คังชินแจเอ่ยถามเรียบๆ
“มีเื่อะไรกัน”
“เครื่องปั้นมูซองถูกปล้นครับ”
จากคำตอบที่ไม่ได้คาดคิด ให้ความรู้สึกเหมือนมีหินหล่นทับ
ถ้าถามว่าเครื่องปั้นมูซองคืออะไร มันคือสถานที่แสนสำคัญของแก๊งัดำที่คอยซัปพอร์ตแก๊งในการเก็บกวาด การมีอยู่ของมันทำให้ เขาสามารถลงมือทำเื่ชั่วๆ ได้อย่างวางใจ
“ใคร ใครปล้น”
“ทางฝั่งตำรวจเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว ผมติดต่อใครไม่ได้ เลยส่งคนที่อยู่แถวนั้นไปดูแต่ตำรวจกันพื้นที่สอบสวนแล้วครับ”
“แล้วพวกมันรู้จักที่นั่นได้ยังไง!”
“.....”
“ผู้เฒ่ามูซองล่ะ? หัวหน้าคิม?โดนจับหมดทั้งคู่เลยรึ”
“ดูเหมือนว่าจะยังไม่โดนจับ กำลังหาตำแหน่งของพวกเขาอยู่ครับ”
“เฮ้อ!”
ในความโชคร้ายยังมีความโชคดี
จะสร้างใหม่ไม่ใช่เื่ยาก หากยังมีคนอยู่ความยากลำบากที่สุดในการตั้งโรงงานกำจัดศพคือกำลังคน เครื่องปั้นมูซองคนใจสู้ยังอยู่ได้ไม่ถึงเดือน เพราะขนาดงานในปศุสัตว์ยังบั่นทอนจิตใจดูดกลืนจิติญญาของผู้คน
ก่อนที่จะมั่นใจ ต้องจัดการขั้นเบื้องต้นเสียก่อน
เพราะเขากลัวว่าข้อมูลจะรั่วไหล ถึงการปกปิดข้อมูลจะเป็กฎของทางฝั่งนั้นแต่ปากของคนเราจะพูดเมื่อไหร่ก็ได้
“รีบหาให้เจอโดยเร็วที่สุด เตรียมข้อมูลตัวตนใหม่ไว้ให้สองคนนั้นด้วย”
ชเวชิลซังก้มหัวและรับคำ
“ได้ครับ”
“จองมัน ไม่มีวิธีเช็กว่าตำรวจมันรู้จักเครื่องปั้นมูซองได้ยังไงเหรอแกมีสายอยู่ในนั้นนี่”
“ลูกพี่ถ้าทำแบบนั้นพวกมันอาจจะสงสัยความสัมพันธ์ของแก๊งเรากับเครื่องปั้นมูซองก็ได้นะครับเวลาแบบนี้เราไม่ต้องสนใจเลยดีกว่า จะได้ไม่มีปัญหาตามมา”
เครื่องปั้นมูซองเป็สถานที่เพื่อให้ตัวเองสามารถฆ่าคนเยอะเท่าไหร่ก็ได้สมัยก่อตั้งแรกเริ่ม มีเงินทุนจากแก๊งัดำเข้าไปจากหลากหลายกระบวนการแต่ก็ลบหลักฐานไปแล้ว หากตำรวจเข้าไป ก็มั่นใจว่าจะไม่เจอหลักฐาน หรือของกลางใด ๆ
ทว่าหากเคลื่อนไหวตอนนี้ จะต้องถูกสงสัยเป็แน่
“ไปสืบมาให้ดี ถึงจะเป็ข่าวลือก็เถอะ”
“ลูกพี่...”
“ฉันรู้สึกมันต้องมีอะไรแปลก ๆ”
คังชินแจรู้สึกอึดอัดใจจนหยิบบุหรี่ออกมาคาบไว้หนึ่งมวน ชเวชิลซังเห็นดังนั้นจึงเดินเข้ามาจุดไฟให้
“เฮ้อออ...”
