
เรย์โกะ...ช่วยฉันด้วย.....ช่วยด้วย......!!
เรย์โกะสะดุ้งตื่นขึ้นมาและพบว่าเธอแค่ฝันไป ความฝันที่น่าอึดอัดหายใจไม่ออกนั่น เสียงเรียกร้องให้ช่วยของเร็นที่ดังมาจากที่ไหนสักที่ปลุกเธอให้ตื่นขึ้นตอนกลางดึก เธอหันไปมองนาฬิกาข้างหัวเตียง ตอนนี้เป็เวลา 02.30 น. พ่อเลี้ยงและแม่ของเธอเดินทางไปบ้านเกิดของพ่อเลี้ยงกะทันหันั้แ่เมื่อวานเนื่องจากคุณป้าของเขาประสบอุบัติเหตุตกบันไดที่บ้าน สะโพกของเธอไม่ค่อยดีอยู่แล้ว เลยต้องเข้ารับการผ่าตัดเมื่อวานนี้ พวกเขาจะกลับมาในอีก 3 วัน เธอขออยู่ที่บ้านเพราะจะไปเที่ยวสำรวจที่นากาโน๊ะและแช่ออนเซ็นใน่อากาศหนาวๆแบบนี้ เธอเดินออกจากห้องนอนเข้าไปในครัวเพื่อหยิบน้ำในตู้เย็นมาดื่ม ขณะนั้นสายตาของเรย์โกะหันไปเห็นรูปที่ตั้งอยู่บนหลังตู้เย็น กรอบรูปเล็กๆเป็เด็กผู้หญิงกับเด็กผู้ชายอายุประมาณ 5 ขวบ ช่วยกันพรวนดินปลูกต้นไม้กัน ทั้งสองเปรอะไปด้วยดินที่ดูเหมือนจะขุดเล่นมากกว่าปลูกต้นไม้
อยู่ดีๆก็นึกถึงฝันที่ทำให้เธอใตื่นเมื่อครู่นี้ เธอไม่เคยฝันถึงเร็นแบบนี้มาก่อน เธอรู้สึกใจคอไม่ค่อยดีเท่าไหร่
ติ๊ดๆๆๆๆๆ!!!! เสียงเตือนในโทรศัพท์ของเรย์โกะดังขึ้น ทำเอาเธอใทำแก้วน้ำในมือหล่นลงพื้นจนแตก เธอรีบเดินไปยังโทรศัพท์ที่วางไว้ข้างเตียง แต่เผลอเหยียบเศษแก้วที่แตกกระจายอยู่ที่พื้น
“โอ๊ย...” เรย์โกะร้องอุทานอกมา ดีนะที่เศษแก้วบาดเท้าซ้ายของเธอแค่เพียงเล็กน้อย เืเลยไหลออกมาไม่เยอะมาก เธอหยิบทิชชูบนโต๊ะในครัวซับเืเอาไว้แล้วเดินแบบทะลักทุเลไปที่โทรศัพท์ มันยังคงดังอย่างต่อเนื่องโดยที่เธอเองก็ไม่รู้ว่ามันคือเสียงเตือนอะไร
เมื่อเธอเปิดโทรศัพท์ของเธอก็ต้องใ เพราะมันคือสัญญาณ SOS ของเร็น!!
สัญญาณนั่นตรวจจับมาจาก Smart Watch นาฬิกาข้อมือของเร็น มันแจ้งเตือนว่าตอนนี้ชีพจรของเขาอ่อนมาก ร่างกายเย็นลงเรื่อย ๆ อยู่ในสภาวะอันตราย และแจ้งพิกัดที่เร็นอยู่ มันคือหุบเขาที่คารุอิซาวะ บริเวณนั้นห่างออกไปจากที่เร็นบอกว่าจะไปตั้งแคมป์กับเพื่อนๆ
นี่มันเกิดอะไรขึ้น!!
