3
อะไรๆก็ดูไม่คุ้นเคยไปหมด
เช้าวันนี้เฉินหงอี้ตื่นั้แ่เช้ามืด ออกสำรวจพื้นที่รอบๆบ้าน ด้วยความเร็วและความสามารถของเธอ ทำให้สามารถปีนขึ้นไปบนต้นไม้สูงได้
สายตามองเห็นได้ในระยะไกล ตอนนี้พระอาทิตย์กำลังขึ้น บ้านของชาวบ้านอยู่ห่างออกไปราวๆ 2 ลี้ นับว่าไกลมาก รอบๆเป็ป่า แล้วก็แปลงข้าวโพดอยู่ห่างออกไป 1 ลี้
เมื่อลงจากต้นไม้ที่ด้านหลังบ้าน ก็เจอกับเ้าของบ้าน
“อุ้ยย คุณใหมดเลย” เธอไม่คิดว่าเขาจะมายืนอยู่ใต้ต้นไม้
“เสียงคุณเองหรอ?” เขาเอ่ยถามออกมา เฉินหงอี้อดที่จะสงสัยไม่ได้ว่าเขามองไม่เห็นจริงๆใช่ไหม
“...”
“ผมได้ยินเสียงและใช่ผมมองไม่เห็น” นี้เขาอ่านใจเธอได้อย่างนั้นหรอ?
“...”
“ผมไม่ได้อ่านใจได้ แค่คาดเดาเท่านั้น” ชักจะน่ากลัวไปแล้ว เธอจ้องมองเขาไม่วางตา เขาทำเธอแปลกใจแล้วก็สงสัย สรุปเขามองเห็นหรือมองไม่เห็น
“คุณคาดเดาได้เก่ง” เธอเอ่ยชม ที่จริงมันออกจะประชดประชันนิดหน่อย
“ว่าแต่คุณชื่ออะไร?” เธอยังไม่รู้ชื่อของเขาเลย
“หลงเฟยอวี้” จากนั้นทั้งสองคนก็มีแต่ความเงียบ ไม่มีใครพูดหรือถามอะไรออกมาพักหนึ่ง
“คุณมาจากที่ไหน?” เป็ชายหนุ่มที่เอ่ยถามขึ้น
“คือจะว่ายังไงดีละ” จะโกหกก็ไม่รู้จะโกหกยังไง มาจากที่ไหน สมัยนี้มีเมือง มณฑลอะไรเธอจะไปรู้ได้ยังไง
“จะโกหกก็ได้ ผมจะยอมเชื่อคุณ”
“...” เป็อีกครั้งที่เฉินหงอี้สบมองชายหนุ่มด้วยความแปลกใจ ผู้ชายคนนี้แปลกๆ
“ผมได้ยินคุณคุยกับลูกๆของผมว่าคุณไม่มีที่ไป ไม่มีบ้านให้กลับ?” น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยถามออกมา นี้เขาได้ยินที่เธอคุยกับเด็กๆงั้นหรอ?
ไม่ใช่ว่าเขาอยู่ในห้องตลอดไม่ใช่หรอ เขาได้ยินด้วย? หรือว่าเขามียีนกลายพันธุ์เหมือนกับเธอ
“คุณแอบฟังหรอ?”
“ผมเปล่า บ้านมันเงียบ พวกคุณคุยกันเสียงดังเอง” เขากำลังบอกว่าเธอคุยกันเสียงดังรบกวนเขาสินะ
“ก็อย่างที่คุณได้ยิน ฉันไม่มีบ้าน ไม่มีที่ไป เร่ร่อนอยู่ในป่า ตัวเองเป็ใครมาจากไหนก็จำไม่ได้แล้ว” เล่นละครต่อสิค่ะ รออะไร หน้าตาเขายังดูเฉยชา บอกตามตรงเธอไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไร
“จริงสิ จะไปหาซื้อของได้ที่ไหน?” ได้เวลาเก็บข้อมูลเพิ่มแล้ว
“มีสหกรณ์ห่างจากหมู่บ้านไป 13 ลี้ หากอยากจะหาเงินหรือเอาเนื้อไปขาย ตัวอำเภอมีสถานที่ที่เรียกว่าตลาดมืด อยู่ห่างไป 24 ลี้”
“....” ระยะทางไม่ใช่น้อยๆเลย เธอมาอยู่หมู่บ้านกลางป่าเขา ห่างไกลตัวอำเภอมากๆเลย การเดินทางก็คือต้องเดินเท้าสินะ แต่ระยะทางไม่ใช่ปัญหาสำหรับเธอ
ว่าแต่ยุคนี้เขาใช้เงินหน่วยอะไรกัน
“เออ...คุณคือว่า ฉันมีคำถาม” ไม่แน่ใจว่าจะถามดีไหม แต่ถ้าไม่ถามก็ไม่รู้ไง
“เงินที่ใช้เป็หน่วยอะไร การซื้อของต้องใช้คูปองอย่างเดียวไหม แล้วจะหาคูปองได้ยังไง” น้ำเสียงแ่เบาเอ่ยถามออกไปอย่างไม่ค่อยแน่ใจ
“บางอย่างก็ใช้เงินซื้อได้ บางอย่างก็ต้องใช้คูปอง ถ้าอยากได้คูปองก็ต้องไปลงชื่อทำงานที่ฝ่ายผลิต ห่างจากที่นี้ 13 ลี้”
“ส่วนคำถามแรกผมไม่เข้าใจ” ถามยากไปหรอ?
