ตอนที่ 4 หินเรืองแสง
หลังจากที่ทุกคนกินอาหารกันจนอิ่มเรียบร้อยแล้ว ท่านพ่อก็ช่วยสอนให้ทุกคนหัดชักนำพลังิญญาเข้าไปในจุดตันเถียนเพื่อสร้างเส้นปราณ
ปกติแล้วการเริ่มสร้างเส้นปราณจะต้องใช้ยาที่ทำมาจากสมุนไพริญญาเข้ามาช่วยในการกระตุ้น แต่จากอาหารมื้อนี้ที่ทุกคนกินเข้าไป วัตถุดิบทั้งหมดล้วนทำมาจากพืชผักที่มีพลังิญญา และเนื้อปลาที่กินเข้าไปนั้นคือปลาที่มีพลังิญญาสีม่วงขั้นสูงเลยทีเดียว จึงทำให้สามารถชักนำพลังิญญาเข้าไปสร้างเส้นปราณภายในจุดตันเถียนขึ้นได้ ซึ่งครั้งนี้ทุกคนจะได้ฝึกปราณไม่เว้นแม้แต่เหอม่อหลันผู้เป็แม่
“เอาล่ะ เริ่มจากให้ทุกคนทำสมาธิแล้วเพ่งจิตไปที่จุดตันเถียน เราต้องทำการหามันให้เจอก่อน ซึ่งจุดตันเถียนนั้นจะอยู่ตรงใต้ท้องน้อย เมื่อเรารู้สึกได้ถึงจุดตันเถียนแล้ว ก็ให้เราทำการชักนำพลังิญญาจากกระเพาะอาหารเข้าไปไว้ในจุดตันเถียนก่อน เพราะพลังิญญานี่ได้มาจากการกิน จึงต้องทำการดึงออกมาจากในกระเพาะอาหาร”
ถ้าหากคนธรรมดาที่ไม่ได้ฝึกปราณได้รับพลังิญญาจากการกินอาหารเข้าไป เมื่อไม่ได้ถูกชักนำเข้าไปเก็บไว้ในจุดตันเถียนก่อน พลังิญญาพวกนี้จะไปบำรุงเืและเนื้อของร่างกายแทน ทำให้ร่างกายแข็งแรง กระชุ่มกระชวย และไม่เจ็บป่วยได้ง่าย
“เมื่อชักนำพลังิญญาเข้าจุดตันเถียนจนหมดก็ให้ทำการสร้างเส้นปราณขึ้นมา ซึ่งลักษณะของเส้นปราณของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน เพราะมันจะอยู่ที่จินตนาการและความคิดของแต่ละคนเอง เมื่อสร้างเส้นปราณเส้นแรกได้แล้วก็ให้ทำการชักนำพลังิญญาอัดแน่นเข้าไปในเส้นปราณ และเมื่อเส้นปราณนั้นเต็มก็ให้สร้างเส้นปราณเส้นใหม่เพิ่มขึ้นมา ทำแบบนี้ไปจนกว่าพลังิญญาที่ได้รับมานั้นจะเข้าไปอัดแน่นในเส้นปราณจนหมด”
หลังจากที่ชุนเหอช่วยสอนการสร้างเส้นปราณขึ้นมาแล้วทุกคนก็จดจ่ออยู่กับสมาธิของตนเอง
ผ่านไปสักพักเพ่ยอิงสามารถรับรู้ได้ถึงจุดตันเถียนตรงท้องน้อยแล้ว แล้วจึงเริ่มทำการชักนำพลังิญญาจากภายในกระเพาะอาหารเข้ามาเก็บภายในจุดตันเถียนทันที เมื่อพลังิญญาเข้ามาอยู่ในจุดตันเถียนจนหมดแล้วเธอจึงเริ่มที่จะสร้างเส้นปราณ
‘เส้นปราณหรือ...ถ้าเป็ความคิดของเรามันก็จะเป็เส้นๆ ยาวๆ’ ในขณะที่กำลังจะสร้างเส้นปราณขึ้นมานั้น เพ่ยอิงก็คิดขึ้นมาได้ว่า ถ้าไม่สร้างเป็เส้น แต่สร้างให้มันกลมๆ จะได้ไหมนะ
