บนปลายเล็บคมกุดหยาบกร้านสามารถพบเห็นเศษผ้าที่ขาดติดอยู่บนนิ้วทั้งห้าของหมีเซียนแดงได้ก่อนที่ในพริบตาต่อมาจะถูกพลังอันมหาศาลของเ้าสัตว์หน้าขนบดขยี้ให้เป็ผงหมีเซียนแดงหอบถี่อย่างหนักหน่วง เืไหลหยดเป็ทางอาบย้อมขนบนตัวจนแดงฉานเป็หย่อมใหญ่
“ในเมื่อแขกมาถึงแล้ว ก็ไม่จำเป็ต้องประวิงเวลาอีก”
ภายใต้เสื้อคลุมดำ เสียงแหบพร่าดังลอดออกมา น้ำคำแ่ระโหยคาดว่าคนผู้นี้ต้องมีอายุอานามไม่น้อย
“กระบี่มหานทีสะบั้นสุริยัน!”
ปลายกระบี่เปลี่ยนเป็สีแดงดั่งโลหิต ยอดจรดชี้ขึ้นฟ้ายามทับซ้อนกับดวงตะวันที่กำลังตกจมขอบฟ้าจึงเกิดเป็ภาพทะเลโลหิตอันเดือดพล่านขึ้นมา
แมกไม้ดกครึ้มบนศีรษะถูกแรงกระแทกจากหมีเซียนแดงทำลายจนเป็ช่องโหว่พอให้ลำแสงอันเยียบเย็นทว่าเจิดจรัสบางส่วนส่องผ่านลงมาได้
พริบตานั้น แสงเจิดจ้าเรืองรองจากด้านหลังเสื้อคลุมดำคนยกกระบี่ยาวขึ้นเหนือศีรษะ
ตัวกระบี่สีเงินยวงยามนี้กลับเปล่งประกายสีรุ้งเลือนราง ประดุจดั่งรุ้งกินน้ำที่พาดผ่านผิวน้ำ เชื่อมต่อเป็หนึ่งเดียวกัน
“ตาย!”
แสงสีทองพิฆาตทะยานออกใส่หมีเซียนแดงที่หมดเรี่ยวสิ้นแรงลำแสงมุ่งตรงใส่ศีรษะขนปุกปุยขนาดั์ที่เบื้องหน้า
หมีเซียนแดงที่เมื่อครู่ไม่อยากจากไปเมื่อเห็นลำแสงสีทองพิฆาตพุ่งตรงมาหา แตกตื่นจนั์ตาสัตว์ป่ายิบหยีมันััได้อย่างชัดเจนว่า ลำแสงสีทองนั่นสามารถเอาชีวิตมันได้
หมีเซียนแดงไม่กล้าหยุดยั้งรั้งรอ มันหันหลังวิ่งหนีกลับวิ่งมายังทิศทางของฉินจิ่วเกอทั้งสองที่เฝ้าดูอยู่พอดี
ควันลอยกลางทะเลทราย ตะวันลับที่หวงเหอ
ประกายแสงแห่งสุริยันจันทรา มีที่มาจากครรภ์ไอิญญาต้นกำเนิดไม่อาจหยุดยั้งได้
เห็นหมีเซียนแดงวิ่งแตกตื่นเข้ามาอย่างไม่คิดชีวิต หากเข้าสู่สมรภูมิรบพลังโจมตีร่วมพันจินนี้สามารถฉีกทำลายค่ายกลเกราะหนักอันหมดจดได้อย่างง่ายดาย
ฉินจิ่วเกอที่ตั้งการ์ดระแวดระวังเต็มเปี่ยมกอดกระบี่ไว้ไม่ทราบรับมือการโจมตีเยี่ยงไรดี
ระดับที่ห่างชั้น มิใช่ร่องน้ำที่สามารถถมเต็มได้
เมื่อหมีเซียนแดงพุ่งมาถึงเดรัจฉานร้ายที่เคลื่อนใส่ราวเหินบินพลันหยุดชะงักลงกะทันหันศีรษะใหญ่ั์ปากอ้ากว้าง คมเขี้ยวอันแหลมคมอ้าพะงาบๆ งับอากาศอย่างไร้จุดหมาย
