สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 9 ตอนที่ 263 ไม่ใช่ฝ่าบาทพระองค์เดิมอีกแล้ว

        เฉินเซ่าป๋ายใช้รถม้าศึกส่งอันเจิงกลับเมืองฟางกู้เมื่อรถม้าศึกที่มีกลิ่นอายโบราณลอยอยู่กลางอากาศเหนือสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์นั้นอันเจิงยังคงรอให้ทาสดาบลำดับที่สิบสามส่งเขาลงไป ทว่าทาสดาบกลับจับเสื้อเขาแล้วโยนลงไปทันทีมีคนบอกว่าความแตกต่างของระดับความสูงที่หล่นลงก็คือเสียงร้องที่สะท้อนกลับขึ้นมาอันเจิงหล่นลงจากที่สูงขนาดนั้น แต่เขากลับไม่มีเวลาร้องเลยสักนิด

 

        หากเป็นแตงโมละก็ การหล่นจากที่สูงขนาดนั้นต้องแตกอย่างอนาถขนาดไหน?

 

        โครม!

 

        อันเจิงตกลงบนพื้นอย่างแรง

 

        พื้นถนนที่แข็งแกร่งถูกกระแทกจนแตกกลายเป็นรูใหญ่แล้วฝุ่นควันก็ฟุ้งไปทั่ว เศษหินแตกกระจัดกระจายไปรอบตัวอันเจิงร้านค้าที่อยู่สองข้างทางของถนนสายนี้โชคร้ายมาก เพราะของในร้านก็เสียหายจนแทบจะใช้งานไม่ได้อีกแล้ว

 

        ฝุ่นตลบไปทั่ว

 

        อันเจิงเดินออกมาจากหลุมลึกกลางถนนด้วยท่าทางหล่อเหลาคนมีกระดูกเหล็กก็จะมีทีท่าประมาณนี้

 

        ต่อจากนั้น อันเจิงก็เดินอย่างนอบน้อมไปขออภัยและจ่ายค่าชดเชยแก่ร้านค้าที่ได้รับความเสียหายโชคดีที่เขาเป็นคนพกเงินติดตัวมากอยู่แล้วฉะนั้นจึงมีเงินเพียงพอสำหรับจ่ายให้กับร้านค้าทุกร้าน...

 

        ผ่านไปไม่นาน เรื่องที่อันเจิงจ่ายเงินชดเชยให้แก่ร้านค้าเหล่านั้นก็กระจายออกไปเมื่อมีกลุ่มคนมากมายมามุงดู อันเจิงก็กลับเข้าสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์แล้ว

 

        หลังจากกลับถึงสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์อันเจิงจึงเห็นว่าที่แท้เขาจากไปไม่นานจริง ๆ

 

        ถึงแม้ตราประทับท้าทายสวรรค์จะดีมากแต่ผู้ที่บ่มเพาะกายในนั้นก็เลื่อนระดับพลังช้าเกินไปถึงแม้ตอนที่อยู่ด้านในเวลาแทบจะไม่เดินเลยก็ตาม แต่หลังจากพลังข้ามขั้นแล้วสิ่งที่ต้องทำก็คือหมั่นฝึกฝนบ่มเพาะกาย ส่วนการที่เวลาหยุดเดินมันอาจไม่ใช่เรื่องดีสำหรับผู้ฝึกพลังวัตรเสมอไป

 

        ตู้โซ่วโซ่วเห็นอันเจิงเดินเข้ามาจากด้านนอกก็ชะงักไป“เจ้าออกไปตั้งแต่เมื่อไหร่? เมื่อคืนยังเห็นเจ้านั่งเหม่อลอยในห้องอยู่เลย”

 

        อันเจิงวางอาหารเช้าในมือลงบนโต๊ะ“อีกประเดี๋ยวข้าค่อยบอกเจ้าอย่างละเอียด เมื่อคืนนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือไม่? แล้วเสี่ยวชีเต้าล่ะ?”

