เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วแ่เบาเหนือยอดไม้สูง กลิ่นอายดินและกลิ่นใบไม้เปียกฝนคลุ้งไปทั่วป่าเขียวชอุ่ม หลังฝนแรกของฤดูร้อน ทิวไผ่พลิ้วไหวลู่ลมราวกับลูบไล้เบา ๆ บนไหล่ของหญิงสาวผู้นั้น
“บัดซบเอ๊ย...” เสียงสบถหลุดออกจากริมฝีปากนุ่มอย่างลืมตัว
ฮวาเสียน สาวใช้ประจำเรือนสกุลหรง เรือนขุนนางระดับกลางในเมืองหลวง แต่ถึงจะเป็เพียงสาวใช้ธรรมดา ใบหน้าของนางกลับละม้ายคล้ายภาพวาดในคัมภีร์โบราณ ดวงตากลมโตสีดำขลับ ผิวขาวนวลเนียนดุจหยก เส้นผมยาวสลวยประหนึ่งม่านหมึกกลางรัตติกาล
"เพียงเพราะข้าเผลอทำชาร้อนหกใส่ชุดของคุณหนูหรงซินเอ๋อร์แท้ๆ นางถึงได้สั่งให้คนจับข้ามาทิ้งในป่าลึกงั้นรึ"
นางบ่นพลางพยายามเดินกลับตามรอยเดิมที่จำได้ แต่มันก็ไม่ช่วยอะไรเลย... ยิ่งเดินยิ่งลึก ป่าทึบหนาทึน ทำให้นางรู้สึกว่าตนเองใกล้จะกลืนหายไปกับธรรมชาติเต็มที
ขณะนั้นเอง เสียงบางอย่างทำให้ร่างของนางชะงักนิ่ง
ฉัวะ!
เสียงดาบกระทบกันกึกก้อง ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเสียงของคนหลายคนะโโหวกเหวก เสียงเหล็กกระทบโลหะดังขึ้นถี่ ๆ พร้อมกับเสียงร้องเ็ป
ฮวาเสียนหลบอยู่หลังพุ่มไม้ หัวใจเต้นระรัวเมื่อเห็นภาพตรงหน้า
ชายหนุ่มในชุดดำขลับยืนอยู่ท่ามกลางร่างนักฆ่าห้าคนที่ล้มระเนระนาดอยู่กับพื้น ดาบในมือเขาเปื้อนเืสดใหม่ แต่ใบหน้าของเขากลับเรียบนิ่ง ราวกับเพิ่งฆ่าแมลงวันไปหนึ่งตัว
ใบหน้านั้น... หล่อเหลาราวกับเทพเ้าจากฟ้า ทว่าความเ็าที่แผ่ออกมาทำให้เขาดูเย็นะเืยิ่งกว่าน้ำแข็งกลางฤดูหนาว
“เ้าเป็ใคร” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงต่ำทันทีที่รู้ตัวว่ามีใครแอบมอง
ฮวาเสียนสะดุ้ง ร่างบางถลันลุกขึ้นด้วยความใจนเสียหลักล้มลงตรงหน้าเขา
“ขะ...ข้าไม่ได้แอบดู ข้าแค่หลงทางในป่า ข้า...ข้าเป็เพียงสาวใช้ธรรมดา”
ดวงตาคมกริบสีดำเข้มของเขามองนางนิ่ง ๆ ไม่กล่าวอะไรอีก ริมฝีปากหยักยกขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่รอยยิ้มแต่เป็การเย้ยหยันแบบเ็า
“สาวใช้ ที่เรือนใดกันแน่ถึงได้ทิ้งข้าไว้กลางป่าที่เต็มไปด้วยนักฆ่า”
“ข้า... ข้าถูกจับโยนมาที่นี่เพราะเผลอทำผิด ข้าไม่ได้ตั้งใจ”
เขาเดินเข้ามาใกล้ช้า ๆ ร่างสูงสง่าเต็มไปด้วยแรงกดดันที่น่าหวาดหวั่น ฮวาเสียนเผลอถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว แต่ก็จนมุมเมื่อหลังชนต้นไม้ใหญ่
“ข้าไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น โดยเฉพาะหญิงที่ปรากฏตัวหลังข้าเพิ่งฆ่าคนไปห้าศพ”
เขายื่นดาบเข้ามาแตะที่คอของนางอย่างเชื่องช้า ปลายคมเย็นเยียบวางพาดบนลำคอขาวนวล
ฮวาเสียนตัวแข็งทื่อ ริมฝีปากซีดเผือด “ท่านจะฆ่าข้ารึ...”
เขามองสบตานางครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงดาบกลับ
“หากเ้าเป็คนของพวกมัน เ้าคงลงมือไปแล้ว ไม่ใช่แอบมองอยู่หลังพุ่มไม้เหมือนกระต่ายตื่นกลัว”
เสียงของเขายังนิ่ง เรียบ และทรงอำนาจ
“ชื่ออะไร”
“ฮวา...ฮวาเสียนเ้าค่ะ”
เขาพยักหน้าเบา ๆ ก่อนหันหลังจะเดินจากไป แต่หญิงสาวรีบคว้าแขนเสื้อของเขาไว้
“ข้าไม่รู้ทางออก... ท่านช่วยข้าหน่อยเถิด ได้โปรด...”
ชายหนุ่มหยุดเดิน ไม่หันมามอง แต่ก็ไม่ได้ปัดมือออก
“จะตามมาก็แล้วแต่... แต่อย่าทำให้ข้ารำคาญ”
นั่นคือประโยคเดียวที่เขาพูด ก่อนจะเดินนำไปอย่างรวดเร็ว
ฮวาเสียนรีบเดินตามทั้ง ๆ ที่ยังงุนงง นางไม่รู้ว่าเขาเป็ใคร รู้เพียงว่าเขาอันตรายและน่ากลัวอย่างยิ่ง แต่ในความน่ากลัวนั้นกลับแฝงไปด้วยเสน่ห์ประหลาดที่ทำให้หัวใจของนางเต้นไม่เป็จังหวะ
เวลาผ่านไปหลายนายยาม พระอาทิตย์ใกล้ตกดิน ทั้งสองมาหยุดพักใต้ต้นไม้ใหญ่ริมลำธาร
ชายหนุ่มก่อกองไฟด้วยความชำนาญ ก่อนจะยื่นผลไม้ป่ามาให้นาง
“กินเสีย”
“ขอบคุณเ้าค่ะ...”
นางรับมาด้วยความเขินอาย สายตาแอบชำเลืองใบหน้าของเขาอยู่บ่อยครั้ง
เขายังคงนิ่งขรึม ไม่ยอมปริปากพูดอะไรเพิ่มเติม ใบหน้าคมคายสะท้อนแสงไฟยามค่ำคืนดูหล่อเหลาราวกับรูปสลัก
“ข้า...ยังไม่รู้แม้กระทั่งชื่อของท่านเลย” ฮวาเสียนกลั้นใจถาม
เขาเหลือบตามอง
“ข้าชื่อ...หลิงจวิน”
เสียงของเขาทุ้มต่ำ แหบเล็กน้อย ราวกับไม่คุ้นเคยกับการเปิดเผยชื่อตนเองให้ใครรู้โดยง่าย เสียงนั้นลอยมากระทบหูฮวาเสียน ราวกับสายลมอุ่นที่พัดผ่านใจกลางเหมันต์
“ท่าน...เป็ผู้ใดกันแน่หรือเ้าคะ” นางเผลอถามออกไปอย่างไม่ทันยั้งคิด
หลิงจวินปรายตามองนาง พลางเอนหลังพิงต้นไม้ใหญ่อย่างเฉื่อยชา
“หากบอกว่าเป็แค่คนพเนจร...เ้าจะเชื่อหรือไม่”
“ดูจากวิธีที่ท่านใช้ดาบ...คงไม่ใช่แค่คนพเนจรธรรมดาหรอกเ้าค่ะ” ฮวาเสียนตอบอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แต่ก็อดแสดงความฉลาดเฉลียวออกมาไม่ได้
เขาหลุดหัวเราะเบา ๆ ครั้งแรกั้แ่พบกัน
“แม้จะเป็สาวใช้ แต่ปากเ้ากลับกล้าไม่น้อย”
“ข้าไม่ได้กล้าหาญดอกเ้าค่ะ ข้าแค่...ไม่ชอบโกหกตัวเอง”
หลิงจวินหันมาจ้องตานางตรง ๆ ใบหน้าเรียบนิ่งพลันปรากฏรอยยิ้มมุมปากบางเบา ดวงตาคมลึกซ่อนประกายแปลกประหลาดที่นางอ่านไม่ออก ราวกับเขากำลังสำรวจนางจากภายใน ไม่ใช่เพียงแค่รูปลักษณ์
“สาวใช้ที่ถูกจับโยนเข้าป่า คำพูดกลับไม่เหมือนคนต่ำต้อย...หรือว่าเ้าจะเป็อะไรที่มากกว่านั้นกันแน่”
ฮวาเสียนเม้มปากแน่น ร่างกายตึงเครียดชั่วครู่ ก่อนจะหันหน้าหนี
“บางครั้ง...สถานะไม่สามารถบอกได้ทั้งหมดหรอกเ้าค่ะ” นางเอ่ยเบา ๆ
“เ้ามีความลับ”
“ทุกคนล้วนมี”
คำตอบของนางทำให้หลิงจวินนิ่งไป เขาไม่ได้คาดหวังจะได้ยินถ้อยคำลึกซึ้งจากหญิงสาวผู้ที่เขาคิดว่าเป็เพียง "สาวใช้หลงป่า"
เขาโยนกิ่งไม้เข้ากองไฟ พลันเปลวไฟก็พวยพุ่งขึ้นสะท้อนเงาใบหน้าของทั้งสอง ใกล้กันมากขึ้น... ร้อนมากขึ้น...
