ตอนที่22 พันธมิตร 2 กับ 3
ธงสีแดงโบกสะบัดลู่ไปตามแรงลมที่พัดผ่านคณะผู้แทนจากแคว้นเว่ยกำลังเคลื่อนขบวนมุ่งตรงไปยังวังหลวง
อ้ายซินเบิกตากว้างไร้ซึ่งคำพูดใดๆกับอาคันตุกะผู้มาเยือน ยิ่งเมื่อเห็นธงปักอักษรสีทองเด่นหราว่า หลง กำลังจะผ่านเบื้องหน้ายิ่งทำให้เธอชาวาบไปทั่วทั้งร่าง
ชายในชุดเกราะหนักปกปิดใบหน้ากำลังควบม้าช้าๆตามหลังธงแสดงชื่อทัพ เขาดูน่าเกรงขามและเต็มไปด้วยพลังอำนาจจนััได้ชายผู้ซึ่งมีชื่อเสียงจากการสังหารแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ของแคว้นซู หวังซิน...
ชายที่พรากคนสำคัญของเธอไปแม่ทัพหลงหวนแห่งแคว้นเว่ย
“ทำไม”อ้ายซินเอ่ยเสียงแ่อ่อนแม้จะสังเกตเห็นอากัปกิริยาของอีกฝ่ายแต่หม่าเฉาก็ไม่อาจสรรหาคำพูดใดๆ มาปลอบเธอเขาคิดว่าควรจะผลสรุปการประชุมหลังจากนี้เสียก่อนถึงจะตัดสินใจว่าควรทำอะไรต่อ
เด็กสาวปลีกตัวไปหาที่หลบมุมเงียบๆเธอนั่งลงใต้ต้นไม้ใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านในหัวมีแต่ภาพของแม่ทัพหนุ่มในชุดเกาะวนเวียนซ้ำไปมาทำไมแม่ทัพแห่งเว่ยถึงต้องเดินทางเข้าร่วมมากับคณะผู้แทนพวกเขา้าอะไรจากแคว้นซูคำถามมากมายพรั่งพรูเข้ามาในหัวพร้อมคำตอบที่เธอไม่อยากจะคิดว่ามันเป็ความจริง
“เป็เ้าจริงๆ ด้วย”เสียงคุ้นหูเรียกอ้ายซินให้ละจากห้วงคำนึงเธอช้อนหน้ามองแขกไม่ได้รับเชิญซึ่งยืนส่งยิ้มให้
“พี่อี้หลง” เธอประหลาดใจทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่ได้ “พี่มาทำอะไรที่นี่ พี่เป็ขุนนางในวังเหรอ”
“ข้าเป็ขุนนางแต่ไม่ใช่ที่แคว้นนี้” คำตอบของเขาทำให้เธอชะงักนี่เขาเป็คนจากแคว้นเว่ยอย่างนั้นหรือฉับพลันแววตาของอ้ายซินก็ฉายประกายความไม่เป็มิตรจนอี้หลงััได้
“ข้าไม่อยากคุยกับท่าน”เธอตัดรอนทันที อี้หลงมุ่นหัวคิ้วอย่างงุนงงไม่เข้าใจท่าทีที่เปลี่ยนไปกะทันหัน
“ข้าทำอะไรให้เ้าไม่พอใจหรือเ้าบอกข้าได้นะข้าจะได้ปรับปรุงตัว”
“ท่านทำอะไรไม่ได้หรอก”เธอพูดรอดไรฟัน พยายามข่มอารมณ์
“ทำไมล่ะมันร้ายแรงขนาดนั้นเลยหรือ”
“ใช่”
อี้หลงทิ้งตัวลงนั่งชันเข่าต่อหน้าอ้ายซินใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสำนึกผิดแม้จะไม่รู้ว่าตนเองทำอะไรให้อีกฝ่ายไม่พอใจ
“ข้าขอโทษนะเ้าช่วยยกโทษให้ข้าได้หรือไม่”
