“เจ้าแน่ใจนะว่าไม่ได้มาหาเรื่อง!” เกาเฟิงกุมป้ายหยกกลมมนในมือราวกับอยากจะขยี้ให้แตก
หูหลิ่วหมิงหันหน้าไปแอบยิ้มลุงเพื่อนบ้านที่มาแสดงความยินดีข้างๆ ก็หัวเราะลั่น“เกาเฟิง แม่หนูน้อยคนนี้ช่างดีต่อเจ้านัก!”
โจวปิ่งวั่งปลูกไม้ผลมานานวันธรรมดาก็ซื้อขายผลไม้ หรือไม่ก็ปุ๋ยอะไรพวกนี้ สะสมมานานย่อมรู้จักผู้คนไม่น้อยในจำนวนนี้คนที่สนิทกันก็มาทั้งหมด
บัดนี้ในลานเปิดโต๊ะห้าโต๊ะด้านนอกยังมีอีกสามโต๊ะ วันเกิดหนึ่งครั้งมีผู้คนมากันมากถึงเพียงนี้นับว่าคึกคักแล้ว
วันเกิดสำคัญสำหรับเด็กผู้ชายที่นี่คือครบรอบสิบห้าปีและยี่สิบปีหลังจากสิบห้าปีก็สามารถแต่งงานมีลูกได้ สร้างครอบครัวแล้วจึงสร้างฐานะยี่สิบปีเป็นวัยบรรลุนิติภาวะ หมายถึงการเติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างสมบูรณ์สามารถแยกจากร่มเงาของบิดามารดา เรียนรู้ที่จะรับผิดชอบครอบครัวได้ด้วยตนเอง
โอกาสเช่นนี้เจิงชิวเหมยย่อมมาเยือนให้ได้ นางเห็นทั้งสองแต่ไกลแล้วจึงรีบสะบัดกระโปรงเดินเข้ามา
เสื้อผ้าสีเหลืองอ่อนชุดหนึ่งเผยให้เห็นความสดใสอ่อนเยาว์และมีชีวิตชีวาแต่สีหน้าของเจิงชิวเหมยกลับมิได้สดใสนัก
ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความระแวงและรังเกียจจ้องมองเย่ชิงชิงประหนึ่งแม่ไก่หวงลูก “เจ้ามาทำอันใด?”
เย่ชิงชิงเมื่อเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความอาฆาตของนางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขบขัน จึงแกล้งกล่าวว่า “เจ้ามาทำอันใดข้าก็มาทำอันนั้นนั่นแหละ~”
สำหรับเจิงชิวเหมยคำพูดนี้เต็มไปด้วยการยั่วยุนางเม้มปาก ฮึ่มเบาๆ ‘คอยดูเถอะ!’
“นี่แม่นางชิงใช่หรือไม่?” คุณยายที่อยู่ข้างบ้านเกาเฟิงยิ้มแล้วกล่าวว่า“งดงามขึ้นทุกวันจริงๆ!เมื่อวันก่อนข้าเห็นพี่ชายเจ้าบังคับรถผ่านมา ร่างกายสูงขึ้นมากทีเดียว ฮิฮิ เด็กๆนี่โตเร็วเสียจริง!”
เมื่อเห็นคนที่รู้จักเย่ชิงชิงก็ต้องเข้าไปทักทาย พี่ชายปีนี้ก็อายุสิบห้าแล้วหากถึงเวลานั้นก็ต้องเชิญพวกเขามาร่วมงานเลี้ยงให้คึกคัก
“สร้างภาพ!”
เจิงชิวเหมยมองชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อนพลิ้วไหวของนางอย่างดูหมิ่นกลอกตาแล้วก็รีบวิ่งไปช่วยนางจ้าว วุ่นวายทั้งข้างหน้าข้างหลังช่วยจัดเลี้ยงต้อนรับ นางจ้าวชวนให้ไปนั่งพักผ่อนบ้าง แต่นางก็ไม่ยอมฟัง
มีคนพูดตรงกล่าวล้อเลียนว่า“นี่คือว่าที่ลูกสะใภ้ในอนาคตใช่หรือไม่ ฮ่าฮ่าฮ่า”
“เกาเฟิงของเราไม่รู้ว่ามีวาสนาเช่นนั้นหรือไม่ พวกท่านอย่าได้พูดจาเหลวไหล”นางจ้าวยิ้มพลางเหลือบมองเจิงชิวเหมยในใจก็รู้สึกหนักใจเล็กน้อย
นางก็เห็นชิวเหมยเติบโตมาเช่นกันสนิทกับเกาเฟิงมาตั้งแต่เด็ก ความรู้สึกทั้งหมดแสดงออกทางสีหน้าในหมู่บ้านมีใครบ้างที่ไม่รู้เล่า!เพียงแต่เห็นได้ชัดว่าบุตรชายไม่มีความคิดอื่นต่อนางมิฉะนั้นด้วยความกระตือรือร้นของแม่หนูผู้นี้ คงจะแต่งเข้าบ้านไปนานแล้ว
นางจ้าวก็แอบเทใจให้กับเย่ชิงชิงมากกว่าทั้งรูปโฉมงดงามและกิริยามารยาทก็ดี ฉลาดและสุขุม ไม่เคยส่งเสียงดังเอะอะแม่หนูเช่นนี้หายากยิ่งกว่า
