ซุนอิงถืออักษรภาพกลอนอวยพรวันเกิดด้วยบทกวีมู่หลานฮวาม่านที่ฉินลู่ให้มา และเดินออกจากมหาวิทยาลัยหวาชิงรถลัมโบร์กีนีสีแดงของเธอจอดอยู่ในลานจอดรถใกล้ๆ ประตูมหาวิทยาลัยหวาชิง
ชายในชุดสูทหม่าเสี่ยวเวยเดินตามเธอไปยังลานจอดรถ รถบีเอ็มดับเบิลยูเอ็กส์ไฟต์ ของเขาจอดอยู่ข้างรถลัมโบร์กีนีของซุนอิง
“เสี่ยวอิง นี่ก็ใกล้เที่ยงแล้ว เราไปหาข้าวกลางวันกินกันก่อนดีไหมฉันรู้จักร้านอาหารฝรั่งเศสสูตรดั้งเดิมแถวนี้อยู่ร้านหนึ่ง ฉันกับเพื่อนๆไปกินมาครั้งก่อน ทุกคนบอกว่าไม่เลวเลย เราไปกินด้วยกันนะ”ชายในชุดสูทหม่าเสี่ยวเวยยกแขนขวาขึ้นมาดูเวลาด้วยท่าทางที่เขาคิดเอาเองว่ามันสง่า
“ฉันไม่อยากไป นายไปกินคนเดียวเถอะ ไม่ต้องมาชวนฉัน ขอบใจ”ซุนอิงเปิดประตูรถ วางอักษรภาพกลอนอวยพรวันเกิดด้วยบทกวีมู่หลานฮวาม่านที่เบาะหลังจากนั้นเธอก็หันกลับมาพูดกับหม่าเสี่ยวเวยว่า “หม่าเสี่ยวเวยรบกวนช่วยเลิกยุ่งกับฉันด้วย บอกไปตั้งหลายครั้งแล้วว่าฉันไม่สนใจนายถ้านายยังตามตื๊อแบบนี้ไม่เลิก ฉันจะโทร.แจ้งตำรวจว่านายกำลังคุกคามทางเพศฉันอยู่แล้วอย่าหาว่าฉันไม่เตือน!”
ซุนอิงพูดจบก็ขึ้นรถลัมโบร์กีนีตรงที่นั่งคนขับก่อนปิดประตูรถเสียงดัง
“เสี่ยวอิง เสี่ยวอิง ซุนอิง!เธอไม่ใจร้ายแบบนั้นหรอกใช่ไหม” หม่าเสี่ยวเวยคิดอยากจะเปิดประตูรถของซุนอิงแต่เธอล็อกประตูจากด้านใน เขาจึงทำได้เพียงตบที่หน้าต่างรถพร้อมกับะโพูดว่า“พ่อแม่ของเธออยากให้เธอแต่งงานกับฉัน เธอคิดจะขัดใจพวกท่านเหรอ”
“ฉันจะแต่งกับใคร หรือจะไม่แต่งกับใครมันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพวกท่าน เพราะฉันจะเป็คนตัดสินใจเอง ดังนั้นอย่าเอาพ่อแม่มาขู่ฉัน ยิ่งนายทำแบบนี้ ยิ่งทำให้ฉันเกลียดนาย”ซุนอิงแง้มหน้าต่างออกเป็ช่องเล็กๆเพื่อให้หม่าเสี่ยวเวยได้ฟังสิ่งที่เธอพูดอย่างชัดเจนจากนั้นเธอก็พูดอย่างเ็าต่อ “ลาก่อน และไม่ต้องตามฉันมา”
หน้าเขาพลันมืดมน กำลังอ้าปากเหมือนอยากจะพูดอะไร แต่เวลาเดียวกันนี้เองมีรถคันหนึ่งขับเข้ามาในลานจอดรถด้วยความเร็วสูงแล้วจอดลงที่ตรงข้ามรถของหม่าเสี่ยวเวยหม่าเสี่ยวเวยรู้จักคนที่เดินลงมาจากรถอย่างดี เพราะเขาก็คือกงผิงรองผู้อำนวยการและหัวหน้าแผนกเนื้องอกวิทยา โรงพยาบาลอันดับสองของเมืองจิงเฉิง!
หม่าเสี่ยวเวยรีบเดินเข้าไปหาเขา ก่อนพยักหน้าและโน้มตัวทักทายว่า“สวัสดีครับ รองผอ. กง ไม่นึกเลยนะครับว่าจะเจอคุณที่นี่”
กงผิงถามขึ้นมาด้วยสีหน้าแปลกใจเมื่อเห็นหม่าเสี่ยวเวย“นายมาทำอะไรที่นี่”
“ผม...” หม่าเสี่ยวเวยรู้สึกประหม่าเล็กน้อย
ถ้าถามว่ารองหัวหน้าแผนกอย่างหม่าเสี่ยวเวยกลัวใครที่สุดก็เห็นจะเป็ศาสตราจารย์กงผิงรองผู้อำนวยการและหัวหน้าแผนกเนื้องอกวิทยาคนนี้นี่แหละเพราะกงผิงเป็คนซื่อตรงยุติธรรม แถมยังเข้มงวดและหัวโบราณด้วยเขาเกลียดพวกคนที่ใช้เส้นสายเพื่อให้ได้ตำแหน่งอย่างหม่าเสี่ยวเวยที่สุด
ตำแหน่งและอำนาจของพ่อหม่าเสี่ยวเวยใช้ไม่ได้กับกงผิงและเกรงว่าจะเป็การหาเื่ใส่ตัวด้วยซ้ำ
เพราะกงผิงเป็แพทย์ที่มีความสามารถและเชี่ยวชาญในด้านการรักษาเนื้องอกอย่างดีถือว่าเป็แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอันดับต้นๆ ของประเทศถึงพ่อของหม่าเสี่ยวเวยจะใช้อำนาจ ก็ทำอะไรกงผิงคนนี้ไม่ได้
ว่ากันว่าตอนที่หม่าเสี่ยวเวยกำลังจะได้ตำแหน่งในโรงพยาบาลอันดับสองของเมืองจิงเฉิงณ ที่ประชุมผู้บริหารระดับสูง กงผิงค้านหัวชนฝาถ้าไม่ใช่เพราะผู้อำนวยการโรงพยาบาลอยากเลียขาพ่อของหม่าเสี่ยวเวยและยืนยันว่าจะเอาหม่าเสี่ยวเวยมาทำงานในโรงพยาบาลให้ได้แล้วละก็ด้วยระดับความสามารถของหม่าเสี่ยวเวยแล้วคงไม่มีทางได้ทำงานในโรงพยาบาลระดับประเทศแบบนี้หรอก
ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ทำให้หม่าเสี่ยวเวยกลัวกงผิงมาก
“นายมาทำอะไรที่นี่กันแน่” กงผิงเห็นหม่าเสี่ยวเวยทำท่าอึกอักจึงถามด้วยหน้านิ่งๆ
“อะแฮ่ม” หม่าเสี่ยวเวยกระแอมออกมาด้วยความทำตัวไม่ถูกจึงค่อยพูดออกมาหลังจากที่รวบรวมความกล้าได้บ้างแล้ว “วันนี้เป็วันพักผ่อนของผมผมมาส่งเพื่อนทำธุระนิดหน่อยน่ะครับ แล้ววันนี้คุณไม่ต้องเข้าโรงพยาบาลเหรอ”
หม่าเสี่ยวเวยถามกลับแบบนั้น เพื่อเป็การบอกว่า กงผิงนายเองก็ออกมาเดินเที่ยวเล่นในเวลางานเหมือนกันนี่
“เื่นี้นายไม่ต้องรู้หรอก” กงผิงไม่ชอบหน้าหม่าเสี่ยวเวยเลยเขาพูดออกมาด้วยเสียงราบเรียบ และไม่ได้มองหน้าหม่าเสี่ยวเวยเลยด้วยซ้ำพูดจบก็เดินจากไปทันที
“ไอ้แก่นี่มาที่มหาวิทยาลัยหวาชิงทำไม หรือวันนี้จะมีสอน”
ในขณะที่หม่าเสี่ยวเวยคิดเื่นี้อยู่ ซุนอิงก็สตาร์ตรถลัมโบร์กีนีของเธอเหยียบคันเร่งขับออกจากลานจอดรถไปแล้ว
“ซุนอิง! เสี่ยวอิง...”
หม่าเสี่ยวเวยพลันได้สติ กำลังคิดจะตามซุนอิงออกไป แต่พอนึกถึงท่าทางเกลียดชังจากซุนอิงเมื่อกี้แล้วเขาก็เปลี่ยนใจไม่ตามไปดีกว่า
เพราะเขารู้ดีว่า ถ้าตามไปตอนนี้ อย่างไรก็ต้องโดนด่าอีก
“แม่งเอ๊ย” หม่าเสี่ยวเวยทำท่าชกอากาศอย่างหงุดหงิดแล้วเปิดประตูรถขึ้นไปนั่ง ในขณะที่กำลังคิดว่าจะสตาร์ตรถและไปที่โรงพยาบาล จู่ๆก็เหมือนนึกอะไรออก
“ไม่ใช่สิ กงผิงดูรีบร้อนชอบกล ไม่เหมือนว่ารีบไปสอนนี่นาแล้วเขามาทำอะไรที่นี่กันแน่” หม่าเสี่ยวเวยขมวดคิ้ว ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกแปลก“ต้องมีอะไรแน่ๆ !หรือว่าเขาได้ไปทำเื่ไม่ดีอะไรสักอย่างไว้ เลยรีบมาเก็บกวาดจัดการปัญหาที่นี่แอบตามไปดูหน่อยดีกว่า”
พอคิดได้ถึงตรงนี้ หม่าเสี่ยวเวยก็ลงจากรถ ล้วงมือถือออกมาเปิดกล้อง เดินออกจากลานจอดรถเพื่อตามกงผิงไป
แต่พอเดินออกจากลานจอดรถมา กงผิงก็หายตัวไปแล้ว
“เวร! เดินเร็วจัดต้องมีเื่อะไรแน่” หม่าเสี่ยวเวยพูดด่าพร้อมเดินกลับมายังที่ลานจอดรถและคิดว่ากลับดีกว่า แต่อีกใจก็แอบรู้สึกเสียดายโอกาสที่หาได้ยากแบบนี้บวกกับความคิดชั่วๆ ในใจด้วยแล้วทำให้เขาเลือกที่จะซ่อนตัวอยู่หลังเสาใหญ่ในลานจอดรถ รอให้กงผิงกลับออกมา
ถ้าหากว่ารองผู้อำนวยการเดินควงเมียน้อยออกมาด้วย คงน่าสนุกแย่
ในหัวของหม่าเสี่ยวเวยคิดไปไกลถึงขนาดนั้นแล้ว
ไม่ปล่อยให้หม่าเสี่ยวเวยรอนาน ไม่กี่นาทีต่อมากงผิงก็ปรากฏตัวที่บันไดลานจอดรถ ข้างๆ กงผิงก็มีอีกคนเดินมาด้วยกัน
“มาแล้ว!”
หม่าเสี่ยวเวยคว้ามือถือขึ้นมาอย่างตื่นเต้น ยื่นหัวออกมาเล็กน้อยและหันกล้องมือถือไปจับภาพทั้งคู่
แต่พอเขาได้เห็นหน้าของคนที่เดินมากับกงผิงก็ถึงกับอึ้ง
คนคนนั้นไม่ใช่นักศึกษาสาวสวย และไม่ใช่อาจารย์หญิงอะไรด้วยแต่เป็ผู้ชาย!
และหม่าเสี่ยวเวยก็รู้จักด้วย เพราะเพิ่งจะเจอกันเมื่อกี้นี้เอง
เขาก็คือฉินลู่ หมอห้องพยาบาลของมหาวิทยาลัยหวาชิง!
“เป็เขาได้ไงกัน!”หม่าเสี่ยวเวยตะลึง
แต่สิ่งที่ทำให้เขาอึ้งยิ่งกว่าก็คือ ท่าทีของกงผิงที่มีต่อฉินลู่ราวกับว่ากำลังต้อนรับขับสู้ญาติผู้ใหญ่ของตัวเองอย่างไรอย่างนั้น
“นี่มันเื่อะไรกันวะเนี่ย”
หม่าเสี่ยวเวยรู้จักกงผิงคนนี้ดีต่อให้เป็พ่อของเขาที่เป็ถึงรองอธิบดีสาธารณสุขก็เถอะกงผิงไม่มีทางทำท่าทีนอบน้อมแบบนี้ด้วยแน่!
ทว่ารองผู้อำนวยการและหัวหน้าแผนกเนื้องอกวิทยาของโรงพยาบาลอันดับสองของเมืองจิงเฉิงคนนี้กลับโน้มตัวเปิดประตูรถให้กับหมอห้องพยาบาลคนหนึ่งอย่างนอบน้อมถ่อมตน...
“นี่ฉันกำลังฝันอยู่หรือเปล่า”
“เพียะๆๆ”
หม่าเสี่ยวเวยตบหน้าตัวเองเพื่อตั้งสติ...