“ท่านรู้หรือว่าทำอะไรผิดถึงมาขอโทษข้า”เด็กสาวกระแทกเสียงทุกคำ เธอขัดใจกับคำพูดและการกระทำของอีกฝ่ายทั้งที่ตัวเขาไม่ได้ทำอะไรให้เธอไม่พอใจ แต่เพราะว่าเขาคือเว่ย คือคนจากแคว้นที่ฆ่าพ่อของเธอ
“ข้ารู้แค่ว่าข้าไม่อยากให้เ้าโกรธหรือเกลียดข้า”
เด็กสาวสูดลมหายใจลึกๆเพื่อสะกดอารมณ์ของตน เมื่อสังเกตจากชุดของอีกฝ่ายเขาคงเป็ขุนนางฝ่ายบุ๋นสินะ
“คณะผู้แทนของเว่ยมาทำอะไรที่นี่”เธอยิงคำถามลูกตรง อี้หลงชะงักเล็กน้อยแต่ก็ยอมตอบโดยดี
“พวกเรามายื่นเสนอเป็พันธมิตรกันน่ะ”ประโยคของเขาทำให้ใบหน้าที่ดูตึงเครียดของอ้ายซินแปรเปลี่ยน เธอเลิกคิ้วสูงอย่างสงสัย“พวกเราได้รู้มาว่าแคว้นอู๋ เฉินและหนานจับมือเป็พันธมิตรเตรียมที่จะประกาศากับแคว้นซูจึงมายื่นข้อเสนอพักรบชั่วคราวน่ะ”
3แคว้นใหญ่เตรียมบุกซูงั้นเหรอ นี่มันแทบจะเป็มหาาเลยนี่แล้วทำไมเว่ยถึงมาเสนอเป็พันธมิตรกับซูล่ะ ถ้าเขาจับมือกับอีก 3 แคว้นซูก็คงโดนถล่มจนราบเป็หน้ากลอง พวกเขากำลังทิ้งโอกาสอันดีที่จะทำลายซู เพื่ออะไร?
เหมือนอี้หลงจะรู้ว่าเด็กสาวคิดอะไรเขาจึงเป็ฝ่ายพูดขึ้นต่อ
“ในอดีตซูกับเว่ยเคยเป็เพื่อนบ้านที่ดีต่อกันพวกเขาจึงอยากจะรื้อฟื้นมิตรภาพนั้นขึ้นมาอีกครั้ง”
โกหก...มันต้องมีผลประโยชน์ที่มากกว่านั้นเว่ยถึงได้ยอมเลือกข้างที่เสียเปรียบอาจจะเป็ผืนดินบางส่วนหรืออะไรก็ตามที่พวกเขาเล็งเห็นแล้วว่าสำคัญสำหรับตนเอง
“ข้าชอบสตรีที่เฉลียวฉลาดนะ”อี้หลงยิ้มซื่อ อ้ายซินทำเป็เมินคำของเขาและครุ่นคิดต่อไป“อีกสักพักพวกเขาคงประชุมกันเสร็จเรียบร้อยว่าแต่ข้าสงสัยจริงว่าเ้ามาทำอะไรที่นี่ เ้าก็เป็ทหารอย่างนั้นหรือ”
“ก็ไม่เชิง” เธอเลี่ยงคำตอบไม่อยากจะให้เขายุ่งเื่ส่วนตัวเสียเท่าไหร่
“เ้าสังกัดทัพของแม่ทัพคนไหนหรือ”เขายังคงไม่ละความพยายามจนอีกฝ่ายถอดถอนใจ
“ท่านจะอยากรู้เื่ของข้าไปทำไมนี่”
“ข้าอยากรู้เื่ของคนที่ข้าสนใจไม่ได้เชียวหรือ”เขามักจะพูดในสิ่งที่คิดเสมอแต่เด็กสาวคิดว่าเขาแค่้าแหย่เธอฆ่าเวลาเสียมากกว่าชายหนุ่มดูเป็มิตรั้แ่ครั้งแรกที่พบกันจนเธอรู้สึกเกลียดเขาไม่ลงแม้ว่าจะเป็คนแคว้นที่เธอไม่ชอบก็ตาม
“แล้วท่านไม่ต้องเข้าร่วมประชุมรึไงคะ”
“อา...ข้าแค่ติดตามมาเฉยๆน่ะ” เขาตอบยิ้มๆ เมื่อเห็นว่าเธอเริ่มผ่อนคลายเขาจึงเคลื่อนกายไปนั่งข้างๆ“ถ้ารู้ว่าจะได้เจอเ้าข้าคงจะขอให้ซื้อซาลาเปาร้านนั้นมาฝากแล้ว”
