เฝิงเซิ่ง เดิมชื่อเฝิงกั๋วเซิ่ง
เขาชอบอ่านตำราพิชัยา เชี่ยวชาญกลยุทธ์ ทั้งยังมีทั้งความกล้าหาญและสติปัญญา ถือเป็แม่ทัพที่มีความรู้ทั้งบุ๋นและบู๊ท่ามกลางบรรดาขุนศึกแห่งหวยซี
จูหยวนจางคิดว่าจูอวิ่นเถิงอาจจะแสร้งซ่อนคมมานานหลายปี แต่ในขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกว่าพฤติกรรมในวันนี้ดูเหมือนมีใครบางคนอยู่เื้ัคอยวางแผนให้
และเมื่อพิจารณาดูแล้ว คนที่มีความเป็ไปได้มากที่สุดก็คือเฝิงเซิ่ง
ในอดีต จูอวิ่นเถิงดูเป็คนเรียบง่ายธรรมดา แต่วันนี้กลับมีความกล้าหาญจนผิดหูผิดตา
ความแตกต่างนี้มากเกินไปจนทำให้จูหยวนจางอดสงสัยไม่ได้ว่า บรรดาขุนศึกเ่าั้อาจจะแอบสอนวิธีชิงอำนาจให้กับจูอวิ่นเถิงมานานแล้ว
“ไม่มีใครสอนหลานจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ ใน่เวลาที่ผ่านมา หลานไม่เคยติดต่อกับคนนอกวังเลยแม้แต่คนเดียว ในสายพระเนตรของเสด็จปู่ หลานนั้นไร้ความสามารถถึงเพียงนั้นเลยหรือ? ก็จริง ในสายพระเนตรของพระองค์ทรงมีเพียงจูอวิ่นเหวินเสมอมา ต่อให้หลานจะมายืนอยู่ต่อหน้า และแสดงผลงานได้ดีเพียงใด พระองค์ก็ไม่เคยมองมาที่หลานเลยสักครั้ง”
คำพูดนี้ทำให้จูหยวนจางรู้สึกได้ถึงความน้อยเนื้อต่ำใจและความสูญเสีย
เขายอมรับว่าไม่เคยมองจูอวิ่นเถิงอย่างจริงจัง และบางทีอาจเป็เพราะความไม่ยุติธรรมเช่นนี้ที่ผลักดันให้จูอวิ่นเถิงก้าวเข้าสู่ความสุดโต่ง
โทสะที่เหลืออยู่สลายไปจนหมดสิ้น เขาไม่คิดจะเอาความเื่เมื่อครู่อีก
จูหยวนจางมองจูอวิ่นเถิงอยู่พักใหญ่ก่อนจะกล่าวว่า “หลายปีมานี้ เ้าแสร้งซ่อนคมมาตลอดงั้นหรือ?”
จูอวิ่นเถิงตอบว่า “หากหลานไม่ซ่อนความสามารถไว้ หลานคงไม่มีโอกาสได้เห็นเสด็จปู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จูหยวนจางส่ายศีรษะ “นางหลี่ว์ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เ้าคิด เ้าเข้าใจนางผิดเกินไปแล้ว”
เมื่อนึกถึงกิริยาที่อ่อนน้อมและเพียบพร้อมของนางหลี่ว์ เขาก็ยังคงรู้สึกพึงพอใจในตัวลูกสะใภ้คนนี้มาก
ก่อนจะข้ามมิติมา จูอวิ่นเถิงไม่ได้มีความรู้สึกอะไรต่อนางหลี่ว์นัก แต่หลังจากข้ามมิติมาและได้รับสืบทอดความทรงจำ เขากลับพบว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดาเลย
น่าเสียดายที่เขายังไม่มีหลักฐานแน่ชัด จึงได้แต่ต้องหาทางในภายหลัง ผู้หญิงที่สามารถคุกคามเขาได้เช่นนี้ เขาจะไม่มีวันปล่อยไปเด็ดขาด
“เ้าอยากจะชิงบัลลังก์จริง ๆ งั้นหรือ?” จูหยวนจางถามอย่างจริงจัง
“ถูกต้องพ่ะย่ะค่ะ หลาน้าชิงตำแหน่งผู้สืบบัลลังก์”
จูอวิ่นเถิงยืนยันหนักแน่น “หากเสด็จปู่ส่งต่อบัลลังก์ให้เสด็จอารองหรือเสด็จอาสาม หลานก็อยากเป็เพียงท่านอ๋องผู้เสเพลที่รักสบาย แต่ถ้าจะส่งต่อให้จูอวิ่นเหวิน หลานจำเป็ต้องแข่งกับเขา ตามพระดำริของพระองค์ ผู้สืบทอดบัลลังก์ควรมาจากสายเืของเสด็จพ่อเท่านั้น ในอดีตพระองค์ไม่มีทางเลือกอื่นจึงเลือกจูอวิ่นเหวิน แต่ตอนนี้หลานกำลังหยิบยื่นอีกทางเลือกหนึ่งให้แก่พระองค์พ่ะย่ะค่ะ”
“นี่ข้ายังต้องขอบใจเ้าด้วยใช่หรือไม่?”
