ตอนที่ 16 : ลวงตาสลับฟ้า ภัยพาลคืบคลาน
แรงกดดันที่แผ่ซ่านลงมาจากฟากฟ้าหนักอึ้งดุจขุนเขาทั้งลูกถล่มทับ ลานประลองศิลาเขียวที่เคยแข็งแกร่งพลันปรากฏรอยร้าวแตกระแหงลุกลามไปทั่วทิศทาง ศิษย์สายนอกนับร้อยชีวิตที่หมอบกระแตอยู่กับพื้นต่างตัวสั่นเทาดั่งลูกนกต้องพายุ บางคนถึงกับกระอักเืสีเข้มออกมาเมื่ออวัยวะภายในบอบช้ำจากปราณกดดันขั้นสร้างรากฐานระดับสูงของผู้าุโแห่งตระกูลอวิ๋น
ท่ามกลางผู้คนที่ล้มลุกคลุกคลาน มีเพียงเด็กหนุ่มในชุดสีเทาซีดเซียวผู้เดียวที่ยังคงยืนหยัด
กระดูกทั่วร่างของอวิ๋นเซียวลั่นกรอบแกรบราวกับจะแหลกสลาย ิัปรากฏรอยปริแตกโลหิตซึมออกมาเป็สาย ทว่าแผ่นหลังของเขายังคงเหยียดตรงดุจทวนเหล็ก ั์ตาสีดำขลับจ้องมองชายชราบนฟ้าด้วยความเยือกเย็นที่ขัดกับอายุ
'เฒ่าบัดซบผู้นี้คืออวิ๋นหง ปู่ของศิษย์สายในที่ข้าเพิ่งบั่นคอไปเมื่อคืน' อวิ๋นเซียวประเมินสถานการณ์ในใจอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายที่หลงเหลืออยู่บนศพคงถูกวิชาลับติดตามมาจนถึงลานประลองแห่งนี้ ซึ่งเป็สถานที่ที่เขาเพิ่งปลดปล่อยพลังปราณปะทะกับหลินฟาง
"เป็เ้าขยะเช่นเ้าเองรึ?!" อวิ๋นหงตวัดสายตาเหี้ยมเกรียมมองมาที่อวิ๋นเซียว นิ้วมือที่แห้งเหี่ยวดุจกรงเล็บนกอินทรีชี้ตรงมาเบื้องล่าง "กล้าดียังไงถึงยังยืนค้ำหัวข้า... คุกเข่าลงไปซะ!"
ตูม!
คลื่นพลังปราณที่มองไม่เห็นกระแทกเข้าใส่ร่างของอวิ๋นเซียวอย่างจัง หากเป็ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นรวบรวมปราณทั่วไปย่อมต้องกระดูกขาทั้งสองข้างแหลกเหลวและทรุดลงไปกราบกราน ทว่าในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็ความตายนั้นเอง เสียงแค่นหัวเราะเล็กแหลมแต่แฝงด้วยความโอหังก็ดังขึ้นในห้วงจิตสำนึกของอวิ๋นเซียว
'ไอ้แก่หนังเหนียวนี่ช่างอวดดีนัก! แค่ขยะขั้นสร้างรากฐาน กล้ามาวางโตต่อหน้าข้า หลิงทงผู้นี้หรือ!'
ัจิ๋วเกล็ดสีนิลที่ขดตัวหลับใหลอยู่ใต้ 'เจดีย์หมื่นวิถี' ภายในจุดตันเถียนลืมตาขึ้น ประกายแสงสีทองหม่นจากองค์เจดีย์หมุนวนอย่างลึกลับ พริบตานั้น พลังกดดันมหาศาลที่พุ่งชนร่างของอวิ๋นเซียวก็ถูกดูดกลืนหายเข้าไปในเจดีย์ราวกับหินก้อนเล็กที่ถูกโยนลงสู่มหาสมุทรไร้ก้น
แม้อวิ๋นเซียวจะรอดพ้นจากการถูกบดขยี้ แต่เขากลับไม่แสดงท่าทีต่อต้านอย่างโง่เขลา ชายหนุ่มจงใจปล่อยให้ร่างกายเซถอยหลังไปสามก้าว กระอักเืคำโตออกมาเปรอะเปื้อนหน้าอก ก่อนจะทรุดเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น แสร้งทำเป็หอบหายใจรวยรินดุจตะเกียงที่ใกล้ดับ
"ผู้าุโ! ผู้น้อยเป็เพียงศิษย์สายนอกที่เส้นชีพจรพิการ" อวิ๋นเซียวเค้นเสียงแหบพร่า ใบหน้าซีดเผือดแสดงออกถึงความหวาดกลัวที่ปั้นแต่งขึ้นอย่างแเี เมื่อครู่ผู้น้อยเพิ่งถูกศิษย์พี่หลินฟางรังแกจนแทบเอาชีวิตไม่รอด จะมีปัญญาอันใดไปสังหารหลานชายผู้สูงส่งของท่านได้
อวิ๋นหงหรี่ตาลง คลื่นพลังปราณกวาดผ่านร่างของอวิ๋นเซียวครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่าเจดีย์หมื่นวิถีได้ซ่อนเร้น 'ปราณหลอมภพ' เอาไว้อย่างหมดจด สิ่งที่ชายชราััได้จึงมีเพียงความอ่อนแอและร่องรอยาเ็สาหัสของเด็กหนุ่มตรงหน้า
"หึ! ลำพังขยะเช่นเ้าย่อมไม่มีน้ำยา!" อวิ๋นหงแค่นเสียง แต่ดวงตายังคงวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ "แต่กลิ่นอายศพสิ้นสุดลงที่นี่ หากไม่มีผู้ใดรับสารภาพ ข้าจะสังหารพวกเ้าศิษย์สายนอกให้หมดทุกคน เพื่อเซ่นดวงิญญาหลานข้า!"
วาจาอำมหิตนั้นทำให้เหล่าศิษย์ที่หมอบอยู่ถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความสิ้นหวัง
ทว่าอวิ๋นเซียวผู้ก้มหน้าอยู่กลับลอบยิ้มเย็นเยียบ 'ถึงเวลาแล้ว'
"ผู้าุโโปรดระงับโทสะ!" อวิ๋นเซียวรีบกล่าวแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงลนลาน มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในสาบเสื้อและหยิบสิ่งของชิ้นหนึ่งออกมาด้วยท่าทีสั่นเทา "เมื่อคืนยามวิกาล ผู้น้อยเห็นเงาดำสายหนึ่งพุ่งผ่านป่าหลังเขา ชายชุดดำผู้นั้นมีกลิ่นอายคาวเืคละคลุ้ง และทำสิ่งนี้ร่วงหล่นไว้ ผู้น้อยเก็บได้จึงนำติดตัวมาหวังจะมอบให้ผู้าุโพิจารณา"
ว่าพลาง อวิ๋นเซียวก็โยนวัตถุชิ้นนั้นลงบนพื้นศิลาเบื้องหน้า
มันคือป้ายตราสีดำสนิท สลักลวดลายดาราถูกกลืนกินด้วยเงาทะมื่น กลิ่นอายชั่วร้ายและเย็นเยียบแผ่ซ่านออกมาจากป้ายตรานั้นอย่างไม่อาจปิดบัง
ั์ตาของอวิ๋นหงเบิกกว้างราวกับเห็นผีสาง ร่างของชายชราสั่นสะท้าน แรงกดดันที่เคยกดทับลานประลองพลันสลายวับไปในพริบตา "ป้าย... ป้ายตรานิกายเงากลืนดารา! เป็ไปได้อย่างไร พวกเดนมนุษย์นั่นกล้าลอบเข้ามาในเขตสำนักเมฆาคล้อยเชียวรึ?!"
ชั่วขณะที่ความตกตะลึงเข้าครอบงำอวิ๋นหง บนท้องฟ้าเหนือลานประลองพลันบังเกิดเสียงแหวกอากาศดังกึกก้อง กระบี่บินเล่มั์พุ่งทะยานตัดเมฆหมอกลงมาอย่างรวดเร็ว ปรากฏร่างของชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ ชายผู้นี้มีกลิ่นอายลึกล้ำยิ่งกว่าอวิ๋นหงหลายส่วน
"อวิ๋นหง! เ้ากล้าดีอย่างไรมาใช้อำนาจบาตรใหญ่ในเขตสายนอกของข้า!" เสียงตวาดกังวานดุจระฆังทองเหลือง เ้าแห่งยอดเขาสายนอก 'ผู้าุโจ้าว' ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับสะบัดแขนเสื้อ คลื่นลมปราณบริสุทธิ์พัดพาเอาเหล่าศิษย์สายนอกที่าเ็ให้ลุกขึ้นยืนได้อย่างปลอดภัย
อวิ๋นหงกัดฟันกรอด แม้เขาจะเย่อหยิ่งเพียงใด แต่ก็ไม่อาจล่วงเกินผู้าุโจ้าวซึ่งเป็ถึงยอดฝีมือขั้นสร้างรากฐานระดับสมบูรณ์ได้ เขารีบประสานมือคารวะก่อนจะชี้ไปยังป้ายตราบนพื้น "ผู้าุโจ้าว โปรดอภัยที่ข้าเสียมารยาท ทว่าหลานชายของข้าถูกลอบสังหาร และผู้ลงมือ คือคนของนิกายเงากลืนดารา!"