คังชินแจพ่นควันออกมา แล้วมองลูกน้อง
“ฮยอนซองก็ตาย ควอนอิลก็ตาย ชอนซูก็โดนสอบสวน ผู้เฒ่ามูซองกับหัวหน้าคิมยังติดต่อไม่ได้ ทั้งหมดนี้มันเกิดขึ้นในเดือนเดียวได้ยังไง”
“ผมเองก็คิดว่าสถานการณ์มันบังเอิญไปหน่อยครับ”
“ในความรู้สึกฉันว่าต้องมีอะไรแน่ มันต้องมีเหตุผล”
“หรือว่า สงสัยลูกพี่ฮยอนโจอยู่เหรอครับ”
“เ้านั่นมันมีอิทธิพลมากที่สุดเลยนี่”
โอฮยอนโจ น้องชายภรรยาของเขา
สำหรับโอฮยอนโจ คังฮยอนซองเป็ลูกนอกสมรสของพี่เขย และจางควอนอิลกับคิมชอนซูเป็ลูกน้องอันดับรองจากชเวชิลซังกับซนจองมันอีกทีเครื่องปั้นมูซองเปรียบเสมือนใจกลางของพวกพ้องที่เขาเป็ผู้นำ หากมีใครที่คิดฉวยโอกาสนั่นก็คือโอฮยอนโจ
“ถ้าหากฝั่งนั้นเป็คนทำจริง ๆ ขึ้นมา จะทำยังไงเหรอครับ”
“ทำไงล่ะ ก็ต้องสู้จนถึงที่สุดสิ”
ที่จริงเป็สิ่งที่้าด้วยซ้ำ จะได้กลายเป็ข้ออ้างที่ไม่ต้องปกป้องมันอีกต่อไป
“ไอ้น้องเมีย ถ้าแกแตะต้องฮยอนซองเข้าจริง ๆ ถือว่าแกคิดผิด”
คังชินแจรู้สึกว่าหนทางการแก้แค้นแทนลูกชายเขาเยอะขึ้นเรื่อย ๆ บางทีอาจจะมากกว่าของแก๊งัดำเสียอีก
ชเวชิลซังจัดการศพที่โรงงานร้าง จนเวลาล่วงเลยไปถึงเที่ยงคืน เป็เพราะตอนแรกเตรียมส่งไปที่เครื่องปั้นมูซองจึงเตรียมกรดไฮโดรคลอริกมาไม่พอสำหรับกำจัดศพ
เขาจ่ายเงินให้กับลูกน้องที่ทำงานเสร็จคนละสิบล้านวอน และพาไปบาร์ที่ประจำของเขาเป็การคลายความอ่อนล้าทางใจที่เกิดขึ้นในวันนี้
“ไอ้พวกนี้...”
ไม่น่าแปลกใจเลยที่ลูกน้องทุกคนบอกว่าจะดื่มจนกว่าภาพจะตัด ต่อให้มีประสบการณ์มามากแค่ไหนก็คงต้องเป็แบบนั้น ไม่ใช่แค่คนเดียว แต่มากถึงสามสิบคนที่ตายด้วยกรดไฮโดรคลอริกและแม้กระทั่งการกำจัดศพ พวกเขาก็ลงมือทำเองทั้งหมด ต่างจากเมื่อก่อนที่นำศพใส่กระสอบแล้วส่งไปที่โรงกำจัดศพ
“เฮ้อ ฉันเองก็แก่แล้ว...”
ชเวชิลซังรู้สึกเหนื่อยล้า
งานก็คืองาน มันก็เสี่ยงเหมือนกับการเดินบนแผ่นน้ำแข็งบาง ๆเมื่อมองสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ภายในองค์กรถูกแบ่งแยกเป็สองฝ่ายและกำลังจะเกิดการปะทะเพื่อยึดครองอำนาจสูงสุด ถ้าเขาช่วยให้คังชินแจชนะเขาจะกลายเป็อันดับสามของแก๊งัดำและมีเส้นทางที่ราบรื่น แต่ถ้าแพ้จะถูกกำจัดด้วยน้ำมือของโอฮยอนโจ
“เฮ้อ แม้แต่จองมันก็ไม่รู้จะรอดไหมส่วนฉันก็คงจบแบบนั้น”
ซนจองมันเป็คนที่จัดการงานที่ถูกกฎหมายได้อย่างเยี่ยมยอดเหมือนกับฝ่ายของโอฮยอนโจ ดังนั้นคงจะเป็ประโยชน์สำหรับโอฮยอนโจ
แต่กลับกันกับเขาที่ติดความรุนแรงและการทารุณ โอฮยอนโจเองก็ใช้งานคนประเภทนี้แต่เขาไม่ใช้งานคนที่เขาไม่ไว้ใจ ดังนั้นตำแหน่งเดียวที่เขาจะยืนได้คือถัดจากคังชินแจ
-ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะทำให้หลุดออกจากห้วงความคิด คนที่เข้ามาในห้องคือเด็กเสิร์ฟ
“ลูกพี่ครับ นี่เป็เซอร์วิสจากเจ๊ครับ”
เขาวางจานผลไม้และกับแกล้มลงบนโต๊ะ ชเวชิลซังยิ้มเล็กน้อยหยิบแบงก์ห้าหมื่นวอนออกมาสองใบให้เป็ทิป
“ขอบคุณครับลูกพี่!”