จูหยวนจางพ่นลมหายใจเบา ๆ “อวิ่นเหวินเฉลียวฉลาด ใฝ่เรียนรู้ มีความรู้กว้างขวาง เหล่าขุนนางบุ๋นทั้งราชสำนักต่างล้วนชื่นชม ส่วนเ้าที่ดูไร้ความสามารถ ได้แต่พึ่งพาพวกหลานอวี้ที่เป็แค่คนถ่อยรู้แต่เื่เข่นฆ่า เ้าจะเป็คู่ต่อสู้ของเขาได้งั้นหรือ?”
เขาอยากจะรอดูว่า จูอวิ่นเถิงจะชิงตำแหน่งนี้อย่างไร
และยิ่งอยากรู้ว่าจูอวิ่นเถิงจะลงมืออย่างไร เป็ผลมาจากใครบางคนคอยเสี้ยมสอน หรือเป็เพราะความสามารถของตนเองที่ถูกซ่อนไว้เป็อย่างดี
“ที่เสด็จปู่บอกว่าเขาเฉลียวฉลาดใฝ่เรียนรู้นั้น ที่จริงเขาแค่คนหัวรั้นที่เคร่งครัดจนเกินไป เป็พวกบ้าตำราและไร้ประโยชน์พ่ะย่ะค่ะ
ที่ขุนนางทั้งราชสำนักสนับสนุนเขา นอกเหนือจากเขาจะทำตัวได้ตรงตามจารีตขงจื๊อแล้ว มันเป็เพราะเขาง่ายต่อการถูกเชิดและชักจูงต่างหาก เหล่าขุนนางต้าิต่างใช้ชีวิตอยู่อย่างยากลำบากภายใต้ความเข้มงวดของเสด็จปู่ พวกเขาไม่อยากให้ฮ่องเต้องค์ต่อไปเข้มงวดเหมือนพระองค์ ดังนั้นจูอวิ่นเหวินจึงเป็ฮ่องเต้ในอุดมคติที่พวกเขาสามารถควบคุมได้ง่ายที่สุด หากจูอวิ่นเหวินได้ขึ้นครองบัลลังก์ อำนาจปกครองสูงสุดของต้าิจะตกไปอยู่ในมือของขุนนางฝ่ายบุ๋นทันที”
คำตอบของจูอวิ่นเถิงทำให้จูหยวนจางพยักหน้าตามครั้งแล้วครั้งเล่า
จูอวิ่นเหวินอาจจะดีก็จริง แต่เขาก็มีข้อเสียมากเกินไป โดยเฉพาะนิสัยที่อ่อนแอเกินไป
อย่างไรก็ตาม สำหรับฮ่องเต้รุ่นที่สองแห่งการสถาปนาราชวงศ์ที่ต้องเน้นการรักษาความมั่นคงเดิม จูหยวนจางเคยรู้สึกว่าไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้
และเขาก็โปรดปรานจูอวิ่นเหวินมาก จึงตัดสินใจจะให้จูอวิ่นเหวินทำหน้าที่รักษาบ้านเมืองสืบไป
“หลานจะชิงตำแหน่งนี้ แต่จะไม่ได้พึ่งพาแค่เพียงหลานอวี้ แผ่นดินจะระส่ำระสายหากผู้ครองแผ่นดินยังเยาว์ หลานยังอายุน้อยนัก อย่างไรก็ไม่อาจเทียบเท่าเสด็จพ่อได้ หากหลานหวังพึ่งพิงแค่พวกหลานอวี้ มิสู้เสด็จปู่ตั้งจูอวิ่นเหวินไปเลยเสียยังจะดีกว่า
แม้จะแต่งตั้งหลานขึ้นมา แต่หลานอวี้ที่หยิ่งผยองและเหล่าขุนศึกหวยซีที่มีอำนาจล้นมือ ท้ายที่สุดเสด็จปู่ก็คงต้องยกดาบขึ้นมาฟัน คนที่ควรฆ่าก็ต้องฆ่า แต่หลานไม่อยากให้พวกหลานอวี้ต้องตายไปเช่นนั้น หลานอยากช่วยชีวิตพวกเขา”
เมื่อพูดถึงประโยคสุดท้าย จูอวิ่นเถิงก็กล่าวเสียงดังว่า “หากพวกเขาต้องตาย พวกเขาก็ควรจะตายในสมรภูมิรบ ตายเพื่อบ้านเมือง ไม่ใช่ต้องมาตายอย่างอเนจอนาถและเสียเปล่าเช่นนี้!”
“พูดได้ดี!”
จูหยวนจางปรบมือเบา ๆ เขาประเมินจูอวิ่นเถิงต่ำไปจริง ๆ
เดิมทีเขาคิดว่าการที่จูอวิ่นเถิงพูดแทงใจดำเื่ที่เขาจะสั่งฆ่าหลานอวี้และคนอื่น ๆ นั้น เป็เพราะเ้าเด็กคนนี้้าช่วยชีวิตพวกเขา เพื่อใช้เป็ฐานอำนาจในการชิงบัลลังก์ให้ตนเอง
ไม่นึกเลยว่าจูอวิ่นเถิงที่ยังอายุน้อย แต่มองการณ์ไกลได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
เขารู้ดีว่าไม่ว่าใครจะได้เป็ผู้สืบบัลลังก์ พวกหลานอวี้ก็ยังต้องตายอยู่ดี
เ้าหลานชายจอมดื้อคนนี้อาจจะอ่านตำราได้ไม่เก่งนัก แต่ทั้งความสามารถ สายตา และความคิด กลับดูเหมาะสมที่จะเป็ฮ่องเต้ยิ่งกว่าจูอวิ่นเหวินเสียอีก
“หากไม่พึ่งหลานอวี้ เ้าจะพึ่งพาใครได้อีก?” จูหยวนจางถามต่อ
จูอวิ่นเถิงกล่าวอย่างมั่นใจว่า “หลานไม่ได้พึ่งพิงหลานอวี้และคนอื่น ๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ใช้งานพ่ะย่ะค่ะ นั่นเป็เพียงการใช้ประโยชน์ และหากใช้งานให้ถูกวิธี พวกเขาก็จะเป็แรงสนับสนุนที่มหาศาล อันที่จริง การที่ใครจะได้เป็ผู้สืบบัลลังก์ ไม่ใช่ขุนนางบุ๋นหรือขุนนางบู๊เป็คนกำหนด แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเสด็จปู่ สิ่งเดียวที่หลานสามารถพึ่งพาได้คือเสด็จปู่ ไม่ใช่คนนอก”
จูหยวนจางยิ้มออกมาอีกครั้ง ในใจคิดว่าคำพูดนี้ช่างถูกต้องแม่นยำยิ่งนัก
คนอื่น ๆ มักคิดว่าเมื่อได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายบุ๋นและบู๊แล้ว การชิงบัลลังก์จะมั่นคง
แต่หากจูหยวนจางไม่เห็นด้วย ต่อให้มีการสนับสนุนจากทั่วทั้งแผ่นดินก็ไร้ผล มันเป็เพียงแค่การสร้างกระแสให้ใหญ่โตเท่านั้นเอง
“เ้าตั้งใจจะทำอย่างไร เพื่อให้ข้ายอมรับที่จะแต่งตั้งเ้า?”
บนใบหน้าของจูหยวนจางเริ่มมีรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา ซึ่งหาได้ยากยิ่ง
เขาตบที่เบาะนุ่มข้างกายแล้วกล่าวอย่างเอ็นดูว่า “เข้ามานี่สิ มานั่งใกล้ ๆ แล้วค่อย ๆ เล่าให้ปู่ฟังหน่อย”
หลังจากกล่าวจบ เขาก็เพิ่งรู้สึกตัวว่าเผลอใจที่อยากจะใกล้ชิดกับจูอวิ่นเถิงโดยไม่รู้ตัว
จูหยวนจางคิดว่า อาจเป็เพราะเ้าหลานตัวแสบคนนี้ดูคล่องแคล่วและมีชีวิตชีวามากกว่าจูอวิ่นเหวินที่เป็พวกบ้าตำรา
และการที่เ้าเด็กนี่กำพร้าพ่อแม่ ไม่มีใครคอยรักใคร่เอ็นดู ทำให้เขารู้สึกสงสารและอยากชดเชยความผูกพันทางสายเืที่ขาดหายไปให้กับจูอวิ่นเถิง
เขาเป็คนให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ในครอบครัวมากจริง ๆ
จูอวิ่นเถิงถามอย่างลังเลว่า “พระองค์ไม่ได้คิดจะหลอกให้หลานเดินเข้าไปหา แล้วจะอัดหลานสักรอบใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
จูหยวนจาง “...”
“ถ้าข้าจะตีเ้า ข้ายังต้องหลอกให้เ้าเข้ามาหาอีกงั้นหรือ? รีบเข้ามา!”
จูอวิ่นเถิงคิดดูแล้วก็จริงอย่างที่อีกฝ่ายว่า
เช่นนั้นเขาก็ไม่ลังเลอีก แล้วเดินเข้าไปนั่งลงข้าง ๆ จูหยวนจางทันที
นี่เป็วิธีการสร้างความใกล้ชิดทางสายเืกับจูหยวนจางในรูปแบบหนึ่ง
ภาพลักษณ์ของจูหยวนจางในสายตาลูกหลาน เข้มงวดและจริงจังมาโดยตลอด แม้แต่จูอวิ่นเหวินยามอยู่ต่อหน้าก็ยังรู้สึกได้ถึงความกดดันที่แผ่ออกมา
แต่จูอวิ่นเถิงกลับเมินเฉยต่อความกดดันนั้น เขานั่งลงอย่างสบายอารมณ์และไม่เกรงใจตาเฒ่าจูเลยสักนิด
ขณะที่เขากำลังจะพูดต่อ จี๋เสียง ขันทีข้างกายของจูหยวนจางก็เคาะประตูเบา ๆ จากด้านนอก
“ฝ่าพระบาท พระชายารัชทายาทขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้ยินว่านางหลี่ว์มา จูอวิ่นเถิงก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
แต่ในไม่ช้าเขาก็เข้าใจ นางหลี่ว์คงจะมาเพื่อสังเกตสถานการณ์ และมาดูว่าเขากำลังถูกจูหยวนจางลงโทษอย่างหนักหนาสาหัสเพียงใด
ช่างมาได้รวดเร็วทันใจจริง ๆ
“ให้เข้ามา!” จูหยวนจางสั่ง
นางหลี่ว์รออยู่ข้างนอกด้วยความกระสับกระส่าย
ก่อนจะเข้าประตูมา นางเตรียมคำพูดต่าง ๆ นานาไว้ในหัว รวมถึงจินตนาการภาพที่อาจจะเกิดขึ้นภายในห้องไว้มากมาย
นางมั่นใจว่าจูอวิ่นเถิงจะต้องถูกลงโทษแน่นอน ดีไม่ดีอาจจะห้อยหัวลงมาถูกโบยอยู่ก็ได้ และนางต้องทำตัวเป็คนมีเมตตา คอยพูดช่วยขอความเห็นใจให้กับจูอวิ่นเถิงสักสองสามประโยคเพื่อแสดงความดีงาม
ขณะที่คิดเช่นนั้น นางหลี่ว์ก็ได้รับอนุญาตให้เข้าไปข้างใน
นางก้าวเท้าช้า ๆ เข้าไปหมอบราบลงทำความเคารพ “หม่อมฉัน ชายาองค์รัชทายาท ถวายบังคมเสด็จพ่อเพคะ!”
เมื่อเสร็จพิธี นางก็เงยหน้าขึ้นมองไปยังจูหยวนจาง
ขณะเดียวกัน สายตาก็คอยสอดส่ายหาร่างของจูอวิ่นเถิงเพื่อดูว่าถูกอัดปางตายขนาดไหน ทว่าเพียงแค่ได้มองเห็นความจริงเบื้องหน้า นางหลี่ว์ก็ต้องตกตะลึงจนนิ่งค้าง และเบิกตาโพลงด้วยความประหลาดใจ
นางเห็นจูอวิ่นเถิงกำลังนั่งเคียงข้างจูหยวนจาง สองปู่หลานกำลังนั่งคุยกันอยู่บนเบาะนุ่มตัวนั้น
นางหลี่ว์ถึงกับคิดไปว่า หรือนางจะเครียดเกินไปจนเกิดภาพหลอน?
จูอวิ่นเหวินที่เป็หลานรักคนโปรดยังไม่เคยได้รับการปฏิบัติเช่นนี้เลย แต่จูอวิ่นเถิงที่กระทำการบังอาจบุกกลางท้องพระโรงเช่นนั้น ไม่ควรถูกลงโทษหรอกหรือ?
จะเป็ไปได้อย่างไรที่จะมานั่งอยู่เคียงข้างจูหยวนจางเช่นนี้?
ยิ่งไปกว่านั้น นางยังเห็นจูอวิ่นเถิงแอบทำหน้าทะเล้นใส่นางอีกด้วย
นางหลี่ว์ตกตะลึง ในใจคิดเพียงว่า ‘นี่มันเกิดเื่บ้าอะไรขึ้นกันแน่?!’