 

        “ยังอยู่ในตราประทับท้าทายสวรรค์เจ้าเป็นคนบอกเองไม่ใช่หรือว่าช่วงนี้อย่าให้เสี่ยวชีเต้าออกมาจากตราประทับท้าทายสวรรค์ มีอะไรหรือไม่?”

 

        อันเจิงส่ายหน้า “ไม่มีอะไรก็ดีแล้ว”

 

        กู่เชียนเยว่และชวีหลิวซีเดินจูงมือกันเข้ามาเมื่อกู่เชียนเยว่เห็นอันเจิง นางก็กระโดดเข้าไปกอดคออันเจิงทันที “แหม...เจ้าสำนักของเราได้ยินสิ่งที่ข้าพูดในความฝันด้วยอย่างนั้นรึรู้ว่าเช้านี้ข้าอยากกินเต้าหู้ จึงตั้งใจออกไปซื้อมาให้โดยเฉพาะเลย”

 

        อันเจิงถูกนางจู่โจมจนล้มลงแล้วตู้โซ่วโซ่วก็หัวเราะทันที “อธิบายหน่อยเถอะว่า ทำไมอันเจิงถึงจะได้ยินสิ่งที่เจ้าพูดในความฝันล่ะ”

 

        ใบหน้าของกู่เชียนเยว่แดงขึ้นทันที“หากไม่ใช่เพราะเสียดายของละก็ ข้าจะเอาเต้าหู้อัดหน้าเจ้าเลย”

 

        ตู้โซ่วโซ่วหัวเราะแห้ง ๆ

 

        ชวีหลิวซีนั่งลงข้างอันเจิงแล้วหันไปมองอันเจิงเป็นระยะ “เกิดเรื่องอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ?”

 

        อันเจิงส่ายหน้า “มีอะไรหรือไม่?”

 

        ชวีหลิวซียื่นมือไปจับมืออันเจิงแล้วสีหน้าก็เต็มไปด้วยความสุข “เมื่อคืนนี้พลังวัตรของเจ้าเลื่อนระดับแล้ว? ทำไมถึงไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยอีกทั้งข้ายังรู้สึกด้วยว่าร่างกายเจ้าเปลี่ยนไปไม่น้อยดูเหมือนแข็งแกร่งขึ้นมากเลยนะ”

 

        ตู้โซ่วโซ่วเอียงคอมองไปยังใต้โต๊ะแล้วถอนหายใจส่วนกู่เชียนเยว่ก็นั่งกินอาหารเช้าอยู่ด้านข้างอย่างหิวกระหาย ราวกับไม่ได้ยินอะไรเลยสักอย่าง

 

        ชวีหลิวซีอยากดึงมือกลับมา ทว่าอันเจิงจับไว้แน่นไม่ยอมปล่อยพวกเขาทั้งสองคนจับมือกันเช่นนี้แล้วกินอาหารเช้า ดูเหมือนชวีหลิวซีไม่ค่อยเป็นตัวเองเท่าไหร่แต่มือของนางกลับอบอุ่นมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

        ตอนนี้สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แล้วมีเรื่องมากมายที่อันเจิงต้องจัดการ อันเจิงมอบหมายให้ชวีเฟิงจื่อและหลางจิ้งเป็นคนดูแลสำนักแล้วก็ลากตัวตู้โซ่วโซ่วและคนอื่นเข้าตราประทับท้าทายสวรรค์ไป เขาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในมิติลับให้ทุกคนฟังหนึ่งรอบทันใดนั้น สีหน้าของกู่เชียนเยว่ก็ดูอมทุกข์ขึ้นมาทันที “เรื่องน่าสนุกขนาดนี้ครั้งหน้าต้องพาข้าไปด้วยนะ”

 