“หากข้าไม่ช่วยเ้า เ้าจะทำอย่างไร”
ฮวาเสียนก้มหน้าลง
“ก็คง...ตายอยู่ในป่านี้นั่นแหละเ้าค่ะ”
“เ้ากลัวความตายไหม?”
“ข้าเคยกลัว...แต่ในวันที่ข้าถูกคนในเรือนที่ข้ารับใช้มาตลอดหักหลัง ข้ารู้เลยว่า...ความตายนั้นอาจเมตตากว่าความอยู่เสียอีก”
น้ำเสียงของนางปนเศร้าและเจ็บลึก หลิงจวินมองอย่างพินิจ เขาไม่คาดว่าสาวใช้ตัวบาง ๆ ผู้นี้จะมีแววตาที่ซ่อนความปวดร้าวเช่นนั้นไว้ภายใต้ท่าทีสดใส
เขาโน้มตัวเข้ามาเล็กน้อย เสียงของเขาเบาลงจนแทบกระซิบ
“แล้วหากข้าไม่ปล่อยให้เ้าตายเล่า หากข้าบอกว่า...เ้าต้องอยู่เพื่อชดใช้ที่มาทำให้ข้าเสียเวลาอยู่ในป่านี้”
ฮวาเสียนเลิกคิ้ว “ข้า...ต้องทำอย่างไรหรือเ้าคะ”
ดวงตาของหลิงจวินวาววับ... ท่าทีขึงขังของเขาจู่ ๆ ก็เปลี่ยนไป รอยยิ้มที่ผุดขึ้นนั้นเจือกลิ่นอายของความยั่วเย้า
“เป็สาวใช้ของข้า...แทนที่จะเป็ของเรือนหรงนั่น”
นางหน้าแดงจัดทันทีโดยไม่รู้ตัว “ขะ...ข้าเป็เพียงหญิงผู้อ่อนแอ จะดูแลอะไรท่านได้”
“ข้าไม่้าคนรับใช้ที่เชื่อฟัง...ข้า้าคนที่ปากเก่งอย่างเ้า” เขาโน้มเข้ามาใกล้อีก ฝ่ามือใหญ่ยกขึ้นแนบแก้มนางเบา ๆ “และหากเ้ารับข้อเสนอข้า...ก็อย่าลืมว่า ข้าไม่ได้เ็าเื่ทุกอย่างหรอกนะ”
หัวใจของฮวาเสียนเต้นถี่เหมือนกลองรัว นางกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
“ท่าน...หมายความว่าอย่างไรหรือ”
หลิงจวินยิ้ม รอยยิ้มที่ทั้งเย้ายวนและอันตราย
“หากอยู่กับข้า...เ้าจะได้รู้ว่า ความร้อน...มันไม่ได้มาจากกองไฟเพียงอย่างเดียว”
แววตาของเขาช่างตรึงใจ ร่างสูงโปร่งของเขานั้นเต็มไปด้วยพลังและความลึกลับ ดึงดูดราวกับแรงแม่เหล็ก
ฮวาเสียนเม้มปากแน่น หัวใจสั่นระรัว ทว่ากลับไม่สามารถละสายตาได้เลย
ยามลมกลางคืนพัดผ่าน ใบไม้ไหวเบา ๆ พลันเปลวไฟก็สะท้อนเงาสองเงาทับซ้อนกันบนพื้นดิน นางไม่รู้ว่าตนเองเผลอเอนกายเข้าไปใกล้เขาั้แ่เมื่อใด
และก่อนที่นางจะทันตั้งคำถามกับหัวใจตนเอง...
ฝ่ามือของเขาก็ยกขึ้นแตะปลายคางนางแ่เบา ดวงตาของเขาเข้มลึกขึ้นในยามที่สบตานาง “เ้าสวย...แม้จะเลอะเทอะจนคล้ายแมวตกน้ำ”
“ขะ...ข้าไม่ใช่แมวเสียหน่อย”
“จริงหรือ...” เขากระซิบใกล้เสียจนลมหายใจร้อนของเขาแ่ผ่านแก้มนาง “แต่ทำไมข้าอยากจะ...เกาพุงเ้าล่ะ”
“ท่านหลิงจวิน”
เสียงของนางสั่นสะท้าน ใบหน้าแดงซ่านอย่างห้ามไม่อยู่ ส่วนเขากลับหัวเราะในลำคอเบา ๆ อย่างพึงใจ
แม้จะไม่มีการแตะต้องใด ๆ มากไปกว่านั้น แต่บรรยากาศระหว่างพวกเขาในคืนนั้น...กลับเร่าร้อนยิ่งกว่าไฟที่ลุกอยู่ตรงหน้า
เป็ความร้อนที่ไม่อาจดับด้วยสายลม ไม่อาจลบเลือนด้วยระยะห่าง
และเป็เพียงจุดเริ่มต้น...