และแล้วก็ล้มลงกับพื้นหลังศีรษะมีแอ่งโลหิตขนาดเท่ากำปั้นปรากฎอยู่อันเป็ผลมาจากเคล็ดวิชายุทธ์ของเสื้อคลุมดำคนนั้น
ระดับฝึกปรือเป็หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของพละกำลังนอกนั้นยังประกอบไปด้วยเคล็ดวิชาและสมบัติวิเศษทั้งหมดล้วนมีบทบาทสำคัญอย่างที่จะขาดไปไม่ได้
ตามการจัดจำแนกของทวีปฉงหลิง วิชายุทธ์ั้แ่ขั้นหนึ่งจนถึงเก้ามีเพียงวิชายุทธ์จากระดับห้าขึ้นไปเท่านั้นที่จะกระตุ้นโสติญญาออกมาได้
ฉินจิ่วเกอที่ฝึกปรือเคล็ดระบำหงส์เหินของพรรคบรรพตหลิงเซียวอันยิ่งใหญ่นั่นนับเป็เคล็ดวิชาขั้นกลางระดับสูง เคล็ดวิชาประเภทโจมตียิ่งมีน้อย
เสื้อคลุมดำเหินบินมาจากที่ไกลผ่าเปิดเนื้อหนังของสัตว์อสูรอย่างไร้น้ำใจล้วงเอาลูกแก้วขนาดนิ้วหัวแม่มือออกมาจากภายใน
นั่นก็คือดวงธาตุสัตว์อสูร เป็ที่รวมความแข็งแกร่งของสัตว์อสูรและก็คือสาเหตุการล่าสัตว์อสูรเพื่อแลกเงินที่มีมูลค่าที่สุด
มันเก็บดวงธาตุไปอย่างไม่นำพา ผินหน้ามาผงกศีรษะแก่ซ่งเล่อเล็กน้อยถือเป็การทักทายอีกฝ่าย
เมื่อปราศจากหมีเซียนแดงสร้างความวุ่นวายเสื้อคลุมดำสังเกตเห็นฉินจิ่วเกอ ทั้งร่างของมันพลันสะท้านขึ้นคล้ายคาดไม่ถึงและแตกตื่นตะลึงลานอย่างถึงที่สุด
ฉินจิ่วเกอพยายามส่องสำรวจจนแล้วจนรอดก็ไม่อาจมองเห็นใบหน้าอีกฝ่ายได้ ทว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างนั้นนับว่ามีความคุ้นเคยอยู่บ้าง
“ท่านผู้นี้ พวกเรารู้จักกันหรือไม่?” ฉินจิ่วเกอโยนหินถามทาง แม้ไม่อาจเห็นใบหน้าแต่สังหรณ์ของตนกำลังบอก อีกฝ่ายกำลังจ้องเขม็งมายังตนเอง ปรารถนาในความงามของตน
ผู้อื่นผ่านคืนวิวาห์เข้าหอห้องตนเองจากบ้านพันลี้ยังหนีไม่พ้นเ้าทรัพย์ นี่คือโศกนาฏกรรมขั้นสุดของมนุษย์ยามได้ยินเ็ปใจ ยามได้ฟังหลั่งน้ำตา
ไยต้องกลัวไม่อาจพบเห็นหน้าอีกฝ่ายในเมื่อไปไหนยังไม่อาจหนีพ้นเ้ากรรมนายเวรได้
หากสามารถเกิดปฏิกิริยาพิสดารปานนี้ต่ออีกฝั่งสมควรเป็ศัตรูที่ไม่อาจอยู่ร่วมฟ้าคงมิใช่ตนเองเบียดบังเงินผู้อื่นมาอีกแล้วหรอกนะ?
ฉินจิ่วเกอที่เยือกเย็นมาตลอดเริ่มร้อนใจไฉนทั่วทั้งปฐีจึงมีแต่เ้าหนี้ของตนเอง
เสื้อคลุมดำท่าทีเ็าหมางเมิน จงใจเพิกเฉยต่อการคงอยู่ของฉินจิ่วเกอหันไปถามซ่งเล่อด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย “มันน่ะหรือสหายร่วมทางที่เ้าว่า”
“เอ่อ” ซ่งเล่อรู้สึกงุนงงกับบรรยากาศน่ากระอักกระอ่วนนี้อยู่บ้างแต่ก็ยังต้องเอ่ยแนะนำตามสมควร “ท่านนี้คือพี่ฉิน เป็ผู้ประพฤติดีชอบเอ่ยวาจาติดตลก”
มองออกว่าคนชุดดำมีอคติต่อฉินจิ่วเกอซ่งเล่อจึงได้แต่เพิกเฉยต่อความผิดชอบชั่วดีของตนโดยการยกข้อดีของฉินจิ่วเกอขึ้นมาพูด
“ยังมีหน้าตาที่ค่อนข้างโดดเด่นอีกด้วย”ฉินจิ่วเกอกล่าวเสริมอย่างเป็จริงเป็จัง
หากต้องกล่าวถล่มตนเพื่อยอมและผูกมิตรกับผู้อื่น ฉินจิ่วเกอพอใจยกหางตนเองมากกว่าพี่ฉิน ท่านหล่อมาก หล่อลากดินเลยทีเดียว
“ฮ่าฮ่า” เสื้อคลุมดำที่ซ่อนใบหน้าไว้หัวร่อขึ้น เอ่ยปากถากถาง“ลูกนกที่กระทั่งด่านปราณสุริยันยังไม่อาจทะลวง จะช่วยอะไรในภารกิจของพวกเราได้?”
“เอ๋?” ซ่งเล่อเหลือบตาไปด้านข้างมันไม่คาดคิดอย่างสิ้นเชิงว่าฉินจิ่วเกอกระทั่งปราณสุริยันยังไม่อาจข้ามผ่านได้
ระหว่างทางมา ฉินจิ่วเกอไม่มีโอกาสใช้พลังิญญาออกสักครั้งด้วยระดับการฝึกปรือของซ่งเล่อ แน่นอนว่าย่อมไม่อาจหยั่งทราบระดับของฉินจิ่วเกอ
ทว่าเมื่อเห็นฉินจิ่วเกอขายชีวิตมายังป่าปีศาจโดยไม่เกรงกลัวมันจึงคาดเดาไปเองว่าอีกฝ่ายสมควรมีระดับชั้นไม่ต่ำกว่าปราณสุริยัน
เห็นเสื้อคลุมดำสามารถเปิดโปงระดับพลังฝีมือของตนได้อย่างง่ายดายใบหน้าหนาทนของฉินจิ่วเกอกลับไม่แดง หากแต่ในใจลอบคาดคำนวณอีกฝ่ายแน่นอนแล้วว่ารู้จักตนเอง มันมั่นใจเกินครึ่งว่าต้องเป็เ้าหนี้เก่าของร่างนี้แน่นอน
ทวีปฉงหลิงนี่มีปัญหา ปราศจากหลักการสิ้นดี คนยืมคือหลานชายคนชดใช้ดันกลายเป็เราบรรพบุรุษ
อีกฝ่ายมองเห็นฉินจิ่วเกอ ไม่ร้องร่ำคร่ำครวญทวงหนี้ก็พอแล้วที่หนักกว่าคือยังรุกรานคน
ไอ้เต่าหดหัว ข้าไม่คืนเงินเ้าแน่ ถือเป็ค่าทำขวัญของข้าแล้วกัน ฉินจิ่วเกอคิดในใจ
เมื่อรับรู้ระดับพลังฝีมือของฉินจิ่วเกอซ่งเล่อบังเกิดความกระอักกระอ่วนเล็กน้อยใคร่ครวญว่าตนเองใช่สมควรเชื้อเชิญฉินจิ่วเกอกลับไปอาบน้ำนอนดีหรือไม่
ไม่คาด มันไม่ทันออกปากเสื้อคลุมดำที่ด้านข้างพลันชักกระบี่อีกครั้ง จี้ปลายอาวุธไปทางฉินจิ่วเกอ
“ให้ข้าทดสอบฝีมือของเ้าอย่างน้อยครั้งหน้าก็ไม่เอาชีวิตมาทิ้งมั่วๆ เ้าจะไม่ได้มีโอกาสเช่นนี้อีกแล้ว ”
คมกระบี่นี้กระทั่งหมีเซียนแดงที่พลังป้องกันสูงสุดยอดยังไม่อาจรับไว้ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงฉินจิ่วเกอ เมื่อเห็นอีกฝ่ายรุกไล่บีบคั้นเข้ามาทุกย่างก้าวฉินจิ่วเกอถอยแล้วถอยอีกจนสุดทางถอย ต้องยกกระบี่หนักขึ้นด้วยความโกรธรีดเค้นพลังิญญาทั่วร่างออกมาต้านทานไว้
พลังิญญาปะทะด้านแบนของกระบี่หนักไร้คมถูกกระบี่เขียวสามฉื่อจี้ใส่อย่างรุนแรงคราหนึ่งตัวกระบี่เริ่มสั่นสะท้าน พลังอันเข้มแข็งสายหนึ่งแล่นจู่โจมเข้าใส่กระดูกเส้นเอ็น
“หลอมิญญาขั้นเก้า ไม่มีความก้าวหน้าอันใด”ฉินจิ่วเกอสำแดงพลังฝีมือแท้จริงของมันออกมา เสื้อคลุมดำกลับไร้ปฏิกิริยาพลังที่หลงเหลือเบี่ยงออกข้างกายฉินจิ่วเกอ
หากมิได้ฮุบเงินอีกฝ่ายมาเป็ร้อยๆ ศิลาิญญาไม่มีทางก่อความแค้นยิ่งใหญ่ปานนี้แน่ๆ
“ทำเป็มีลับลมคมนัย แน่จริงก็โผล่หัวออกมาจากชุดคลุมดำนั่นให้บิดาได้ดูหน่อยเถอะว่าเ้าหน้าตาอัปลักษณ์ผิดสัดผิดส่วนขนาดไหนถึงได้ไม่กล้าพบหน้าผู้คนถึงเพียงนี้”
กระต่ายที่ถูกต้อนจนมุมยังกัดตอบฉินจิ่วเกอเกร็งกำลังกระชับด้ามกระบี่ที่จวนเจียนจะหลุดออกจากมือเอาไว้มั่นก่อนจะรีดเค้นพลังจากทั่วร่างตระเตรียมจู่โจมสวนกลับโดยที่ไม่คิดจะเก็บงำพลังอีก
“หาที่ตาย!”เกิดเสียงคำรามเปี่ยมความพิโรธดังลอดออกจากภายใต้ชุดคลุมดำ
ความต่างชั้นระหว่างขอบเขตหลอมิญญาและปราณสุริยันเรียกได้ว่ามากมายนักเอาแค่เื่ที่ยอดฝีมือชั้นปราณสุริยันสามารถควบกลั่นไอิญญาออกมาเป็เกราะคุ้มภัยได้พลังโจมตีของผู้ที่อยู่ในขอบเขตหลอมิญญาก็ไม่อาจฝ่าเข้าไปได้แล้ว
กระนั้น ฉินจิ่วเกอมิใช่พวกรามือรอความตายต่อให้เป็เง็กเซียนฮ่องเต้มาเอง มันยังกล้าแว้งกัดสักคำ
อย่างน้อยแม้ไม่อาจกัดคนจนตาย ยังสามารถถ่ายทอดพิษสุนัขบ้าแก่มันฉินจิ่วเกอเชื่อมั่นเช่นนั้น
“ทั้งสองยั้งมือด้วย ต่างเป็สหายที่เราซ่งเล่อเชื้อเชิญมายังมีเื่ราวต้องกระทำร่วมกัน ภายในป่าปีศาจที่แฝงอาถรรพ์ภยันตรายทุกย่างก้าวนี้แม้แต่ยอดยุทธ์ชั้นพิสุทธิ์ยังไม่กล้าประมาทเลินเล่อผู้คนต้องสามัคคีรวมกลุ่มกันไว้ จึงสามารถล่าถอยกลับมาอย่างปลอดภัย”
ซ่งเล่อเร่งห้ามปรามคนทั้งคู่ สองมือแยกย้ายออกไปสองข้างยั้งการโจมตีของทั้งสองฝ่ายไว้
สมเป็ศิษย์ประตูหายนะ ระดับชั้นปราณสุริยันขั้นกลางการลงมือหนักแน่นแม่นยำ พื้นฐานหนักแน่นยิ่ง
พอเห็นซ่งเล่อหยุดปลายกระบี่ของตนไว้ได้อย่างง่ายดายคนชุดดำจึงต้องล้มเลิกแผนการอย่างไม่เต็มใจ ยังคงเอ่ยวาจาถากถาง“ไม่รู้จักประมาณตนระวังจะได้นอนทอดกายอยู่ในป่าปีศาจ์แห่งนี้โดยไร้ที่กลบฝัง”
“เข้าใจแล้วๆ” ฉินจิ่วเกอผงกศีรษะ“ทักษะด้านอื่นของพี่เฉินยังไม่ต้องพูดถึง เอาแค่ใบหน้าผิดสัดผิดส่วนนั่นขอเพียงแค่เผยโฉมออกมา สัตว์อสูระดับกลั่นดวงธาตุยังต้องใกลัวจนขี้หดตดหายไหนเลยจะกล้าแลกเปลี่ยนฝีมือกับท่าน”
ถ้าเทียบกันด้านฝีมือ ฉินจิ่วเกอย่อมเทียบไม่ติดใครใช้ให้มันไม่ใช่ตัวเอกกันล่ะ
แต่ถ้าเทียบกันด้านความหนาของหน้า ฉินจิ่วเกอต่ำใต้ไร้คู่เปรียญโดยเฉพาะริมฝีบากบนใบหน้าอันหนาทนของมันที่ผ่านการขัดเกลาลับฝีปากมาเป็อย่างดีนั้นสามารถพูดจาสั่งเป็สั่งตายได้ในทันที
“พวกนอกคอก” คนชุดดำไม่อาจตีฝีปากเทียบกับอีกฝ่ายได้เป็ต้องชักกระบี่ออกมาด้วยความเดือดดาลอีกครั้ง
“พอได้แล้ว” ซ่งเล่อรีบปรามเมื่อเห็นว่าทั้งสองฝ่ายร่ำๆจะห้ำหั่นกันอีกครา
ไม่แน่ว่าภายใต้ชุดคลุมดำอาจเป็ใบหน้าที่กลาดเกลื่อนไปด้วยรูขุมขนและรอยแผลเป็
ไม่ใช่สิ ควรจะเป็รอยแผลเป็ที่เป็รูปหน้าคนเสียมากกว่าแค่คิดก็ขนลุกแล้ว
ฉินจิ่วเกอรีบกลืนคำพูดลงท้องไป มันกลัวว่าถ้าเกิดพูดออกมาอีกฝ่ายคงไม่แคล้วไล่ล่าตนไปจนสุดขอบหล้าฟ้าเขียว เพื่อความสงบสุขปลอดภัยของชีวิตยังคงไม่พูดออกไปจะดีกว่า
“เื่ระดับฝีมือของพี่ฉิน” ซ่งเล่อไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดีหลอมิญญากับปราณสุริยันเป็หนังคนละม้วนเลยทีเดียว
พอล่วงรู้ถึงระดับฝึกปรือที่แท้จริงของฉินจิ่วเกอซ่งเล่อไม่ได้เบนหน้าหนีอย่างรังเกียจหรือพูดจาซ้ำเติมถากถางแต่อย่างใดแม้แต่น้ำเสียงก็ยังคงเหมือนกับที่ผ่านมา
ความรู้สึกดีที่มีต่อซ่งเล่อพลันเพิ่มขึ้นมาหลายส่วน คนๆนี้ช่างรัดกุมไม่เหลาะแหละ ไม่คิดสร้างศัตรูกับใครทั้งนั้นเห็นทีคงต้องศึกษาเอาเยี่ยงอย่างมันบ้างแล้ว
“พี่เฉินไม่อาจประเมินผู้อื่นต่ำไปลองเอาหมีเซียนแดงมาเทียบกับมดตัวหนึ่งบางทีหมีเซียนแดงอาจฆ่ามดตัวนั้นได้เพียงพลิกฝ่ามือ แต่มดเองก็สามารถชอนไชผ่านช่องแคบเล็กๆจนไปถึงส่วนที่หมีเซียนแดงมิอาจเอื้อมถึงนี่เองก็นับเป็ความสามารถชนิดหนึ่งมิใช่หรือ?”