เรย์โกะรีบโทรติดต่อประสานงานกับหน่วยกู้ภัยในเขตนั้นทันทีและบอกพิกัดกับเ้าหน้าที่ตามที่สัญญาณแจ้งเตือน
ทำไมไม่มีใครติดต่อมาเลยนะว่าเร็นตกอยู่ในอันตราย หรือเพื่อนๆของพวกเขาจะไม่รู้ ทำไมถึงไม่รู้ล่ะ แล้วเร็นไปทำอะไรแถวนั้นคนเดียว มันเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้ในหัวของเรย์โกะมีคำถามเต็มไปหมด เรย์โกะเรียกแท็กซี่ให้มารับที่บ้านและรีบเดินทางไปที่นั่นทันที
15 นาทีต่อมา
เรย์โกะได้รับสายจากเ้าหน้าที่กู้ภัยว่าเจอพิกัดที่เร็นอยู่แล้ว และมีศพอีกหนึ่งศพที่เจออยู่ข้างๆกัน เรย์โกะใมากและไม่เข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตอนนี้เร็นกำลังถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน เรย์โกะกำลังตรงไปที่นั่น
เมื่อรถจอดหน้าโรงพยาบาลเรย์โกะรีบวิ่งไปที่ห้องฉุกเฉินทันที เธอหวังเพียงแค่ว่าน้องชายของเธอจะไม่เป็อะไร
ร่างของน้องชายเธออยู่ในห้องปลอดเชื้อกำลังให้อ็อกซิเจน ใบหน้าที่บวมช้ำจนมองแทบไม่ออกว่าเป็เร็น มีสายระโยงระยางรอบตัวเขาเต็มไปหมด เรย์โกะร้องไห้กับสิ่งที่เธอได้เห็น
เ้าหน้าที่กู้ภัยเดินเข้ามาสอบถามเรย์โกะ ขณะที่เธอยืนอยู่หน้าห้องนั้นไม่ห่าง
“คุณเป็ญาติของคนไข้ใช่มั้ยครับ”
“ใช่ค่ะ ฉันชื่อชิมิสึ เรย์โกะ เป็พี่สาวของโคบายาชิ เร็นค่ะ”
“น้องชายของคุณถูกฝังอยู่ในหุบเขา ห่างจากแคมปิ้งที่คารุอิซาวะไปประมาณ 1 กิโลเมตร และข้างๆกันยังพบศพของเด็กนักเรียน ม.ปลาย ทราบชื่อภายหลังว่า ฟุรูมิ เอซึเกะ นักเรียนของโรงเรียนมัธยมปลายโกฮัน น้องชายของคุณกับผู้ตายถูกทำร้ายด้วยอาวุธเดียวกันที่ไม่มีคม ซึ่งสันนิฐานว่าน่าจะเป็ไม้เบสบอล ผู้ตายเสียชีวิตมาก่อนน้องชายของคุณประมาณ 2 ชั่วโมง โชคดีที่เราไปช่วยน้องชายของคุณไว้ได้ทัน ร่างกายของเขาอยู่ในสภาวะขาดเืและร่างกายเย็นตัวลงมากจนเกือบเสียชีวิต” เ้าหน้าที่อธิบายให้เรย์โกะฟัง เธอใกับสิ่งที่ได้ยิน มันแย่กว่าที่เธอคิดเอาไว้มาก
“แล้วคนร้ายล่ะคะ พอจะทราบมั้ยว่าเป็ใคร”
“เบื้องต้นเราไม่พบลายนิ้วมือของใครเลยในที่เกิดเหตุ เหตุการณ์นี้คือคดีฆาตรกรรมอำพราง เพราะงั้นเราขอแจ้งให้ผู้ปกครองของคนไข้ทราบนะครับ” เรย์โกะให้ข้อมูลติดต่อกับเ้าหน้าที่ เมื่อแม่และพ่อเลี้ยงของเธอทราบข่าว แม่ร้องไห้หนักมากจนคุยกันไม่รู้เื่ พ่อเลี้ยงจึงจัดการทุกอย่างให้และจะเดินทางมาในพรุ่งนี้เช้า