“ข้าบอกท่านแล้วว่าเ้านั้นอร่อย”
“คราวก่อนข้านำไปฝากพวกเพื่อนๆพวกเขาชอบกันมากเลย”
“ถ้าอย่างนั้น...”เธอมีท่าทีลังเลน้อยๆ ก่อนจะพูดต่อ“หลังาจบลงท่านแวะไปที่เมืองนั้นอีกครั้งสิยังมีร้านอร่อยอีกหลายร้านที่ท่านยังไม่ได้ลอง”
“เ้าจะแนะนำข้าเหมือนคราวก่อนใช่มั้ย”อี้หลงเสนออย่างมีความหวัง ด้วยเวลาจำกัดทำให้เธอไม่สามารถพาเขาเดินชมเมืองได้ทั้งหมด
“เกรงว่าข้าคงต้องขออนุญาตผู้ปกครองของข้าก่อนคงไม่อาจรับปากท่านได้ทันที” เธอยิ้มเจื่อนเมื่อนึกไพล่ไปว่าหวนฉีคงไม่ยอมเป็แน่
“ให้ข้าไปช่วยขอมั้ย”เขาเสนอ แต่ใบหน้าของอ้ายซินเหยเกชัดเจน
“ข้าว่าท่านเก็บชีวิตไว้ดีกว่า”เธอยิ้มแห้งๆ ไม่เธอก็เขาใครสักคนอาจได้ไปนอนคุยกับรากมะม่วง
“ผู้ปกครองของเ้าคงจะน่ากลัวมากเลยสินะ”เขาพูดกลั้วหัวเราะเมื่อเห็นท่าทีของเด็กสาวเธอช่างแสดงออกตรงไปตรงมาจนน่าเอ็นดูเสียเหลือเกิน
“อ้ายซิน”หม่าเฉาะโเรียก “หัวหน้ากำลังตามหาเ้าอยู่ รีบไปก่อนที่เขาจะอารมณ์เสียดีกว่า”
อ้ายซินลุกขึ้นยืนโดยมีอี้หลงช่วยประคองอย่างไม่จำเป็หม่าเฉาจ้องมองชายหนุ่มแปลกหน้าข้างกายเธออย่างไม่ไว้ใจ
“ข้าขอตัวก่อนนะคะถ้ามีโอกาสเราคงได้พบกันอีก” เธอคิดว่าคงไม่มีทางได้เจอเขาแล้วเนื่องจากชายหนุ่มแค่มาร่วมคณะเจรจาเท่านั้น
“อืมเราต้องได้พบกันอีกแน่นอน” เขาตอบอย่างมั่นใจ อ้ายซินโค้งน้อยๆให้เขาก่อนจะผละไปหาหม่าเฉาที่ยืนรออยู่ อี้หลงยืนมองทั้งคู่จนลับสายตาไป
“แอบมาเกี้ยวสาวอยู่ที่นี่เองทุกคนตามหาเ้ากันให้ควั่กเพราะเ้าเล่นหนีออกมาแบบนี้ข้าล่ะไม่รู้จะหาข้อแก้ตัวอะไรให้เลย”เสียงบ่นปนตำหนิดังขึ้นจากเบื้องต้น ทว่าคนถูกบ่นดูจะไม่สนใจเสียเท่าไหร่
“การประชุมที่น่าเบื่อไม่มีอะไรน่าสนใจสำหรับข้า”
“เ้าจะบอกว่าเด็กสาวเมื่อครู่นี้น่าสนใจกว่าการประชุมอย่างนั้นหรือ”ประโยคคำถามที่ไม่ได้รับการตอบรับ มีเพียงแค่รอยยิ้มส่งให้“นั่นเป็เด็กสาวที่เ้าเคยพูดถึงสินะ ก็ดูน่ารักดีอยู่หรอกแต่ข้าว่าก็ดาษดื่นทั่วไปเมื่อเทียบกับบรรดาบุตรีของขุนนางที่เสนอตัวมาเป็คู่แต่งงานของเ้า”
“เพราะเ้าน่ะตาถั่วจึงไม่เห็นเสน่ห์ของนางน่ะสิ”
“เอาเข้าไป...ทำยังกับตัวเ้าเองรู้จักนางดีพออย่างนั้นแหละ”
“เ้าหมายความว่าอย่างไร”อี้หลงเลิกคิ้ว ไม่เข้าใจความหมายที่เพื่อนตัวดี้าสื่อ
“ก็เด็กคนนั้นน่ะ...”