“ออกไปเรียกมาดามให้หน่อย”
“ได้ครับลูกพี่!”
เด็กเสิร์ฟค้อมศีรษะและวิ่งออกไปด้านนอกทันที หลังจากนั้นหญิงสาวในชุดเดรสสีแดงก็เดินเข้ามาในห้อง
“เรียกหนูเหรอคะ”
เขาชี้ไปทางลูกน้องที่กระจัดกระจายเละเทะไปทั่วห้อง
“เรียกเด็กให้มาหาไอ้พวกนี้หน่อย กี่คนก็ได้ ตามใจพวกมัน”
“แล้วพี่ล่ะคะ ให้หนูพาไปไหม”
“ไว้คราวหน้า”
“เสียใจอะ เรียกมาแค่นี้เหรอคะ”
หญิงสาวยืนเกาะติดอยู่ข้าง ๆ และทำท่าทางออดอ้อนชเวชิลซังจึงยื่นปึกเงินหนา ๆ ออกมา
“เอาอันนี้ไป”
“อะไรเหรอคะ”
“มาอะไรล่ะ ทิปไง”
“โอ๊ะ? จริงเหรอ”
“จริง แล้วก็อย่าพูดอะไรน่าเศร้าแบบนั้นเลย เข้าใจไหม”
“มีแค่พี่ที่ใส่ใจหนูจริง ๆ”
ชเวชิลซังยิ้มและพาดเสื้อแจ๊คเก็ตที่เขาถอดวางไว้
“เสียดายอะ ขอดื่มด้วยกันแก้วหนึ่งก่อน เดี๋ยวหนูค่อยไปนะคะ”
เธอรินเหล้าลงในแก้วออนเดอะร็อก[1]ตอนนั้น จู่ ๆ ชเวชิลซังก็ถามเธอ
“เออ ได้ยินข่าวมาบ้างไหม ว่าไอ้เ้าชอนซูโดนตำรวจสอบสวนอยู่”
“ได้ยินมาสิคะ แต่เด็ก ๆ ไม่ค่อยแตกตื่นเท่าไหร่ ทั้ง ๆ ที่มาเรียเพิ่งตายไปไอ้บ้าที่ไหนเอามีดไปแทงท้องตั้งหลายครั้ง โอ๊ย ขนลุก”
เธอทำตัวสั่นประกอบท่าทางขนลุก แล้วยกแก้วมาดื่มรวดเดียว
“มาเรียก็เคยมาทำงานที่นี่ใช่ไหม”
“ใช่ค่ะ ที่โกลด์บาร์ก็ดูใช้ได้อยู่นะคะ แต่เพราะพี่ชอนซูนางเลยต้องไปอยู่ปลายแถวเลยค่ะ”
“ปลายแถว?”
“ค่ะ ไม่รู้ว่าโกรธขนาดไหนถ้าไม่มีลูกค้าที่โกลด์บาร์ก็ให้ไปหาลูกค้าที่อื่น ทั้งคนพิการ คนต่างชาติรักร่วมเพศ เลือกไม่ได้ต้องรับงานอย่างเดียวเลยค่ะ”
ด้วยคำพูดนั้น ชิลซังเลิกคิ้วขึ้นสูง
“รักร่วมเพศ? เรามีที่ดูแลแบบนั้นด้วยหรือ”
“ั้แ่พี่ไปอยู่เบื้องบนก็เปลี่ยนไปเยอะเลยนะคะเนี่ยมองไม่เห็นข้างล่างแล้วมั้ง ฮิ ๆ”
“พวกนั้นก็มีคลับเฉพาะของพวกเขาแล้วนี่”
“แค่ไปคลับไม่ได้แปลว่าจะไปหาคู่นี่คะ พวกเขาต้องถูกชะตาก่อนถึงจะเล่นด้วยสิคะไม่ใช่ว่าไปเกาะแกะกับใครก็ได้”
ไม่ว่าจะเป็ความสัมพันธ์แบบชายหญิงหรือรักร่วมเพศต่างก็มีมาตราฐานบางในการหาคู่กันทั้งนั้น
“ก็ถ้าหาเองไม่ได้ มันจะเป็อะไรได้ล่ะคะ ก็ต้องใช้เงินซื้อสิ”
“อ่า...”
