ตอนที่ 169
เมื่อทุกคนมาถึงหน้าประตูคลังศาสตราวุธ หลังจากผู้อาวุโสที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูเห็นหลักฐานยืนยันการทำภารกิจ เขาก็เริ่มคลายรูปแบบป้องกันที่ผนึกประตูไว้
ทันทีที่ประตูเปิดออก แสงสว่างสีทองก็สาดส่องออกมาจากภายใน เผยให้เห็นห้องโถงขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยอาวุธนานาชนิดวางเรียงรายอยู่บนชั้นวางนับพันชิ้น แต่ละชิ้นล้วนเปล่งประกายออร่าแห่งพลังปราณที่แตกต่างกันออกไป สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับทุกคน ยกเว้นชิงเทียนที่แสดงสีหน้าค่อนข้างผิดหวัง
"มีแต่อาวุธระดับเซียนทั้งนั้นเลย" เยี่ยกวานจงอุทานด้วยความประหลาดใจ พลางจ้องมองกระบี่สีเงินเล่มหนึ่งที่เปล่งประกายเย็นเยียบด้วยความชื่นชม
กู่ไท่หยางเดินเข้าไปใกล้สนับมือเหล็กสีดำสนิทคู่หนึ่ง มันมีลักษณะคล้ายปลอกแขนที่หุ้มตั้งแต่ข้อมือไปจนถึงข้อศอก ผิวโลหะสลักเสลาด้วยลวดลายคล้ายเกล็ดมังกร "นี่มัน...สนับมือระดับเซียนขั้นกลาง" เขาลองสวมใส่มันแล้วขยับมือไปมาอย่างพึงพอใจ
กวนเสี่ยวหรงซึ่งมีกระบี่คู่ใจจากเมืองนาวาพิสุทธิ์แล้ว จึงเดินสำรวจเครื่องรางป้องกันต่างๆ ที่วางอยู่บนชั้น และหยิบแผ่นหยกสีเขียวอ่อนขึ้นมาพิจารณาด้วยความสนใจ
ซินเมิ่งหยูเดินไปยังมุมหนึ่งของห้อง พบกล่องไม้ขนาดเล็กวางอยู่ เมื่อเปิดออก ภายในบรรจุมีดบินสีดำสนิทสิบเล่ม แต่ละเล่มมีกลิ่นอายที่น่าหวาดหวั่น นับตั้งแต่ได้ลองใช้เข็มพิษที่ชิงเทียนมอบให้ นางก็เริ่มสนใจศาสตร์แห่งอาวุธลับ
ในขณะที่คนอื่นๆ กำลังเลือกอาวุธและเครื่องรางที่ถูกใจ ชิงเทียนกลับเดินสำรวจไปทั่วห้อง เขากวาดสายตาไปยังอาวุธ ชุดเกราะ และเครื่องรางมากมายที่วางเรียงรายอยู่ แต่สิ่งที่ทำให้เขาขมวดคิ้วคือระดับพลังของสิ่งของเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นเพียงอาวุธระดับเซียนขั้นกลาง
"เป็นถึงสำนักชั้นนำแท้ๆ แต่กลับไม่มีอาวุธระดับเซียนขั้นสูงเลยสักชิ้น" ชิงเทียนถอนหายใจออกมาด้วยความผิดหวัง
ซินเมิ่งหยูที่ได้ยินดังนั้นจึงอธิบาย "สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะช่างตีเหล็กระดับสูงส่วนใหญ่ล้วนเลือกที่จะเข้าร่วมกับนิกายค้อนทองคำ ทำให้สำนักของเรามีช่างตีเหล็กฝีมือดีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น อีกทั้งอาวุธระดับเซียนส่วนใหญ่ที่เรามีก็มาจากการแลกเปลี่ยนกับนิกายค้อนทองคำแทบทั้งสิ้น"
"เป็นอย่างนี้นี่เอง...เข้าใจล่ะ" ชิงเทียนพยักหน้าอย่างเข้าใจ
"ถ้าอย่างนั้นในฐานะที่ข้าทำเครื่องรางป้องกันของเจ้าพังไป ข้าจะสร้างของชิ้นหนึ่งเพื่อชดเชยให้เจ้าก็แล้วกัน เลือกมาเลยว่าเจ้าอยากได้อะไร อาวุธ เครื่องราง ชุดเกราะ หรือแม้กระทั่งอาวุธลับ ข้าก็สามารถสร้างให้เจ้าได้ รับรองได้เลยว่าความแข็งแกร่งของมันจะต้องอยู่ในระดับเซียนขั้นสูงอย่างแน่นอน"
ซินเมิ่งหยูเลิกคิ้วเล็กน้อย มองชิงเทียนด้วยสายตาที่ยังคงเคลือบแคลงสงสัย
"เจ้าเป็นช่างตีเหล็กอย่างนั้นรึ?" นางรู้ดีว่าชิงเทียนเป็นผู้ใช้รูปแบบที่แข็งแกร่ง แต่การที่เขาบอกว่ามีความสามารถในการสร้างศาสตราวุธถึงระดับเซียนขั้นสูงนั้น เป็นสิ่งที่นางยังไม่ค่อยปักใจเชื่อนัก
"ไม่ต้องเกรงใจน่า ตามข้ามาสิ" ชิงเทียนหันไปบอกซินเมิ่งหยูด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหันไปทางเยี่ยกวานจง
"ส่วนเจ้า...เจ้าเลือกอาวุธในส่วนของข้าได้เลย ข้ายกให้" ว่าแล้วชิงเทียนก็พาซินเมิ่งหยูมุ่งหน้าไปยังโรงตีเหล็กที่อยู่ไม่ไกลนัก
เยี่ยกวานจงไม่คาดคิดว่าชิงเทียนจะไม่เห็นค่าอาวุธเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม นี่กลับเป็นเรื่องดีสำหรับเขา เพราะอยู่ดีๆ เขาก็ได้อาวุธระดับเซียนถึงสองชิ้น
เมื่อเทียบกับขนาดอันใหญ่โตของสำนักมังกรศักดิ์สิทธิ์ โรงตีเหล็กกลับมีขนาดค่อนข้างเล็ก ภายในมีช่างตีเหล็กทำงานอยู่เพียงไม่กี่คน และจากลักษณะท่าทางและการควบคุมไฟของพวกเขา ชิงเทียนก็พอจะประเมินได้ว่าพวกเขาเป็นเพียงช่างตีเหล็กระดับอัคราจารย์เท่านั้น
"พวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่?" ชายร่างกำยำเปลือยอกที่กำลังทุบตีเหล็กอยู่บนทั่งเงยหน้าขึ้นถามด้วยน้ำเสียงห้วนๆ เหงื่อไหลอาบไปทั่วร่างของเขา
"ข้าอยากได้วัตถุดิบสำหรับการตีเหล็ก" ชิงเทียนตอบกลับด้วยน้ำเสียงสุภาพ
"เจ้าเป็นช่างตีเหล็กอย่างนั้นรึ?" ชายร่างกำยำเลิกคิ้วมองชิงเทียนตั้งแต่หัวจรดเท้าราวกับกำลังประเมินความสามารถของชายหนุ่มตรงหน้า
"ก็พอมีความรู้บ้าง"
ชายร่างกำยำหัวเราะในลำคอ "พอมีความรู้บ้าง? ได้...แสดงให้ข้าดูหน่อยว่าความรู้ของเจ้าอยู่ในระดับไหน" ว่าแล้วเขาก็ผายมือ "ตามข้ามา"
ชายร่างกำยำนำทางชิงเทียนและซินเมิ่งหยูไปยังคลังวัตถุดิบสำหรับหลอมอาวุธด้านใน โรงเก็บของขนาดไม่ใหญ่นักแต่เต็มไปด้วยแก่นโลหะและแร่หายากหลากสีสันวางกองเรียงราย
"เจ้าอยากได้อะไร?" ชิงเทียนหันไปถามซินเมิ่งหยู
ซินเมิ่งหยูครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางได้รับมีดบินคุณภาพดีจากคลังศาสตราวุธแล้ว และตระกูลของนางก็มีเครื่องรางป้องกันอยู่หลายชิ้น หากชิงเทียนสามารถหลอมอาวุธระดับเซียนขั้นสูงได้จริง นางก็อยากจะได้กระบี่ดีๆ สักเล่ม
"ข้าอยากได้กระบี่" แววตาซินเมิ่งหยูเต็มไปด้วยความคาดหวัง
ชิงเทียนพยักหน้าก่อนจะเดินสำรวจแร่ธาตุแต่ละก้อนอย่างละเอียด ดวงตาของเขาหยุดอยู่ที่แร่ก้อนหนึ่ง
"ข้าต้องการแร่ชิ้นนี้" ชิงเทียนชี้ไปยังแร่ก้อนหนึ่งที่มีสีเงินวาววับ
"แร่แสงจันทร์อย่างนั้นรึ?"
ชายร่างกำยำอุทานด้วยความประหลาดใจ "แร่ก้อนนี้มีราคาสูงถึงสามพันคะแนน เจ้าแน่ใจนะว่าจะซื้อมัน?"
"แน่นอน" ชิงเทียนส่งป้ายหยกประจำตัวให้ชายร่างกำยำ ชายร่างกำยำรับไป จากนั้นสามพันคะแนนก็ถูกใช้ไปอย่างรวดเร็ว
"ลูกพี่...เด็กนั่นใช้แร่แสงจันทร์หลอมอาวุธ มันจะไม่เสียของไปหน่อยเหรอ?" ชายอีกคนที่ยืนดูอยู่กระซิบถามชายร่างกำยำด้วยความสงสัย
"หึ...บางทีคนเราก็ต้องได้รับบทเรียนราคาแพงบ้าง" ชายร่างกำยำแสยะยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ "ข้าอยากรู้นักว่าเมื่อหญิงสาวคนนั้นเห็นว่าแร่แสงจันทร์ที่ล้ำค่า ถูกเปลี่ยนเป็นขยะ นางจะทำหน้าอย่างไร"
ภายในห้องพักที่อบอวลไปด้วยกลิ่นสุราจางๆ จ้าวเฟิงเดินวนไปวนมาด้วยความร้อนใจอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่ตู่กู่หลินมาส่งจดหมายเชิญ เพื่อให้สำนักมังกรศักดิ์สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันหลอมศาสตรา นี่ก็ผ่านไปจนเกือบจะสามเดือนแล้ว แต่เขาก็ยังหาช่างตีเหล็กที่เข้าตาไม่ได้เลยสักคน
“เจ้าจะเดินไปเดินมาอีกนานไหม ข้าชักจะเวียนหัวแล้วนะ”
เหมี่ยวกวางไห่นั่งเอนหลังบนเก้าอี้หวายอย่างสบายอารมณ์ จอกสุราในมือถูกยกขึ้นจิบเป็นระยะ ดวงตาคมกริบมองตามการเคลื่อนไหวของจ้าวเฟิงด้วยความขบขันเล็กน้อย สำหรับเขาแล้ว เรื่องการแข่งขันหลอมอาวุธเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรนัก
“ข้ากำลังใช้ความคิดอยู่โว้ย!”
จ้าวเฟิงหันไปตวาดเหมี่ยวกวางไห่ ก่อนจะใช้มือลูบเครายาวด้วยความกังวล ในสำนักมังกรศักดิ์สิทธิ์มีช่างตีเหล็กเพียงหยิบมือ และความชำนาญของพวกเขาก็ยังอยู่ในระดับอัคราจารย์เท่านั้น ไม่มีใครก้าวข้ามไปถึงระดับเซียนได้ หากส่งคนเหล่านี้ไปเข้าร่วมการแข่งขัน สำนักมังกรศักดิ์สิทธิ์คงต้องอับอายขายหน้าเป็นแน่
ในที่สุดจ้าวเฟิงตัดสินใจละทิ้งความอึดอัดในห้องพัก อากาศบริสุทธิ์ภายในสำนัก ช่วยปลอบประโลมจิตใจที่กำลังว้าวุ่นของเขา จ้าวเฟิงเดินไปตามทางเดินหินอ่อน ผ่านเรือนพัก และคลังศาสตราวุธ จนกระทั่งสายตาของเขาไปสะดุดกับกลุ่มศิษย์จำนวนหนึ่งที่กำลังจับกลุ่มมุงดูอะไรบางอย่างอยู่ที่บริเวณโรงตีเหล็ก
"ทำไมวันนี้โรงตีเหล็กถึงดูวุ่นวายนักล่ะ?"
จ้าวเฟิงพึมพำกับตัวเองด้วยความสงสัย ปกติแล้วไม่ค่อยมีคนแวะเวียนมาที่นี่ ทำให้โรงตีเหล็กมักจะมีเพียงช่างที่ทำงานอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น ความอยากรู้อยากเห็นกระตุ้นให้เขาเดินเข้าไปใกล้
เขาแทรกตัวผ่านกลุ่มศิษย์ที่ยืนออกันอยู่ด้านนอก เมื่อมองเข้าไปข้างใน จ้าวเฟิงก็ต้องขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ สิ่งที่ดึงดูดสายตาของทุกคนคือชายหนุ่มในชุดสีขาว กำลังยืนอยู่หน้าเตาหลอมขนาดใหญ่
ไอความร้อนกระทบใบหน้าชิงเทียน แต่เขากลับยืนหยัดอย่างมั่นคง ดวงตาจับจ้องอยู่ที่เปลวไฟ เขาปาดเหงื่อที่ไหลรินบนหน้าผากเล็กน้อย ความจริงแล้วด้วยพลังของเขาในตอนนี้ การสร้างอาวุธระดับเซียนนั้นไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร และเขาไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเตาหลอมเสียด้วยซ้ำ เพียงแต่เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดเผยความสามารถที่แท้จริง เขาจึงเลือกใช้วิธีการที่ดูธรรมดาที่สุด
"การควบคุมอุณหภูมิของเขายอดเยี่ยมมาก..." เสียงทุ้มนุ่มของศิษย์คนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆจ้าวเฟิงเอ่ยขึ้น เปลวเพลิงในเตาหลอมนั้นสม่ำเสมอจนสามารถเรียกว่าเข้าขั้นสมบูรณ์แบบ ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่ช่างตีเหล็กทั่วไปจะทำได้
หลังจากที่แร่แสงจันทร์หลอมละลาย เขาก็นำโลหะร้อนออกมาวางบนทั่งตีเหล็ก จากนั้นก็เริ่มลงมือตีขึ้นรูป ค้อนเหล็กถูกยกขึ้นลงด้วยจังหวะที่รวดเร็วและแม่นยำอย่างน่าเหลือเชื่อ ทุกครั้งที่ค้อนกระทบกับโลหะ จะเกิดประกายไฟสีทองสว่างวาบ แต่ละครั้งของการตีล้วนหนักแน่นและทรงพลัง
เหล่าศิษย์ที่มามุงดูต่างก็ยืนตะลึงงันกับภาพที่เห็น พวกเขาไม่เคยเห็นการตีเหล็กที่ทั้งรวดเร็วและแม่นยำเช่นนี้มาก่อน แม้แต่จ้าวเฟิงเองก็ยังยืนนิ่ง ราวกับถูกสะกดด้วยมนต์เสน่ห์บางอย่าง ดวงตาของเขาจับจ้องอยู่ที่มือของชายหนุ่ม โดยไม่ละไปไหนแม้แต่วินาทีเดียว
ผ่านไปเพียงครึ่งชั่วยาม รูปร่างของกระบี่ก็เริ่มปรากฏให้เห็น มันเป็นกระบี่สีเงินบริสุทธิ์ที่เปล่งประกายเย็นเยียบออกมาอย่างน่าประหลาด เมื่อชิงเทียนตีครั้งสุดท้ายและชะลอความเร็วลง พลังปราณอันเข้มข้นก็พลุ่งพล่านออกมาจากตัวกระบี่อย่างชัดเจน
มันไม่ใช่เพียงแค่อาวุธธรรมดา แต่เป็นศาสตราวุธที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและความสง่างาม และเมื่อจ้าวเฟิงสัมผัสได้ถึงออร่าที่แผ่ออกมา เขาก็ต้องอุทานในใจด้วยความตกตะลึง
"นั่นมัน… อาวุธระดับเซียนขั้นสูง!"