บทที่ 3 โจรป่า
หนิงเฟิ่งถือห่อเนื้อชิ้นโตเดินทอดน่องมาถึงบ้านเก่ากลางใหม่ที่มีนางและมารดาอาศัยอยู่กันเพียงสองคนในละแวกตรอกทางเดินยังมีเพื่อนบ้านที่เห็นหน้าคร่ากันเป็ประจำ บ้างกล่าวทักทายกันตามประสาอยู่หลายประโยค
ขณะซินยี่ที่กำลังปัดกวาดลานบ้านไม่ให้ดูรกตาเผยรอยยิ้มออกมาเมื่อพบหน้าของบุตรสาวที่กลับมาจากทำงาน
เมื่อครู่นางไปจับกลุ่มสนทนากับสตรีในตรอกจึงได้รับฟังข่าวใหญ่ในเมืองเฉียงตู ที่กำลังร้อนแรงอยู่ ณ ตอนนี้ ข่าวของท่านโหวกำลังมองหา สตรีที่เพียบพร้อมไปเป็ภรรยารวมถึงตอนนี้แม่สื่อต่างวิ่งกันให้วุ่นเพื่อคัดเลือกคุณหนูแต่ละจวนให้เข้าตาท่านโหว
สำหรับคนเป็แม่อย่างซินยี่มีหรือจะพลาดข่าวใหญ่นี้ รวมถึงจ้างนักวาดภาพมาวาดภาพเหมือนของบุตรสาวเพื่อส่งให้กับแม่สื่อเผื่อว่าถูกตาต้องใจท่านโหว
ถึงแม้ว่าชาติตระกูลจะต่ำต้อยแต่ความงามบุตรสาวนั้นย่อมเป็ที่ต้องตาต้องใจของบุรุษแน่เพราะอย่างน้อยคนจวนโหวก็จะต้องคำนึงถึงอนาคตของบุตรที่จะเกิดมา
“ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้วเ้าค่ะ วันนี้มีเนื้อติดมือมาด้วย ข้าอยากกินหม้อไฟ” หนิงเฟิ่งเข้าสวมกอดมารดาจากด้านหลัง พร้อมกับหอมแก้มมารดาฟอดใหญ่
“เ้านี่น่าทำตัวเป็เด็กๆไปได้ เข้าบ้านก่อนเถิด วันนี้แม่มีข่าวดีจะบอกเ้า!”
เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางของมารดาคงหนีไม่พ้นการเลือกคู่ครอง หนิงเฟิ่งเข้านั่งขณะที่มารดารีบรินน้ำให้ดื่ม ก่อนที่นางจะเดินหลบเข้าไปด้านใน นำอ่างล้างมือมาให้บุตรสาว ความผิดปกติของมารดาเพียงไม่กี่ชั่วยามทำให้หนิงเฟิ่งเริ่มระแวงขึ้นมา
“เฟิ่งเอ๋อร์ของแม่ล้างมือก่อน” ซินยี่ฉีกยิ้มอย่างเบิกบานมือค้ำคางมองบุตรสาวที่อยู่ในวัยที่งดงาม
“ท่านแม่ มีสิ่งใดหรือเ้าคะ”
“เื่จวนโหว แม่ได้ยินข่าวมาพวกเขากำลังเฟ้นหาหญิงงามเพื่อไปเป็ฮูหยินทั้งนี้แม่สื่อได้นำภาพเหมือนของหญิงงามพร้อมทั้งประวัติส่งไปที่จวนโหวและแม่เองก็”
ซินยี่ยังกล่าวไม่ทันจบหนิงเฟิ่งได้นำเงินถุงหนักมาวางตรงหน้ามารดาพอที่จะทำให้หยุดปากของมารดาได้เพียงชั่วครู่
“เหตุใดถุงเงินถึงหนักเช่นนี้เล่า?”
“คนจวนโหวได้ว่าจ้างให้ข้าพูดเื่ บุรุษกล้าไร้หญิงงามเคียงข้าง ความหมายแอบแฝงคือ ประกาศหาสตรีที่เหมาะสม ทั้งที่จวนโหวสามารถบอกผ่านแม่สื่อไปก็ได้ แต่ไม่ทำท่านรู้หรือไม่ว่าเป็เพราะเหตุใด”
“เ้าพูดมีเหตุผล ว่าแต่เ้ารู้สิ่งใดมา..” หนิงเฟิ่งกวาดตาโดยรอบทำให้มารดาอยากรู้ยิ่งขึ้น
ซินยี่ขยับเก้าอี้เข้าหาบุตรสาวเล็กน้อยพร้อมกับเอียงหูฟัง ว่าเื่ราวแท้ที่จริงว่า มีความเป็มาเช่นไรส่วนหนิงเฟิ่งทอดถอนใจหนึ่งครั้ง ก่อนที่จะกล่าวกับมารดาต่อ..
“เมื่อท่านแม่รู้แล้ว ท่านต้องรับปากข้า ว่าจะไม่แพร่งพรายเื่นี้ให้ใครได้รู้เข้าใจหรือไม่”
ผู้เป็มารดาพยักหน้าถี่ๆสีหน้าแสดงถึงความอยากรู้ขึ้นมาหลายส่วนแน่นอนว่าบุตรสาวของนางไม่ใช่คนที่กล่าวเท็จ ดังนั้นจึงเชื่อถือได้..
“คืออย่างนี้เ้าค่ะ การหาคู่ครั้งนี้คือฉากบังหน้าเพื่อกลบเกลื่อนเื่ที่ว่าเขาเป็ต้วนซิ่ว ท่านแม่ลองคิดดูหากมีสตรีนางใดแต่งเข้าจวนโหวไป พอนานๆ เข้า พวกเขาจะต้องหาข้ออ้างมากล่าวร้ายต่อสตรีนางนั้น ว่าเป็แม่ไก่ออกไข่ไม่ได้ทั้งๆที่ตนเองไร้ความสามารถโดยแท้ ไม่ช้าก็เร็ว สตรีนางนั้นจะต้องถูกขับออกจากจวนถูกผู้คนตราหน้า หากนางผู้นั้นเข้มแข็งก็ดีไปหากคนที่หัวอ่อนคงไม่แคล้วต้องผูกคอตาย”
“ที่เ้าพูดมาเป็จริงหรือ”
“เงินค่าจ้างอยู่ตรงหน้า จะไม่จริงได้อย่างไร อีกอย่างเมื่อหลายปีก่อนมีสาวใช้ถูกไล่ออกจากจวนเหลือไว้แค่บุรุษกำยำนี่ยังไม่ชัดเจนอีกหรือ เอาละ! ข้าไม่พูดกับท่านแล้ว เดี๋ยวข้าไปเก็บหน่อไม้บนเขาแล้วจะรีบกลับมาช่วยท่านทำมื้อเย็น”
เมื่อกล่าวจบนางจึงเดินไปหยิบตะกร้าที่อยู่มุมห้องขึ้นสะพายหลังแล้วเดินจากไป โดยไม่ได้ทันสังเกต สีหน้าของมารดาว่าย่ำแย่เพียงใด
ซินยี่มีใบหน้าแข็งค้างนึกโล่งอกขึ้นมาที่รู้ความลับนี้ ยังดีที่บุตรสาวได้เล่าเื่ที่แท้จริงให้นางฟังมิเช่นนั้นบุตรสาวจะต้องประสบชะตาเดียวกับนางเป็แน่
“โถ่เอ๊ย! ว่าที่บุตรเขยของข้า เหตุใดเป็ต้วนซิ่วไปได้ไม่ได้การเื่นี้จะเก็บไว้ให้มิด”
หลังจากเห็นบุตรสาวเดินไปไกลมากนางทำได้แต่ตีอกชกลม กับข่าวลือที่เชื่อถือไม่ได้ที่ตนได้ฟังมา ก่อนจะนึกบางอย่างออกมา
‘แย่แล้วภาพเหมือนของเฟิ่งเอ๋อร์’ เมื่อครั้งนึกขึ้นได้ ทำให้ซินยี่เริ่มเป็กังวล พระอาทิตย์ยังไม่ตกดินยังพอมีเวลาที่จะไปตามเอาภาพเหมือนที่ส่งให้แม่สื่อกลับมาเมื่อคิดได้ซินยี่รีบผลัดเปลี่ยนอาภรณ์แล้วตรงไปที่เรือนแม่สื่ออันดับหนึ่งเพื่อจะตามเอาภาพเหมือนของบุตรสาวกลับคืนมา
ณ ูเารกร้าง
ไผ่เขียวขึ้นหนาแน่นอีกทั้งชายชุดดำนับสิบคน กำลังรายล้อมชายหนุ่มร่างสูงกำลังโบกพัดคลายร้อนสีหน้ายังคงความเบื่อหน่ายกับนักฆ่าที่คิดจะสังหารเขาไม่จบไม่สิ้น สายตาเคลื่อนไปที่คนของตนเป็การออกคำสั่งให้คนติดตามเข้าจัดการคนพวกกลุ่มนักฆ่านี้เสีย
“นายท่านจะเก็บไว้ไต่สวนสักคนหรือไม่ขอรับ”
“ตามแต่พวกเ้าจะเห็นสมควร”
รอยยิ้มร้ายกาจผุดขึ้นก่อนที่จะมองชายชุดดำด้วยความเหยียดหยัน เขาอุตส่าห์ถอนตัวออกมาแต่คนพวกนั้นยังไม่คิดที่จะรามือจากเขาเห็นทีจะต้องตักเตือนกันอีกสักครั้งและนี้จะเป็ครั้งสุดท้ายหากมีครั้งต่อไปคงไม่แคล้วที่จะต้องส่งคนที่บงการลงนรกด้วยตัวของเขาเอง
เสียงกระบี่ของคนสนิทตวัดกวาดแกว่งไปที่ชายชุดดำส่วนผู้เป็นายได้แต่ยืนนิ่ง สายลมวูบไหวกระบี่เล่มหนึ่งพุ่งมาที่ชายหนุ่ม แต่ทว่าถูกพัดโบกไปเพียงเล็กน้อย เหล็กกล้านั้นได้หวนคืนสู่ผู้เป็เ้าของทุกพลันอย่างสงบลง
“นำศีรษะของคนพวกนี้คืนสู่เ้าของ แล้วก็เก็บกวาดเศษซากนี้ให้เรียบร้อย”
“ขอรับ”
หนิงเฟิ่งที่ซ่อนตัวอยู่พุ่มไม้ใกล้ๆกัดเปลือกหน่อไม้ไว้แน่น เพื่อไม่ให้ตนเองส่งเสียงให้เป็จุดสนใจของกลุ่มโจรพวกนั้นเดิมทีนางเป็ผู้ที่มีจินตนาการสูง แต่กลับสูงขึ้นไปอีก เมื่อเจอเื่ไม่คาดฝัน
‘โจรแบ่งผลประโยชน์กันไม่ลงตัว จึงเกิดการสังหารกันขึ้นแล้วเหตุใดคนเช่นข้าจะต้องมาเจอเหตุการณ์บัดซบนี้ด้วย’
หญิงสาวที่ซ่อนตัวในพุ่มไม้สั่นเทาต่อภาพเหตุการณ์ที่ตนพบเห็นตงตงเฉียนที่เห็นสิ่งผิดปกติเพ่งมองไปยังพุ่มไม้ที่สั่นไหวเล็กน้อยจึงทะยานตัวขึ้นต้นไม้สูง เพื่อหลอกล่อให้อีกฝ่ายออกมา
หนิงเฟิ่งโผล่หน้าออกมาสำรวจดูพบว่าไม่มีผู้ใดอยู่แล้วจึงถอนใจโล่งอก ‘เหตุการณ์ครั้งนี้นางจะต้องไปแจ้งทางการ ให้จับตัวโจรชั่วให้ได้เพื่อความผาสุกของคนที่มาเก็บหน่อไม้และคนหาของป่า เพื่อไม่ให้ได้พบเจอเหตุร้ายเช่นนี้อีก’ ไม่รู้ว่านางอยากเป็พลเมืองดีั้แ่เมื่อใด จึงคิดได้เช่นนั้น
ขณะที่กำลังจะออกแรงวิ่งหนีทว่ากลับขากลับก้าวไม่ออก เมื่อโจรหนุ่มผู้นั้นได้ทะยานลงมาราวกับตนเองคือเทพเซียนแต่สำหรับหนิงเฟิ่ง เขาคือโจรูเา และเขากำลังคิดฆ่านางเพื่อปิดปาก
วิธีการเอาตัวรอดในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ ทำได้เพียงแค่ ‘แสร้งตาบอด’ เพื่อให้อีกฝ่ายตายใจว่านางไม่ได้รู้เห็นการกระทำอันชั่วช้าของเขา
“แม่นางเหตุใดถึงมาอยู่ป่ารกร้างตามลำพังเช่นนี้” ชายหนุ่มกล่าวยิ้มๆ แม้จะดูออกว่านางเสแสร้งแกล้งทำ
“ข้าตาบอดเดินหลงมา พี่ชายเหตุใดท่านถึงมาในที่รกร้างกลางป่าเขาเช่นนี้ปกติเข้ามาเก็บหน่อไม้ไม่ค่อยได้พบเจอผู้คนเลย” นางทำทีคลำหาไม้นำทาง
“มาเก็บหน่อไม้หรือ?”