“เนื้อหมูชั่งละเท่าไหร่?” เปลี่ยนคำถามก็ได้
“2 หยวน” อ่า..หน่วยของเงินคือหยวน
“ 1 หยวนซื้อไข่ไก่ได้กี่ฟอง” คิดอะไรไม่ออกแล้ว เอาไข่ไก่แล้วกัน
“10 ฟอง”
“ไข่ไก่ฟองละเท่าไหร่?” มันดูเป็คำถามที่แสนจะโง่เง่ามากๆ แต่คนไม่รู้จำเป็ต้องถามจริงๆ
“1 เหมา” ก่อนเขาจะตอบ เขาถอนหายใจออกมาด้วย
เงินในยุคนี้มีหน่วยเป็ หยวน แล้วก็ 1 หยวน มี 10 เหมา เฉินหงอี้สรุปในใจ ในโลกของเธอเงินรายได้ที่หามาได้ส่วนกลางจะเก็บเอาไว้ทั้งหมด เพื่อใช้ซื้อของที่จำเป็จากเขตอื่นๆ บางอย่างก็แลกเปลี่ยนได้ แต่บางอย่างก็ต้องซื้อ รายได้ของป้อมมาจากการขายแก่นพลังของซอมบี้แล้วก็อาวุธ เงินที่ใช้แลกเปลี่ยนก็คือ ทอง ไม่ก็เพชรเท่านั้น
ส่วนชีวิตในป้อม อายุแรกเกิดถึงอายุ 15 ปี จะได้รับอาหารและสวัสดิการจากทางป้อม หลังจากนั้นก็เริ่มทำงาน สะสมคะแนนใช้แลกอาหารและข้าวของอื่นๆที่จำเป็ต่อการดำรงชีวิต
นอกจากงานลาดตระเวนเธอยังทำงานในหน่วยวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของป้อมปราการเขต 11 น่าเสียดายที่ไม่ได้เอาทองคำแท่งและเพชรติดตัวมาเลย
“แล้วเด็กๆไปเรียนกันที่ไหนกันหรอ?” หากเด็กๆไปเรียน จะได้ถือโอกาสนี้ออกไปดูและสังเกตการใช้ชีวิตของคนยุคนี้ให้มากขึ้น จะได้ปรับตัวได้
“เด็กในหมู่บ้านไม่มีใครได้เรียน”
“....” คือยังไงนะ ไม่มีใครได้เรียน
“คุณคงมาจากครอบครัวที่มีฐานะ ถึงได้พูดถึงเื่การเรียน”
“...” เด็กๆไม่ได้ไปโรงเรียน แล้วเรียนหนังสือที่ไหน โฮมสคูลหรอ?
ยิ่งพูดคุยก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจ หลงเฟยอวี้ได้แต่คิดในใจ หญิงสาวเอ่ยถามคำถามแปลกๆ แล้วยังพูดถึงเื่การเรียน คงมาจากในเมืองถึงได้ไม่รู้ว่าที่หมู่บ้านนี้ไม่มีเด็กๆคนไหนได้เรียนหนังสือกันสักคน
“คุณมีอะไรจะถามอีกไหม?”
“โรงเรียน โรงพยาบาล สถานที่ราชการ อยู่ใกล้จากที่นี้มากไหม?”
“ทุกที่อยู่ในเมืองหย่าอัน ห่างจากที่นี้ 120 ลี้ ในตัวอำเภอมีแค่สถานพยาบาลเล็กๆ และสหกรณ์เท่านั้น แต่ดูเหมือนว่าสองเดือนก่อนมียุวชนผู้มีการศึกษาถูกส่งตัวมา พวกเขาสอนหนังสือเด็กๆในตัวอำเภอ จากที่ผมได้ยินมา”
ยุวชนผู้มีการศึกษา? ถูกส่งตัวมาทำงานในที่ทุรกันดาร ยุคการปฏิวัติที่กินเวลายาวนานเป็สิบปี อาหารขาดแคลน ผู้คนล้มตายเป็จำนวนมาก เธอจำสิ่งที่เขียนเอาไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์ที่เคยอ่านได้
“แล้วชาวบ้านที่หมู่บ้านปี้เฟิ่งละ?” ทุกคนใช้ชีวิตอยู่กันยังไง
“ทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอด” เป็ประโยคที่ราบเรียบแต่เฉินหงอี้เข้าใจ ทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองมีชีวิต ในยุคที่ยากลำบาก ทุกคนต้องดิ้นรนเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตอยู่ต่อไป
“ในเมื่อคุณมองไม่เห็น แล้วลูกๆคุณละ?” ตัวเธอมีพลังการรักษา ไม่รู้ว่าร่างกายของผู้ชายตรงหน้าจะตอบสนองต่อพลังขอเธอหรือเปล่า ผู้คนที่อยู่ในป้อมปราการเขต 11 ทุกคนล้วนมียีนที่กลายพันธุ์กันทั้งนั้น แต่ผู้ชายตรงหน้าเป็มนุษย์ธรรมดาๆที่ไม่มียีนกลายพันธุ์เลย
เขาไม่ได้เอ่ยตอบอะไร เขาหันหลังแล้วค่อยๆใช้ไม้ช่วยนำทาง แล้วเดินเข้าไปในตัวบ้าน ทำเอาเธอคิดไม่ตกเลย
เฟยิและเฟยเหมียนตื่นมา ก็เข้าครัวทำอาหาร ซี่โครงที่ตุ๋นเอาไว้เมื่อคืนถูกอุ่น แล้วนำมาเป็อาหารเช้า เฉินหงอี้ส่งยิ้มให้กับเด็กๆเพื่อขอบคุณ
จะว่ายังไงดี เธอทำอาหารไม่เป็ ถนัดแค่ย่างเท่านั้น ปกติเนื้อสัตว์กลายพันธุ์จะถูกนำมาปรุงอาหารโดยคนที่ทำครัว เธอมีหน้าที่แค่รอกิน ส่วนแบ่งที่ได้มาก็แช่เก็บเอาไว้ และเธอก็ชอบที่จะเอามันย่างหรือไม่ก็อบ ไม่ต้องทำอะไร แค่ใช้ผงหมักเนื้อสังเคราะห์โรยแล้วเอาไปย่าง เอาไปอบ แค่นี้ก็เรียบร้อยแล้ว นี้คือการทำอาหารที่ยุ่งยากที่สุดที่เธอทำได้แล้ว
“อร่อยมาก” ไม่น่าเชื่อเลยว่าซี่โครงที่เด็กๆทั้งสองคนจะมีรสชาติกลมกล่อมและมีกลิ่นหอม
“เนื้อเปื่อยนุ่มกำลังดี”
ปั่ก ปั่ก
เสียงนี้ทำให้เธอหันไปมอง พบว่าเ้าของบ้านกำลังเดินออกมา มุ่งหน้ามาที่ครัว เขาคงจะคุ้นเคยกับบ้านเป็อย่างดี ดูจากการเดินของเขา
“พ่อครับ ผมแบ่งส่วนของพ่อเอาไว้แล้ว พ่อมานั่งก่อนนะครับ” เขาเดินมานั่งได้โดยเด็กๆไม่ต้องเข้าไปประคอง เฟยิไปยกชามอาหารที่ตักแบ่งเอาไว้ให้คนเป็พ่อมาให้
“พ่อกินเยอะๆนะครับ” นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้กินเนื้อ โดยเฉพาะฤดูหนาวที่ต้องกินเพียงแผ่นแป้ง ทั้งวันไม่มีอะไรตกถึงท้องนอกจากแผ่นแป้งข้าวโพดย่างเนื้อหยาบๆ
