ตะวันสีทอง (จบ)

    บทที่ 10

    แรนส์ แมคเควด สูดลมหายใจลึก เมินหน้าไปเสียทางหนึ่งความหงุดหงิดประทับรอยอยู่บนริมฝีปาก"แล้วรถแทรกเตอร์อยู่ไหน? " คำถามนั้นเขาถามพอร์เตอร์"จอดอยู่เกือบกึ่งทางที่ยกร่องไว้แล้วน่ะครับ" คนงานเอี้ยวตัวไปมองข้างหลังประกอบคำอธิบาย"ฉันต้องการให้แกกลับไปที่รถแทรกเตอร์ แล้วก็..." แรนส์เอ่ยขึ้น"ผมไม่มีกุญแจครับ" จอห์นพูดสวนขึ้น รีบหลบสายตาคมปลาบที่มองมา"จอห์นน่ะเขาไม่เต็มใจเลยที่จะหยุดไถไร่ เพราะคุณออกคำสั่งให้เขาเป็นคนทำ" ลาร่าอธิบายขึ้น "ฉันก็เลยเอากุญแจมาเสียจากเขา"กรามของเขานูนขึ้นเป็นสัน ขณะที่ แรนส์ แมคเควดเบือนหน้ามามองเธอด้วยสายตาเยือกเย็น"งั้นขอกุญแจให้ผมได้ไหมครับ คุณนายคอชแรนส์? "แววแห่งความมีชัย ฉายแสงวาบขึ้นในดวงตาคู่สีเขียวซึ่งเธอก็ปิดบังไว้เสียด้วยแผงขนตาสีทอง แทบจะไม่เชื่อว่าเขาจะยอมแพ้อย่างง่ายดายเช่นนี้ การกล่าวอ้างถึงความประสงค์ของพ่อเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จของเธอจริงๆ ลาร่ายื่นกุญแจที่ถืออยู่ในมือให้เขา"ฉันรู้ว่าถ้าได้อธิบายให้คุณฟังแล้ว คุณจะต้องเข้าใจนะคะคุณแมคเควด" เธอพูดอย่างซาบซึ้งในน้ำใจของเขาแต่คำพูดประโยคนั้นกลับนำมาซึ่งรอยยิ้มเยาะ แรนส์แมคเควด รับกุญแจดอกนั้นคืนมา และกลับส่งให้กับจอห์น"เอ้า..." แรนส์พูดสั้นๆ "เสียเวลาไปมากแล้ว กลับไปที่แทรกเตอร์แล้วก็ไถๆ ให้มันเสร็จเสียที"เช่นเดียวกันกับลาร่า จอห์นได้แต่จ้องมองเขาอย่างไม่เชื่อหู ลารำนั้นโทสะพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที เมื่อเห็นว่าคำอธิบายของเธอไม่ได้มีความหมายอะไรสำหรับเขาเลย เธอออกจะโง่ไปสักหน่อยถ้าจะคิดว่าตัวเองสามารถชี้แจงแสดงเหตุผลกับคนยโสอวดดี เช่น แรมชั่ม แมคเควดได้ และยังหลงกลยื่นกุญแจคืนให้เขาอีกด้วยมือไปรับกุญแจอย่างงงันนั้น นิ้วของเธอรัดรอบด้ามแส้ไว้แน่นแส้ที่ใช้สำหรับบังคับม้าทำอยู่ในมือ ขณะที่จอห์นเอื้อมและด้วยฤทธิ์โทสะ ที่เออตวัดแส้ลงไปบนหลังมือที่ยื่นกุญแจดอกนั้นส่งให้กุญแจตกลงบนพื้นดินที่ไถไว้แล้วทันที เสียงแรนส์สบถคำหยาบออกมา ใบหน้าคล้ำลงด้วยความกราดเกรี้ยวลมหายใจของลาว่าก็หอบกระชั้น แต่ใบหน้าสงบเยือกเย็นนัก คางเชิดขึ้นราวจะท้าทายบรรยากาศตึงเครียดขึ้นกว่าเดิม เธอชำเลืองตามองปราดไปยังรอยแส้สีแดงบนหลังมือของเขา ซึ่งบัดนี้มือร้างนั้นกำแน่น