ซูเว่ยฉี(คุ่นคิด) “พ่อและที่ชายของเหม่ยเหรินคนหนึ่งเป็ขุนนางรับใช้สามราชการ อีกคนถืออำนาจทางทหาร การปล่อยตัวเหม่ยเหรินนั้น ไม่ช้าไม่นานฝ่าาก็ต้องปล่อย ตรัสกับข้าเช่นนี้ เพื่อจะให้ข้าเป็หนี้บุญคุณฝ่าา ทำเช่นนี้มีแต่ได้ไม่มีเสีย ฝ่าาชั่งคิดรอบขอบเสียจริง”
ซูเว่ยฉี “ฝ่าาให้เวลาหม่อมฉันคิดไตรตรองดูหน่อย เพคะ”
ฝ่าา “ได้ ข้าให้เวลาเ้าไคร่ควร”
แล้วดึงซูเว่ยฉีมาไว้ที่อ้อมกอด จับมือแล้วหอมไปที่หน้าผาก
ยามเฉิน ซูเว่ยฉีแต่งตัวเสร็จเดินออกจากตำหนัก ฝ่าาเพื่อจะกลับไปที่ตำหนักฉางซุน ระหว่างทางซูเว่ยฉี ไคควรกันตนเอง
คนที่เป็ถึงฮองเต้ ยอมลดตัวลงมาพูดคุยกะนางกำนัลก็เพราะไม่เคยลิ่มรสของการไขว่คว้าแล้วไม่ได้มา เื่ที่ให้ดื่มเหล้าพิษ ข้าก็ดูแผลของพระองค์ออก ว่าฝ่าาต้องระแวงข้าเป็แน่ เพราะเคยใช้แผนนี้มาแล้วครั้งหนึ่งข้านำแผลเดิมกลับมาใช้อีกรอบ ก็ต้องเกิดความสงสัยเป็ธรรมดา แต่สิ่งที่ข้าเดิมพันคือ ความระแวงของฝ่าา ถ้าข้าชนะเดิมพันในครั้งนี้ ความสงสัยในตัวข้า ในใจของฝ่าาจะหมดสิ้น ทางข้างหน้าของข้าจะไม่มีสิ่งกลั้นขวาง
(หันกลับไปหน้าที่ตำหนักของฝ่าา) ต้องนี้ข้าชนะแล้ว ตราบใดที่ข้ายังมีหวังข้าจะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด ยิ่งข้าไม่เชื่อฟังและเล่นตัวเช่นนี้ แม้แต่ฝ่าาก็ต้องอยู่ในเงื่อมือของข้า
ณ ตำหนักฉางซุน
ซูเว่ยฉี นั่งอยู่ที่สวนดอกไม่ในตำหนักฉางซุน สักพักฟางหลู ก็เดิมากล่าว เื่ยกเลิกการกักบริเวณกับซูเว่ยฉี
ฝางหลู “ในที่สุดตำหนักฉางซุนของพวกเราก็ถูกปล่อยตัว อีกสองวันก็ได้รับเบี้ยหวัด แล้วก็เป็วันไหว้พระจันทร์ด้วย”
ซูเว่ยฉีได้ยินดังนั้นจึงทำให้คิดถึงความหลังได้ว่า เมื่อสามปีก่อน ก็เป็วันไหว้พระจันทร์เช่นกัน ที่เหม่ยเหรินทำให้แม่ข้าต้องตาย ทำให้วันที่ควารจะมีความสุขกับเป็วันที่ต้องจากกันกับแม่ข้า แต่ไม่เป็ไรเทศกาลไหว้พระจันทร์ปีนี้ ข้าจะทวงความยุติธรรมให้กับแม่ของข้า
จากนั้นก็หันมาตอบฟางหลู
ซูเว่ยฉี “ใช่..อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันไหว้พระจันทร์แล้วแล้ว ใช่ชิหมอหลวงมาตรวจให้เหม่ยเหริน พระนางอาการเป็เช่นไหนบาง”
ฟางหลู “หลังจากที่โดนสั่งกักบริเวณ แหม่ยเหรินก็นอนไม่หลับ สั่งให้หมอหลวงจ่ายช่วยทำให้หลับสบายนี้ก็เสวยไปหลายมื้อแล้วอาการก็ยังไม่ดีขึ้นเลย”
ซูเว่ยฉี “งั้นเดียวข้าจะดูแลเื่ยาของพระนางต่อเอง เ้าไปทำงานอื่นเถอะ”