        อันเจิงนำของวิเศษที่เก็บมาได้วางไว้ทั้งหมด“ของพวกนี้ เลือกดูเองแล้วกันว่าเหมาะกับใคร แล้วก็แบ่ง ๆ กันนะ”

 

       เขาหยิบของวิเศษที่ระดับสูงมากออกมาสองชิ้น นั่นก็คือมีดที่ทำมาจากเขี้ยวหมาป่าและโล่“สองชิ้นนี้ข้ามอบให้หลางจิ้ง”

 

        ขณะที่พวกเขากำลังล้อมวงดูของวิเศษอยู่นั้นด้านนอกสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ก็มีขันทีคนหนึ่งเดินมาอยู่หน้าประตูใหญ่ แล้วบอกว่าราชาทรงเรียกให้อันเจิงเข้าพบผู้เฒ่าฮั่วเรียกอันเจิงออกมา อันเจิงจึงเห็นว่านี่ไม่ใช่ขันทีที่เขารู้จัก

 

        “เจ้าเป็นใคร?”

 

        “ฝ่าบาททรงรับสั่งให้ข้าน้อยมาถามท่านปั๋วว่าท่านเจออันกงกงบ้างหรือไม่? หลังจากวันที่อันกงกงออกจากตำหนักวิหารสวรรค์มาหาท่านปั๋วเขาก็ไม่กลับเข้ามาอีกเลย ตอนนี้ฝ่าบาททรงเป็นกังวลมาก เลยให้ข้าน้อยมาดูหน่อย”

 

        อันเจิงขมวดคิ้ว “อันเฉิง? ไม่เคยมาหาข้านี่”

 

       สีหน้าของขันทีคนนั้นเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง “ในเมื่อเป็นแบบนี้แล้ว อย่างนั้นก็ลำบากท่านปั๋วเข้าตำหนักวิหารสวรรค์กับข้าหน่อยฝ่าบาทยังทรงรอฟังคำตอบจากปากท่าน”

 

        อันเจิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องเจอมู่ฉางเยียนอยู่ดีในเมื่อตอนนี้รู้ว่ามู่ฉางเยียนถูกควบคุมแล้ว เช่นนั้นก็เข้าไปดูให้เห็นกับตาเลยแล้วกันว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างฉะนั้นเขาจึงตอบรับแล้วกลับเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนเข้าตำหนักวิหารสวรรค์พร้อมขันทีระหว่างเดินทาง อันเจิงก็ถามขันทีคนนั้น “เจ้าเข้าวังตั้งแต่เมื่อไหร่ทำไมข้าไม่เคยเจอเจ้ามาก่อน”

 

        ขันทีพูดด้วยความนอบน้อม“ข้าน้อยเพิ่งเข้าวังเมื่อวานนี้เอง เพราะอันกงกงไม่อยู่ ฉะนั้นเรื่องที่ต้องให้ข้าน้อยจัดการเลยมากขึ้นข้าน้อยมีชื่อว่าเซียงจุน หากต่อไปท่านปั๋วมีเรื่องอะไรก็สั่งข้าน้อยได้เลย”

 

        อันเจิงพยักหน้า ถึงแม้จะไม่เคยเจอขันทีคนนี้มาก่อนแต่อันเจิงมักจะรู้สึกว่าบนร่างเขามีกลิ่นอายอะไรบางอย่างที่คุ้นเคย ดูเหมือนอันเจิงเคยได้กลิ่นนี้จากใครบางคนแต่นึกไม่ออกสักทีว่าได้กลิ่นนี้มาจากไหน กลิ่นนี้จางมาก หากไม่ใช่เพราะอันเจิงเคยเป็นผู้ดูแลกรมตุลาการแห่งราชสำนักต้าซีเขาก็คงไม่คุ้นเคยกับความรู้สึกเช่นนี้ หากเป็นคนอื่นละก็ คงไม่รู้สึกถึงความผิดปกตินี้แน่

 

