จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 72 การทดสอบ

            รอบด้านเต็มไปด้วยความเงียบ จางอี้เหวินที่กำลังจ้องฉินอวี่เผยความประหลาดใจขึ้นระหว่างคิ้วราวกับว่าตนเองได้ยินอะไรผิดไป

            หลังจากตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง จางอี้เหวินก็หรี่ตาลง และพูดออกไป“เจ้าคือคนที่ไม่ได้จุดตะเกียงกรรมคนนั้นหรือ?”

            ฉินอวี่ยิ้มแต่ไม่ได้พูดอะไรออกไป

            “เหอๆเช่นนั้นศิษย์น้องผู้นี้คิดว่าใครกันจะสามารถผ่านบททดสอบขั้นที่สองไปได้? ข้าไม่ใช่คนโอ้อวดหรอกนะ แต่เรื่องนี้ข้าว่าข้ามั่นใจ”จางอี้เหวินจ้องไปยังฉินอวี่ด้วยสีหน้าที่ดูมั่นใจ

            “ข้าไม่เชื่อหรอก ฮึ ข้าจะลองดูเอง!” ฉินอวี่ยังไม่ทันพูดอะไรก็มีศิษย์คนหนึ่งพูดขึ้นอย่างขุ่นเคือง และวิ่งตรงผ่านประตูเข้าไป

            “ใช่ ข้าเองก็จะลองด้วย”

            “ไม่ต้องรีบร้อน ทีละคนก็ได้” เพียงชั่วขณะหนึ่งศิษย์ทุกคนต่างเดินมาต่อแถวกัน เพื่อเข้าทดสอบการเป็นผู้ดูแล ไม่นานนักแถวก็ยาวราวกับมังกรตัวหนึ่ง

            ฉินอวี่ถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่แอบชื่นชมเสน่ห์ของฉู่เยว่ฉาน

            ใบหน้าของจางอี้เหวินเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและมั่นใจในตัวเองเป็นอย่างยิ่ง ก่อนจะพูดอย่างเรียบเฉย “ศิษย์พี่หญิงฉู่ ยังมีเวลาอีกหนึ่งเดือนหากท่านอยากจะผ่านการทดสอบขั้นที่สองละก็สามารถมาหาข้าได้นะจางอี้เหวินผู้นี้จะบอกอย่างไม่มีปิดบัง ข้าจะรอท่านอยู่ที่ยอดเขาเทียนเยว่ของสายชีพจรเสวียน”พูดจบ จางอี้เหวินก็สาวเท้าเดินจากไป

            “อุ้บ!” ฉินอวี่แทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่ได้จางอี้เหวินผู้นี้ดูเหมือนจะอ่อนหัดยิ่งนัก อีกทั้งยังมั่นใจมากเกินไปหน่อยแล้ว

            จางอี้เหวินหยุดลงครู่หนึ่ง หันกลับไปมองทางฉินอวี่ด้วยสายตาที่เคียดแค้น“ศิษย์น้องผู้นี้ น่าขำนักหรือ?”

            “ใช่นะสิ” ฉินอวี่มองไปทางจางอวี้เหวิน

            จางอี้เหวินพ่นลมหายใจที่เย็นชาออกมา และขณะที่จะพูดอะไรออกมา กลับถูกฉู่เยว่ฉานขัดจังหวะเอาไว้“ศิษย์น้องจางเชิญกลับไปก่อนเถอะ เรื่องตำแหน่งผู้ดูแลสำหรับข้าแล้วจะเป็นเช่นไรก็ได้”

            สีหน้าของจางอี้เหวินดูเหมือนจะเริ่มทนไม่ได้ จ้องไปทางฉินอวี่ด้วยสีหน้าที่ยากคาดเดาและพูดอย่างเย็นชา “หากไม่เห็นว่าเจ้าเป็นคนใกล้ตายนะวันนี้ข้าจะลองดูสิว่าเจ้าขำอะไรนักหนา”

            “จะขำหรือไม่ขำ อีกหนึ่งเดือนข้างหน้าก็ได้รู้กันแล้วมิใช่หรือ? ดวงตาของฉินอวี่เปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง

            “ทำไม? หรือพวกเราจะมาพนันกันหากอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าข้าได้เป็นผู้ดูแลหอตำรา เจ้าก็แค่ขอโทษข้าก็พอหากข้าไม่ได้เป็นผู้ดูแลหอตำรา ข้าจางอี้เหวินจะยอมนับถือเจ้าเป็นอาจารย์ว่าอย่างไร?” จางอี้เหวินพูดอย่างเย็นชาเขามีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าตนเองจะต้องได้เป็นผู้ดูแลหอตำราและการทดสอบขั้นที่สองก็ค่อนข้างพิสดารเขาจึงไม่เชื่อว่าในสำนักตอนนี้จะมีคนที่สามารถผ่านบททดสอบนี้ไปได้

            “เรื่องนับถือเป็นอาจารย์ไม่จำเป็นหรอก หากเจ้าไม่ได้เป็นผู้ดูแลเจ้าต้องมาเป็นลูกน้องของข้า ให้ข้าคอยใช้งาน” ฉินอวี่พูดอย่างเฉยเมย

            จางอี้เหวินยิ้มอย่างโกรธเคือง และเริ่มรู้สึกอยากจะกำจัดฉินอวี่ยิ่งนักหลังจากเขาสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ ก็กัดฟันพูดขึ้น “ได้!” พูดจบ จ้างอี้เหวินก็รีบหันออกไปทันทีเขารู้สึกเพียงความโกรธที่แทบจะระเบิดออกจากอก หากไม่รีบออกไปจากที่นี่ เขาก็กลัวว่าตนเองอาจสังหารฉินอวี่ต่อหน้าฉู่เยว่ฉาน

            เมื่อเห็นว่าจางอี้เหวินจากไปไกลแล้ว ฉู่เยว่ฉานก็ถอนหายใจก่อนจะพูดขึ้นมา “อันที่จริง เจ้าไม่จำเป็นต้องทำให้เขาขุ่นเคืองใจเลยบางทีในสำนักอาจมีคนที่ผ่านการทดสอบขั้นที่สองได้ แต่คนส่วนใหญ่ล้วนแต่เลือกที่จะเตรียมตัวสำหรับการคัดเลือกศิษย์ในอีกสองปีข้างหน้า!”

            “แต่ถึงอย่างไรข้าก็เป็นคนใกล้ตายอยู่แล้ว จะมีอะไรต้องกลัวอีก? นอกจากนี้ ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งสิ้น บางที...ในหนึ่งเดือนนี้อาจมีใครสักคนปรากฏตัวขึ้นมาและผ่านการทดสอบการเป็นผู้ดูแลก็เป็นได้” ฉินอวี่พูดไปพร้อมรอยยิ้ม

            ฉู่เยว่ฉานทำให้ฉินอวี่ประทับใจในตัวนางอย่างยิ่งและแรงจูงใจที่แอบแฝงอยู่ของจางอี้เหวิน ทำให้ฉินอวี่รู้สึกไม่ชอบใจเป็นอย่างยิ่งเขาจึงต้องออกหน้าไปในครั้งนี้ โดยไม่สนใจว่าจะเป็นเรื่องที่ผิดหรือไม่อย่างไรก็ตาม ฉินอวี่ก็มีความมั่นใจอย่างยิ่งว่าตนเองจะได้เป็นผู้ดูแลและเมื่อถึงเวลานั้นจางอี้เหวินก็คงยากที่จะเคลื่อนไหวใดๆเมื่อลองคิดทบทวนอย่างดีแล้วก็บอกได้ทันทีว่า มีมหาเทพอย่างอาจารย์หวงถิงอยู่ด้วยฉินอวี่จะเกรงกลัวจางอี้เหวินหรือ?

