หลังจากนั้นทั้งเวิ่นกวง และ มู่กุ้ยอิงสองลูกก็มุ่งหน้าไปยังของคฤหาสน์ของเ้ามหาเศรษฐีชั่ว ที่ส่งคนมาข่มขู่ชาวบ้าน ทั้งคู่ได้เล่นงานลูกน้องของมันจะพ่ายแพ้ราบคาบ แถมยังขู่เ้ามหาเศรษฐีอีกว่า ถ้ายังไม่เลิกทำชั่วครั้งหน้าทั้งเวิ่นกวง และกุ้ยอิงจะไม่ปล่อยมันไว้แน่ ก่อนที่ทั้งสองคนจะกลับไปยังหมู่บ้านเพื่อบอกข่าวแก่ชาวบ้านทุกคน พวกเขาทุกคนต่างพากันดีอกดีใจเป็อย่างมาก ก่อนที่เวิ่นกวง และกุ้ยอิงจะเดินทางต่อแต่ดูเหมือนว่า ภารกิจในการผดุงคุณธรรมของสองแม่ลูกจะยังมิจบสิ้น เพราะไม่ว่าพวกเขาจะผ่านไปยังหมู่บ้าน หรือเมืองใด ๆ ก็มักจะผ่านพบกับผู้คนที่กำลังเดือดร้อนจากคนชั่ว คนมีอำนาจ ราวกับว่านี่เป็กลียุคก็ไม่ปาน
หากย้อนกลับก่อนหน้านี้่ที่สกุลหยางพึงจะล่มสลายใหม่ ๆ ดูเหมือนฮ่องเต้องค์ปัจจุบันจะทรงพระประชวรหนักมาก พวกพระสนมกับขุนนางน้อยใหญ่จึงคิดหาทางจะยึดอำนาจ และเมื่อขุนนางกังฉินเรืองอำนาจ ขุนนางตงฉิน น้อยลงจึงเป็สาเหตุทำให้พวกชาวบ้านมากมายต้องพลอยรับกรรมไปด้วย ทุกอย่างจึงกลายมาเป็อย่างที่สองแม่ลูกสกุลหยางพบเจออยู่ในเวลานี้
มู่กุ้ยอิงนั่นแม้ในยามนี้จะสูญเสียความทรงจำไปบางส่วน แต่ทว่าเดิมทีนางก็เป็ผู้ที่มีคุณธรรม และ รักความถูกต้องเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นนางจึงมิอาจทนนิ่งดูดายเมื่อพบเห็นผู้อ่อนแอถูกรังแกอยู่ตรงหน้าได้ เวิ่นกวงเองก็มิได้ต่างกัน หากแต่หลังจากช่วยคนเ่าั้เสร็จ มันกลับคิดการณ์บางอย่าง ทำเพิ่มเข้าไป ซึ่งก็คือ การประกาศให้ทุกคนรู้ว่า มัน และหญิงสาวอีกคนคือคนของสกุลหยาง
ที่เวิ่นกวงกระทำเช่นนี้ก็เพื่อกรุยทางให้สกุลหยางกลับมามีชื่อเสียงอีกครั้ง เพื่อภายภาคหน้าการกอบกู้สกุลอาจจะทำได้ง่ายขึ้น เพื่อมีผู้คนมากมายคอยสนับสนุน แต่ทว่า…สิ่งที่มันทำกุ้ยอิงกลับไม่เห็นด้วยอย่างแรง มิใช่ว่านางไม่อยากกอบกู้สกุลหยาง แต่นางมองว่าการกระทำของเวิ่นกวงอาจจะนำภัยมาถึงตัวพวกมันเสียมากกว่า ซึ่งกุ้ยอิงก็คาดการณ์ไม่ผิดไปจากที่คาดเลย
เมื่อชื่อเสียง และวีรกรรมของสองแม่ลูกร่ำลือกันไปเรื่อย ๆ สุดท้ายก็ไปเข้าหูของเ้าราชครู เจียงหลี้ ซึ่งมันผู้นี้ที่มีความแค้นกับสกุลหยาง และเป็ผู้ที่ใส่ร้ายจน สกุลหยางต้องแปดเปื้อนมลทิน ก่อนจะบ้านแตกสาแหรกขาด พินาศย่อยยับในที่สุด แถม บุตรสาวของมัน ชุนอี้ ซึ่งในเวลานี้มีตำแหน่งเป็ พระสนมยังเคยผิดใจกับกุ้ยอิง ในเื่ความรัก หรือจะกล่าว ๆ ง่าย ๆ ก็คือ ชุนอี้ แอบชอบหยางจงเป่า แต่จงเป่านั้นไม่สนใจนาง ก่อนที่มันจะไปพบกับกุ้ยอิง และได้ใช้ชีวิตร่วมกันในที่สุด นี่จึงเป็ความเจ็บแค้นของชุนอี้ที่ยังอยู่ในใจนางเสมอมา
และเมื่อนาง กับบิดารู้ว่า จอมยุทธชายหญิงที่ชาวบ้านกำลังกล่าวขวัญถึงในวีรกรรมความกล้า เป็กุ้ยอิง กับ เวิ่นกวง แห่งสกุลหยาง ไฟแค้นของพวกมันทั้งสองจึงพลันบังเกิดขึ้นอีกครั้ง เจียงหลี้ และ ชุนอี้ไม่รอช้าที่จะส่งนักฆ่าฝีมือดีมากมาย มาเล่นงานสองแม่ลูกสกุลหยาง
แต่ไม่ว่าจะส่งมามากสักเพียงใดก็มิอาจเล่นงาน กุ้ยอิง กับเวิ่นกวงได้
แม้นสองแม่ลูกจะไม่เป็อะไร แต่ก็มันก็เริ่มสร้างความรำคาญให้คู่เพิ่มมากเรื่อย ๆ การเดินทางต้องล่าช้าลง ยามกิน ยามนอนก็ไม่เป็สุข แถมเวลาจะต้องไปช่วยคนอื่น ๆ ที่กำลังลำบากก็ทำได้ยากยิ่งเพราะโดนขัดขวางอยู่บ่อยครั้ง ตัวกุ้ยอิงนั้น นางอาจจะรู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อย แต่เ้าเวิ่นกวงที่มีนิสัยวู่วาม อารมณ์ร้อนเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว มันจึงไม่คิดจะอดทนอีกต่อไป
มันกล่าวกับตนเองในใจว่า "หากยังเป็เช่นนี้ต่อไป ข้ากับท่านแม่คง ไม่มีวันอยู่อย่างสงบสุขเป็แน่ เห็นนี้คงต้องตัดรากถอนโคนเ้าคนพวกนี้ให้สิ้นซากเสียแล้ว" ก่อนที่คืนนั้นเมื่อเห็นว่ากุ้ยอิงนอนหลับไปแล้ว เวิ่นกวงจึงเขียนจดหมายทิ้งไว้ให้กุ้ยอิงหนึ่งฉบับก่อนที่มันจะจากนางมา และสถานที่ที่หยางเวิ่นกวงจะมุ่งหน้าไปนั้นก็คือ วังหลวง ที่ที่มี เ้าราชครูชั่วกับบุตรสาวของมันอยู่นั้นเอง..