เรย์โกะไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น คำพูดแปลก ๆ ของเร็นก่อนที่เขาจะเดินทางมาที่นี่ เหตุผลของการตั้งสัญญาณ SOS เป็ชื่อของเธอ “เธอเป็คนฉลาด...และฉันไว้ใจเธอ..” เรย์โกะทวนคำพูดของเร็นที่บอกเธอตอนเจอกันวันแรก มันมีอะไรไม่ชอบมาพากลแล้วล่ะ ไว้ใจเหรอ...แล้วเพื่อน ๆ ของเขาล่ะ ไม่น่าไว้ใจเหรอ มันดูแปลก ๆ นะ ที่ไม่มีใครรู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเร็น ทั้งที่พวกเขาไปตั้งแคมป์ด้วยกัน ไม่มีแม้แต่เงาเพื่อนของเร็นเลยสักคน มันหมายความว่าตอนนี้เพื่อนของเร็นยังไม่มีใครรู้เื่นี้ หรือมีใครสักคนปิดบังเื่ที่เขาหายตัวไป แล้วศพเด็ก ม. 4 คนนั้นที่อยู่ในโรงเรียนเดียวกัน กลายเป็ศพก่อนหน้านั้นแล้วตั้ง 2 ชั่วโมง นั่นหมายความว่า เร็นอาจจะไปพบศพเข้าโดยบังเอิญแล้วถูกทำร้ายร่างกายไปด้วย ถ้าหากคนร้ายรู้ว่าเร็นยังมีชีวิตอยู่ คนร้ายอาจจะตามฆ่าปิดปากเร็นก็ได้ ถ้าเป็อย่างนั้นเร็นก็คงไม่ปลอดภัย
เรย์โกะโทรหา โคบายาชิ ทัตสึยะ พ่อเลี้ยงของเธอและเล่าเื่ของเร็นที่บอกเธอก่อนหน้านี้ให้เขาฟังและขอให้ช่วยปิดเื่ของเร็นที่ถูกทำร้ายไว้เป็ความลับ เพราะเร็นอาจจะไม่ปลอดภัยหากคนร้ายรู้ว่าเร็นยังมีชีวิตอยู่ พ่อเลี้ยงของเธอเข้าใจสถานการณ์เป็อย่างดีและจะช่วยประสานงานกับเ้าหน้าที่ให้ว่าขอให้รายงานข่าวกับสื่อว่าเป็เคสประสบอุบัติเหตุตกเขาแทน
โคบายาชิ ทัตสึยะ เป็ตำรวจแผนกสืบสวนสอบสวนนครบาลของนากาโน๊ะ เขามีเส้นสายในอาชีพนี้อยู่พอสมควรและรับปากว่าจะช่วยเรย์โกะอย่างเต็มที่ เรย์โกะขอให้เขาไม่บอกแม่เื่นี้เพราะแม่อาจจะไม่ยอมและอาจห้ามเธอไม่ให้เข้าไปยุ่งกับเื่นี้ ซึ่งทัตสึยะเองก็เห็นด้วย เพราะริกะแม่ของเธออาจจะเป็ห่วงทั้งตัวทัตสึยะและเรย์โกะแน่นอน
เช้าวันต่อมา
ทัตสึยะ พ่อเลี้ยงและ ริกะ แม่ของเธอเดินทางมาถึงโรงพยาบาลแล้ว ริกะผู้เป็แม่ร้องไห้ไม่หยุดจนเธอดูโทรมไปอย่างเห็นได้ชัด ตอนนี้พยาบาลยังไม่ให้เข้าเยี่ยมทุกกรณี ทุกคนได้แต่นั่งรอมองผ่านกระจกใสอยู่ด้านนอก
“ญาติของคนไข้ โคบายาชิ เร็น ใช่มั้ยครับ” คุณหมอผู้ดูแลของเร็นพร้อมกับนางพยาบาลเดินมาหาพวกเขา