            ฉู่เยว่ฉานมองฉินอวี่ด้วยสายตาที่ซับซ้อน และส่ายหน้าขึ้นทันที“แม้ว่าเจ้าจะไม่ได้จุดตะเกียงกรรม แต่เจ้าก็ไม่ควรสิ้นหวังกับตนเองเช่นนี้ในช่วงนี้เจ้าไปอยู่ที่สายชีพจรฟ้ากับข้าเถอะอยู่ที่นั่นไม่มีผู้ใดทำอะไรเจ้าแน่นอน”

            “ขอบพระคุณศิษย์พี่หญิงฉู่ ทุกสิ่งข้าทราบดีแก่ใจ อีกอย่างหากข้าตามศิษย์พี่หญิงไปสายชีพจรฟ้า ข้าเกรงว่าคงมีชีวิตไม่ถึงสามปีจริงๆ”ฉินอวี่หัวเราะ

            แก้มของฉู่เยว่ฉานเริ่มเป็นสีแดงระเรื่อแน่นอนว่านางเข้าใจความหมายของฉินอวี่ แต่แสร้งทำเป็นสงบนิ่งปัดเส้นผมที่อยู่ข้างแก้มของนาง และมองไปทางด้านข้าง “เอาล่ะทำตามที่เจ้าตัดสินใจเถอะ หากมีเรื่องอะไรก็ไปหาข้าที่สายชีพจรฟ้า”

            “รับทราบ ศิษย์พี่หญิงฉู่” ฉินอวี่พยักหน้า

            ฉินอวี่ส่งสายตามองฉู่เยว่ฉานเดินออกไป พลางหันไปมองแถวที่ยาวเป็นหางมังกรพลันรู้สึกได้ถึงสายตาที่เคียดแค้นของศิษย์นับร้อย เขาก็แสยะยิ้มอยู่ในใจและตัดสินใจว่าจะรออีกสองสามวันค่อยมาอีกครั้ง

            ห้าวันต่อมา

            ฉินอวี่แปลงเป็นรูปลักษณ์ของเฉินซิงและเข้าไปต่อแถวที่หน้าประตูทางด้านขวาของหอตำรา ที่ประตูมีวิชาบังตาอยู่ชั้นหนึ่งบุคคลภายนอกจะมองไม่เห็นภายใน และภายในก็มองไม่เห็นโลกภายนอกเช่นกัน

            เมื่อเข้าประตูไป เสียงความวุ่นวายก็ถูกแยกจากกันทันทีจนดูเหมือนว่าตอนนี้ได้เข้าสู่พื้นที่อันโดดเดี่ยวเป็นอิสระ

            ด้านในประตูใหญ่เป็นลานเล็กๆ ที่ถูกทิ้งร้าง ทั่วทั้งลานดูว่างเปล่ามีเพียงแผ่นศิลาแผ่นหนึ่งที่อยู่ด้านในสุดเท่านั้น

            ฉินอวี่เดินตรงเข้าไปยังด้านใต้ของแผ่นศิลา กวาดสายตามองไปโดยรอบและแอบสงสัยขึ้นมาในใจ หากว่าตามหลักแล้ว ที่แห่งนี้ควรจะมีแผ่นศิลาอยู่สองแผ่นและท้ายที่สุด การทดสอบขั้นที่สองก็น่าจะเกิดขึ้นที่นี่เช่นกัน

            หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ฉินอวี่ก็กัดนิ้วชี้ของตนเอง จากนั้นบีบให้เลือดหยดลงไปบนแผ่นศิลาหนึ่งหยดและนั่งขัดสมาธิลงกับพื้น รวบรวมจิตใจให้เข้าเป็นหนึ่งเดียวกับแผ่นศิลา

            ทันใดนั้น

            ตำราหลายหมื่นเล่มก็ปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของฉินอวี่ในขณะเดียวกันนั้นเสียงที่ดูผันผวนผ่านช่วงเวลามานานก็ดังขึ้น “เจ้ามีเวลาเพียงหนึ่งก้านธูป”

            ฉินอวี่กลั้นหายใจ ใช้มโนจิตสาดส่องไปบนตำราทุกเล่ม ข้อความแต่ละส่วนค่อยๆปรากฏขึ้นมา สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ต้องประหลาดใจคือตำราเหล่านี้มีตั้งแต่ระดับต่ำที่สุดจนถึงระดับที่มีความลึกซึ้งเป็นพิเศษแต่ฉินอวี่ก็ไม่คิดอะไรมาก ได้แต่ใช้มโนจิตสาดส่องไปยังตำราทุกเล่มและจดจำตัวอักษรที่อยู่ในนั้นทั้งหมด