        และหากเป็นคนอื่นละก็อาจต้องคิดว่ากลิ่นนี้มาจากแป้งที่ขันทีทาอย่างแน่นอน

 

        อันเจิงเข้าวังกับเซียงจุน เมื่อเดินไปถึงหน้าประตูแล้วอันเจิงก็เห็นเฉินไจ่เหยียนกำลังเดินเข้าวังอย่างรีบร้อนเช่นกัน ในใจอันเจิงกระตุกวูบทันทีเขารีบหันไปพูดกับเซียงจุน “เจ้าเข้าไปรายงานก่อน ทูลฝ่าบาทว่าอีกครู่หนึ่งข้าจะตามไปข้ามีบางเรื่องอยากคุยกับใต้เท้าเฉินสักหน่อย”

 

        เซียงจุนเพิ่งเข้าวังจึงไม่กล้าโต้แย้งอะไรหลังจากพยักหน้าแล้วก็เดินจากไป

 

        อันเจิงรีบเดินเข้าไปห้ามเฉินไจ่เหยียนจากนั้นก็กดเสียงต่ำแล้วเล่าเรื่องที่ราชาถูกไทเฮาควบคุมให้เขาฟังหนึ่งรอบ เฉินไจ่เหยียนชะงักไปทว่ายังคงรักษาอารมณ์ดังเดิม หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งเขาก็รีบเดินจากไป

 

       สิ่งที่อันเจิงกังวลก็คือความซื่อสัตย์ที่เฉินไจ่เหยียนมีต่อมู่ฉางเยียนทว่าเรื่องที่เขาพูดทั้งหมด ไทเฮาอาจรู้ได้อย่างไม่ต้องทำอะไรเลย ตอนนี้คนที่ทำงานในราชสำนักอย่างตั้งใจก็เห็นจะมีแต่เฉินไจ่เหยียนกับพวกแล้วล่ะหากเฉินไจ่เหยียนจบเห่ แคว้นเยี่ยนก็คงใกล้ล่มสลายแล้ว ตอนนี้ทรัพย์สินของแคว้นทั้งหมดถูกใช้ในการทำสงครามกับแคว้นโยวจนถึงตอนนี้ แคว้นเยี่ยนก็ยังไม่มีท่าทีจะพ่ายแพ้ ประการแรกคือเพราะอำนาจและความสามารถของแม่ทัพฟางจือจี่ประการที่สองก็คือมีคนในหน่วยทหารที่คอยช่วยเหลือ

 

        หลังจากอันเจิงเดินเข้าตำหนัก จึงเห็นราชามู่ฉางเยียนประทับเหม่อลอยอยู่บนเก้าอี้

 

        “คารวะฝ่าบาท”อันเจิงโค้งตัวลงแล้วพูดขึ้น

 

        ราชามู่ฉางเยียนหันพระพักตร์มาทางอันเจิงทำให้อันเจิงรู้สึกเหมือนเขาคือคนแปลกหน้าจริง ๆ เพราะอันเจิงรู้เรื่องนี้แล้วฉะนั้นจึงระมัดระวังเป็นพิเศษ ในใจเขาสั่นไหวเพราะแววตาของมู่ฉางเยียนในตอนนี้ไม่เหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้วหรือระหว่างค่ำคืนที่ผ่านมา มู่ฉางเยียนเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว?

 

        “อันเฉิงล่ะ? เนี่ยชิงล่ะ?”

 

        ราชามู่ฉางเยียนตรัสถามขึ้นมาพร้อมกันสองประโยคแล้วพระสุรเสียงก็ดูประหลาดมาก อันเจิงรู้ว่าคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าไม่ใช่ราชามู่ฉางเยียนอีกแล้วทว่ายังแสร้งทำเหมือนไม่รู้เรื่อง

 

        “กระหม่อมไม่ทราบ”

 

        “อันเฉิงบอกว่าจะไปหาเจ้าแล้วไม่กลับมาอีกเลย ข้าให้เนี่ยชิงไปหาเจ้าและเนี่ยชิงก็ไม่ได้กลับมาเหมือนกัน...เจ้าไม่รู้จริงๆ รึ?”