“กินเสร็จแล้ว ลูกไปซื้อของที่สหกรณ์มาเพิ่มด้วยนะ”
“ครับพ่อ” เด็กๆทั้งสองรับคำ ถ้าไม่ได้เนื้อหมูป่าของพี่สาวหงอี้ ที่บ้านก็ไม่มีอะไรกินแล้ว แป้งก็หมด ข้าวฟ่างก็หมด
“ขอฉันไปด้วยได้ไหม”
“อืม”
เมื่อได้ยินคำตอบที่ออกจากปากของชายหนุ่ม หญิงสาวก็หันมาส่งยิ้มให้เด็กๆทั้งสองคน เมื่อกินข้าวเช้าเสร็จ เธอช่วยเด็กๆเก็บจาน
ก่อนออกจากบ้าน เฟยหลงเข้าไปเงินและคูปองจากคนเป็พ่อ เฉินหงอี้ใช้โอกาสนี้ดูคูปองและเงินที่หลงเฟยอวี้ให้มาอีก 5 หยวน
คูปองทำจากกระดาษ มีเลขกำกับและเขียนประเภทเอาไว้ชัดเจน แตกต่างจากที่ป้อมปราการเป็อย่างมาก ที่นั้นแค่สแกนผ่านริสแบนด์ ข้อมูลทุกอย่างก็จะแสดงผ่านจอทันที มีแต้มอยู่เท่าไหร่ เป็ใคร อยู่ฝ่ายอะไร ข้อมูลทุกอย่างอยู่ในริสแบนด์ทั้งหมด
ริสแบนด์ของเธอก็คือนาฬิกาสุดไฮเทค ริสแบนด์นอกจากจะเป็สิ่งระบุตัวตนแล้ว ยังถูกสร้างเป็อย่างอื่นที่มีประโยคต่อผู้ใช้ เพียงแค่แจ้งกับฝ่ายทะเบียน พวกเขาจะจัดการให้ ความพิเศษของมันแล้วแต่ความ้าของผู้ใช้ อย่างของเธอมันคือนาฬิกาสุดไฮเทค
สามารถสื่อสารกับคนอื่นได้ คล้ายกับมือถือ วัดการเต้นของหัวใจ ระบบเอไอเอาไว้ตรวจจับพวกซอมบี้และสัตว์กลายพันธุ์ หากมีพวกมันอยู่ในระยะ 500 เมตร มันจะแจ้งเตือนในทันที
เฉินหงอี้ใช้โอกาสนี้สำรวจบ้านของชาวบ้าน มีชาวบ้านหลายคนมองเธอแปลกๆ แต่พวกเขาก็แค่มองแล้วก็เดินผ่านไป ใช้เวลานานพอสมควร เพราะระยะทางจากบ้านมาที่สหกรณ์คือ 13 ลี้
มันไม่ใช่ระยะทางใกล้ๆเลย เดินก็ใช้เวลาเป็ชั่วโมงกว่าๆ กว่าจะมาถึง เฉินหงอี้สำรวจข้าวของที่วางขายในสหกรณ์ แป้งข้าวโพด ข้าว ข้าวฟ่าง เกลือ น้ำตาลก็คือมีราคาแพงใช้ได้เลย
เฟยิซื้อแป้งข้าวโพด ข้าวฟ่างและเกลือเท่านั้น เสื้อผ้าสักชุดก็ไม่มีวางขาย ที่นี้ขายผ้าเป็พับ ต้องใช้คูปองในการซื้อเท่านั้น
ขากลับ ก็พบกับชาวบ้านที่กำลังพักเที่ยงจากการทำงานแลกแต้ม แปลงนาอยู่ห่างจากสหกรณ์ราวๆ 6 ลี้ นั้นหมายความว่าชาวบ้านที่หมู่บ้านปี้เฟิ่งต้องเดินทางานที่นี้ถึงจะได้ส่วนแบ่งธัญพืชและคูปองที่จะแจกปีละสองครั้งเท่านั้น
ตอนแรกคิดว่าจะมาลงชื่อทำงานที่แปลงนา แต่เธอลืมไปว่าไม่มีอะไรมาแสดงตัวตนของเธอเลย คงต้องกลับไปคิดดูอีกทีว่าจะเอายังไงต่อจากนี้
คงต้องไปขอคำปรึกษาจากหลงเฟยอวี้อีกที หวังไว้ลึกๆว่าเขาจะให้ความช่วยเหลือเธอและไม่ไล่เธอออกจากบ้านของเขา
ถึงแม้เธอจะสามารถเอาชีวิตรอดหากใช้ชีวิตในป่าเพียงลำพัง แต่ใครจะอยากนอนกลางป่าไปจนแก่ ในเมื่อไม่มีซอมบี้ ไม่มีสัตว์กลายพันธุ์ ก็อยากจะมีบ้านของตัวเองสักหลังหนึ่ง เอาไว้อยู่อาศัย ใช้ชีวิตง่ายๆ