เวิ่นกวงใช้เวลาเดินทางรอนแรมอยู่หลายวันในที่สุดมันก็มาถึงวังหลวงเป็ที่เรียบร้อย และแน่นอนว่าสถานที่แห่งนี้ ใช่ว่าใครก็เดินดุ่ม ๆ เข้าไปได้ ขืนทำเช่นนั้นคงโดนพวกทหารจับไปขังลืม จนไม่เห็นเดือนเห็นตะวันเป็แน่ แต่ตัวของเวิ่นกวงนั้นก็หาได้ธรรมดาไม่ เพราะมันนั้นมีวิชาตัวเบา และมีวรยุทธ์ เวิ่นกวงเพียงแค่ต้องรอให้ถึงยามค่ำคืนเสียก่อน เพื่อที่จะลอบเข้าไปหาเป้าหมายได้ง่ายขึ้น
และระหว่างที่เวิ่นกวงหลบซ่อนตัวอยู่มันก็วางแผนควบคู่ไปด้วย เป้าหมายของมันในครั้งนี้คือมาเพื่อเล่นงานเ้า ราชครูชั่ว เจียงหลี้ กับบุตรสาวของมัน พระสนม ชุนอี้ ทั้งคู่จะได้ยุ่งวุ่นวาย กับมัน และกุ้ยอิงเสียที แต่เวิ่นกวงนั่งคิดไปคิดมาก็นึกได้ว่า เจี้ยงหลี้น่าจะไม่อยู่ที่วังหลวงในยามค่ำ มันคงจะกลับไปที่จวน ซึ่งก็เหลือแต่ ชุนอี้ที่ไปไหนไม่ได้เพราะต้องคอยอยู่ปรนนิบัติฮ่องเต้ เวิ่นกวงจึงคิดที่จะจัดการกับนางก่อนเป็คนแรก เสร็จ แล้วค่อยไปเล่นงาน เจี้ยงหลี้ต่อ
เวิ่นกวงเฝ้ารออย่างเงียบ ๆ และใจเย็นอยู่จนในที่สุดวันเวลาที่มันรอคอยก็มาถึง ยามค่ำคืนที่ทุกอย่างจะมืดสนิทจนบดบังร่างของมันจากสายตาของทหาร และ องครักษ์ในวัง แต่ทว่า…ปัญหาใหม่ที่เวิ่นกวงได้พบก็คือมันไม่รู้ทางไปตำหนักฝ่ายใน มันจึงต้องอาศัยการคาดคะเนเอาเอง ซึ่งก็ไม่อยากตรงไหนในวังที่มีบุรุษเพศอยู่กันน้อย ๆ และ มีขันที กับเหล่าสตรีอยู่กันเยอะ ๆ ที่แห่งนั้นคือ พระตำหนักฝ่ายใน
ซึ่งพอเป็เื่เช่นนี้สำหรับเวิ่นกวง การค้นหาจึงง่ายขึ้นมาก เพียงแค่มันใช้จมูกสูดดมกลิ่นของอิสตรีในอากาศไปมาอยู่ไม่นานในที่สุดเวิ่นกวงก็มาถึงพระตำหนักฝ่ายในเป็ที่เรียบร้อย แต่ก็ใช่ว่าปัญหาของมันจะจบลง เพราะเวิ่นกวงยังต้องวัดดวงอีกว่าค่ำคืนนี้ ชุนอี้ จะอยู่ที่ตำหนักของนาง หรือว่าไป อยู่กับฮ่องเต้ ถ้าเป็อย่างหลังมัน คงไม่สามารถทำอะไรได้คืนนี้ และต้องรอคืนถัดไป..
แล้วจะรู้ได้อย่างไรเล่า.? หึหึ เื่นั้นไม่ยากเลย เวิ่นกวงก็เพียงแค่แอบฟังบทสนทนาจากนางกำนัล หรือพวกขันทีก็เท่านั้นเอง และใจความที่มันได้รับก็คือ….
ค่ำคืนนี้ ชุนอี้ ไปปรนนิบัติ ฮ่องเต้จริง ๆ
พอเวิ่นกวงได้ฟังมันก็รู้เสียดายเป็อย่างยิ่งที่ไม่ลงมือแก้แค้น และคิดที่จะถอดใจถอยออกไปตั้งหลัก แต่ทว่า..ในยามนั้น ขันที และนางกำนัล ก็ได้สนทนากันถึงเื่ของ องค์หญิง จื่อหลาน ซึ่งนางเป็บุตรสาวของ ชุนอี้ เ้าเวิ่นกวงจึงเกิดความสนใจขึ้นทันที มันคิดว่าในเมื่อค่ำคืนนี้เล่นงานแม่ไม่ได้ ขอเล่นงานลูกก็ยังดี มิเช่นนั้นมันคงจะมาเสียเที่ยว พอคิดได้เวิ่นกวงจึงแอบสะกดรอยตาม ขันที กับนางกำนัลสองคนนั้นเพื่อไปหา องค์หญิง จื่อหลานทันที..
จบบท