ชายหนุ่มย่างเดินย่างสามขุมเข้ามาใกล้ๆสายตาสำรวจตะกร้าที่นางแบกไว้ พร้อมกับยกยิ้มที่มุมปาก ‘นางคงพบเหตุการณ์โดยบังเอิญ จึงคิดหาทางเอาตัวรอดก็เป็ได้ช่างเถิดแค่สตรีนางเดียว ข่มขู่นางให้กลัวแล้วค่อยปล่อยไปก็แล้วกัน’
ดวงตาอำมหิตจับจ้องที่หญิงสาวก่อนจะนำมีดที่พกติดตัวออกมา ค่อยๆก้าวเข้าหาอย่างเชื่องช้าตรงกันข้ามกับหญิงสาวที่ก้าวถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว
“น้องสาว เห็นสิ่งใดหรือไม่”
“ไม่ๆ ขะ ข้า ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น!”
หนิงเฟิ่งตอบตะกุกตะกัก ‘โจรชั่วนี่คงเห็นว่าข้ามีหน้าตางดงาม แล้วคิดจะย่ำยีข้าจากนั้นก็จะสังหารข้าเพื่อปิดปากใช่หรือไม่’ หนิ่งเฟิ่งได้แต่คิด
ส่วนเขาเองก็ไม่ต่างกัน‘เมื่อครู่นางบอกว่าตนเองตาบอดเดินหลงทางมาแต่ตอนนี้กลับถอยห่างราวกับคนตาดีต่อให้มองจากระยะทางร้อยลี้ก็ดูออกว่าหญิงสาวตรงหน้าเสแสร้ง’
“โอ! เ้าตาบอดเช่นนี้เกรงว่าถ้าลงจากเขาสูงคงจะลำบากไม่น้อย มิสู้ให้ข้าไปส่งที่บ้านดีหรือไม่”
“ไม่! ไม่เป็ไรเ้าค่ะ ข้าชินทางเสียแล้วอีกอย่างตอนนี้ใกล้มืดแล้ว ข้าคงขอตัวก่อน”
ขณะที่นางกำลังจะจากไปชายหนุ่มกลับรีบมาขวางทางเอาไว้ ทำให้หญิงสาวหยุดชะงัก ฝืนยิ้มให้อีกฝ่าย
“ช้าก่อนแม่นาง เ้าบอกว่าหลงทางในคราแรกแต่ตอนนี้กลับบอกว่าชินทางเสียอย่างนั้น หรือว่า..”
“คือว่า ข้ามีไม้นำทาง แต่ตอนนี้ทำหล่นหายไป วานพี่ชายช่วยหาทีเ้าค่ะ! เอ่อ บางทีอาจจะอยู่ตรงนั้น”
มือเรียวแสร้งชี้มือไปยังท่อนไม้ที่วางอยู่ใกล้ๆพร้อมเล่นงิ้วต่อ.. ชายหนุ่มลังเลชั่วครู่ก่อนที่จะก้มลงไปเก็บไม้เท้านำทางที่ว่าแล้วส่งให้
แต่ไม่ทันที่จะคว้าไม้มาไว้ในมือ ฝ่าเท้าของอีกฝ่ายถีบเข้าสะโพกจากทางด้านหลังเต็มแรงโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัวอีกทั้งหน่อไม้แข็งที่ฟาดลงมาที่ศีรษะอย่างไม่ออมแรงทำให้ชายหนุ่มล้มหน้าคว่ำไปที่พื้น
“ถุย! โจรราคะ”
ทันทีที่เงยหน้าขึ้นมาหญิงที่อ้างว่าตัวว่าตาบอดกลับวิ่งหน้าตั้งจากไปเสียแล้วเสียงร้องของนางยังดังแว่วไปทั่วผืนป่า
“ข้าจะไปแจ้งทางการ ให้มาจับเ้าเข้าคุกไปเสีย เ้าคนถ่อย”