            ช่วงเวลาหนึ่งก้านธูปผ่านไปเพียงชั่วพริบตา

            ในขณะที่หมดเวลานั้นตำรากว่าหลายหมื่นเล่มนั้นยังคงปรากฏอยู่ในห้วงความคิดของฉินอวี่แต่แล้วความเป็นระเบียบทั้งหมดก็หยุดลง

            มโนจิตของฉินอวี่ที่ถูกปกคลุมไปด้วยตำราทั้งหมดได้นำพาตำราทั้งหมดนั้นกลับเข้าที่อย่างรวดเร็ว ด้วยความเร็วที่รวดเร็วมากนี้หากเกิดกับจางอี้เหวิน คงทำให้เขาคิดว่าตนเองอาจกำลังอยู่ในความฝัน

            สำหรับการทดสอบในขั้นแรกนับว่าเป็นเรื่องง่ายมากสำหรับฉินอวี่ ในยุคก่อน ตอนที่เข้าร่วมการทดสอบของหอตำราสำนักเทียนฉีนั้นมีความยากยิ่งกว่านี้มาก เพราะนั่นมีตำราถึงหนึ่งแสนเล่มแต่ตอนนี้มีเพียงหนึ่งหมื่นเล่มเท่านั้น

            ยังไม่ถึงครึ่งก้านธูป ฉินอวี่ก็เริ่มประมวลเรื่องทั้งหมดกลับเข้าที่แล้วเพียงแต่ เพื่อไม่ให้คนทั่วไปต้องตกใจมากเกินไปฉินอวี่จึงตั้งใจที่จะสลับลำดับของหนังสือบางส่วนไปมา

            ขณะที่มโนจิตของฉินอวี่กำลังเตรียมเรียกแผ่นศิลาออกมานั้นเสียงของความผันผวนก็ดังขึ้นอีกครั้ง “ทำความเข้าใจหมื่นตำรา สร้างหนึ่งกลวิชาไม่จำกัดระดับของวิชา”

            ฉินอวี่ยิ้มขึ้นที่มุมปากในขั้นที่สองของการทดสอบนี้มีความแตกต่างไปจากสำนักเทียนฉีในการทดสอบขั้นที่สองของสำนักเทียนฉีจะต้องจัดเรียงตำราจากระดับสูงไปหาระดับต่ำแต่เมื่อมาถึงยุคของสำนักยุทธ์ว่านจ้งก็กลายเป็นการทดสอบสร้างกลวิชา

            นี่คงเป็นความตั้งใจของหวังชิง เพื่อจะคัดกรองคนที่มีความเข้าใจและปัญญาที่แข็งแกร่งให้กับสำนักยุทธ์ว่านจ้งและสร้างกลวิชาที่แข็งแกร่งได้เหมือนตนเอง

            ฉินอวี่นิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง การสร้างกลวิชานั้นเป็นเรื่องง่ายสำหรับเขาและแน่นอนว่ากลวิชาที่ฉินอวี่เลือกจะสร้างนั้น เป็นกลวิชาระดับต่ำ เพราะการสร้างกลวิชาระดับสูงจะต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ที่ค่อนข้างมากจึงจะประสานวิชาขึ้นมาได้ จากนั้นในห้วงความคิดของฉินอวี่ก็เริ่มรวมตำราเหล่านั้นเข้าเป็นหนึ่งเดียวตัวอักษรแต่ละส่วนก็ค่อยๆ ลอยขึ้นมาในห้วงความคิด

            หลังจากผ่านไปช่วงเวลาหนึ่ง

            ฉินอวี่ก็ส่งเสียงพึมพำขึ้นมา “ข้าขอเรียกมันว่ากลวิชาเสี่ยวซิงเฉินก็แล้วกัน”

            เมื่อพูดจบ แผ่นศิลาก็ส่องสว่างขึ้นมา ปกคลุมทั่วร่างของฉินอวี่พลังที่แข็งแกร่งกวาดเข้าไปในร่างของฉินอวี่ และหายไปอย่างไร้ร่องรอยในทันที ซึ่งเหตุการณ์นี้คล้ายกันกับตอนจุดตะเกียงกรรม

            ฉินอวี่ค่อยๆ ลืมตาขึ้น และหรี่ตาลงมองแผ่นศิลา และค่อยๆ ยืนขึ้นช้าๆจะผ่านหรือไม่ผ่าน อีกหนึ่งเดือนจากนี้ไปก็ได้รู้ผล