“ฉันค่ะ..ฉันเป็แม่ของเร็นเองค่ะคุณหมอ ตอนนี้เร็นอาการเป็ยังไงบ้างค่ะ” ริกะ พูดไปด้วยเสียงสะอื้น
“คนไข้มีอาการสมองบวมและกะโหลกศีรษะร้าวบริเวณใกล้หู มีรอยช้ำบริเวณบนใบหน้าค่อนข้างเยอะ เขาได้รับการผ่าตัดและอาการทรงตัวแล้วตอนนี้ ถ้าได้รับการรักษาช้ากว่านี้คนไข้อาจไม่รอดครับ โชคดีที่ไม่มีเืคั่งในสมอง โอกาสที่จะกลับมาหายเป็ปกติมีสูงมากครับ แต่ต้องใช้เวลาในการพักฟื้น” คุณหมออธิบาย
“แล้วเขาจะฟื้นเมื่อไหร่คะคุณหมอ” ริกะ ผู้เป็แม่ถาม
“หมอยังให้คำตอบไม่ได้นะครับ ขึ้นอยู่กับอาการของคนไข้ พรุ่งนี้เราค่อยมาดูอาการของคนไข้อีกทีนะครับ” คุณหมอตอบ
“ขอบคุณมากค่ะคุณหมอ” พวกเขาโค้งคำนับให้กับคุณหมอและพยาบาล
“ใครเป็คนทำลูกแบบนี้นะเร็น” แม่สะอื้นด้วยความเสียใจ
“ตอนนี้ผมประสานงานกับเ้าหน้าที่แล้วนะ คุณไม่ต้องเป็ห่วงหรอก ผมจะช่วยตามหาคนร้ายอย่างเต็มที่นะ ที่รัก” ทัตสึยะกอดริกะด้วยความห่วงใย
พวกเขาอยู่ที่นั่นกันสักพักและเดินทางกลับบ้าน เพราะยังไม่สามารถเฝ้าที่โรงพยาบาลได้
ในเช้าวันเดียวกัน
ณ แคมปิ้งที่คารุอิซาวะ
เช้าวันที่อากาศดี แสงแดดกระทบกับหิมะสีขาวเป็ประกายระยิบระยับ ทุกคนในชมรมทีมเบสบอลกำลังเก็บสัมภาระเพื่อกลับบ้าน
“อ่าาาาา....อากาศดีจัง สดชื่นมากเลยยยย” ฮิโรกิ กัปตันทีมกางแข้งขา ยืดเส้นสายอย่างสบายตัว “ทุกคนตรวจดูสัมภาระของตัวเองด้วยนะ อย่าลืมอะไรเอาไว้ล่ะ” เขาเดินสำรวจลูกทีมไปรอบๆ “ซูซูกิ ชินตะ!”
“ค..ครับ!!” ชินตะขานด้วยความใ
“นายลืมอะไรรึเปล่า”
“เอ๋..ผมก็เก็บสัมภาระครบแล้วนี่ครับกัปตัน” ชินตะมองสำรวจสัมภาระของตัวเองอีกครั้งอย่างวุ่นวาย
กัปตันที่มองเขาอยู่กลั่นขำกับความเลิ่กลั่กของชินตะ เขาเริ่มรู้ตัวแล้วว่าโดนแกล้งก่อนจะมองหน้ากัปตันแบบค้อนๆกลับไป ฮิโรกิขำกับความซื่อของชินตะ
“อากิระ แล้วเร็นหายไปไหนล่ะ” กัปตันถาม เพราะไม่เห็นว่าจะมีสัมภาระของเร็นอยู่เลยสักชิ้นและเ้าตัวเองก็ไม่อยู่ด้วย
“อ้าว ก็เร็นส่งในแชทกลุ่มของเรามาว่า เขาจะกลับบ้านั้แ่เช้ามืดเพราะมีธุระกับที่บ้านไม่ใช่หรอ นายเปิดอ่านรึยัง” อากิระ เอาแชทกลุ่มของชมรมเบสบอลให้เขาดู
“ใช่ แต่ก็แปลก ๆ นะ หมอนั่นไม่เคยหนีกลับบ้านก่อนแบบนี้นะ สงสัยจะมีธุระด่วนละมั้ง” มินามิ ชูยะ ผู้ช่วยกัปตันพูดขึ้นด้วยความสงสัย