 

        “กระหม่อมไม่ทราบว่าอันกงกงมาหากระหม่อมแต่ตอนที่อยู่สำนักวรยุทธ์ชาง คนที่สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์บอกว่าเนี่ยชิงมาหาแต่เมื่อกระหม่อมกลับมาถึง เนี่ยชิงก็จากไปแล้ว คาดว่าออกไปก่อนกระหม่อมกลับมาไม่นานซึ่งกระหม่อมก็ไม่รู้ว่าเนี่ยชิงไปไหน”

 

        สีพระพักตร์ของราชามู่ฉางเยียนเปลี่ยนไปทันทีทรงทอดพระเนตรไปนอกหน้าต่าง “อันเจิง...ข้างกายข้ามีคนที่ใช้ได้ไม่มาก ทั้งยังน้อยลงเรื่อยๆ แล้ว อันเฉิงต้องคิดว่าอยู่ข้างกายข้าแล้วไม่มีอนาคตแน่นอน ฉะนั้นจึงหนีไปส่วนเนี่ยชิงอาจกลับมาหรือไม่กลับมาก็ได้ฉะนั้นคนข้างกายข้าที่ไว้ใจได้ก็เหลือเพียงเจ้าคนเดียวเท่านั้น เรื่องพวกนี้ก็ต้องอาศัยเจ้าจัดการเพียงคนเดียว”

 

        “ฝ่าบาทโปรดรับสั่งมาได้เลย”

 

        “พาตัวเสี่ยวชีเต้ามา”

 

        “หือ?”

 

        อันเจิงมองไปยังราชามู่ฉางเยียน “ฝ่าบาทเคยตรัสว่าเสี่ยวชีเต้าอยู่กับกระหม่อมปลอดภัยกว่าไม่ใช่รึ?”

 

        “ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้วข้าคิดว่าจะให้เสี่ยวชีเต้าอยู่ข้างกายข้า หากเป็นแบบนี้คงจะดีกว่าข้าจะสั่งสอนเขาด้วยตัวเอง ให้เขาเป็นราชาแห่งแคว้นเยี่ยนที่เพียบพร้อม”

 

        หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งอันเจิงจึงพูดขึ้น “กระหม่อมเข้าใจแล้ว เมื่อกลับไปแล้วกระหม่อมจะนำตัวเสี่ยวชีเต้าเข้าตำหนักวิหารสวรรค์ทันที”

 

        สีพระพักตร์ของราชามู่ฉางเยียนดูเมตตามากขึ้น“ดี ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนซื่อสัตย์ ต้วนเยิน เจ้าเข้ามาได้”

 

        ต้วนเยินที่ยืนอยู่ด้านนอกเดินเข้ามาจากนั้นก็โค้งตัว “ฝ่าบาทโปรดรับสั่ง”

 

        เดิมทีต้วนเยินเป็นผู้ฝึกซ้อมคนในค่ายเต่าดำต่อมาราชามู่ฉางเยียนก็รับสั่งให้อันเจิงมาทำหน้าที่นี้แทน ครั้งก่อนที่ตระกูลเกาลอบปลงพระชนม์ในช่วงสุดท้ายต้วนเยินเลือกที่จะหนีไป เพราะราชามู่ฉางเยียนทรงถูกควบคุมไทเฮาจึงรู้เกี่ยวกับอำนาจที่ทรงมีทั้งหมด ฉะนั้นต้วนเยินจึงถูกเรียกตัวกลับมาเพียงแค่ต้วนเยินไม่รู้ว่าระยะเวลาที่เขาไม่อยู่ ราชามู่ฉางเยียนไม่ใช่ราชาพระองค์เดิมอีกต่อไปแล้ว