ลาร่ามองเห็นสายตาของจอห์นที่มองคนนั้นทีคนนี้ทีด้วยความอึดอัดไม่แน่ใจ แรนส์เองก็ไม่ได้ลืมว่ามีเขายืนรวมอยู่ในที่นั้นด้วย"ฉันทิ้งกุญแจคาไว้ในรถทรัค จอห์น" ดวงตาที่เป็นประกายกล้าของเขามิได้ละจากใบหน้าของลาร่าเลย "ขับกลับไปที่โรงงาน รายงานเรื่องให้คลีฟรู้"ลาร่ามิได้แปลความหมายในคำสั่งของเขาผิดไปเลยว่าแรนส์กำลังจะยอมให้คาโต้กลับมาไถได้ดังเก่า เพียงแต่เขาต้องการจะไล่จอห์นไม่ให้รู้เห็นในการเป็นปากเสียงที่กำลังจะเกิดขึ้นเท่านั้น เธอไม่สงสัยว่า ความสุภาพจะต้องสิ้นสุดลงทันทีเมื่อจอห์นจากไปแล้ว โทสะแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย เธอจะไม่ยอมให้เขามาข่มขู่ได้เป็นอันขาดจอห์นถ่มเศษยาเส้นลงบนพื้นอีกครั้ง ชำเลืองตามองนายสาว รู้สึกราวตัวเองถูกฉีกทึ้งระหว่างความจงรักภักดีในตัวบุคคลทั้งสอง เขารู้จักลารำมานาน จนรู้สึกไม่เต็มใจที่จะทิ้งเธอไว้กับแรนส์ แมคเควดตามลำพัง แต่ขณะเดียวกัน เขาก็ไม่อยากเสี่ยงกับการที่จะต้องสูญเสียหน้าที่การงานไป ในเมื่อครอบครัวที่กำลังขยายตัวออกขึ้นอยู่กับเงินที่เขาหามาเลี้ยงชีพลาร่าพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาตเพียงเบาๆ แทบจะมองไม่เห็นซึ่งเป็นสัญญาณให้จอห์นไปได้ เธอได้ตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าจะต่อสู้กับสิ่งนี้ด้วยตัวเอง แม้ว่าคู่ต่อสู้ของเธอจะเป็นแรนส์ แมคเควดก็ตาม แรนส์จับตาดูการแลกเปลี่ยนสัญญาณนั่นอยู่สีหน้าของเขาเครียดขึ้น เมื่อจอห์นออกเดินมุ่งหน้าไปยังรถปิคอัพที่จอดไว้ตรงประตูม้าส่งเสียงคำรามอย่างประสาทเสีย ส่ายจมูกขึ้นสัมผัสความตึงเครียดในบรรยากาศ รั้งสายบังเหียนในมือของลาร่า ความเงียบสงัดอันหนักอึ้งยังคงดำเนินต่อไป จนเมื่อประตูรถปิคอัพเปิดออกและปิดลง เสียงเครื่องยนต์คำรามขึ้นแล้ว ลาร่าซึ่งไม่ยอมเปิดโอกาสให้แรนส์คืบหน้าไปก่อนจึงได้เอ่ยขึ้น"ฉันเชื่อว่าคุณคงได้ยินที่ฉันพูดอย่างถูกต้องแล้วนะ คุณแมคเควด คาโต้ต้องเป็นคนไถพื้นที่ไร่ ไม่ว่าจะเป็นตรงส่วนไหนทั้งสิ้น บนที่ดินของอเล็กซานเดอร์แห่งนี้ มันเป็นประเพณีที่เรายึดถือกันมานาน เพราะฉะนั้น คุณจะมาเลิกไม่ได้""เรามาพูดกันตรงๆ ดีกว่าคุณนายคอชแรนส์" น้ำเสียงของเขาเยือกเย็นชวนให้สะท้านใจนัก "เวลานี้ผมเป็นคนที่มีอำนาจเต็มที่ ผมไม่สนใจเลยแม้ว่าคุณพ่อของคุณจะอยากตามใจตาเฒ่านั่นสักแค่ไหนก็ตาม