ที่สำคัญที่สุดคือบุตรชายชอบนางนางจ้าวคิดถึงว่าวเก่าสองตัวที่เห็นในห้องเกาเฟิงแล้วก็อดหัวเราะมิได้ สมัยเด็กๆพวกเขาร่วมกันทำว่าวเล่น ตกน้ำก็เปียกไปหมดแต่บุตรชายซื่อบื้อของนางกลับซ่อนมันไว้ราวกับสมบัติล้ำค่า กลัวว่านางจะเจอเข้า
“ซี่โครงหมูราดซอสเปรี้ยวหวานมาแล้ววว~~” โจวปิ่งวั่งพาดผ้าเช็ดหน้าไว้บนไหล่ตะโกนราวกับเด็กรับใช้ในร้านอาหาร ถือจานสองใบออกมาจากครัว
“โอ้~ ดูตาเฒ่าโจวสิ ลงมือทำอาหารเองเลย ฮ่าฮ่าฮ่า!”ผู้คนเห็นเขาต่างพากันหัวเราะ ถกแขนเสื้อกันใหญ่ออกปากจะขอชิมฝีมือเขาเป็นคนแรก
โจวปิ่งวั่งผู้นี้ไม่เพียงแต่ดูแลต้นไม้ผลได้ดีเท่านั้นยามว่างอยู่ที่บ้านก็ชอบทำกับข้าวเล็กๆ น้อยๆ ด้วยวันนี้เป็นวันเกิดครอบรอบอายุสิบห้าปีของบุตรชาย น่ายินดีจึงลงมือทำอาหารทันทีเขาเข้าครัวทำเอง ส่วนนางจ้าวรับแขกอยู่ด้านนอก ดูแล้วชายหญิงทำงานแบ่งหน้าที่กันเช่นนี้ก็ไม่เลว
กระทะใหญ่ผัดได้ปริมาณมากโจวปิ่งวั่งนำสองจานนี้ไปวางลงบนโต๊ะก่อน แล้วหันกลับเข้าไปนำออกมาอีกขณะนั้นก็ให้เกาเฟิงรีบจัดแจงที่ให้คนนั่ง
เกาเฟิงนำหูหลิ่วหมิงและเย่ชิงชิงไปเขาชี้ไปที่โต๊ะแล้วกล่าวว่า “นั่งตรงนี้ดีๆอย่าไปไหน เดี๋ยวข้าจะมาหา”
หูหลิ่วหมิงโบกมือแล้วกล่าวว่า“ไปเถิด ถือโอกาสหยิบเหล้าขวดเล็กมาให้ข้าสองขวดด้วยนะ”
“รู้แล้ว” เกาเฟิงมีหรือจะไม่รู้จักเขาอายุยังน้อยกลับเรียนรู้ที่จะดื่มเหล้า แถมยังมีแนวโน้มว่าจะติดเหล้าเสียด้วยไม่รู้ว่าในอนาคตจะกลายเป็นขี้เมาหรือไม่
เย่ชิงชิงรีบยกมือขึ้น“ข้าก็อยากดื่มด้วยได้ยินท่านป้าจ้าวกล่าวว่าบ้านท่านมีเหล้าผลไม้ไม่น้อยอย่าลืมหยิบมาเผื่อข้าด้วยนะ”
เกาเฟิงเหลือบมองนาง“แล้วแต่อารมณ์ข้า” พูดจบก็หันหลังเดินออกไป
โอ้โหมีอย่างนี้ด้วยหรือ ปฏิบัติต่อแขกเช่นนี้? เย่ชิงชิงมองหูหลิ่วหมิงแล้วถามด้วยความสงสัย“ปกติแล้วพวกท่านคุยกันเช่นนี้หรือ?”
หากเป็นอย่างนี้ก็แปลกแล้วหูหลิ่วหมิงส่ายหน้าเบาๆ ยิ้มแต่ไม่พูดอะไร
ในลานและนอกลานโต๊ะแปดโต๊ะเกือบจะเต็มแล้ว ผู้คนที่ควรมาก็มากันหมดแล้ว คนครัวหลายคนก็ไฟแรงอาหารร้อนๆ ถูกนำขึ้นโต๊ะทีละจาน เหลือเพียงน้ำแกงจานเดียว
เจิงชิวเหมยกระตือรือร้นช่วยงานอยู่ตลอดเวลาทั้งยกจานและรินเหล้าคนที่ไม่รู้เรื่องต่างเข้าใจผิดคิดว่านางเป็นลูกสะใภ้บ้านสกุลโจวจึงมีคนไม่น้อยที่พูดหยอกนาง
โจวปิ่งวั่งก็จนปัญญาเช่นกันแม่หนูน้อยคนนี้ห้ามไม่อยู่! ตั้งแต่เด็กๆอาจารย์เคยบอกว่าดวงชะตาของเกาเฟิงไม่สมบูรณ์หลายปีมานี้ไม่ได้ใช้นามสกุลบิดาจึงเติบโตมาได้อย่างปลอดภัยเรื่องแต่งงานของเขาย่อมต้องดูดวงและเทียบวันเกิดอย่างละเอียดถี่ถ้วนหากเจิงชิวเหมยไม่เหมาะสม ถึงเวลานั้นสองครอบครัวก็ไม่รู้จะลงเอยอย่างไร
“เย่ชิงชิง เจ้ารู้หรือไม่ว่านี่คือแกงอะไร?” เจิงชิวเหมยนำหม้อแกงมาวางบนโต๊ะของเย่ชิงชิงแต่ยังไม่เดินไป นางถือทัพพีไม้คนแกงอย่างไม่รีบร้อน
เย่ชิงชิงหันหน้าไปตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก“ไม่รู้” ในเมื่อไม่ชอบหน้ากันก็อย่ามาพูดคุยกันได้หรือไม่?