สัปดาห์ถัดมาหลิวหรงยังคงออกไปร่วมงานเลี้ยงตามจวนขุนนางชั้นสูง ไปพัฒนาร้านค้า และยังไปทำธุระสำคัญอีกหลายอย่างจนแทบจะไม่ได้อยู่ในตำหนักเลย
เลี่ยงฮั่นที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยต้องรายงานเื่ราวใดๆ ของพระชายาเอกมาก่อนหากนางไม่ก่อเื่ใดๆกลับถูกฉางอ๋องเรียกตัวไปซักไซ้เื่กิจวัตรประจำวันที่แสนจะปกติธรรมดาไม่มีอะไรที่เขาคิดว่าผิดปกติเลย
“เ้ากล่าวว่านางไปซื้อข่าวที่หอขายข่าวด้วยหรือนางซื้อข่าวอะไร”
“ข้อมูลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเหล่าขุนนางในเมืองหลวงรวมทั้งกิจการภายใต้การดูแลของพวกเขาพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่จ้งเหว่ยคาดไม่ถึงว่าซูอวี่หรงจะสนใจเื่เส้นสายทางการเมืองและการค้าของชนชั้นสูงด้วย
“นางคิดจะทำอะไร”
“กระหม่อมคิดว่า หวางเฟย้าขยายการค้าของตนเองพ่ะย่ะค่ะ”
“สตรีอย่างนางน่ะหรือจะมีปัญญาคิดเื่อื่นๆ ได้”ถึงปากของเขาจะกล่าววาจาเหน็บแนม แต่ในใจกลับนึกไปถึงวันที่เขาแอบฟังนางสนทนากับนางกำนัลคนสนิทเห็นทีว่าจะเป็ความจริง
“แล้วเื่ข่าวลือที่ข้าให้เ้าไปสืบมา ว่าอย่างไร”คราวนี้เขาหันไปถามเจี่ยกวานที่ยืนรออยู่อีกฝั่งหนึ่ง
“ข่าวลือเื่หวางเฟยถูกปล่อยโดยคนของสกุลจางพ่ะย่ะค่ะ เมื่อหลายเดือนก่อนหวางเฟยมีเหตุวิวาทอย่างรุนแรงกับคุณหนูจางจนเป็ที่เลื่องลือไปทั่ว สร้างความอับอายให้คุณหนูจางอย่างยิ่งส่วนคนในตำหนักที่เป็ผู้ให้ข่าวนั้น...”
หลังจากรู้ว่าใครเป็ผู้นำข่าวในตำหนักของเขาหลุดออกไปสู่คนภายนอกสีหน้าของหลี่จ้งเหว่ยก็ยังคงเรียบนิ่งองครักษ์คนสนิททั้งสองต่างไม่อาจคาดเดาได้ว่าท่านอ๋องกำลังคิดอย่างไรและจะทำสิ่งใดต่อไป
หลังจากผ่านไปหลายอึดใจ หลี่จ้งเหว่ยจึงหันไปเอ่ยกับเลี่ยงฮั่น
“เ้าก็ไปแจ้งข่าวเื่นั้นกับนางเถิด”
เช้าวันถัดมาเป็วันที่หลิวหรงอยู่ติดเรือนเป็ครั้งแรกหลังจากออกไปทำภารกิจมาตลอดสัปดาห์ก็เห็นองครักษ์ผู้สุขุมเงียบขรึมที่ฉางอ๋องส่งมาคอยเฝ้าเธอไว้เดินเข้ามาในโถงรับรองราวกับมีเื่จะสนทนาด้วย
“ทูลหวางเฟย อีกสามวันท่านอ๋องจะต้องเดินทางไปร่วมพิธีล่าสัตว์จึงให้กระหม่อมแจ้งหวางเฟยเพื่อเตรียมตัวพ่ะย่ะค่ะ”
“เตรียมตัว? หมายถึงเตรียมตัวไปส่งท่านอ๋อง หรือเตรียมตัวเก็บข้าวของไปกับเขาด้วย?”
“หวางเฟยต้องเสด็จพร้อมท่านอ๋องด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“แต่ข้าล่าสัตว์ไม่เป็นะ ไปแล้วจะเกะกะเปล่าๆ”
“หวางเฟยไม่จำเป็ต้องออกล่าสัตว์ เพียงแต่เสด็จตามธรรมเนียมเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”
หลิวหรงมีสีหน้าไม่เต็มใจ แต่เมื่อความทรงจำของซูอวี่หรงผุดขึ้นมาและรู้ว่าขนาดฮ่องเต้ฮองเฮา และพระสนมคนสำคัญยังต้องไปเข้าร่วมด้วย เธอเองก็คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ข้าเข้าใจแล้ว เดี๋ยวจะเริ่มเก็บของวันนี้เลย”
เลี่ยงฮั่นผู้จับสังเกตปฏิกิริยาของพระชายาเอกมาตลอดเมื่อเห็นว่านางไม่ได้มีท่าทียินดีที่จะมีโอกาสใช้เวลาร่วมกับท่านอ๋อง จึงทำเพียงประสานมือคำนับเท่านั้น
หลังจากเลี่ยงฮั่นออกไปแล้ว จีหลิงและจีเฉียวก็ปราดเข้ามากล่าวอย่างกระตือรือร้น
“ในที่สุดหวางเฟยก็จะมีโอกาสใกล้ชิดท่านอ๋องแล้วเพคะ”
“จริงด้วยเพคะ โอกาสเช่นนี้หาได้ยากยิ่งนัก”
หากไม่ใช่เพราะงานสำคัญของราชสำนักก็ไม่รู้ว่าพระชายาเอกจะได้พบฉางอ๋องอีกเมื่อใด การที่ภรรยาถูกสามีหมางเมินจนไร้ความสำคัญและไร้ความหมายไปในที่สุดเป็เส้นทางชีวิตที่ไม่มีสตรีคนใดอยากพบเจอ อย่างน้อยพระชายาเอกก็ควรได้รับการปฏิบัติอย่างให้เกียรติสมฐานะจึงจะถูกต้อง
หลิวหรงที่ปากเปียกปากแฉะกับนางกำนัลทั้งสองให้เลิกพูดถึงและเอาฉางอ๋องเป็สรณะเสียทีคร้านจะเอ่ยปากห้ามแล้ว
“ไม่ใช่ว่าพวกเ้าดีใจที่จะได้ออกไปเที่ยวเล่นกันหรอกเหรอ”
“เื่นั้น...” จีหลิงเม้มปากกลั้นยิ้ม ท่าทางกระดากใจที่จะตอบ
“เป็ผลพลอยได้เพคะ” จีเฉียวต่อประโยคที่เหลืออย่างใจกล้าทำให้พระชายาเอกหัวเราะออกมาได้
เสียงหัวร่อต่อกระซิกของหญิงสาวทั้งสามดังออกไปถึงหูของเลี่ยงฮั่นที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านนอกทำให้เขาคิดว่าบรรยากาศในเรือนชุ่ยอิ่งช่างแตกต่างจากในอดีตราวฟ้ากับเหวหากพระชายาเอกเป็เช่นนี้ั้แ่แรก ฉางอ๋องคงไม่เมินเฉยนางถึงเพียงนี้
เช้าวันที่เ้านายตำหนักฉางอ๋องต้องออกเดินทาง หลิวหรงเดินนำนางกำนัลทั้งสองออกมาจนถึงหน้าประตูตำหนักซึ่งมีรถม้าคันใหญ่จอดรออยู่ก่อนแล้ว ด้านหลังยังมีรถม้าคันเล็กกว่าอีกคันหนึ่งซึ่งเธอไม่แน่ใจว่าตัวเองจะถูกไล่ให้ไปนั่งคันหลังหรือไม่แต่ดูจากอคติในใจเ้าของตำหนักก็ควรจะเป็อย่างนั้น
ในขณะที่เธอคิดจะเดินขึ้นรถม้าคันหลัง เลี่ยงฮั่นที่ยืนรออยู่ก่อนแล้วผายมือไปยังรถม้าคันหน้า
“เชิญหวางเฟยขึ้นรถม้าพ่ะย่ะค่ะ”
“คันนั้นน่ะเหรอ” เธอถามย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
“พ่ะย่ะค่ะ”
หลิวหรงยักไหล่อย่างไม่คิดมาก เธอจะนั่งรถคันไหนก็ได้ขอแค่ความสงบสุขก็พอ และถ้าจะให้ดีก็อย่าให้ต้องนั่งเผชิญหน้ากับตู้เมิ่งเจี๋ยตลอดการเดินทางเลย
แต่ความสงบสุขที่เธอคาดหวังไว้กลับปลิวหายไปทันทีที่ขึ้นมาบนรถม้าถึงแม้คนที่เธอเห็นจะไม่ใช่ตู้เมิ่งเจี๋ย แต่หลี่จ้งเหว่ยก็ไม่ใช่คนที่เธออยู่ด้วยแล้วจะพบกับสันติสุขได้อย่างแน่นอน
“ท่านอ๋อง”
“อืม” เ้าของตำหนักตอบรับในลำคอด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆ
หลิวหรงจึงค่อยๆ ก้าวมานั่งเงียบๆ ตรงที่ว่างที่เหลืออยู่พยายามไม่ให้ร่างกายส่วนหนึ่งส่วนใดของตัวเองส่งเสียงออกมา จะได้ไม่ไปเผลอกระตุ้นต่อมโมโหของใครอีกคน
จีหลิงและจีเฉียวเลิกผ้าม่านตั้งใจจะก้าวตามเ้านายขึ้นไปแต่ทันทีที่เห็นว่ามีใครอยู่ในรถม้าด้วย จีเฉียวก็รีบปิดผ้าม่านลงแล้วลากจีหลิงถอยออกไปในทันทีตามสัญชาตญาณภาพจำของฉางอ๋องในหัวของพวกนางคือบุรุษผู้มีอำนาจสูงสุดในตำหนัก และทุกครั้งที่ได้พบเขาก็มักเป็สถานการณ์ที่เขาทำท่าราวกับอยากจะหักคอพระชายาเอกอยู่ร่ำไปพวกนางจึงเกิดอาการหวาดผวาเมื่อเห็นท่านอ๋องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หลิวหรงนั่งนิ่งๆ หายใจเบาๆ ราวกับคนไร้ตัวตนตลอดการรอคอยให้ขบวนรถม้าพร้อมออกเดินทางใช้เวลาราวหนึ่งเค่อ รถม้าก็เคลื่อนออกจากหน้าตำหนักฉางอ๋อง
เมื่อไม่มีใครเอ่ยปากพูดอะไรออกมาบนรถม้าก็มีเพียงเสียงล้อรถม้าบดถนนและเสียงฝีเท้าม้าดังกุบกับอยู่ด้านนอกปกติเวลาไปไหนมาไหน จีหลิงและจีเฉียวมักจะขึ้นมานั่งบนรถม้าเป็เพื่อนเธอแต่ไม่รู้ว่าตอนนี้ไปไหนกันหมดแล้ว เธอเองก็ไม่กล้าถามเสียด้วย
ในขณะที่ฉางอ๋องและพระชายาเอกต้องเข้าร่วมพิธีล่าสัตว์ตามธรรมเนียม ตู้เมิ่งเจี๋ยกลับได้รับคำสั่งให้อยู่ในตำหนัก
‘ท่านอ๋องตรัสว่าเช่อเฟยยังไม่หายดี และไม่อยากให้เช่อเฟยต้องเหน็ดเหนื่อยหรือได้รับความกระทบกระเทือนใดๆจึงรับสั่งให้เช่อเฟยพักผ่อนอยู่ที่ตำหนักพ่ะย่ะค่ะ’
นั่นคือสิ่งที่เจี่ยกวานแจ้งนางเมื่อวานนี้ แม้ฟังดูคล้ายกับว่าฉางอ๋อง้าปกป้องนางแต่การที่นางไม่เคยได้เข้าร่วมงานหรือพิธีสำคัญที่ทางราชวงศ์จัดขึ้น ทำให้นางรู้สึกว่าถูกกดให้ต่ำต้อยอย่างไรก็อย่างนั้น
สิ่งที่ตู้เมิ่งเจี๋ยกังวลที่สุดคือเื่ที่ซูอวี่หรงจะมีโอกาสใกล้ชิดและค้างแรมอยู่ในกระโจมเดียวกับฉางอ๋องถึงสามวันสองคืนหากเป็ซูอวี่หรงที่เคยร้ายกาจและไร้ปัญญาผู้นั้นก็แล้วไปเถิด แต่เวลานี้สตรีผู้นั้นเปลี่ยนไปราวกับคนละคนกิริยาวาจาก็ไม่ได้หยาบกระด้างน่ารังเกียจดั่งเช่นอดีตเมื่อรวมกับใบหน้างดงามเหนือสตรีทั้งหลายนั้นด้วยแล้ว ฉางอ๋องที่เป็บุรุษมีหรือจะไม่หวั่นไหวใจอ่อน
“เหตุใดข้าถึงต้องเกิดในตระกูลต่ำต้อยเหตุใดนางถึงมีพร้อมทุกอย่างโดยที่ไม่ต้องพยายามอะไรเลย”
‘อี้เพ่ย’ นางกำนัลคนสนิทเห็นเ้านายคับข้องหมองใจจึงพยายามกล่าวปลอบ
“แต่ท่านอ๋องไม่ได้ให้ความสำคัญกับเื่นั้นนะเพคะที่ผ่านมาทุกคนก็เห็นว่านางไม่เคยได้รับความโปรดปราน ท่านอ๋องโปรดเพียงเช่อเฟยเท่านั้น”
‘โปรดหรือ... บุรุษจะโปรดปรานสตรีผู้หนึ่งได้นานเพียงใดกัน’ หากนางไม่มีผู้สนับสนุนอยู่เื้ั ต่อไปหากความโปรดปรานจืดจางหรือหมดสิ้นลงแล้วยังจะมีสิ่งใดรักษาสถานะของตนเองไว้ได้อีก
“เ้าไปส่งข่าวแจ้งคนของท่านผู้นั้นว่าข้ายินดีรับข้อเสนอของเขาแล้ว”
อี้เพ่ยเงยหน้ามองเ้านายของตนเพื่อความแน่ใจ ก็เห็นว่าพระชายารองพยักหน้ายืนยันอย่างหนักแน่นนางเลือกติดตามพระชายารองแล้ว ย่อมอยากให้ผู้เป็นายก้าวหน้ารุ่งเรืองและมีสถานะมั่นคงยิ่งขึ้นเพื่ออนาคตของตนเองเช่นกัน
“เพคะ เช่อเฟย”
แม้หลิวหรงจะอยากให้ตลอดการร่วมทางกับหลี่จ้งเหว่ยไร้ซึ่งการปฏิสัมพันธ์ทุกประเภท แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่เื่ง่าย การไม่มีเสียงพูดคุยระหว่างกันอีกทั้งต่างฝ่ายต่างคอยดูเชิงกันตลอดเวลาให้ความรู้สึกกดดันและอึดอัดอย่างถึงที่สุด
“ได้ยินมาว่าเ้าจะขยายร้านค้าหรือ”
ประโยคสนทนาแรกระหว่างเธอกับฉางอ๋องที่โพล่งขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำให้หลิวหรงสะดุ้งแม้น้ำเสียงของเขาจะไม่ได้ดุดันหรือกระโชกโฮกฮากก็ตาม
ท่าทางเหมือนกระต่ายน้อยตื่นตูมนั้นทำให้หลี่จ้งเหว่ยรู้สึกขบขันไม่เคยคิดว่าสตรีร้ายกาจที่มักเชิดหน้าวางท่าไม่เกรงกลัวสิ่งใดจะขวัญอ่อนได้ถึงเพียงนี้
หลังจากตั้งสติได้แล้ว เธอจึงถอนหายใจแล้วตอบกลับไป
“ไม่เชิงเพคะ แค่มีหลายส่วนที่ต้องปรับเปลี่ยนสักหน่อย”
“อย่างไร”
หลิวหรงมองเขาตาปริบๆ ของแบบนี้จะไปบอกคนนอกได้ยังไง
“เอ่อ... ก็อย่างเช่นเพิ่มสายการผลิตสินค้าใหม่ๆ หรือเพิ่มวิธีการนำเสนอสินค้ารูปแบบใหม่ๆอะไรทำนองนี้เพคะ”
คำตอบของนางแม้จะเข้าใจยากและกำกวม แต่ฟังแล้วไม่คล้ายกับวาจาของหญิงไร้ปัญญาที่เขารู้จักก่อนหน้านี้
“วิธีการนำเสนอสินค้ารูปแบบใหม่ๆ นี้ทำอย่างไร”
หลิวหรงถลึงตาใส่เขาอย่างลืมตัว
“นั่นเป็ความลับทางการค้า เปิดเผยไม่ได้เพคะ”
“หึหึ”
หลี่จ้งเหว่ยไม่คาดคิดว่าจะได้คำตอบที่มาพร้อมสีหน้าราวกับเขาเป็สายลับที่พยายามล้วงเอาข้อมูลจากนางจึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
“เห็นเ้าพูดจาเสียใหญ่โต คิดว่าจะทำสำเร็จจริงหรือ”
‘อ้าว...ตานี่หนิ...’
หลิวหรงกัดฟันฉีกยิ้มเสแสร้งด้วยความหมั่นไส้
“เื่นั้นให้เป็เื่ของหม่อมฉันเถอะเพคะ”
หลังจากพูดจบแล้ว เธอก็สะบัดหน้าหนีไปอีกทางเพื่อเป็สัญญาณบ่งบอกว่า ‘การสนทนาจบลงเพียงเท่านี้นะ’ นั่นยิ่งสร้างความขบขันในสายตาของคู่สนทนามากขึ้นไปอีก
เวลาที่นางไม่ได้มีอาการราวกับถูกภูติผีปิศาจเข้าสิงจนพูดไม่รู้ความหรือก่อเื่วุ่นวายจนใครต่อใครเดือดร้อนไปทั่วก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกน่ารังเกียจสักเท่าใด