ตอนที่ 5
การกลั่นแกล้งในโรงเรียน
หลังจากลุงกับป้าสะใภ้ของหลี่หรงอี้ถูกตัดสินจำคุก เด็กหนุ่มก็ได้รับการติดต่อผ่านทนายความจากผู้หญิงคนหนึ่ง บอกว่าเป็แม่ของป้าสะใภ้ อยากนัดเจอและพูดคุย แต่เขาปฏิเสธไป
ได้ยินมาว่าลูกชายทั้งสองคนของลุงกับป้าสะใภ้ถูกญาติรับไปดูแล คิดว่าคงเป็ผู้หญิงที่ติดต่อมาไม่ผิดแน่ เพียงแต่เขาไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับคนพวกนี้อีกต่อไป และไม่มีเวลามาสนใจด้วย
หลังจากที่เตะผ่าหมากจ้าวอู๋ซวนจนหน้าเขียวไปวันนั้น เขาก็ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมโปรแกรมฝึกของบอดี้การ์ดตระกูลเหยียน โดยเริ่มจากการฝึกฝนร่างกายเบื้องต้น และค่อย ๆ เรียนรู้ศิลปะการต่อสู้และอย่างอื่น แต่ตอนกลางวันยังคงต้องไปเรียนตามปกติ
หลายปีที่ผ่านมาหลี่หรงอี้ใช้ชีวิตอยู่แต่ในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้ามาโดยตลอด พบเจอผู้คนมาน้อย พอรู้ว่าต้องมาเรียนร่วมกับคนอื่นในโรงเรียนขนาดใหญ่ก็รู้สึกกังวล โชคดีที่บอดี้การ์ดตระกูลเหยียนต่างเอาใจช่วยและช่วยแนะนำหลายสิ่งหลายอย่างให้
“เสี่ยวหรงไม่ต้องกังวล ถ้าถูกรังแกก็สู้กลับได้เลย อย่าไปกลัว” เสี่ยวซุนซึ่งถือว่าตัวเองเป็รุ่นพี่ให้คำแนะนำ ก่อนจะถูกเพื่อนบอดี้การ์ดอีกคนผลักออก
“อย่าไปฟังเสี่ยวซุนพูด ถ้าถูกรังแกก็มาบอกพวกเรา เดี๋ยวพวกเราไปจัดการให้”
“เดี๋ยวฉันจะสอนวิธีเอาชนะให้ แค่ต่อยไปที่…”
บอดี้การ์ดสองสามคนต่างผลัดกันให้คำแนะนำ แต่พอสังเกตเห็นสีหน้าอำมหิตของหัวหน้าต่างก็พากันเงียบปาก และแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเอง
“ไม่ต้องไปฟังที่พวกนั้นพูด การใช้ความรุนแรงไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา” จ้าวอู๋ซวนพูดพลางขมวดคิ้ว เมื่อคิดถึงเื่ที่ตัวเองถูกเตะผ่าหมากไปเมื่อหลายวันก่อน รู้สึกว่าต้องสั่งสอนเด็กน้อยให้อยู่ในร่องในรอย ไม่ให้ใช้ความรุนแรงพร่ำเพรื่อ
“เข้าใจแล้วครับ” หลี่หรงอี้รับคำ แต่คิดในใจว่าถ้าคนอื่นไม่มาหาเื่ก่อน เขาก็จะไม่สร้างปัญหาแน่นอน แต่ถ้ามาหาเื่ เขาก็จะไม่อยู่เฉย
จ้าวอู๋ซวนมองดูท่าทางของเด็กหนุ่มก็รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ให้คำแนะนำเื่สำคัญอย่างอื่นต่อ ก่อนจะไปรายงานเ้านาย
“เป็ไงบ้าง” เหยียนคุนเอ่ยถามความคืบหน้า
“เด็กนี้หัวแข็งและดื้อรั้นไปหน่อย น่าจะสอนยาก ในหัวคิดแต่เื่ต่อสู้”
“นายก็ดูแลและสอนเขาสิ คิดซะว่าเป็หมาแมว ไม่ก็คิดว่าเขาเหมือนแมวที่นายเก็บมาเลี้ยงตอนเด็ก”
พอได้ยินคำพูดของเหยียนคุน จ้าวอู๋ซวนก็ส่ายหน้า คิดในใจว่ามันจะไปเหมือนกันได้ไง เด็กนั่นไม่มีตรงไหนเหมือนแมวที่เขาเคยเลี้ยงสักนิด ถ้าจะเหมือนก็คงเป็แมวป่ามากกว่า
ยิ่งคิดถึงตอนที่ถูกเตะผ่าหมาก เขาก็ส่ายหัว รู้สึกว่าเด็กหนุ่มเหมือนแมวน้อยที่พร้อมจะกางกรงเล็บขู่ได้ตลอดเวลา ทั้งที่เป็แมว แต่กลับคิดว่าตัวเองจะสู้เสือได้…