“มาเรียรูปร่างหน้าตาดี ที่นู่นก็คงฮ็อตพอตัวแหละค่ะ”
“...”
“ยังไงมันก็เป็การซื้อขาย จะขายให้เพศไหนก็ไม่สำคัญหรอกค่ะ”
เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแจ๊คเก็ตของชเวชิลซังและหยิบบุหรี่จากเขาออกมาคาบไว้อย่างเป็ธรรมชาติ
“ให้ฉันด้วยมวนหนึ่ง”
เธอยิ้มจนตาหยี ส่งบุหรี่ให้เขาคาบเอาไว้ จุดไฟให้เสร็จสรรพ
“เห็นอย่างนั้น ชีวิตมาเรียก็โชคร้ายจริง ๆ พอคิดว่าชีวิตจะได้สบายมีนายทุนจ่ายเงินให้แล้ว”
ชเวชิลซังหยิบบุหรี่ออกจากปากแล้วถามว่า
“หมายความว่ายังไง นายทุน”
“มันคือสถานที่ที่พวกเลสเบี้ยนขายบริการเรียกว่า เรนโบว์ค่ะ หนูได้ยินมาว่ามีผู้หญิงวัยกลางคนมาหาเพียงมาเรียคนเดียวเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ดูเหมือนว่ามาดามนั่นจะติดใจมาเรียมากเลยค่ะ”
“แล้วผู้หญิงคนนั้นคือใคร”
“หนูก็ไม่รู้ค่ะ ธุรกิจที่นั่น ตัวตนของลูกค้าจะถูกปิดเป็ความลับแต่รู้สึกจะเป็เศรษฐีนะคะ ประมาณว่าถ้าดูแลดีก็สามารถใช้หนี้แทนมาเรียได้หมดเลยค่ะ”
ชเวชิลซังตาเป็ประกายเมื่อได้ยินคำว่าเศรษฐี
“เรนโบว์...”
บางทีผู้หญิงคนนั้นอาจจะเกี่ยวข้องกับการตายของมาเรีย เพิ่งมาหาเมื่อไม่กี่เดือนที่แล้วดูเหมือนว่าต้องมีความสัมพันธ์กันบางอย่างแต่ทว่าเขาส่ายหัวราวกับจะสลัดความคิดให้หลุดออกไป
“คิดอะไรไร้สาระอยู่เนี่ย แค่นี้ก็ยุ่งจะตายอยู่แล้ว”
ก็แค่ผู้หญิงขายตัวคนหนึ่งตายเท่านั้น ถึงแม้ว่าคิมชอนซูจะเกี่ยวโยงกับเหตุการณ์นี้แต่ก็ไม่มีอะไรต้องกังวลเพราะเขาจะได้รับการปล่อยตัว เว้นแต่จะมีหลักฐาน อีกอย่างไม่ใช่ว่างานที่จะต้องทำมีแค่สองสามอย่างเสียที่ไหนต้องไปสืบไอ้คนที่ชื่อยอมซอกฮุนที่จางอิลควอนทำค้างไว้ก่อนตาย และต้องเตรียมข้อมูลตัวตนใหม่ให้ลีมูซองกับคิมแจโอ
“ยิ่งไปกว่านั้น ต้องเริ่มเตรียมตัวแล้ว”
หากได้สู้กับโอฮยอนโจ ต้องรีบเตรียมทั้งอาวุธ ทั้งกำลังคนให้พร้อมลงมือได้มากที่สุด และจากความรู้สึกััได้ว่าวันนั้นจะต้องมาถึงในไม่ช้า
หลังจากยกดื่มรวดเดียวจนหมดแก้ว เขาก็ลุกขึ้นยืน ถึงจะอยู่ในสภาพที่ดื่มมาเยอะมากแต่ท่าทางของเขาก็ยังคงเรียบร้อยสุขุมดังเดิม
ผมวนอยู่แถวๆ สถานบันเทิงคังนัมเพื่อมาหาชเวชิลซัง ที่เห็นจากอัลบั้มรูปภาพของจางควอนอิล
แต่มันไม่ง่ายเหมือนที่คิดเพราะถึงจะรออยู่ที่โกลด์บาร์ทั้งวันก็ไม่ช่วยอะไร
“ทำแบบนี้ก็หาไม่เจอน่ะสิ”