ผู้าุโจ้าวขมวดคิ้วมุ่น เมื่อเห็นป้ายตราสีดำสนิทนั้น สีหน้าของเขาก็เคร่งเครียดขึ้นมาทันที เขาสะบัดมือดูดป้ายตราเข้าหาตัว ััถึงกลิ่นอายมารร้ายที่คุ้นเคย "เื่นี้ใหญ่หลวงนัก นิกายเงากลืนดาราเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว ข้าจะต้องนำเื่นี้ไปรายงานต่อท่านเ้าสำนักโดยด่วน อวิ๋นหง ถอยกลับไปก่อน เื่นี้สำนักจะเป็ผู้สืบสวนเอง!"
"แต่ว่า..." อวิ๋นหงพยายามจะท้วง
"ไม่มีแต่! หรือเ้าคิดจะขัดคำสั่งสำนัก?" ผู้าุโจ้าวตวัดสายตาดุดัน อวิ๋นหงได้แต่กลืนเืลงคอ หันมาจ้องมองอวิ๋นเซียวด้วยแววตาอาฆาตมาดร้ายราวกับอสรพิษ
"ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้สวะ!" อวิ๋นหงแค่นเสียงทิ้งท้าย ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อเหาะทะยานทะลุกลีบเมฆจากไป
ผู้าุโจ้าวถอนหายใจยาว ก่อนจะปรายตามองอวิ๋นเซียวและร่างของหลินฟางที่นอนจมกองเือยู่ไม่ไกล "เ้าหนุ่ม พลังปราณเ้าต่ำต้อยนัก รีบกลับไปรักษาตัวเสีย ส่วนเื่ของหลินฟาง ข้าจะถือว่าเป็การประลองที่พลาดพลั้ง สำนักกำลังจะวุ่นวาย พวกเ้าจงระวังตัวให้ดี"
สิ้นคำ ผู้าุโจ้าวก็ทะยานร่างกลับขึ้นสู่ยอดเขาหลักพร้อมกับป้ายตรามฤตยู ทิ้งให้ลานประลองสายนอกตกอยู่ในความเงียบงันและความหวาดผวา
อวิ๋นเซียวค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืน ปาดคราบเืที่มุมปากออกอย่างช้าๆ ใบหน้าของเขาเรียบเฉย ทว่าภายในใจกลับสั่นสะท้านไปด้วยความเย็นเยียบ
แผนการลวงตาสลับฟ้าครั้งนี้สำเร็จลุล่วง เขาใช้ป้ายตราที่เก็บได้จากศพคนชุดดำเมื่อหลายวันก่อนมาเป็เกราะกำบัง โยนความผิดทั้งหมดให้นิกายเงากลืนดาราและรอดพ้นจากเงื้อมมือของอวิ๋นหงมาได้อย่างหวุดหวิด
ทว่า อวิ๋นเซียวตระหนักดีกว่าใคร... นี่ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็จุดเริ่มต้นของมหันตภัย
เฒ่าอวิ๋นหงไม่มีทางปล่อยข้าไปแน่ มันต้องส่งนักฆ่าลอบสังหารข้าในเงามืด และเมื่อนิกายเงากลืนดารารู้ว่าป้ายตราของพวกมันตกอยู่ในมือสำนักเมฆาคล้อย พวกมันย่อมต้องสืบหา มันอาจย้อนกลับมาถึงตัวข้า
เด็กหนุ่มแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่เริ่มมีเมฆดำทะมื่นก่อตัวขึ้นอีกครั้ง การคัดเลือกเข้าสู่ค่ายกลแดนลับสายนอกกำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า หากเขาไม่สามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นรวบรวมปราณระดับสมบูรณ์ได้ทันเวลา เขาจะต้องตายอย่างไร้ที่ฝังท่ามกลางคมเขี้ยวของศัตรูทั้งสองฝ่าย
มรรคาแห่งการพลิกชะตานี้ เพิ่งจะก้าวเข้าสู่แดนปะาอย่างแท้จริง!