โรงเรียนมัธยมปลายที่หลี่หรงอี้เข้าเรียน เป็โรงเรียนที่ตระกูลเหยียนให้การสนับสนุน และอยู่ไม่ไกลมาก ใช้เวลาเดินออกจากบ้านและนั่งรถไฟใต้ดินไม่ถึงสามสิบนาที สามารถไปกลับได้โดยไม่ต้องมีคนไปรับไปส่ง
เพราะเข้าเรียนช้ากว่าคนอื่น ทำให้ดูแปลกแยกจากเพื่อนในห้อง ทุกคนต่างจับกลุ่มกัน มีแค่เขาคนเดียวที่ดูโดดเดี่ยวและถูกกีดกัน
“โทษที พอดีมองไม่เห็น”
ขณะที่กำลังเดินเข้าห้องเรียน เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งก็เดินชนหลี่หรงอี้ แล้วเอ่ยขอโทษด้วยใบหน้ากวนโมโห ไม่ได้มีท่าทางเหมือนคนรู้สึกผิดเลยสักนิด ส่วนคนอื่น ๆ ต่างหัวเราะกันสนุกสนาน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพวกเขาตั้งใจชน
เพราะได้รับโภชนาการที่ไม่ดีมาหลายปี ทำให้เขาดูตัวเล็กกว่าเด็กในวัยเดียวกัน ถึง่นี้จะได้รับการดูแลจากคนในตระกูลเหยียนเป็อย่างดี ทำให้พอมีเนื้อมีหนังขึ้นมาบ้าง แต่ถ้าเทียบกับคนอื่นก็ยังตัวเล็กกว่าอยู่ดี ทำให้ตกเป็เป้ารังแกของคนในห้อง
่แรกยังแค่แกล้งเดินชน พอเห็นว่าเขาไม่ตอบโต้ ก็เริ่มเปลี่ยนมาฉีกสมุดจด เอาขยะยัดในโต๊ะ เทน้ำผลไม้ราดโต๊ะเก้าอี้จนเหนียวไปหมด
หลี่หรงอี้ไม่อยากสร้างปัญหาั้แ่เพิ่งเข้าเรียน จึงพยายามไม่สนใจ แค่ทำความสะอาดโต๊ะเงียบ ๆ ไม่ตอบโต้ มีเด็กผู้หญิงบางคนในห้องมองด้วยสายตาเห็นใจ แต่ก็ไม่กล้าพูดหรือทำอะไร เพราะไม่งั้นเธอจะกลายเป็เป้าหมายในการแกล้งไปด้วย
เพื่อนในห้องเห็นเขาไม่ตอบโต้ วันต่อมาจึงแกล้งแรงขึ้น บางคนขยำกระดาษแล้วปาใส่ มีบางคนยื่นเท้ามาตั้งใจจะขัดขาให้เขาล้ม โชคดีที่หลบทัน
“…”
“หลบได้ว่ะ” เพื่อนผู้ชายคนหนึ่งทำเสียงหัวเราะเยาะเย้ยคนที่ตั้งใจจะขัดขา ก่อนที่คนอื่นจะหัวเราะผสมโรงไปด้วย ทำให้คนที่ตั้งใจจะขัดขาหลี่หรงอี้รู้สึกเสียหน้ามาก
หลี่หรงอี้ไม่สนใจเพื่อนในห้อง แต่พอนั่งลงประจำที่และหยิบสมุดหนังสือออกมารออาจารย์เข้าสอนไม่ทันไร คนที่คิดขัดขาก็ลุกขึ้นมายืนหน้าโต๊ะ ก่อนจะหยิบสมุดจดเขามาฉีกต่อหน้า ขยำเป็ก้อนและปาใส่หน้าเขา
เท่านั้นยังไม่พอยังเหยียบเท้าและกระทืบหลายที ก่อนจะหัวเราะ “โทษทีมองไม่เห็น เพราะนายมันจืดจางไปหน่อย”
เพื่อนอีกคนที่นั่งด้านหลังเทน้ำราดศีรษะหลี่หรงอี้ ก่อนจะหัวเราะพร้อมทั้งเอ่ยขอโทษอย่างขอไปที
“โทษที มือลื่น”
เพื่อนในห้องพากันหัวเราะชอบใจ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่รวมหัวกันแกล้งต่างหัวเราะสะใจเป็พิเศษ
หลี่หรงอี้พยายามนับเลขในใจเพื่อสงบสติอารมณ์ เตือนตัวเองว่าอย่าก่อเื่
ถ้าลงมือต้องเป็เื่ใหญ่แน่…
อย่าก่อเื่…
อดทนไว้…
อดทน…
ทนไม่ไหวแล้วโว้ยยยย
ขณะที่คนในห้องกำลังหัวเราะสนุกสนาน เขาก็ลุกขึ้นคว้าศีรษะของคนที่ราดน้ำใส่ตัวเองกระแทกลงบนโต๊ะอย่างแรง แล้วถีบคนที่เหยียบเท้าจนชนโต๊ะข้าง ๆ ล้มระเนระนาด
“!?”
เพื่อนในห้องที่กำลังหัวเราะต่างอ้าปากค้าง ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ
“...”
คนที่โดนจับกระแทกโต๊ะตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก ได้สติกลับมาก็เอามือคลำหน้าผากที่ถูกกระแทกจนเจ็บ ก่อนจะพุ่งเข้าหาหลี่หรงอี้และะโด้วยโทสะ
“แกกล้าทำร้ายฉัน!”
บรรดาเพื่อนร่วมชั้นที่เป็ลิ่วล้อได้สติกลับมาก็รีบเข้ามารุม แต่ก็โดนจัดการถูกเตะต่อยไปหลายคน
ถึงหลี่หรงอี้จะเก่ง แต่โดนคนห้าหกคนรุม ก็มีพลาดพลั้งโดนต่อยบ้าง อารมณ์เขาจึงขึ้นถึงขีดสุด ทั้งเตะทั้งถีบ ออกหมัดต่อยจนนับไม่ถ้วน
เพื่อนผู้หญิงในห้องต่างกรีดร้องเสียงดัง สุดท้ายอาจารย์ต้องเข้ามาระงับเหตุและแยกพวกเขาออกจากกัน
นอกจากผมเผ้ากระเซอะกระเซิงกับมุมปากที่โดนต่อย หลี่หรงอี้ก็ไม่มีแผลที่ไหนอีก ผิดกับเพื่อนร่วมชั้นที่ต่างใบหน้าบวมปูดฟกช้ำ มุมปากมีเืซึม
เพราะเบอร์ติดต่อผู้ปกครองที่ให้ไว้กับทางโรงเรียนเป็เบอร์ของจ้าวอู๋ซวน ชายหนุ่มจึงได้รับการติดต่อจากโรงเรียน บอกว่าหลี่หรงอี้ก่อความวุ่นวายทะเลาะวิวาทกับเพื่อนร่วมชั้น ไม่เห็นอาจารย์และโรงเรียนอยู่ในสายตา
“เกิดอะไรขึ้นครับ?”
พอมาถึงโรงเรียน จ้าวอู๋ซวนก็เอ่ยถามว่าเกิดอะไรขึ้นอาจารย์จึงเล่าให้ฟังว่าหลี่หรงอี้ทำร้ายร่างกายเพื่อนร่วมชั้นหลายคนจนเืตกยางออก
“นักเรียนหลายคนถูกทำร้ายจนาเ็…”
“สาเหตุที่ทะเลาะวิวาทเกิดจากอะไรครับ คงไม่มีใครก่อความวุ่นวายหรือใช้ความรุนแรงโดยไม่มีสาเหตุ” เมื่อเห็นอาจารย์ไม่พูดถึงสาเหตุ เขาจึงเอ่ยถามซ้ำอีกครั้ง
“คือว่า…” อาจารย์คิดจะพูดอะไรบางอย่าง แต่โดนสายตาจ้าวอู๋ซวนข่มขวัญ จึงพูดไม่ออก
“เกิดอะไรขึ้น?” จ้าวอู๋ซวนไม่สนใจท่าทางอึกอักของอาจารย์ หันมาถามหลี่หรงอี้แทน
“พวกเขาแกล้งผมก่อน…”
หลี่หรงอี้จึงเล่าเื่ที่ตัวเองโดนแกล้งั้แ่วันแรกที่เข้าเรียน รวมไปถึงเื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้ด้วย
“ไม่มีเื่แบบนั้น…” อาจารย์ได้ยินแล้วก็อึกอักพยายามจะบอกว่าไม่มีเื่แบบนั้น
เพื่อนร่วมชั้นที่เพิ่งออกจากห้องพยาบาลก็คิดจะปฏิเสธ บอกว่าไม่ได้ทำ ไม่เชื่อไปถามทุกคนในห้องได้ เขาเชื่อว่าเพื่อนในห้องต้องไม่มีทางพูดความจริงออกมาแน่
แต่ยังไม่ทันได้ปฏิเสธก็ถูกสายตาและท่าทางของผู้ชายสูงใหญ่ตรงหน้าข่มขวัญจนกลายเป็พยักหน้ายอมรับไปโดยไม่รู้ตัว
“ดูเหมือนปัญหาจะไม่ได้อยู่ที่เด็กบ้านผมนะครับ” จ้าวอู๋ซวนจึงหัวเราะเสียงเบา ก่อนจะพูดพร้อมรอยยิ้ม แต่เป็รอยยิ้มที่ชวนให้ขนลุกอย่างน่าประหลาด
“...”
หลี่หรงอี้ได้ยินคำว่าเด็กบ้านผมก็รู้สึกแปลก ๆ ในใจอบอุ่นขึ้นมาบอกไม่ถูก
อาจารย์ได้ยินแบบนั้นก็พยายามหาข้ออ้างอีกหลายประโยค พอดีกับที่ผู้ปกครองของเด็กหลายคนได้ยินว่าลูกของตัวเองถูกทำร้ายร่างกายรีบร้อนมาที่โรงเรียน ก่อนจะเข้ามาโวยวายโดยไม่ถามไถ่เหตุผล คิดว่าลูกตัวเองถูกรังแก จะเอาเื่ให้ถึงที่สุด
ผู้ปกครองบางคนเรียกร้องให้ไล่หลี่หรงอี้ออก
ผู้อำนวยการที่รีบร้อนมาพยายามไกล่เกลี่ย บอกจะจัดการเื่นี้ให้ดีที่สุด
เพราะหนึ่งในผู้ปกครองของนักเรียนเป็คนมีอิทธิพลและมีหน้ามีตาในสังคมระดับหนึ่ง อีกทั้งยังบริจาคให้โรงเรียนบ่อย ๆ พฤติกรรมเกเรออกนอกลู่นอกทางของลูกชายพวกเขาจึงถูกมองข้ามหลายครั้ง
ผู้อำนวยการไม่กล้าเมินเฉยพวกเขา ได้แต่หันมาพูดกับหลี่หรงอี้
“ถึงจะไม่ใช่ความผิดของนักเรียนหลี่ทั้งหมด แต่เธอลงมือทำร้ายร่างกายเพื่อนร่วมชั้นก่อน ที่นี่คงไม่เหมาะกับเธอ..”
พูดอ้อมค้อมมากมาย สุดท้ายคืออยากให้ย้ายโรงเรียน
จ้าวอู๋ซวนที่ฟังคำพูดของผู้อำนวยการก็หัวเราะออกมา ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเ็า
“เพิ่งรู้ว่าโรงเรียนที่ตระกูลเหยียนให้การสนับสนุนมาตลอด แต่คนตระกูลเหยียนกลับไม่สามารถเข้าเรียนได้”
พอทุกคนได้ยินชื่อตระกูลเหยียนก็ใอ้าปากค้าง เริ่มสังหรณ์ใจไม่ดี ผู้อำนวยการรีบละล่ำละลักถามอย่างตื่นตระหนก
“คะ..คุณคือคนของตระกูลเหยียน?”
จ้าวอู๋ซวนไม่ตอบรับ แต่ดึงปกเสื้อให้เห็นเข็มกลัดที่มีสัญลักษณ์ของตระกูลเหยียนอยู่ ปกติแล้วคนตระกูลเหยียนจะถูกย้ำเตือนไม่ให้อวดสถานะเพื่อให้ได้สิทธิ์พิเศษเหนือคนอื่น แต่ครั้งนี้เห็นทีจะไม่ได้
“...”
ทุกคนในห้องตอนแรกไม่ได้สังเกต แต่พอเห็นสัญลักษณ์บนเข็มกลัดตรงปกเสื้อชัดเจนก็เหงื่อตก รีบร้อนขออภัย
ผู้ปกครองที่ยังโวยวายเมื่อครู่รีบกดหัวลูกชายให้ขอโทษ ถึงเขาจะดูมีหน้ามีตาและบารมี แต่ถ้าเทียบกับตระกูลเหยียนแล้วไม่นับว่าเป็อะไรเลย แม้แต่ตระกูลชั้นนำแถวหน้าของเยี่ยนจิงเขายังไม่ติดอันดับด้วยซ้ำ!
ปกติลูกชายมักชอบมีเื่ชกต่อยหรือมีปัญหากับคนอื่น เขาล้วนใช้เงินแก้ปัญหาทั้งนั้น ไม่คิดว่าครั้งนี้ลูกชายจะเตะเจอแผนเหล็กเข้า!
ผู้อำนวยการแทบจะทรงตัวไม่อยู่ ถ้ารู้แต่แรกว่าเป็คนจากตระกูลเหยียน เขาคงกำชับอาจารย์ประจำชั้นให้ดูแลอย่างดี ทำไมตอนย้ายเข้ามาถึงไม่บอกว่าเป็คนของตระกูลเหยียน!
จ้าวอู๋ซวนเห็นท่าทางของทุกคนในห้องก็ไม่พูดอะไรอีก ลุกขึ้นยืนและเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเ็า “ถ้าไม่มีเื่อะไรแล้ว ผมขอพาเด็กผมกลับเลยแล้วกัน”
พูดจบก็ไม่รอให้คนอื่นตอบรับ เรียกหลี่หรงอี้ให้กลับทันที
“เดี๋ยวก่อนครับ!” ผู้อำนวยการพยายามร้องเรียกและวิ่งตาม แต่เพราะรูปร่างที่ค่อนข้างท้วมและขาดการออกกำลังกาย ทำให้วิ่งตามไม่ทัน ได้แต่หันมาถลึงตาใส่อาจารย์ประจำชั้นด้วยความโมโห
พวกเราจบเห่แล้ว!
ส่วนเด็กที่ถูกหลี่หรงอี้จับหัวกระแทกโต๊ะและถูกผู้ปกครองบังคับให้ก้มหัวขอโทษ ได้แต่กัดฟันและมองตามหลังหลี่หรงอี้ด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย
ขณะนั่งรถกลับบ้าน บรรยากาศเงียบจนได้ยินเสียงหายใจ ไม่มีใครปริปากพูดอะไร จ้าวอู๋ซวนเองก็ไม่ได้เอ่ยปากถามหรือซักไซ้ไล่เลียง เอาแต่ขับรถเงียบ ๆ
“ขอโทษที่ก่อเื่และสร้างปัญหาครับ ทำให้คุณต้องวุ่นวายและเสียเวลา” หลี่หรงอี้ก้มหน้าสำนึกผิดอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยปากขอโทษ
“การใช้ความรุนแรงหรือการทำร้ายร่างกายคนอื่นเป็เื่ไม่ดี รู้ตัวว่าผิดก็ดีแล้ว” จ้าวอู๋ซวนพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่พอเห็นเด็กหนุ่มยิ่งก้มหน้ามากกว่าเดิม ก็ถอนหายใจก่อนจะพูดต่อ
“แต่การที่ถูกรังแกแล้วไม่ตอบโต้ ยอมให้คนอื่นรังแกก็ไม่ใช่เื่ดีเช่นกัน กับคนบางจำพวก ถ้าพวกเรายอมอ่อนข้อให้ เขาก็จะยิ่งได้ใจและทำรุนแรงขึ้น ดังนั้นการโต้กลับจึงเป็ทางเลือกที่ดี…”
“ครับ”
“แต่จำไว้ว่าไม่ใช่ว่าจะใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาได้ทุกครั้ง ครั้งนี้ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร ไม่ต้องกังวล เธอทำถูกแล้ว”
การกลั่นแกล้งในโรงเรียนถือเป็เื่ใหญ่ หลายปีก่อนมีเด็กถูกเพื่อนในห้องกลั่นแกล้ง อาจารย์และผู้ปกครองล้วนเพิกเฉยไม่สนใจ คิดว่าไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร สุดท้ายเด็กคนนั้นก็ฆ่าตัวตาย ถึงได้กลายเป็เื่ใหญ่ขึ้นมา แต่ถึงอย่างนั้นการกลั่นแกล้งในโรงเรียนก็ยังมีให้เห็นอยู่ดี
พอเห็นว่าตัวเองไม่ได้ถูกตำหนิ และจ้าวอู๋ซวนไม่ได้มีท่าทีรำคาญหรือกล่าวโทษว่าสร้างปัญหา บวกกับคำพูดของชายหนุ่มก่อนหน้านี้ ทำให้หลี่หรงอี้ก็รู้สึกอบอุ่นในหัวใจบอกไม่ถูก
ั้แ่เกิดมา นอกจากพ่อแม่แล้ว เป็ครั้งแรกที่เขาััได้ถึงความอบอุ่นแบบนี้…
โปรดติดตามตอนต่อไป
การกลั่นแกล้งในโรงเรียนเป็ปัญหาที่เจอบ่อย ไม่ว่าจะเป็โรงเรียนใหญ่หรือเล็ก ถือเป็ปัญหาใหญ่มาก ทั้งครูและผู้ปกครองควรดูแลและเอาใจใส่ร่วมกัน ครูบางคนเพิกเฉย (ย้ำว่าบางคนนะคะ ไม่ได้เหมารวม) คิดว่าเป็แค่เื่เล็กน้อยเลยไม่สนใจ แต่สำหรับเด็กที่โดนแกล้งมันเป็เื่เลวร้ายมาก บางคนไม่อยากไปโรงเรียน บางคนถึงขั้นคิดสั้นก็มี
ตอนเราเรียนชั้นประถม เคยถูกเพื่อนผู้ชายที่เป็หัวโจกในห้องแกล้ง ทั้งดึงผม เปิดกระโปรง ผลัก บางครั้งก็โยนหนอนแก้วใส่ (หนอนผีเสื้อตัวใหญ่สีเขียว ตาโตๆ ที่บางคนเรียกหนอนชาเขียว) ไม่ก็เอาใส่ในโต๊ะ เราเคยฟ้องครูหลายครั้ง แต่ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ครูแค่เตือนว่าอย่าแกล้งเพื่อน พอบอกที่บ้าน พวกผู้ใหญ่ก็จะคิดว่าเด็ก ๆ แค่เล่นกัน
มีอยู่ครั้งหนึ่งเราโดนผลักด้านหลังอย่างแรง รู้สึกทนไม่ไหว ไม่รู้อะไรเข้าสิง หันหลังกลับไปถีบเด็กคนนั้นอย่างแรง อึ้งกันทั้งห้อง 5555 เด็กผู้ชายคนนั้นก็ใจนพูดอะไรไม่ออก จำไม่ได้ว่าตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง รู้แค่ว่าตีกันนัวเลยค่ะ ทั้งหยิกทั้งข่วน จนเพื่อนในห้องรีบไปตามครูมาแยก จากนั้นก็โดนไม้เรียวไปคนละสามที จำได้แม่นเพราะเป็ครั้งแรกที่ถูกเชิญผู้ปกครอง 5555
หลังจากวันนั้นเด็กผู้ชายคนนั้นก็ไม่แกล้งเราอีกเลย แค่มีล้อเลียนบ้าง เวลาเห็นหน้าเราก็จะล้อเลียนแล้ววิ่งหนี แรก ๆ เรายังวิ่งไล่ด้วยความโมโหบ้าง หลัง ๆ มาก็ไม่สนใจ เขาก็เลิกไปเอง (มารู้ที่หลังว่ามันแอบชอบเรา เพราะตอนจะจบป.6 มันมาสารภาพ หัวจะปวดมากค่ะ ชอบแล้วมาแกล้งเนี่ยนะ แบบนี้มันชวนให้เกลียดมากกว่าจะชอบกลับอีก เพราะเราก็เกลียดมันจนเรียนจบเลย 5555)
ที่เล่ามาไม่ใช่ว่าจะสนับสนุนให้ใช้ความรุนแรงนะคะ แต่บางครั้งถ้าเราเอาแต่ยอมอ่อนข้อโดยไม่ทำอะไร เราก็จะถูกกระทำอยู่ร่ำไปค่ะ การที่เราใจดีหรืออ่อนโยนเกินไปบางครั้งก็ถูกรังแกหรือเอาเปรียบได้ง่าย
เราจะสอนหลาน ๆ เสมอว่า ถ้าไปโรงเรียนแล้วถูกเพื่อนแกล้ง อันดับแรกให้บอกเพื่อนก่อนว่าทำแบบนี้ไม่ดีนะ เราเจ็บ เราไม่ชอบ แต่ถ้าเพื่อนไม่หยุดก็ให้ไปฟ้องครู ถ้าฟ้องครูแล้วยังไม่หยุด พอถูกแกล้งอีกก็ให้สู้กลับได้เลย หยุมหัวมาหยุมหัวกลับได้เลย (เด็กอนุบาลมักชอบดึงผมไม่ก็ผลักเพื่อน)