            ทันใดนั้น ฉินอวี่ก็ออกมาจากลานเล็กๆ

            “ทำอะไรของเจ้า ใช้เวลานานอะไรขนาดนี้? ทำอย่างกับเจ้าผ่านการทดสอบ”ศิษย์ที่ต่อแถวอยู่ด้านหลังของฉินอวี่เมื่อก่อนหน้านี้มองฉินอวี่อย่างโกรธเคืองก่อนจะเดินเข้าประตูไป

            ฉินอวี่ยิ้มบางๆ เมื่อมาถึงด้านหน้าของแผ่นศิลาเขามองหารายชื่อของตนเองอย่างละเอียด แต่สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ต้องประหลาดใจก็คือบนป้ายศิลากลับไม่มีชื่อของเขา

            “นี่มันเรื่องอะไรกัน?” ฉินอวี่แปลกใจแม้ว่าเขาจะจงใจกลับลำดับของตำราจำนวนหนึ่งแต่หากพูดตามหลักแล้วอย่างน้อยก็มีโอกาสสำเร็จถึงเก้าส่วนและอย่างน้อยที่สุดก็น่าจะสามารถอยู่ด้านบนสุดของป้ายศิลาได้

            เมื่อตรวจสอบรายชื่อบนป้ายศิลาอีกครั้ง

            ทุกอย่างก็ยังเป็นเหมือนก่อนหน้า ด้านบนสุดยังคงเป็นภาพมายาของคนนั่งสมาธิและด้านล่างไล่ลงมาคือรายชื่อ

            “หวังโฮ่วเต๋อ”

            “หนีเฟิง”

            “ตี้อวิ่นเทียน”

            “นี่มันเรื่องอะไรกัน? หรือสำนักยุทธ์ว่านจ้งจะมีคนสองสามคนที่ยังมีความทรงจำที่เก่งกว่าข้า?”ฉินอวี่มองมาลงมาตลอดแผ่น จนกระทั่งสุดแผ่นศิลาเขาก็ยังไม่พบรายชื่อของตนเอง

            ฉินอวี่ยังไม่พอใจ และเริ่มดูใหม่อีกครั้ง

            ดูอีกครั้ง!

            แต่ก็ยังไม่พบ

            ฉินอวี่ยืนอยู่ตรงหน้าแผ่นศิลา และรออยู่อย่างเงียบๆแอบนึกสงสัยอยู่ในใจว่าแผ่นศิลานี้ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองแล้วหรือไม่

            หลังจากรออยู่เป็นเวลานาน ป้ายศิลาก็ยังคงนิ่งเงียบรายชื่อบนนั้นก็ไม่มีความเปลี่ยนแปลง

            “เอ่อ... หรือจะมีสาเหตุจากการที่ข้าไม่ได้จุดตะเกียงกรรม? แล้วข้าผ่านการทดสอบหรือไม่?” ฉินอวี่ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งและมั่นใจว่าตนเองผ่านการทดสอบในขั้นที่สอง แต่เพราะเหตุใดจึงไม่มีอะไรเกิดขึ้น?

            “ก็คงไม่มีทางเลือกแล้ว คงได้แต่รอ รอผลจากนี้ไปอีกหนึ่งเดือนหากข้าไม่ได้เป็นผู้ดูแล ข้าคงต้องพิจารณาทฤษฎีของหอตำราเสียใหม่แล้วล่ะ”ฉินอวี่ส่ายหน้า และแอบบ่นอยู่ในใจ ก่อนจะหันหลังกลับออกไป

            มีสิ่งหนึ่งที่ฉินอวี่ไม่รู้ ว่านับตั้งแต่เขาผ่านการทดสอบขั้นแรกบนจุดสูงสุดของยอดเขาที่ตั้งของหอตำรา มีผู้อาวุโสในชุดที่เรียบง่ายได้ลืมตาขึ้นและมองไปยังฉินอวี่ที่เบื้องล่าง คล้ายกับจะมองผ่านหมู่เมฆมองผ่านพื้นที่เข้าไปเห็นฉินอวี่ที่กำลังงุนงง

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน