เทียนฉินเผยรอยยิ้มออกมาด้วยความดีใจ เพราะชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขานั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นจงลู่อันพี่น้องร่วมสาบานของเขานั่นเอง นับตั้งแต่วันที่เลือกนิกายวันนั้น พวกเขาทั้งสองคนก็ไม่มีโอกาสได้พบกันอีกเลย ด้วยภาระหน้าที่หรือเหตุผลอะไรก็ตาม แต่ในที่สุดทั้งสองก็ได้มาพบกันอีกครั้งแล้ว
"มันเรื่องอะไรกันหรือน้องเทียน?"
จงลู่อันเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ เพราะตอนที่ศิษย์ในนิกายไปตามเขานั้น เขารู้เพียงแค่ว่ามีคนต้องการพบเขา แต่ไม่ได้ถามถึงรายละเอียดอะไรก่อนก็รีบออกมาทันที และเมื่อยังไม่ทันมาถึงดีก็เห็นว่าเทียนฉินกำลังโจมตีอาวุโสของนิกายตนเองอยู่ จึงได้แต่ปล่อยพลังสกัดกั้นออกไปเพื่อไม่ให้เรื่องราวมันบานปลายมากกว่านี้เท่านั้น
ส่วนคนที่ยืนดูกันอยู่ต่างตกตะลึงตาค้างกันเป็นแถว ใครเลยจะไปคาดเดาได้ว่าชายที่มาพบกับจงลู่อันนั้นกลับเป็นพี่เป็นน้องกันเสียได้ ส่วนหยวนเปิ่งกับหลิ่วโผต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก คิดว่าคราวนี้คงไม่เพียงแต่ต้องเจ็บตัวฟรีเท่านั้น แต่หากทางนิกายเข้ามาสืบเรื่องราวเข้าจริงๆ พวกมันศิษย์อาจารย์อาจจะโดนทางนิกายลงโทษอีกก็เป็นได้
"แค่เรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อยเท่านั้นเอง!"
เทียนฉินยังคงตอบไปด้วยน้ำเสียงแจ่มใส ตอนนี้เขาได้พบกับจงลู่อันเขาก็อารมณ์ดีแล้ว ไม่คิดจะไปถือสาหาความอันใดกับทั้งสองคนอีก จากนั้นจึงหันไปเอ่ยกับหยวนเปิ่งเสียงเข้มเล็กน้อย
"จริงมั้ย?"
หยวนเปิ่งได้ยินพลันสะดุ้งหน้าตาตื่น รีบลุกขึ้นมาเอ่ยกับจงลู่อันอย่างรวดเร็ว
"ชะ..ใช่แล้ว!"
"เป็นเรื่องเข้าใจผิดกันเท่านั้น!"
จงลู่อันเห็นท่าทางของหยวนเปิ่งก็ส่ายหัวเอือมระอา ทุกคนในนิกายต่างก็รู้กันดีว่าคนผู้นี้มีนิสัยชอบข่มเหงรังแกศิษย์ที่เข้ามาใหม่ อีกทั้งเมื่อเจอกับปัญหาอะไรก็มักจะปัดความรับผิดชอบเสมอ จึงได้ถูกลงโทษให้มาเฝ้าอยู่หน้านิกายทั้งศิษย์และอาจารย์ทั้งที่ระดับพลังก็สูงมากอยู่
"หากไม่มีอะไรแล้วก็ดี!"
จงลู่อันเอ่ยออกไปอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเดินเข้ามากอดคอเทียนฉินทั้งดึงทั้งลากด้วยสีหน้าระรื่น
"ไปน้องเทียน! คืนนี้ไม่เมาไม่เลิก!"
ทั้งสองคนเดินกอดคอกันเข้านิกายโดยไม่สนใจเลยว่า คนอื่นๆที่อยู่ตรงนี้ล้วนแล้วแต่มองไปทางหยวนเปิ่งกับหลิ่วโผด้วยสายตาดูถูก ส่วนศิษย์อาจารย์สองคนนั้นต่างก็พากันรีบหลบออกไปด้วยความอาย ไม่กล้าสู้หน้าใครไปอีกนาน...
บรรยากาศพลบค่ำแสงสีแสดส่องสว่างไปทั่วท้องฟ้า ภายในศาลาแห่งหนึ่งมีเสียงหัวเราะดังมาไม่ขาดสาย เทียนฉินเล่าประสบการณ์ที่ผ่านมาให้จงลู่อันได้รู้อย่างไม่ปิดบัง ตั้งแต่ได้เป็นศิษย์ของประมุขนิกายเพลิงอัคคี ออกไปผจญภัยยังต่างแคว้น หรือแม้กระทั่งต่อสู้กับคนของนิกายเมฆอนันต์ และเข่นฆ่าสังหารพวกนอกรีตอย่างลัทธิอีกาดำ
"ดีๆ! สังหารพวกนอกรีตไปได้ส่วนหนึ่งก็ทำให้ผู้คนอยู่กันอย่างสุขสบายได้เพิ่มขึ้น!"จงลู่อันพึมพำออกมาเบาๆ ในใจพลันหวนคิดถึงเหม่ยหลินไม่ได้
เวลาล่วงเลยไปจนดึก แต่ทั้งสองยังคงนั่งดื่มสุรากันอย่างไม่มีทีท่าว่าจะเลิกรากันง่ายๆ คราวนี้จงลู่อันเป็นฝ่ายเล่าเรื่องของตนเองบ้าง ถึงแม้ว่าจะไม่มีเรื่องราวน่าตื่นเต้นอย่างเทียนฉิน แต่ทว่าเรื่องที่เขาได้เป็นศิษย์ของอาวุโสสูงสุดคนหนึ่ง รวมถึงการฝึกฝนที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว จนมีพลังไปถึงระดับก่อกำเนิดขั้นสูงแล้ว ก็ทำให้เทียนฉินอดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้
เพราะตัวของเทียนฉินเองที่มีความก้าวหน้าได้ถึงขนาดนี้นั้น เขาต้องอาศัยโชควาสนาหลายๆอย่างจึงสามารถบรรลุได้แต่ละขั้น ซึ่งต่างกับจงลู่อันที่ไม่ได้ออกไปแสวงหาโอกาสใดใดข้างนอกเลย แต่กลับมีระดับพลังมาถึงขั้นนี้ได้ หากไม่ใช่เพราะพรสวรรค์ที่สูงมากคงไม่อาจจะทำอย่างนี้ได้อย่างแน่นอน
"เจ้าคงรู้เรื่องที่จะมีการแข่งขันในอีกหนึ่งปีข้างหน้าแล้วสินะ!"
หลังจากเล่าเรื่องของตนเองจบได้ไม่นาน จงลู่อันก็เอ่ยถามเทียนฉินด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"อืม! ข้ารู้มาบ้างแล้ว!"
"แต่รายละเอียดอย่างเช่นว่าแข่งขันอะไร? กับใคร? ที่ไหน? อาจารย์ของข้ายังไม่ได้เอ่ยถึงเลยสักนิด!"
เทียนฉินยกจอกสุราขึ้นกระดกรวดเดียวจนหมด จากนั้นจึงเอ่ยตอบจงลู่อันตามตรง
"รายละเอียดข้าก็ไม่รู้แน่ชัดเหมือนกัน เพียงแต่ท่านอาจารย์ได้บอกกับข้าว่าการแข่งขันครั้งนี้ต้องเกิดการนองเลือดขึ้นแน่ๆ จึงได้แต่เร่งให้ข้าบรรลุพลังระดับก่อกำเนิดขั้นสูงสุดให้ได้ภายในปีนี้!"
จงลู่อันขยับเข้ามาใกล้เทียนฉิน ก่อนหันซ้ายหันขวาดูว่ามีใครเดินผ่านมาใกล้ๆหรือเปล่า เมื่อเห็นว่าไม่มีใครจึงป้องปากเอ่ยบอกเสียงเบา
"ที่สำคัญการแข่งขั้นครั้งนี้พวกเราอาจจะต้องเจอกับคนต่างแคว้น หรือไม่ก็คนจากดินแดนอื่นก็เป็นได้!"
เทียนฉินที่กำลังจะเทสุราลงจอกพลันหยุดชะงักคิ้วขมวดขึ้นเป็นปม ก่อนจะเอ่ยถามจงลู่อันอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
"มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนกัน?"
จงลู่อันไม่ตอบแต่กลับยกมือขึ้นพร้อมกับชูนิ้วขึ้นมาแปดนิ้ว บอกเป็นนัยว่ามีโอกาสถึงแปดส่วนที่เรื่องดังกล่าวจะเป็นเรื่องจริง ส่วนเทียนฉินนั่งนิ่งพลางครุ่นคิดถึงเรื่องที่จงลู่อันบอกมา หากเป็นอย่างนั้นจริงๆคงเป็นการต่อสู้กันถึงชีวิต ไม่ต่างไปจากตอนที่พวกเขาเข้าไปในแดนลับสลักหลอมรวมเป็นแน่ เพราะตอนนั้นพวกเขาก็ได้พบเจอกับคนต่างแคว้นเหมือนกันด้วย แต่แล้วกลับฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้จึงรีบถามกลับไปทันที
"หรือว่าการแข่งขันแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกกัน?"
จงลู่อันยกจอกเหล้ากระดกตามเทียนฉินพลางเอามือเช็ดปาก จากนั้นจึงเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"เท่าที่ท่านอาจารย์ของข้าได้เล่าให้ฟัง ทุกๆสิบปีผู้มีอำนาจที่ปกครองอาณาจักรของเราอยู่ ได้ตั้งกฎไว้ว่าแต่ละแคว้นต้องส่งตัวแทนเข้ามาแข่งขัน เพื่อค้นหาผู้ที่มีพรสวรรค์มาเข้าร่วมกองกำลังปกป้องอณาจักรของเรา!"
จงลู่อันกระดกสุราเข้าปากอีกหนึ่งจอกก่อนจะเล่าให้เทียนฉินฟังต่อ
"เพียงแต่ว่าครั้งที่ผ่านมาทางแคว้นฉู่ของเราพ่ายแพ้อย่างหนัก แม้กระทั่งลูกศิษย์ของสี่นิกายต่างตกตายกันเป็นจำนวนมาก ทำให้ทางแคว้นของเราสูญเสียอย่างใหญ่หลวง จึงไม่ค่อยมีใครอยากเอ่ยถึงเรื่องราวในครั้งนั้นออกมาเท่าไหร่นัก!"
บรรยากาศภายในศาลาตกสู่ความเงียบทันทีที่จงลู่อันเล่าจบ เทียนฉินนั่งคิดทบทวนข้อมูลที่ได้ฟังจากจงลู่อันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ในใจพลันรู้สึกหดหู่พร้อมกับมีคำถามอยู่ในใจมากมาย
ทำไมถึงต้องมีการแข่งขันแบบนี้?
แข่งขันกันไปเพื่ออะไร?
แล้วทางผู้ปกครองอาณาจักรต้องการคัดเลือกคนไปต่อสู้กับใคร?
นี่เป็นสิ่งที่เทียนฉินไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ ถึงแม่ว่าเขาจะเคยสังหารคนมาไม่น้อยก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่ว่าตนเองจะชอบการเข่นฆ่าแบบนี้เท่าไหร่นัก เพียงแต่ไม่นานสีหน้าเทียนฉินก็เปลี่ยนเป็นจริงจัง แววตาเปล่งประกายความมุ่งมั่นพร้อม
กับปณิธานอย่างแรงกล้า
"วันหนึ่งข้าจะลบล้างกฎเหล่านี้ออกไปให้ได้!"
จบตอน 171