“ไปไหนมา”หวนฉีส่งคำถามทันทีเมื่ออ้ายซินมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าตน
“แค่เดินเล่นนิดหน่อยค่ะ”เธอตอบเสียงแ่อ่อน เห็นได้ชัดว่าท่าทีของเธอต่างจากก่อนหน้านี้มาก“ขอข้าไปพบท่านพี่ถิงเซียวหน่อยได้มั้ยคะ” เสนออย่างมีความหวังเธออยากจะเจอครอบครัวของตนในยามนี้เสียเหลือเกิน
“ข้าจะพาเ้าไปเอง”
“ไม่เป็ไรค่ะข้าไปเองได้” เด็กสาวปฏิเสธพัลวัน
“ข้าว่าคงไม่จำเป็แล้วครับ”เกาชุนขัดการสนทนาพลางพยักเพยิดไปด้านหลังของอ้าย
ถิงเซียวและซุนเซียนกำลังควบม้าเข้ามาหาเธอเด็กสาวรีบปรี่เข้าไปหาพวกเขาโดยไม่รอช้า
“ท่านพี่!” เธอร้องะโอย่างดีใจ เมื่อทั้งคู่ก้าวลงจากม้าเธอก็โผเข้ากอดพวกเขาทันที
“ทำตัวขี้แยเป็เด็กอีกแล้วสินะ”ถิงเซียวลูบหัวเธอเบาๆ
“ข้าไม่ได้ร้องไห้ซะหน่อย”
“พวกข้ามีของดีมาให้เ้าด้วยแหละ”ซุนเซียนดันร่างบางออกก่อนจะเบี่ยงตัวหลบให้เธอเห็นเื้ั
ม้าหนุ่มตัวมหึมาส่งเสียงคำรามลั่นอย่างดีใจเมื่อเห็นใบหน้าของผู้เป็นายมันพยายามจะดิ้นให้หลุดจากการควบคุมของคนดูทั้ง 3ที่ช่วยกันยื้อหยุดฉุดกระชากให้อยู่กับที่
“เนี่ยฟง!” เ้าม้าร้องตอบรบคำเรียกบรรดาคนที่มองใกับขนาดและการพยศอันรุนแรงของมัน “มานี่สิ”
สิ้นคำของเธอเ้าม้าหนุ่มก็พยศอีกครั้ง คราวนี้คนดูแลไม่สามารถควบคุมมันได้อีกแล้ว ร่างสูงใหญ่ห้อตะบึงตรงเข้าหาเด็กสาวท่ามกลางเสียงร้องระงงของคนที่มองเหตุการณ์อยู่พวกเขาคิดว่าเธอจะโดนมันชนจนล้มกลิ้งไปกับพื้น
ทว่ากลับไม่เป็แบบนั้น...เมื่อมันหยุดชะงักเบื้องหน้าของอ้ายซินราวกับมีเบรกอัตโนมัติติดตั้งที่เท้าเ้าม้าก้มหัวลงมาใกล้เพื่อหวังจะให้เธอลูบหัวเช่นปกติ
“เด็กดี”
“เป็ม้าที่ดีนะ”หวนฉีเดินมาหยุดเยื้องอยู่ด้านข้าง เ้าม้าหนุ่มมองเขาก่อนจะส่งเสียงอย่างไม่เป็มิตร“เห็นข้าเป็ศัตรูรึไง”
“มันเห็นผู้ชายที่เข้าใกล้นางทุกคนเป็ศัตรูหมดแหละ”ซุนเซียนอธิบาย“นอกจากอ้ายก็มีเพียงท่านหวังซินเท่านั้นที่เนี่ยฟงยอมให้ขึ้นขี่ได้”หวนฉีแววตาพราวระยับอย่างถูกใจ เขาอยากได้มันมาเสียเหลือเกินหากแต่เขาเองก็มีม้าคู่ใจเช่นกัน
“ยังไม่หมดเท่านี้หรอกนะ”ถิงเซียวหันไปพยักหน้าให้กับทหารคนหนึ่งที่ถือห่อผ้ายาวดูน่าหนักอึ้งเข้ามาอ้ายซินรู้ทันทีว่าคืออะไร
“ว่าจะให้ท่านพี่ส่งมาให้พอดี”เธอรับมันมาถืออย่างง่ายดายจนทหารหนุ่มตกตะลึงพรึงเพริด หวนฉีอนุมานจากรูปลักษณ์ได้ว่ามันต้องเป็อาวุธยาวชนิดหนึ่งซึ่งเขาไม่เคยเห็นเธอถือมันมาก่อนั้แ่ตอนออกรบครั้งที่แล้ว“ขอฝากไว้หน่อยได้มั้ยคะ” เธอหันไปมองหม่าเฉาเขาเดินมารับอาวุธจากเธอและรู้สึกได้ว่ามันค่อนข้างมีน้ำหนักทีเดียว