ที่จริงผมเช็กช่องทางการติดต่อของชเวชิลซัง จากโทรศัพท์ของจางควอนอิลแล้วสามารถล่อมันออกมาได้
แต่มันก็เป็หลักฐาน จึงต้องใช้เวลาเตรียมการติดต่อ นัดหมายและหาสถานที่ แต่ผมอยากจัดการให้จบก่อนผลชันสูตรศพจะออกมา
ดังนั้นสรุปได้ว่า ผมต้องลองถามคนอื่นดู ถ้าไม่รู้ก็แค่ลองถามตามวิธีของผม
“มีคนให้ถามเยอะจะตาย”
ไม่ยากเลยที่จะแยกแยะพวกที่ทำงานกับแก๊งัดำบนถนนเส้นนี้ เสื้อเชิ้ตสีขาวคลุมทับด้วยสูทสีดำ ถ้าเห็นพวกตัวใหญ่ั์ที่ภูมิใจในพุงหนา ๆของตัวเองสักสองสามคนเดินด้วยกัน ใครมองมาก็คิดว่าเป็มาเฟีย มองดูแล้วรู้สึกได้ถึงความหยาบคาย
“ถึงอย่างนั้น ก็ต้องเลือกคนที่อันดับสูงหน่อยไหม”
ตามที่จางควอนอิลเคยบอกไว้ ชเวชิลซังเป็มือขวาของคังชินแจอันดับ 2 ของแก๊งัดำ หากเป็เช่นนั้นหาข้อมูลกับสมาชิกระดับต่ำในแก๊งคงยาก
ผมมองไปรอบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสะดุดตากับคนคนหนึ่ง เขาดูมีเอกลักษณ์แตกต่างจากคนอื่นั้แ่ทรงผมแตกต่างจากสไตล์ของพวกมาเฟียส่วนใหญ่ ไอ้หมูตัวนี้ไว้ผมยาวระต้นคอและรวบผมไว้เป็จุกเล็ก ๆ อีกทั้งด้านหลังยังมีผู้ติดตามตั้งห้าคนคนหนึ่งในนั้นถือกระเป๋าถือใบใหญ่สองใบ
“ตามไปดูก่อนดีกว่า”
ผมกระชับหมวกให้แน่นขึ้นแล้วเดินตามหลังพวกเขาไป เป็อย่างที่คิดพอพวกมันเดินผ่านคนอื่นก็ก้มหัวให้ ยิ่งไปกว่านั้นกระเป๋าใบใหญ่เหมือนไม่ใช่แค่เพียงกระเป๋าถือโก้ ๆเพราะทุกครั้งที่เข้าร้านเหล้าและออกมา กระเป๋าจะพองขึ้นเรื่อย ๆ
“เก็บเงินกู้เหรอ”
ผมซ่อนตัวอยู่ในความมืดพอพวกมันมุ่งหน้าไปยังซอยบริเวณบ้านคนและหอพักที่อยู่รวมกันหนาแน่นด้านหลังสถานบันเทิงผมก็ใช้พลังจิตเพื่อเคลื่อนตัวไปที่ดาดฟ้า เมื่อมองลงมาจาก้าก็เห็นคนเดินตามซอยได้ชัดขึ้น
“หืม? มันจะไปไหน”
ไอ้หางหมูที่รวบผมถือกระเป๋าไว้ในมือทั้งสองข้าง แล้วมุ่งหน้าไปอีกทางผู้ติดตามยืนเฝ้าอยู่ที่ทางเข้า ราวกับพยายามป้องกันไม่ให้ใครเข้ามา
“ถ้าไปจนสุดทาง มันเป็ทางตันนะ”
ผมลอยตัวขึ้นเหนือดาดฟ้าไปอีก ขณะที่ลอยอยู่ในอากาศ ผมเห็นว่าถนนซอยนั้นมันตันจริงๆ หลังจากเช็กดูทางที่ผู้ติดตามยืนเฝ้ายามแล้ว ผมมองลงไปยังผู้ชายที่ยืนอยู่ท้ายซอยผมคิดว่าสถานที่และเวลาเป็ใจให้ผมมาก
ในขณะนั้นเอง ไอ้หางหมูก็ถูกดึงขึ้นไปบนหลังคา
"อ่อก!"
ผมพูดขณะจับผมที่ปลิวไปในอากาศ
“หุบปาก”
[1] ออนเดอะร็อก คือการรินเครื่องดื่มใส่น้ำเเข็งอย่างเดียว