ฉินจิ่วเกอเอ่ยด้วยท่าทีนิ่งเฉยไม่อ่อนข้อ
พลังฝีมือน่ะหรือ ตนเองเป็หนี้เป็สินตั้งมากมายปานนี้ใช้ชีวิตอยู่อย่างเต็มไปด้วยความหวาดระแวง ลำพังพลังฝีมือนับเป็อย่างไรได้
“นับว่าเ้ามีความสำนึกประมาณตน ยังรู้ว่าตัวเองเป็เพียงมดปลวก”เสื้อคลุมดำตีฝีปากอีกรอบ ชัดเจนว่ามีอคติต่อฉินจิ่วเกออย่างไม่อาจแก้ไข
ฉินจิ่วเกอแค่นหัวเราะ เก็บกระบี่กลับคืน“ขอเพียงเ้ายอมรับว่าตนเองเป็หมีตายตัวนั้น ให้ข้าเป็มดปลวกล้วนไม่นับเป็อันใดเพียงแต่ทั่วร่างเต็มไปด้วยขนงอกเงยรกรุงรังปานนั้นคงต้องเสาะหามีดแล่หมูมาโกนขนแทน”
"คุกคามคนเกินไปแล้ว!" เสื้อคลุมดำกุมศีรษะ เพียงไม่พบหน้าไม่กี่เดือนมันที่แท้ประสบเื่ราวใดมา ฝีปากไฉนเปลี่ยนเป็ร้ายกาจปานนี้ทำให้ตนเองมิอาจไม่ฉีกมันออกเป็ชิ้นๆ
เห็นคนเสื้อคลุมดำโมโหจนแทบตะกายกำแพงในแววตาของซ่งเล่อฉายแววครุ่นคิดใคร่ครวญ "ที่แท้พี่ฉินตัดสินใจเรียบร้อยแล้วเช่นนั้นพวกเราก็เคลื่อนไหวเถอะ"
"ถูกต้อง เ้าบ่งบอกพวกเราเื่การเคลื่อนไหวและสภาพการณ์มาทุกคนช่วยกันเค้นสมองความคิด ปฏิบัติภารกิจนี้ให้ลุล่วง"
ฉินจิ่วเกอกระเหี้ยนกระหือ ในสายตามันแล้วนี่ไม่ต่างจากการลักพาตัวเรียกค่าไถ่เท่าใด ที่ต้องใช้คือสมอง ไม่ใช่กำลัง
“ตกลง รังอสูรที่เราจะไป ภายในอาศัยด้วยอสรพิษปาฉือั์เป็ยอดอสรพิษที่มีขนาดมโหฬารประเภทหนึ่งอสรพิษปาฉือตัวเต็มวัยมีความยาวหลายสิบเมตร สามารถกลืนช้างได้ทั้งตัว สามปีให้หลังกระดูกช้างที่กลืนลงไปค่อยถูกขย้อนออกมา อสรพิษปาฉือเต็มวัยตัวหนึ่งพลังโจมตีสามารถเปรียบได้กับยอดคนชั้นพิสุทธิ์”
ซ่งเล่ออธิบายเื่ราวเบื้องต้นเกี่ยวกับอสรพิษปาฉือใบหน้าฉินจิ่วเกอจากเขียวเปลี่ยนเป็ม่วง จากม่วงกลายเป็แดงสุดท้ายกลายเป็ห้าหกสีผสมปนเปกัน
"ระดับพิสุทธิ์ขั้นสูงสุด? พวกเรามีกันแค่สามคน ถ้านี่ไม่ใช่ไปหาที่ตายแล้วอะไรจึงจะใช่?"
จบสิ้นกัน บนโลกนี้คนบ้ามีเยอะเกินไปแล้วซ่งเล่อที่ตรงหน้ามันนี่ก็หนึ่งในนั้น
ถึงจะเอาชนะมันไม่ได้แต่เอาค้อนทุบหัวสุนัขของหมอนี่สักทีคงได้กระมัง