เมื่อคิดได้ดังนั้นเธอจึงลองสร้างแหล่งเก็บพลังิญญารูปวงกลมขึ้นมาแทนแบบเป็เส้นทันที เพราะในความคิดของเธอการสร้างแบบวงกลมน่าจะง่ายกว่ามาปั้นเส้นยาวๆ
ซึ่งความคิดของเธอก็ไม่ถือว่าผิด เพราะคนเราสามารถสร้างแหล่งกักเก็บพลังิญญารูปร่างแบบใดออกมาก็ได้
แต่ว่าก็ไม่เคยมีใครคิดแตกต่างแบบเธอมาก่อนเพราะทุกคนจะได้รับการสั่งสอนต่อๆ กันมาว่าให้สร้างเส้นปราณ จึงคิดว่าเส้นปราณคือเส้นยาวๆ จึงไม่มีใครที่คิดจะสร้างรูปร่างอื่นขึ้นมาเลย
เมื่อเพ่ยอิงลองสร้างวงกลมขึ้นมาในจุดตันเถียนได้ไม่นานก็สำเร็จ จึงชักนำพลังิญญาอัดเข้าไปในวงกลมนั้น แล้วก็สร้างวงกลมใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ จนพลังิญญาในจุดตันเถียนถูกใช้ไปจนหมด เพ่ยอิงก็ได้ลูกปราณขึ้นมาถึงแปดลูก ด้วยกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้เวลาเพียงแค่ไม่ถึงหนึ่งชั่วยามเท่านั้น
ในขณะที่คนอื่นๆ ต้าชุนสามารถสร้างเส้นปราณขึ้นมาได้เจ็ดเส้นหลังจากผ่านไปได้หนึ่งชั่วยาม ทางด้านของเหอม่อหลันแม่ของเพ่ยอิงนั้นสร้างเส้นปราณได้สามเส้นหลังจากเวลาผ่านไปกว่าสองชั่วยาม และสุดท้ายหลีตี้สร้างเส้นปราณขึ้นมาได้แค่หนึ่งเส้นหลังจากผ่านไปแล้วกว่าสามชั่วยาม เนื่องจากหลีตี้ยังค่อนข้างเด็กจึงไม่ค่อยเข้าใจวิธีการที่ชุนเหออธิบายออกมามากนัก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เข้าใจเลย กว่าจะเข้าถึงจุดตันเถียนได้ก็ผ่านไปแล้วกว่าสองชั่วยามจึงทำให้พลังิญญาถูกร่างกายนำไปใช้แล้วหลายส่วน
...
หลายอาทิตย์ผ่านไป....
ตอนนี้หิมะละลายใกล้จะหมดเต็มทีแล้ว คาดว่าน่าจะอีกประมาณหนึ่งอาทิตย์ก็จะละลายหมด
เมื่อสองอาทิตย์ก่อนเพ่ยอิงได้ไปช่วยพี่ใหญ่เก็บสมุนไพรหน้าหนาวด้วย เพราะเหตุผลที่ว่ากำไลมิติของเธอสามารถปลดปล่อยปราณเพื่อให้ความอบอุ่นรอบๆ ตัวเธอและคนอื่นๆ ได้ เธอจึงขอตามพี่ใหญ่ขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรด้วยนั่นเอง
ถ้าถามว่าท่านพ่อกับท่านแม่ของเธออนุญาตให้ขึ้นเขาไปกับพี่ชายง่ายๆ เลยหรือ...ขอตอบเลยว่าไม่ได้ง่ายเช่นนั้น เพราะทั้งสองคนเป็ห่วงความปลอดภัยของเธอ อีกทั้งเธอยังไม่เคยออกไปไหนด้วยแล้ว ทั้งท่านพ่อและท่านแม่จึงปฏิเสธที่จะให้เธอออกไปบุกหิมะตากอากาศหนาวๆ ข้างนอก
แต่เพ่ยอิงให้เหตุผลที่ว่าเธอมีกำไลมิติอีกทั้งสามารถปลดปล่อยปราณอบอุ่นออกมาให้เธอและเผื่อแผ่ไปถึงคนอื่นได้ ถ้าให้เธอไปด้วยพี่ใหญ่ก็จะได้ไม่หนาว แล้วเธอก็มีไป๋หู่ไปด้วยอีกตัวหนึ่ง ทำให้สัตว์อสูรไม่กล้าเข้าใกล้พวกเขาทั้งสองคนอย่างแน่นอน จึงไม่มีทางที่จะเกิดอันตรายอะไรขึ้นได้ และถ้าหากเกิดเหตุฉุกเฉินอะไรขึ้นมาก็สามารถหนีเข้าไปหลบในกำไลมิติได้อีกด้วย
ทั้งท่านพ่อและท่านแม่เมื่อเห็นว่ากล่าวห้ามลูกสาวไม่ได้ จึงได้แต่จำใจยอมให้เธอขึ้นเขาไปหาสมุนไพรกับพี่ใหญ่ อีกทั้งยังกำชับกับพี่ใหญ่ให้ช่วยดูแลเธอเป็อย่างดี และวันนั้นทั้งวันพี่ใหญ่กับเธอก็สามารถเก็บสมุนไพรหน้าหนาวได้มากกว่าปกติ เพราะไม่มีอุปสรรคอย่างอากาศที่หนาวเย็นอยู่จึงทำให้มีสมาธิในการค้นหาสมุนไพรได้มากขึ้น
ซึ่งวันนั้นพี่ใหญ่กับเธอนำสมุนไพรไปขายที่หมู่บ้านเทียนยี่ทั้งหมดเจ็ดสิบหกต้น ได้มาในราคาต้นละสามสิบอีแปะ ทำให้ได้เงินมาถึงสองตำลึงเงินกับอีกสองร้อยแปดสิบอีแปะ ซึ่งคนรับซื้อจะนำไปขายในเมืองต่ออีกทีหนึ่ง ซึ่งน่าจะได้ราคาต่อต้นสูงกว่านี้อีกหนึ่งถึงสองอีแปะ
แต่่นี้หิมะยังไม่ละลายการเดินทางเท้าจึงลำบาก การเอามาขายในหมู่บ้านจึงเป็ความคิดที่ดีที่สุด เป็เหตุให้เพ่ยอิงอารมณ์ดีที่จะสามารถนำเงินไปซื้อเกลือและน้ำตาลจากร้านค้าภายในหมู่บ้านเพิ่มได้
แต่อารมณ์ที่กำลังดีๆ ของเพ่ยอิงก็ได้หายวับไปกับตาเพราะเกลือขายชั่งละห้าร้อยอีแปะ ทั้งที่น้ำตาลขายชั่งละแค่เพียงสามสิบอีแปะ
เพราะเกลือจะเป็เครื่องปรุงที่ทางราชสำนักควบคุมจึงทำให้ร้านที่รับเกลือมาขายต้องจ่ายค่าภาษีเกลือสูง ซึ่งทางราชสำนักจะส่งเกลือมาให้ร้านใหญ่ภายในเมืองเพียงแห่งเดียว จากนั้นหากร้านเล็กๆ หรือร้านค้าตามหมู่บ้านอยากได้เกลือไปขายต่อก็ต้องไปซื้อกับทางร้านที่อยู่ในเมืองในราคาขายส่ง
สุดท้ายเพ่ยอิงจึงตัดสินใจกัดฟันซื้อเกลือไปสองชั่งและน้ำตาลอีกสองชั่ง ทำให้เสียเงินไปทั้งหมดไปหนึ่งตำลึงเงินกับอีกหกสิบอีแปะ
ในสามอาทิตย์ที่ผ่านมาเพ่ยอิงก็ได้เข้าไปสำรวจภายในกำไลมิติทุกคืน จนกระทั่งตอนนี้ก็ยังสำรวจไม่ครบ แต่ถึงจะยังสำรวจไม่ครบอย่างไรก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้เธอสนใจเป็พิเศษ โดยเฉพาะหินและตะไคร่เรืองแสงในถ้ำที่เจอกับเ้าไป๋หู่
...
ถ้ำในกำไลมิติ...
ตอนนี้เพ่ยอิงกำลังเลือกหินเรืองแสงที่จะเอาไปใช้แทนตะเกียงที่ส่องสว่างภายในบ้าน
“ไป๋หู่เ้าว่าข้าควรเอาก้อนใหญ่ไปใช้ส่องสว่างทั้งบ้านทีเดียว หรือเอาก้อนเล็กๆ ไปไว้ตามจุดจะดีกว่า” เธอเอ่ยถามออกไปแต่ไป๋หู่ยังไม่ทันจะได้ตอบเธอก็กล่าวขึ้นมาต่อว่า
“แต่ข้าว่าเอาก้อนเล็กไปก็น่าจะดีกว่านะ จะได้เอาไปไว้ในห้องของทุกคน เวลาไม่ใช้ก็ค่อยเอาผ้าคลุมเอาก็ได้”
“อืมมม แล้วจะเอาสีอะไรออกไปใช้ดีล่ะ มีให้เลือกตั้งหลายสีแหนะ” เมื่อเลือกขนาดของก้อนหินเรืองแสงเหล่านี้เสร็จ เธอก็ได้มาพบกับปัญหาในการเลือกสีของเ้าหินเรืองแสงนี่ต่อ
“เ้าจะต้องเลือกสีไปทำไมกัน สีไหนมีแสงให้ใช้ก็เอาทั้งหมดนั่นแหละ” ไป๋หู่เอ่ยขึ้นมา
“ได้ยังไงกันล่ะ ถึงแม้ว่ามันจะมีแสงทุกสีแต่ข้าก็ต้องเลือกสีที่มันสบายตาที่สุดสิ” เธอเอ่ยแย้งไป๋หู่ออกไป
เมื่อชาติที่แล้วของเธอสีที่นิยมใช้กันในบ้าน คือ สีเหลืองและสีขาว ไฟสีเหลืองมักจะใช้กันภายในห้องนอนเพราะมันจะทำให้สบายตา
ส่วนไฟสีขาวก็มักจะเอาไว้ภายในห้องโถงหรือห้องครัวเพื่อให้ความสว่าง ส่วนสีอื่นๆ ก็เอาไว้ตกแต่งเวลามีงานเลี้ยงเท่านั้น
“เอาเป็ว่าข้าจะเอาสีเหลืองสี่ก้อน เอาไว้ที่ห้องนอนของข้าหนึ่งก้อน ส่วนของพี่ใหญ่กับน้องเล็ก และของท่านพ่อกับท่านแม่ห้องละหนึ่งก้อน และห้องน้ำอีกหนึ่งก้อน”
“แล้วก็เอาก้อนสีขาวมาสองก้อน เพื่อไว้ในครัวกับห้องโถง” เมื่อกล่าวจบเธอก็ทำการแงะเ้าหินเรืองแสงออกมาจากผนังถ้ำ ซึ่งไม่นานก็ได้มาครบทั้งหกก้อน
เพราะเธอเอาแต่ก้อนเล็กๆ เท่านั้น โดยก้อนสีเหลืองจะใช้ก้อนเท่านิ้วหัวแม่มือ เพราะในห้องนอนไม่ได้กว้างมากก้อนแค่นี้ก็สว่างพอแล้ว ส่วนก้อนสีขาวจะใช้ก้อนที่ใหญ่ขึ้นมาหน่อย จะเท่ากับกำปั้นเด็กทารกสำหรับไว้ห้องโถงและห้องครัว
“ไป๋หู่ออกไปข้างนอกกันเถอะ เดี๋ยวข้าจะเอาหินเรืองแสงพวกนี้ออกไปล้างคราบดินสักหน่อย” เมื่อเพ่ยอิงเอาหินเรืองแสงออกมาได้ครบแล้วก็ชวนเ้าไป๋หู่ออกไปจากถ้ำ
เพ่ยอิงเดินออกมาจากในถ้ำหลังม่านน้ำตกแล้วก็เดินต่อไปในส่วนที่เป็ลำธารล่างน้ำตก จากนั้นก็เอาหินเรืองแสงลงไปล้างคราบดินในน้ำ
“เอ๊ะ!! หินพวกนี้มันโดนน้ำไม่ได้หรือ ดูสิข้าเอาลงมาแช่ในน้ำแสงก็ดับไปเลย” เพ่ยอิงอุทานออกมาเมื่อเอาหินเรืองแสงลงไปแช่ในน้ำแล้วกลับทำให้แสงดับลงไป
“ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน ถึงแม้ทุกอย่างในกำไลมิติแห่งนี้จะคล้ายกับโลก์ที่ข้าจากมา แต่ข้าก็ไม่ได้รู้เสียหมดทุกเื่”
“แย่จริงๆ เลย ข้าต้องกลับไปแงะออกมาใหม่หรือเนี่ย” เธอกล่าวออกมาขณะที่ยกหินเรืองแสงที่แสงมอดลงไปแล้วขึ้นมาจากน้ำแล้วลองใช้ชายเสื้อเช็ดน้ำออก
“อ้าว พอเอามาเช็ดน้ำให้แห้งก็กลับมามีแสงเหมือนเดิมแล้ว แบบนี้ก็ดีน่ะสิ เวลาไม่ใช้ก็แค่เอาลงไปแช่ไว้ในน้ำ เวลาจะใช้ก็ค่อยเอาออกมาจากน้ำ” เธอยังคงกล่าวไม่หยุด แม้ว่าจะไม่ได้รับคำตอบมาจากไป๋หู่เลยก็ตาม
ก็แน่ล่ะสิ เธอเล่นถามเองตอบเองแบบที่ไม่้าคำตอบจะให้เ้าไป๋หู่ตอบอะไรกลับไปล่ะ ซึ่งนิสัยคิดเองคนเดียวและตอบเองคนเดียวของเธอเป็มาั้แ่สมัยก่อนที่เป็อิงอิงแล้ว
“ไป๋หู่เราออกไปข้างนอกกันเถอะ” พูดจบเพ่ยอิงก็ออกมาจากกำไลทันทีโดยไม่ได้ฟังคำตอบรับของไป๋หู่แต่อย่างใด
เมื่อออกมาด้านนอกแล้วเธอก็เดินไปที่ห้องโถงพร้อมกับมือที่ถือหินเรืองแสงที่เก็บออกมา
“ท่านแม่กับน้องเล็กไปไหนหรือเ้าคะท่านพ่อ” เพ่ยอิงถามท่านพ่อเมื่อเห็นว่าท่านพ่อกับพี่ใหญ่นั่งกันอยู่แค่เพียงสองคน
“แม่ของเ้ากำลังทำกับข้าวอยู่ในครัว แล้วนั่นเ้าถืออะไรออกมาด้วยน่ะ” ท่านพ่อถามออกมาขณะมองมาที่มือของเพ่ยอิ่ง
“มันคือหินเรืองแสงเ้าค่ะท่านพ่อ ต่อไปนี้เวลากลางคืนบ้านของเราก็ไม่ต้องใช้ตะเกียงแล้วนะเ้าค่ะ เราจะใช้หินเรืองแสงพวกนี้แทนเ้าค่ะ” เพ่ยอิงตอบท่านพ่อ
“พี่ใหญ่ไปตักน้ำมาให้ข้าหน่อยนะเ้าคะ เดี๋ยวข้าจะทำอะไรให้ทุกคนดู” กล่าวจบเพ่ยอิงก็ไปตามท่านแม่กับน้องเล็กออกมาจากในครัวเพื่อมาให้ดูพร้อมกัน
“พี่รองจะให้พวกเราดูอะไรหรือขอรับ” น้องเล็กถามออกมาด้วยความสงสัยขณะที่เดินออกมาจากห้องครัว แล้วสายตาก็หันไปเจอเข้ากับหินเรืองแสงที่ตั้งอยู่บนโต๊ะกลางห้อง
“ว้าว นี่หรือขอรับที่เรียกข้ากับท่านแม่ออกมาดู มันมีแสงด้วย” น้องเล็กถามด้วยความตื่นเต้น พอดีกับที่พี่ใหญ่เดินกลับเข้ามาพร้อมกับน้ำในขัน
“มันคืออะไรหรืออิงเอ๋อร์” ท่านแม่เอ่ยถามออกมาด้วยอีกคนหนึ่ง
“มันคือหินเื่แสงเ้าค่ะท่านแม่ ข้าจะนำมันมาใช้ส่องแสงในเวลากลางคืนแทนตะเกียงเ้าค่ะ” เพ่ยอิงเอ่ยตอบท่านแม่กลับไปแล้วก็หันไปรับขันน้ำจากพี่ใหญ่
“จริงหรือขอรับพี่รอง” น้องเล็กเอ่ยถามขึ้นมาพร้อมกับมองหินเรืองแสงตลอดเวลา
“ใช่แล้วน้องเล็ก เดี๋ยวข้าจะให้เอาไปไว้ในห้องของทุกคน”
“ข้าจะลองเอาแช่น้ำให้ดูนะเ้าคะ” เมื่อเธอกล่าวจบก็เอาหินเรืองแสงลงไปแช่น้ำในขันทันที
“แล้วเหตุใดแสงไม่มอดดับลงไปเล่า” มันต้องมอดดับลงไปสิ เพราะก่อนออกมาจากกำไลมิติเธอเพิ่งเอาหินเรืองแสงไปแช่ในลำธารอยู่เลย
“เป็เพราะอะไรกันละเนี่ย”