 

        “เจ้ากลับไปพร้อมอันเจิงแล้วคุ้มครองตัวเสี่ยวชีเต้ากลับมา”

 

        ต้วนเยินโค้งตัวลง “กระหม่อมน้อมรับพระบัญชา”

 

        เขาลุกขึ้นแล้วมองไปที่อันเจิง ตั้งใจให้อันเจิงเห็นชุดที่เขาสวมในตอนนี้อย่างชัดเจนมันคือชุดองครักษ์ตำหนักวิหารสวรรค์ระดับสามที่ดูงดงามเดิมทีอันเจิงไม่รู้สึกว่าคนคนนี้น่ารังเกียจ แต่หลังจากวินาทีนี้อันเจิงก็รู้สึกรังเกียจเขาขึ้นมาทันที ต่อให้เป็นตอนที่ต้วนเยินหนีไปในช่วงสุดท้ายอันเจิงก็ไม่รู้สึกว่านั่นคือเรื่องผิด เพราะทุกคนต่างก็กลัวตายกันทั้งนั้นฉะนั้นการถอยหลังให้กับความตายตรงหน้าคือเรื่องปกติ

 

        ยิ่งไปกว่านั้น วันนั้นต้วนเยินทำได้ดีมากแล้วมีไม่กี่คนที่สามารถอดทนต่อสู้ได้มากเท่าเขา

 

        “ตอนนี้?” อันเจิงถามขึ้น

 

        ราชามู่ฉางเยียนพยักพระพักตร์ “ตอนนี้เลย”

 

        ต้วนเยินพูดด้วยสีหน้าเหมือนอมยิ้มเล็กน้อย“ไปเถอะ ท่านรองหัวหน้าองครักษ์อัน”

 

        อันเจิงขานรับจากนั้นก็เดินออกไปยังด้านนอก

 

        ต้วนเยินเดินตามหลังของอันเจิงพลางพูดด้วยน้ำเสียงที่หยิ่งทะนง “อีกหน่อยพวกเราก็เป็นคนในราชสำนักเดียวกันแล้วยังต้องพึ่งท่านรองหัวหน้าองครักษ์อันอีกมาก ข้าเพิ่งรับตำแหน่งหัวหน้าองครักษ์มีเรื่องที่ต้องจัดการมากมาย หวังว่าเจ้าจะให้ความร่วมมือ”

 

        อันเจิงเพิ่งจะอ้าปาก เขาก็ได้ยินต้วนเยินพูดเสียงต่ำ“อย่าหันกลับมา เดินไปด้านหน้าต่อ...อันเจิง ฝ่าบาททรงผิดปกติข้าไม่รู้ว่าเจ้าดูออกหรือไม่ แต่ฝ่าบาทที่ประทับอยู่ตรงนั้น...เหมือนไม่ใช่ฝ่าบาทพระองค์เดิมอีกแล้วข้าไม่รู้จะทำอย่างไรดี แล้วก็ไม่รู้ว่าควรปรึกษาใครด้วย จริงอยู่ข้าอิจฉาเจ้ามาโดยตลอด ยิ่งไปกว่านั้น ข้าเกลียดเจ้าด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้คนเดียวที่ข้าเชื่อใจได้ก็คือเจ้า...”

 

        หลังจากพูดจบเขาก็พูดต่อด้วยเสียงที่หยิ่งทะนง “เป็นอะไรไป ดูเหมือนท่านจะไม่ค่อยพอใจนะ?”

 

        อันเจิงพูดขึ้น “ท่านมีอะไรก็สั่งได้เลย”

 

        จากนั้นเขาก็กดเสียงต่ำ “เจ้า...มองไม่ผิดหรอกตอนนี้ฝ่าบาทไม่ใช่ฝ่าบาทพระองค์เดิมอีกต่อไปแล้ว”

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน