เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 125 หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงที่แสนเย้ายวน

            เมื่อทุกคนได้ยินเขาเตือนก็รู้สึกตัวพร้อมกันส่วนฉู่ชีซีก็รีบกระโดดลงจากเก้าอี้ ใบหน้าสวยของนางซีดเผือด “พี่สามท่านรีบพูดออกมาเร็วเข้า!”

            พี่สามสกุลฉู่ไม่มีทางเลือกจึงพูดว่า“เด็กคนนั้นเป็นลูกแท้ๆ ของหญิงคนนั้น แต่ดูเหมือนไม่มีความเกี่ยวข้องกับท่านแม่ทัพได้ยินว่าตอนที่มาปรนนิบัติรับใช้ท่านแม่ทัพนางก็ตั้งครรภ์อยู่แล้ว!”

            “เช่นนั้นแล้วทำไมนางยังแต่งตัวเป็นหญิงสาวละ?”พี่ใหญ่สกุลฉู่ชี้ให้เห็นถึงจุดสำคัญของปัญหาอย่างหนักแน่นเช่นเคยพี่สามสกุลฉู่มองไปที่น้องสาวของตนเอง แล้วตอบอย่างคลุมเครือว่า“บางทีอาจมีเรื่องที่ไม่สามารถพูดได้ก็เป็นได้”

            แต่ฉู่ชีซีเป็นคนใจร้อนในใจเหมือนมีแมวน้อยมาข่วนหลายชั่วยามแล้ว จนตอนนี้ทนไม่ไหวอีกต่อไป“เดาไปเดามาเช่นนี้จะมีประโยชน์อะไร? ข้าจะไปถามเอง!”

            พูดจบนางก็วิ่งออกไปเหมือนลมพัดพี่น้องสกุลฉู่พยายามจะหยุด แต่ก็ไม่ทัน น้องสาววิ่งออกจากประตูไปแล้วพวกเขาทำอะไรไม่ได้จึงต้องปล่อยไป แม้ตลอดหลายปีมานี้พวกเขาจะตามใจน้องสาวจนเคยตัวและน้องสาวก็มักก่อเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อยู่เสมอ แต่เพราะน้องสาวมีจิตใจดีและซื่อตรงกับความรู้สึกเกินไปพวกเขาจึงไม่กังวลว่านางจะก่อเรื่องใหญ่โตอะไรขึ้นมา

            ติงเหว่ยใช้เวลามากกว่าหนึ่งชั่วยามในครัวนางตุ๋นหมูสามชั้นน้ำแดงเต็มหม้อดินใบใหญ่เมื่อคิดจะหาคนช่วยก็จำได้ว่าไล่แม่ครัวสองคนออกไปแล้วดังนั้นจึงหาผ้าสองผืนมาและยกหม้อดินไปที่ห้องฝั่งตะวันตก

            เพิ่งออกจากประตูก็เห็นหญิงสาวชุดแดงคนหนึ่งถือแส้เข้ามาในลานต่อให้นางจะขี้ลืมแค่ไหน แต่ก็จำได้ว่านี่คือหญิงสาวที่ทำให้นางหงุดหงิดมาตลอดบ่ายดังนั้นนางจึงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็เอ่ยถามว่า “แม่นางที่นี่คือเรือนหลัง หากท่านต้องการพบท่านแม่ทัพ เชิญไปที่จวนด้านหน้า”

            ฉู่ชีซีกำลังหันมองรอบๆทันใดนั้นได้ยินเสียงมาจากข้างหลังก็ตกใจนางหันกลับมาอย่างรวดเร็วก็เห็นติงเหว่ยสวมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีดอกบัวและกระโปรงจีบสีขาวนวลดั่งแสงจันทร์ผมดำถูกมัดอย่างเรียบง่ายและประดับไว้ด้วยปิ่นหยกเนื่องจากเข้าครัวแขนเสื้อทั้งสองข้างจึงถูกพับขึ้นเผยให้เห็นข้อมือที่ขาวละเอียดรับกับใบหน้าขาวเนียนทำให้คิ้วเรียวยิ่งดูโค้งสวย ดวงตายิ่งดูสดใส จมูกยิ่งดูโด่งและแก้มยิ่งดูแดงก่ำ…

            ฉู่ชีซีมองจนตะลึงไปชั่วขณะนางรู้สึกแปลกใจแม้ว่านางจะตามพ่อและพี่ชายเดินทางไปทั่วและเคยอาศัยอยู่ในเมืองหลวงหลายปี เห็นหญิงงามมามากมายแม้กระทั่งโสเภณีที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองหลวง นางก็เคยปลอมตัวเป็นบุรุษและบีบบังคับให้พี่ชายพาไปดูมาแล้วแต่หญิงสาวตรงหน้านี้แม้จะไม่ได้สวยสะดุดตามากแต่ดวงตาที่สงบนิ่งและคำพูดที่อ่อนโยนของนางกลับทำให้ฉู่ชีซีไม่รู้สึกโกรธเลยกลับกันนางกลับรู้สึกใกล้ชิดอย่างน่าประหลาด

            กฎของทหารที่สำคัญที่สุดคือห้ามพูดถึงความพ่ายแพ้ก่อนที่จะออกศึกฉู่ชีซีตั้งใจจะเป็นแม่ทัพหญิงมาตั้งแต่เด็กดังนั้นนางจึงไม่ยอมให้ตัวเองพ่ายแพ้ตั้งแต่แรกเจอนางจึงกำแส้แน่นพร้อมขึ้นเสียงทำท่าทางดุดันแล้วตะโกนว่า “เจ้าสกุลติงใช่ไหม?ข้าก็มาหาเจ้านี่แหละ!บอกข้ามาเจ้าเป็นนางสนมของพี่เทียนเป่าหรือเปล่าลูกของเจ้าเป็นลูกของพี่เทียนเป่าหรือเปล่า? รีบตอบมาตามความจริงไม่งั้น…ไม่งั้นข้าจะเฆี่ยนเจ้าด้วยแส้นี่!”

            ติงเหว่ยมองดูท่าทางข่มขู่ของนางแล้วกลับรู้สึกแปลกใจที่ไม่รู้สึกโกรธเลยนางรู้สึกเหมือนกับตอนที่เด็กข้างบ้านทิ้งก้อนหินลงในน้ำและกระเซ็นเปียกรองเท้าแม้จะโกรธแต่ก็รู้สึกว่าคงไม่คุ้มค่าที่จะไปเถียงกัน

            “แม่นางมาเพื่อถามเรื่องนี้อย่างนั้นหรืองั้นก็เชิญเข้ามาก่อนเถอะ”

            ติงเหว่ยยิ้มออกมาน้อยๆและหันหน้าไปเปิดประตูห้องฝั่งตะวันตก

            “นี่ข้าถามเจ้าอยู่นะ ทำไมถึงเดินหนีไปล่ะ?” ฉู่ชีซีกระทืบเท้าหัวของนางส่ายไปมาจนผมยุ่งไปหมด จากนั้นก็เดินตามเข้าไปด้วย

            อวิ๋นอิ่งได้ยินเสียงดังนางอุ้มอันเกอเอ๋อร์ไว้ในอ้อมแขน เจ้าเด็กอ้วนไม่รู้เลยว่า “เถาฮวา[1]”ของพ่อเขาจะมาที่ประตูแล้ว เขายังยิ้มแย้มและยื่นมือเพื่อขอให้แม่อุ้มติงเหว่ยเปิดฝาหม้อออกก่อนแล้วจึงอุ้มลูกชายไว้ในอ้อมแขน จากนั้นก็สั่งอวิ๋นอิ่งว่า“ไปที่ครัวเอาข้าวสวยและอาหารอื่นๆ มา”

            อวิ๋นอิ่งเหลือบตามองฉู่ชีซีหนึ่งทีรู้สึกกังวลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็เดินออกจากประตูไป

            ติงเหว่ยส่งสัญญาณให้ฉู่ชีซีนั่งลงจากนั้นจึงยิ้มอย่างเรียบเฉยแล้วพูดว่า“แม่นางตั้งใจมาที่นี่เพื่อถามแค่สองประโยคนั้นหรือ? งั้นข้าจะบอกเจ้าให้ข้าไม่ใช่นางบำเรอของท่านแม่ทัพใหญ่และลูกของข้าก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกับท่านแม่ทัพใหญ่ด้วย!”

            “จริงหรือ?”ฉู่ชีซียังรู้สึกไม่เชื่อ และกำลังจะพูดอีก แต่จู่ๆก็กลืนน้ำลายดังเอื๊อกและมีสีหน้าแดงขึ้นเมื่อมองไปที่หม้อดินที่มีควันลอยออกมาก็พูดอย่างหงุดหงิดว่า“เจ้าตุ๋นเนื้ออะไรในหม้อกันแน่ ทำไมถึงได้หอมขนาดนี้?!”