ผมไม่ได้ตั้งใจจะมาทำลายล้างช่วงเวลาอันแสนสุขของคนแก่วัยแปดสิบสองที่เดินตามหลังลาที่อ้วนเผละผละนั่นหรอก เพียงแต่ว่าผมต้องการให้ที่ดินแห่งนี้พร้อมที่จะลงพืชพันธุ์ใหม่ให้เร็วที่สุด และได้ผลที่สุดเท่าที่จะทำได้เท่านั้น""เวลาคืออะไรเล่า? " เธอตวาดกลับ "มันไร้ความหมายอย่างที่สุด คุณรู้หรือเปล่าทั้งพื้นแผ่นดิน ทั้งต้นไม้ ทั้งลมไม่เห็นจะต้องการเวลาเลยนี่ แต่มันก็ยังคงอยู่...แล้วก็ปรากฏให้เห็นกับตาได้ด้วย คุณค่าของเวลาน่ะมันไร้ค่าลงทันทีถ้ามันหมายถึงการที่คนเราต้องเสียสละศักดิ์ศรีความภาคภูมิใจที่มีมาโดยตลอด" ดวงตาคู่สีเขียวเป็นประกายเรือง ขณะที่เธอหยุดเว้นระยะหอบหายใจ "และคุณก็ไม่เคยใช้เวลาอยู่กับคาโต้ด้วย การมองไม่เห็นคำในตัวแก่เป็นการดูหมิ่นกันอย่างที่สุด ฉันจะบอกให้คุณรู้ไว้ว่า คาโต้ไม่เคยเดินงุ่มง่ามเลย แล้วไอ้เจ้าลาคู่ของแกนั้นก็สุขภาพแข็งแรงดี มันไม่ได้อ้วนเผละผละอย่างที่คุณเห็นหรอก""ไม่ว่าคุณจะพูดยังไงมันก็ไม่อาจเปลี่ยนได้หรอก การตัดสินใจของผมยังเหมือนเดิม" แรนส์พูดโดยไม่ได้คลายความเเข็งกร้าวในน้ำเสียงลงเลยคิ้วเรียวงามเลิกสูงขึ้น"มันจะยังเหมือนเดิมอยู่ก็ได้แค่รอให้พ่อฉันรู้เรื่องทั้งหมดเสียก่อนเถอะ" ลาร่าตอบอย่างวดดี "และเมื่อไหร่ก็ตามที่พวกคนงานทุกคนรู้ว่าตระกูลอเล็กซานเดอร์ของเราไม่ยอมสนับสนุนให้คุณทำอย่างนั้นแล้วละก้อ รับรองได้ว่าคุณจะหาคนมาไถไร่ลำบากมาก เราให้เกียรติแก่ทุกคนที่ทำงานกับเราด้วยความจงรักภักดิ์โดยตลอด""ถ้าผมเป็นคุณนะ ผมจะไม่พูดจาแสดงความมั่นใจในเรื่องคุณพ่อมากขนาดนี้เลย คุณนายคอซแรนส์" แววแห่งความถือตัวปรากฏขึ้นในดวงตาที่จ้องมองมาคู่นั้น "ผมเคยปรึกษาหารือเรื่องนี้กับท่านมาแล้ว และท่านก็ให้ผมเป็นคนตัดสินใจสุดท้ายด้วยตัวเอง"โกหก" ลาร่าร้องออกมา สั่นไปทั้งตัวด้วยฤทธิ์โทสะ "พ่อฉันจะไม่ยอมพูดอะไรอย่างนั้นเป็นอันขาด พ่อจะไม่มีวันหักหลังคาโต้ในแบบที่คุณพูดแน่"มุมปากของแรนส์หยักขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะ"มันไม่ใช่เรื่องหักหลังอะไรหรอก" เขาเยาะให้ในคำขยายความของเธอ "เพราะคาโต้จะได้รับเงินก้อนหนึ่งปูนบำเหน็จซึ่งแกจะได้ใช้ชีวิตอย่างสบายเสียที""เท่านั้น? " ลารำทำเสียงสูงเป็นเชิงเยาะหยันถามขึ้น "ทำไมไม่แถมนาฬิกาเรือนทองให้อีกสักเรีอนด้วยเล่า" เธอมองเห็นกล้ามเนื้อตรงสันกรามของเขานูนเด่นขึ้น ริมฝีปากเม้มเป็นแนวตรง "แล้วคุณบอกกับคาโต้เรื่องการตัดสินใจครั้งนี้แล้วหรือยัง หรือว่าตั้งใจจะให้ข่าวมันลอยไปเข้าหูแกเอง ว่าแกถูกปลดออกจากงานแล้ว เพราะแก่เกินไป? ""ผมยังไม่มีโอกาส" เขาตอบด้วยน้ำเสียงชาเย็น"อ๋อ...