ว...” ไป่ลู่อิงพึมพำเสียงเบา
ไม่รู้ว่าคนพวกนี้เอาสมองส่วนไหนคิด แค่ถือพัด...จะเป็เ้าของหอนายโลมได้ยังไงเธอไม่อยากยุ่งเกี่ยว ก็ทำทีปล่อยพัดหลุดมือ ไม่ทันเดินหนี เซิงเซียวหรงก็พูดขึ้นเสียก่อน
“เถ้าแก่เนี้ยเพิ่งมาถึง คงเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางเชิญเข้าไปพักผ่อนในหอจิงถิงก่อนเถิดขอรับ สุราอาหารมีพร้อม จะได้ดื่มกินให้สำราญใจ”เซิงเซียวหรงผายมือเชื้อเชิญ คนที่เหลือก็เฮโลเข้าไปหาเ้าของหอโคมเขียวคนใหม่
“ด...เดี๋ยว! เดี๋ยวสิ!”ไป่ลู่อิงปราม หน้าตาเลิ่กลั่ก แต่ไม่ทันเสียแล้ว คนกลุ่มนั้นยกเธอตัวลอยขึ้นจากพื้นพาเข้าไปในหอจิงถิง
โจวซูเมิ่งที่ยืนมองได้แต่ส่ายหน้า โน้มตัวลงเก็บพัดที่เ้าของหอจิงถิงทำตกบนพื้นแล้วก้าวตามหลังไปทราบดีว่านายโลมแต่ละคนต่างประชันแข่งขัน ประจบสอพลอ เอาอกเอาใจเ้าของหอจิงถิงคนใหม่เพราะต่างก็คาดหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนให้เป็นายโลมอันดับหนึ่ง ทั้งที่เขาได้ตำแหน่งนั้นมาจากการขายงานศิลป์ไม่ขายตัว!