            อันที่จริงแล้วเมื่อติงเหว่ยเปิดฝาหม้อดินกลิ่นหอมของหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงก็ลอยฟุ้งออกมาและไม่นานก็กระจายไปทั่วทั้งห้องเล็กๆฉู่ชีซีที่เติบโตในชายแดนตะวันตกและเคยชินกับการกินเนื้อย่างชิ้นใหญ่จึงไม่สามารถทนต่อความเย้ายวนของกลิ่นหอมหวานผสมเค็มนี้ได้ นางที่วิ่งมาถามด้วยความโกรธแต่ความโกรธของนางกลับถูกหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงในหม้อที่หอมกรุ่นนี้ทำให้หายไปหมด

            ติงเหว่ยเห็นนางทำจมูกฟุดฟิดไปมาและกลืนน้ำลายไม่หยุดแต่พยายามไม่มองไปที่หม้ออย่างสุดความสามารถดูเหมือนแมวตัวน้อยที่ถูกล่อด้วยปลาเค็มจนแทบบ้าคลั่ง ทำให้รู้สึกขำขันมากดังนั้นนางจึงพูดอย่างเจ้าเล่ห์ว่า “แม่นางฉู่ไม่เคยกินหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงหรือ?นี่คืออาหารจานเด็ดของข้าเนื้อหมูสามชั้นที่มีทั้งมันและเนื้อแดงตัดเป็นชิ้นใหญ่ๆ แล้วปรุงด้วยเครื่องเทศต้องใช้เวลาเคี่ยวในหม้อดินด้วยไฟอ่อนๆ เป็นชั่วยามกว่าจะสุกดี การกินอาหารจานนี้ดีที่สุดคือกินคู่กับข้าวสวยและราดด้วยน้ำแกงหมูเข้มข้น จากนั้นบดเนื้อหมูให้ละเอียด เนื้อมันไม่มันเกินไปเนื้อแดงก็ไม่แข็งกระด้าง เคี้ยวแล้วละลายในปาก รสชาติอร่อยมากจริงๆ”

            “เอื๊อกเอื๊อก!”

            ฉู่ชีซีอดทนไม่ไหวกลืนน้ำลายไปสองครั้งแล้วรีบวิ่งไปที่ขอบโต๊ะดวงตาทั้งสองข้างของนางเพ่งมองหม้อดินจนไม่สามารถขยับออกไปได้อีก

            เนื้อหมูชิ้นใหญ่สีน้ำตาลแดงนั้นเคลือบด้วยชั้นมันเงางามนางอาจชนโต๊ะเล็กน้อยตอนที่เดินเข้าไปใกล้โต๊ะเมื่อครู่นี้ จึงทำให้เนื้อหมูด้านบนสั่นสะเทือนและหยดน้ำมันใสก็ไหลลงมาตามผนังหม้อ ทำให้นางแทบอยากจะยื่นลิ้นออกไปเลีย

            นางคิดอยากจะขอข้าวด้วยแต่ก็รู้สึกว่าที่ผ่านมานางได้ทำตัวไม่สุภาพโดยวิ่งมาถามอย่างไร้มารยาทตอนนี้จึงรู้สึกไม่ดีที่จะเอ่ยปากขออย่างไร้ยางอาย

            ในช่วงที่รู้สึกอึดอัดและลังเลนั้นอวิ๋นอิ่งก็เข้ามาพร้อมกับเครื่องเคียงและข้าวสวยนางกังวลอยู่นานเพราะเกรงว่าติงเหว่ยสองแม่ลูกจะถูกลูกสาวที่เอาแต่ใจของแม่ทัพรังแกเอาได้คิดไม่ถึงว่าเมื่อเข้ามาในห้องกลับเห็นแม่นางจอมดื้อดึงนั่งน้ำลายไหลมองไปที่หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงเหมือนสุนัขตัวน้อยส่วนติงเหว่ยก็ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ไม่ต้องสงสัยเลยว่านางเป็นหญิงร้ายกาจที่ล่อลวงสุนัขคนนั้น

            นางถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอกและก็รู้สึกตลกเช่นกัน

            ติงเหว่ยไม่มีเจตนาร้ายต่อฉู่ชีซีที่มีนิสัยตรงไปตรงมาและนางก็ไม่ใช่คนเห็นแก่ตัวดังนั้นจึงให้ลูกนั่งลงและตักข้าวสวยใส่ชามแล้ววางข้างๆ มือฉู่ชีซีพร้อมยิ้มและเชิญชวนว่า “มาแล้วล้วนเป็นแขกหากแม่นางไม่รังเกียจก็กินข้าวด้วยกันเถอะ”

            “เอ๋?”ฉู่ชีซีรู้สึกตกใจและเงยหน้าขึ้นทันทีนางเห็นท่าทางยิ้มแย้มของติงเหว่ย นางยังคิดจะปฏิเสธอยู่บ้างแต่สุดท้ายก็ไม่สามารถต้านทานความเย้ายวนของหมูสามชั้นน้ำแดงได้นางจึงตัดสินใจแหกกฎและยอมรับไป

            “ดีเช่นนั้นข้าก็ไม่เกรงใจแล้ว!” ในขณะที่พูดอยู่นางก็นั่งลงข้างโต๊ะอย่างรวดเร็วและยื่นตะเกียบออกไปคีบชิ้นหมูสามชั้นใส่ปากอย่างหิวโหยทันที

            กลิ่นหอมของหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงที่เต็มอยู่ในปากทำให้ลำคอรู้สึกสบายขึ้นและช่วยระงับความหิวในท้องได้อย่างเต็มที่ราวกับน้ำแข็งเย็นๆ ในวันที่ร้อนระอุ หรือเตาผิงอุ่นๆ ท่ามกลางลมหนาวโดยรวมแล้วทำให้นางรู้สึกพอใจจนเกือบจะกรีดร้องออกมา

            “ไอ๊หยาอร่อยมากจริงๆ ช่างอร่อยเกินไปแล้ว!”

            ฉู่ชีซีมีความสุขจนขมวดคิ้วนางพยายามอดกลั้นไม่ให้ยกหม้อหมูสามชั้นน้ำแดงทั้งหม้อมาที่ตนเองแต่ตะเกียบในมือกลับควบคุมไม่ได้ นางคีบเนื้อหมูใส่ปากอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นว่าชิ้นหมูสวยๆ ค่อยๆ หายไปในปากเล็กๆ อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่นานก็ไม่เหลือแม้แต่เงา…

            ติงเหว่ยและอวิ๋นอิ่งมองหน้ากันด้วยความรู้สึกขำขันทั้งสองเริ่มรู้สึกไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดีอย่างไรก็ตามพวกนางก็ทิ้งความระมัดระวังทั้งหมดไปเพราะพบว่านี่เป็นเพียงแม่นางน้อยข้างบ้านที่กินจุและไม่มีภัยคุกคามแต่อย่างใด

            ฉู่ชีซีกำลังกินข้าวและหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงอย่างมีความสุขสุดๆบางครั้งระหว่างเคี้ยวนางยังอุทานออกมาว่า “ฮือฮือ! ช่างอร่อยมากจริงๆ!ท่านพ่อและท่านพี่ต่างไม่เคยพาข้าไปกินของอร่อยๆ เช่นนี้ ฮือฮือ ช่างอร่อยจริงๆ!”

            อันเกอเอ๋อร์อายุยังน้อยและเดินทางมาตลอดทั้งช่วงเช้าท้องน้อยๆ ของเขาจึงร้องจ๊อกๆ ตอนนี้เมื่อเห็นพี่สาวฝั่งตรงข้ามกินอย่างเอร็ดอร่อยเขาก็ทำตาโตและยื่นมือเล็กๆ ไปคว้าอาหารในจานเช่นกัน

            ติงเหว่ยรีบอุ้มลูกชายไปล้างมือจากนั้นวางเขาบนตักแล้วตักไข่ตุ๋นมาเป่าให้เย็นและป้อนให้เขาบางครั้งก็เติมเนื้อชิ้นเล็กๆ เข้าไปในปากของเขาด้วย

            เจ้าเด็กอ้วนกินอย่างมีความสุขในปากเต็มไปด้วยอาหาร แก้มของเขาป่องเหมือนกระรอกน้อยจอมตะกละ

            ฉู่ชีซีกินอย่างรวดเร็วเหมือนพายุพัดผ่านอยู่ครู่หนึ่งในที่สุดนางก็รู้สึกอิ่มถึงแปดส่วนแล้วนางเงยหน้าขึ้นเห็นติงเหว่ยและลูกชายกินกันอย่างสนุกสนานและอบอุ่นไม่รู้ทำไมนางถึงรู้สึกหวิวในใจ และจึงค่อยๆ ลดความเร็วในการใช้ตะเกียบลง