แน่ละ คุณมันงานยุ่งมากนี่" เธอเหน็บแนมให้ "ยุ่งอยู่กับการคิดหาวิธีการสกปรกนั่น ปล่อยให้คาโต้คิดไปว่าเป็นฝีมือของพ่อ คุณจะไปรู้สึกรู้สมอะไรล่ะจริงไหม? ""ที่ผมพูดว่ายุ่ง ก็เพราะไม่รู้ว่าไอ้โง่ตัวไหนลืมใส่สายประตูใหญ่คอกวัว ไข้วัวที่เราเคยได้รับรางวัลชนะเลิศสองตัวก็เลยเกิดขวิดกันขึ้น และจนบัดนี้ผมก็ไม่แน่ใจว่าเราจะไม่เสียตัวหนึ่งไป แม่วัวอีกตัวก็เกิดตกลูกแล้วก็ตายลง ผมต้องอดหลับอดนอนมาสามคืนแล้วที่จะช่วยชีวิตลูกวัวไว้ และเนื่องจากว่าผมจะต้องตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้น ผมถึงได้เลือกที่จะยังไม่ได้บอกเรื่องคาโต้ให้ใครรู้ เมื่อถึงเวลาที่ผมบอก ก็จะให้แกรู้ด้วยว่าผมตัดสินใจเอง"ม้าดิ้นรนกระสับกระส่ายอยู่เบื้องหลังลาร่า ซึ่งขณะนี้กำลังสั่นไปทั้งตัวด้วยความโกรธ"ฉันจะสู้กับคุณสุดใจเลยเรื่องนี้ คุณแรนซั่ม แมคเควดฉันจะไม่ยอมรับอย่างเด็ดขาดว่าการตัดสินใจของคุณเป็นการตัดสินใจขั้นสุดท้าย คุณจะต้องเสียใจถ้าขืนยังยุ่งต่อไป ไม่มีคนงานคนไหนที่นี่จะยอมรับในสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ เชื่อฉันดีกว่าฉันจะไม่ต้องต่อสู้กับคุณเพียงคนเดียวหรอก""คุณน่ะมันเป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง ได้ทุกอย่างที่ใจคิดมาตลอด คุณจะตวาดจะใส่อารมณ์อย่างที่อยากจะทำกับใครก็ทำไป แต่ถ้ากล้าดีมาทำข้ามหน้าความรับผิดชอบของผมที่มีต่อคนงานแล้วละก้อ คุณจะต้องพบกับการขัดขวางเกินกว่าที่จะคิดไว้แน่" ดวงตาของเขาเป็นประกาย เหมือนจะย้ำว่าคำเตือนนั้นมิใช่เป็นแค่คำขู่"ฉันยังสงสัยนะ" ลาร่าเยาะให้"งั้นรึ" คิ้วเข้มๆ ของเขาขมวดเข้าหากันอย่างถือดี"ก้มลงเก็บกุญแจรถส่งให้ผมเดี๋ยวนี้"มันเป็นคำสั่งที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธได้ แต่ลาร่ายังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ ศีรษะที่ปกคลุมด้วยเรือนผมสีแดงอมทองเชิดขึ้นอย่างไม่หวั่น กล้าดีอย่างไรที่เขาจะมาสั่งลูกสาวซองมาดินอเล็กซานเดอร์ให้...ทำตาม"ผมบอกให้คุณเก็บกุญแจขึ้นมา" แรนส์ย้ำ