“นั่นสิ โทรหาเขาดีกว่า” ว่าแล้วฮิโรกิก็โทรหาเร็นทันที “เอ๋....หมอนี่ปิดเครื่องเหรอ อะไรของเขากัน”
“ช่างเถอะ คงเป็ธุระส่วนตัวของที่บ้านนั่นล่ะ นายปล่อยให้เร็นมีเวลาส่วนตัวบ้างสิ นายหน่ะ ติดหมอนั่นแจเลยนะ” โบตันพูดขึ้น ขณะที่กำลังเคี้ยวขนมปังเมล่อนอยู่
“ก็ได้ๆ ยอมให้วันนึงแล้วกัน อ่ะ...ฉันยังเก็บสัมภาระไม่เสร็จเลย”ว่าแล้ว ฮิโรกิก็รีบวิ่งไปเก็บสัมภาระของตัวเองทันที โดยมีชินะโไล่หลัง
“กัปตันว่าผม แต่ตัวเองยังไม่ได้เก็บสัมภาระเนี่ยน้าาาาาาา” ชินตะะโออกไปเพราะแค้นที่โดนแกล้งก่อนหน้านี้
“โกเมนนนนน!!” กัปตันะโกลับไป
“อะไรของเขานะกัปตันคนนี้” อิโต้ ฮารุโตะ มองกัปตันของเขาที่กำลังยัดทุกอย่างเข้ากระเป๋าด้วยความงง มินามิ ชูยะได้แต่มองกัปตันของเขาและส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยใจ
“ค่อย ๆ พับให้มันเป็ระเบียบหน่อยได้มั้ย เอามานี่ ฉันจัดกระเป๋าให้เองไปดูความเรียบร้อยของทุกคนเถอะ” ชูยะแย่งเสื้อผ้าในมือของฮิโรกิมาและจัดการเอาสัมภาระทั้งหมดลงไปในกระเป๋าอย่างเป็ระเบียบ ฮิโรกิมองชูยะแล้วยิ้มกรุ่มกริ่ม จริงๆเขารู้อยู่แล้วล่ะว่ายังไงชูยะก็ต้องมาเก็บกระเป๋าให้เขาเพราะทนความไม่เป็ระเบียบของกัปตันตัวเองไม่ได้
แต่ก็ไม่รอดกับสายตาที่มองอยู่ของทานากะ ไคโตะ เขามองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดในการกระทำของกัปตัน ฮิโรกิที่กำลังยืนยิ้มกรุ่มกริ่มอยู่ หันไปสบตากับไคโตะพอดี ไคโตะจ้องมองเขาและชูสองนิ้ว ชี้ไปที่ตาตัวเองสลับกับชี้ไปที่ฮิโรกิไปมา ประมาณว่าฉันมองนายอยู่นะ ฮิโรกิเลิ่กลั่กและทำเป็เดินไปหาโบตันกับกับไดจิ เพื่อกลบเกลื่อนความโป๊ะของตัวเอง
“อีก 1 อาทิตย์โรงเรียนก็จะเปิดแล้ว” โบตันพูดอย่างงอแงระหว่างที่กำลังพากันขึ้นรถประจำทางเพื่อกลับบ้าน
“ก็ดีแล้วนี่ ฉันคิดถึงโรงเรียนจะแย่” ไดจิผู้ชอบไปโรงเรียนมากกว่าอยู่ที่บ้าน เพราะคิดถึงแมวของลุงภารโรงที่โรงเรียน
ทุกคนนั่งรถกลับบ้านด้วยกันอย่างสนุกสนานโดยที่ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเร็นตอนนี้
อ่านกันมาถึงตอนนี้แล้ว อย่าลืมเป็กำลังใจให้ Writer ด้วยน้าาาาา คิดว่าจะเป็ยังไงต่อไป คอมเม้นท์มาพูดคุยกันได้เด้ออออ