            ติงเหว่ยเห็นเข้าโดยบังเอิญจึงเปลี่ยนตะเกียบและคีบหน่อกระเทียมผัดไข่ให้นางสองสามคำพร้อมกับพูดว่า “ผักสดในฤดูหนาวหายากนะ เจ้าเองก็กินอีกสักหน่อยสิส่วนหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงนั้นทำง่าย ถ้าอยากกินอีกก็เชิญมาหาข้าได้ทุกเมื่อ”

            “เอ่อ…”ฉู่ชีซีกินหน่อกระเทียมผัดไข่อย่างเงียบๆ แล้วจู่ๆ ก็เริ่มมีน้ำตาคลอ “ฮือๆเจ้าทำดีกับข้าขนาดนี้ทำไม? ข้ามาหาเรื่องเจ้าและข้ายังคิดจะฟาดเจ้าด้วยแส้อีก!เจ้าแย่งพี่เทียนเป่าของข้าไป…”

            หากน้องสาวที่ดื้อรั้นคนนี้ตั้งใจจะมาหาเรื่องจริงๆก็คงไม่เป็นไร แต่ท่าทางที่นางกินเหมือนลูกหมาน้อยน่ารัก แล้วจู่ๆก็ร้องไห้เหมือนลูกแมวน้อย ทำให้ติงเหว่ยไม่รู้จะรับมืออย่างไรดีนางรีบวางลูกชายลง แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดหน้าฉู่ชีซีพร้อมทั้งปลอบอย่างขำขันว่า “แม่นางชีซี อย่าร้องไห้อีกเลยถ้าคนอื่นได้ยินเข้าจะคิดว่าข้ารังแกเจ้า แต่จริงๆแล้วคนที่เกือบโดนแส้เจ้าฟาดคือข้านะ!”

            ฉู่ชีซีน้ำตาไหลออกมาพอได้ยินคำพูดนั้นก็หน้าแดง นางรีบเช็ดน้ำตาอย่างลวกๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าๆว่า “ข้าแค่คิดถึงท่านแม่ที่เสียไปแล้ว อีกอย่าง...ข้ายังไม่ได้ฟาดเจ้าจริงๆสักหน่อย!”

            “ก็ได้ๆยังไม่ได้ฟาด แต่เจ้าก็กินหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงไปครึ่งหม้อก็คงถือว่าทดแทนการฟาดแส้แล้วใช่ไหม?”ติงเหว่ยพูดพลางมองไปที่หม้อดินที่เหลือเนื้อหมูอยู่เพียงครึ่งเดียวทำให้ฉู่ชีซีรู้สึกเขินอายจนต้องกอดท้องไว้และหน้าแดงขึ้นกว่าเดิม

            นางเป็นคนที่เปิดเผยและตรงไปตรงมาจึงตัดสินใจไม่อายอีกต่อไปแล้วชี้ไปที่หม้อดินและพูดว่า“ถ้าเจ้าเอาหม้อที่เหลือครึ่งนี้ให้ข้าเอากลับไป ข้าจะ…เอ่อจะยกโทษให้เจ้าอย่างสิ้นเชิง และจะไม่ฟาดเจ้าด้วยแส้อีกแล้ว!”

            หลังพูดจบนางยังเลียริมฝีปากด้วยลิ้นอย่างละเมียดละไมท่าทางอยากกินของนางนั้นช่างน่าขบขันจริงๆ   

            ติงเหว่ยหัวเราะอย่างมีความสุขจนตัวสั่นตั้งแต่ที่นางมาโลกใบนี้นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เจอเด็กสาวที่มีความจริงใจเช่นนี้แม้ก่อนหน้านี้จะมีความไม่พอใจบ้าง แต่ก็ไม่สามารถโกรธนางได้เลย นางจึงตัดสินใจที่จะใจกว้างสักครั้งหนึ่ง“ตกลง ถ้าเจ้าชอบกินก็เอาไปเถอะ ต่อไปถ้าอยากกินอีกก็มาหาข้าได้เสมอ!”

            -----------------------------------------

            [1] เถาฮวา 桃花หมายถึงดอกท้อ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความรัก ใช้เปรียบเปรยว่าจะมีคนมาจีบหรือจะมีความรัก

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199