สองวันผ่านไป ถึงวันรับเบี้ยหวัดแล้ว ซูเว่ยฉีที่เป็นางกำนัลดูแลตำหนัก ฉางซุนก็ได้เป็ตัวแทนไปรับเบี้ยหวัด
เข้ารับเงินกับหัวหน้าห้องบัญชี เรียกกันว่า ไท่เจี้ยน
ณ.ห้องบัญชี
ซูเว่ยฉี “คารวะ ไท่เจี้ยน ข้าน้อยเป็ตัวแทนมารับเบี้ยหวัดของตำหนัก ฉางซุน”
ไท่เจี้ยน“คนของตำหนักฉางซุนมาแล้ว มีเบี้ยหวัดตำหนักฉางซุนของพวกเ้า รับไป”
ซูเว่ยฉี “ขอบคุณไท่เจี้ยน”
ไท่เจี้ยน “ช้าก่อน ช้าก่อน ตำหนักฉางซุนถูกกักบริเวณฝ่าารับสั่งเป็พิเศษให้มอบขนมไหว้พระจันทร์ ให้พวกเ้า ข้าไม่กล้าละเลย รับไป”
ซูเว่ยฉี “ข้าน้อยขอบคุณไท่เจี้ยน”
หลังจากรับของแล้วในขณะที่เดินกลับตำหนักฉางซุนนั้น ได้เดินชนเข้ากับนางกำนัลคนสนิทของหลู่ผิน นางกำนัลผู้นั้นเห็นว่า ซูเว่ยฉีถือขนมไหว้พระจันทร์อยู่ในมือ จึงได้กล่าวถาม
นางกำนัล ขนมไหว้พระจันทร์นี้ เป็ของขวัญวันไหว้พระจันทร์จากฝ่าาให้กับทุกตำหนัก ตำหนักฉางซุนของพวกเ้าทำผิดจนถูกกักบริเวณ จะคู่ควรได้รับของได้เช่นนี้ได้อย่างไร (พร้อมเอื่อมมือไปแย่งกล่องขนมจากซูเว่ยฉี)
ซูเว่ยฉีไม่ยอมให้แย่งไป ถึงกับตบไปที่หน้าของนางกำนัลผู้นั้นอย่างแรง เพี๊ย!!!
นางกำนัล “เ้ากล้าตบข้าหรือ เ้าแค่นางกำนัลรับใช้เหม่ยเหรินที่มีความผผิดเ้ากับตบข้า”
ซูเว่ยฉี “ที่ข้าตบเ้าถือว่ารับโทษเบาแล้ว ขนมไหว้พระจันทร์นี้ เป็ของฝ่าาพระราชทานให้กับเหม่ยเหรินเ้ากล้าแย่งไป ถือว่าทำลายความตั้งใจของฝ่าา ข้าจะไม่ตบเ้าได้อย่างไร (แล้วเดินจากไป)
นางกำนัลผู้นั้นไม่พอใจ ที่ตนโดนทำร้ายจึงรีบกลับไปฟ้องและเล่าเื่ทั้งหมด ให้หลู่ผินนายของตนฟังทันที
หลูผินได้ยินเื่ราวทั้งหมด ไม่พอใจอย่างมาก เกิดความ อิจฉาริษยา
หลู่ผิน “อะไรนะเ้าบอกว่าฝ่าาไม่เพียงแต่ไม่ลดค่าใช้จ่ายของตำหนักฉางซุนแม้แต่ขนมไหว้พระจันทร์ตำหนักฉางซุนก็ได้รับอย่างงั้นหรือ”
นางกำนัล “ใช่เพคะ หม่อมฉันเห็นกับตาของหม่อมฉัน ว่านางกำนัลตำหนักฉางซุน ไปรับเบี้ยหวัดหน่ำซ้ำยังได้ขนมไหว้พระจันทร์ ที่ฝ่าาพระราชทานอีกด้วยเพคะ”
หลู่ผิน “เหม่ยเหริน มีชาติกำเนิดสูงส่งไม่ทรงลงโทษอย่างรุนแรงแค่ลดขั้นและกักบริเวณก็เพียงพอ แต่อย่างน้อยฝ่าาอาจลดความโปรดปรานลงบาง แต่สถานการณ์ในตอนนี้ นี่หรือนางยังจะได้รับความโปรดปรานต่อไป”
นางกำนัล “แต่นั้นเป็ความประสงค์ของฝ่าา พวกเราจะทำอะไรได้เพคะ”
หลู่ผิน “(น้ำเสียงเครียดแค้น)ข้าไม่กล้าขัดฝ่าา แต่ข้าไม่กลัวนาง ข้าจะต้องเอาชนะนางให้ได้ เหม่ยเหริน ไป”