“ข้ากะว่าจะเรียกนางมาร่วมทัพพอดีถ้าท่านไม่อนุญาตให้นางร่วมทางไปพร้อมท่าน”ถิงเซียวหันไปหาหวนฉีที่กระตุกยิ้มมุมปาก “นางเป็กำลังรบที่แข็งแกรง่ข้ารับประกันได้”
“ข้าไม่ได้จะให้นางไปร่วมรบด้วยอยู่แล้ว”หวนฉียักยิ้มพราย อ้ายหวั่นใจกับประโยคที่ตามมาว่าเขาจะพูดอะไรที่ทำให้เธออายทว่า...“ถ้าปล่อยไว้คนเดียวก็คงก่อเื่อะไรอีกข้าไม่ได้มีเวลาว่างมาคอยตามดูนางตลอดเวลาซะด้วย”คำพูดของหวนฉีทำให้ถิงเซียวและซุนเซียนเผลอพยักหน้ารับตามเด็กสาวเม้มปากแน่นมองค้อนคนทั้งสามที่ดูจะเข้ากันเสียเหลือเกิน
“ลำบากท่านแล้ว”ซุนเซียนเสริมพลางโค้งน้อยๆ
“พวกข้าคงต้องขอตัวก่อนต้องรีบเดินทางไปประจำประตูเมือง”ถึงตรงนี้ถิงเซียวหันมาหาอ้ายซินด้วยใบหน้าเคร่งเครียด “ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอย่าให้อารมณ์นำพาเ้าให้อยู่เหนือเหตุผลนะ” คนฟังเลิกคิ้วสูงอย่างงุนงงหันไปมองซุนเซียนที่พยักหน้าส่งให้
“อา...ข้าจะจำไว้ค่ะ”
“แล้วเจอกันนะน้องข้าขอให้เ้าโชคดีในการรบ”
“เช่นกันค่ะ”เธอยกมือทำความเคารพคนทั้งคู่ก่อนที่พวกเขาจะหายเข้าไปในฝูงชนที่เนืองแน่น
เหล่าทหารเริ่มเคลื่อนทัพออกจากเมืองหลวงไปประจำจุดที่ได้รับมอบหมายหวนฉีได้รับหน้าที่ดูแลประตูทิศตะวันตกซึ่งเป็ทางที่แคว้นเว่ยจะยกทัพมาสมทบเพื่อรับมือกับอู๋ตามการคาดเดาของผู้บัญชาการสูงสุด
การเหม่อลอยเป็ระยะของอ้ายซินขณะที่กำลังเดินทางทำให้หวนฉีคอยสอดส่องเธออยู่ห่างๆเขาเข้าใจดีว่าการที่เธอเป็แบบนี้เนื่องมาจากต้องทำศึกเป็พันธมิตรกับแคว้นเว่ยที่คร่าชีวิตพ่อบุญธรรมของตน
อ้ายซินรักพ่อของเธอมากแม้พวกเขาจะไม่ได้มีสายเืเดียวกันก็ตามถิงเซียวหวั่นใจว่าเธออาจจะทำอะไรโง่ๆ ไม่คิดหน้าคิดหลังแต่หวนฉีเชื่อว่าเธอมีเหตุมีผลพอที่จะยับยั้งช่างใจไม่ให้ทำอะไรที่เป็ผลร้ายแก่ตนเองหรือคนรอบข้างแม้จะรู้ว่าเธอดื้อดึงและเอาแต่ใจแค่ไหนก็ตาม...
“ข้าไม่เป็ไรค่ะ”เธอส่งยิ้มให้เมื่อเห็นหวนฉีเปรยมอง“อย่างน้อยข้าก็คิดว่าตนเองยังมีสามัญสำนึกจอมปลอมอยู่”
“ไม่อย่างนั้นเ้าคงไม่ปั้นหน้าใส่ข้าได้ตลอดเวลาที่เราอยู่ด้วยกันหรอก”คำแซวของเขาทำอ้ายซินยิ้มเจื่อนลงเหมือนโดนตำหนิกลายๆอย่างน้อยตอนนี้หน้ากากที่เคยสวมใส่ก็บางลงจนแทบจะเลือนหาย
“ท่านไม่ต้องห่วงหรอกค่ะข้าจะทำตัวเรียบร้อยว่าง่ายไม่ทำให้ท่านต้องเดือดร้อน...คิดว่านะคะ”