เมื่อมันตกลงบนพื้น ชั้นที่สามของหอโอสถนี้พลันเกิดการสั่นสะเทือนขึ้นยามนี้สายตาของทุกคนต่างก็มีความสงสัยปรากฏขึ้นมาเล็กน้อย ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเมิ่งฝานกำลังสวมสิ่งใดอยู่
ทว่าเมิ่งฝานที่อยู่กับที่กลับดูคล้ายว่าจะว่องไวยิ่งกว่าเดิมลมปราณของเขาแผ่ซ่านทำให้ผู้คนสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่เกิดขึ้น
“เขาทำสิ่งใดกัน!”
เซี่ยหลันพึมพำเสียงเบาแล้วมองไปยังเสื้อเกราะที่อยู่ไม่ไกลนักอย่างละเอียดแต่ก็ไม่รู้แน่ชัดว่าแท้จริงแล้วมันคือสิ่งใดกันแน่
นัยน์ตาของเมิ่งเหลยพลันวาวโรจน์ก่อนจะเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าคิดว่าจะสามารถเอาชนะข้าได้อย่างนั้นหรือสำหรับข้าแล้วพลังของเจ้าในตอนนี้ยังไม่แข็งแกร่งพอ!”
เมิ่งเหลยเดินเข้าไปหาเมิ่งฝานด้วยความรวดเร็วและไม่ยำเกรงขณะเดียวกันเมิ่งเหลยก็ขยับแขนแล้วชกออกไปหมัดอันทรงพลังเคลื่อนไหวในอากาศด้วยความเร็วสูง แม้ว่าหมัดของเขาจะยังไปไม่ถึงเป้าหมายแต่กำลังภายในที่แผ่ซ่านออกมาก็น่าสะพรึงเป็นอย่างยิ่ง!
ทว่าเมิ่งฝานหาได้หลบเลี่ยงแต่อย่างใดแต่กลับชกออกไปเช่นกัน
ตาต่อตา! ฟันต่อฟัน!
ผู้คนที่อยู่โดยรอบพวกเขาต่างก็หน้าถอดสีไปตามๆกันเพราะนึกไม่ถึงว่าเมิ่งฝานที่ถอดเสื้อเกราะออกไปจะเลือกเผชิญหน้ากับเมิ่งเหลยด้วยหมัดทั้งยังละทิ้งความเร็วของตนไปแล้วด้วย กลยุทธ์ในการต่อสู้เช่นนี้หาได้ต่างจากการรนหาที่ตายไม่
ปัง!
หมัดของทั้งสองปะทะกันกลางอากาศ เซี่ยหลันและคนอื่นๆ ต่างก็รู้สึกตกตะลึงจนเนื้อเต้นไปตามๆกัน
ทว่าในชั่วพริบตาต่อมานัยน์ตาของพวกเขาต่างก็วาวโรจน์เพราะภาพที่ปรากฏนั้นหาใช่ภาพเมิ่งฝานที่ลอยกระเด็นออกไปไม่แแต่กลับกลายเป็นว่า...ร่างกายที่ใหญ่ยักษ์ของเมิ่งเหลยถอยหลังออกไปหนึ่งก้าว!
เมื่อปะทะกันด้วยพลังจึงพบว่านอกจากเมิ่งฝานจะไม่ด้อยกว่าแล้วนั้นดูเหมือนยังเหนือกว่าอีกด้วย
เกิดเสียงฮือฮาขึ้นมาทั่วบริเวณ รวมถึงเมิ่งซีที่อยู่ด้านหลังก็ยังมีสีหน้าที่แสดงถึงความตกตะลึงเช่นกัน
เป็นดั่งที่รั่วสุ่ยอีเอ่ยเอาไว้จริงเมื่อใดที่เขาถอดเกราะอัสนีออก พลังปราณซึ่งถูกสยบไว้ก็จะระเบิดออกมามากกว่าเดิมหนึ่งเท่าตัวพลังการต่อสู้ก็จะฟื้นตัวราวสองเท่าต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่อยู่ในขั้นหลอมปราณระดับที่แปดเมิ่งฝานก็ไม่คิดที่จะล่าถอย
นัยน์ตาทั้งสองอัดแน่นไปด้วยความต้องการสู้แล้วในวินาทีต่อมาเมิ่งฝานก็ก้าวเดินไปเบื้องหน้าพลางขยับร่างกายกำลังภายในเดือดพล่านก่อนจะลงมือไปพร้อมกัน หลังจากถอดเกราะอัสนีออกไปเมิ่งฝานก็สัมผัสได้ว่าพลังปราณภายในร่างกายนั้นเดือดพล่านไม่หยุดยั้งเวลานี้มีความต้องการเพียงอย่างเดียวที่เกิดขึ้นในหัว นั่นคือการปลดปล่อย!
ศิษย์ของพรรคตระกูลเมิ่งเพียงไม่กี่คำนี้ก็มากพอที่จะทำให้จิตสังหารปกคลุมไปทั่วหัวใจของเมิ่งฝานแล้ว
เพียงชั่วพริบตาต่อมาหมัดของเมิ่งฝานก็ปะทะเข้ากับหมัดของเมิ่งเหลยทั้งสองต่างคล้ายดั่งสัตว์อสูรผู้ดุร้ายทั้งสิ้น เมื่อหมัดปะทะกันก็เกิดระลอกคลื่นและแผ่ซ่านไปด้วยพลังที่ต่อกรกันอยู่ในอากาศ
เสียงที่คล้ายดั่งสายฟ้าฟาดดังกังวานไปทั่วบริเวณซึ่งนั่นก็ทำให้หัวใจของผู้คนทั้งหลายสั่นสะท้านไปด้วย
หลังจากนั้นเพียงไม่กี่อึดใจร่างของเมิ่งเหลยกระเด็นถอยหลังไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางระลอกคลื่นแห่งพลังที่สาดซัดร่างของเขามีเลือดหลั่งไหลแทบจะล้มลงไปกับพื้น ทว่าเมิ่งฝานกลับยังคงยืนอยู่กับที่และมองอีกฝ่ายด้วยนัยน์ตาอันเย็นชา
น่าสะพรึงกลัวเสียจริง!
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าภายในร่างกายที่บอบบางของเมิ่งฝานจะแฝงไปด้วยพลังมหาศาลถึงเพียงนี้เมื่อขยับก็ทรงพลังแข็งแกร่งไร้เทียมทาน แม้จะเป็นสัตว์ป่าอย่างเมิ่งเหลยก็ยังหาใช่คู่ต่อสู้ของเมิ่งฝานไม่!
โฮก!
เสียงที่คล้ายดั่งสัตว์ป่าดังออกมาจากปากของเมิ่งเหลยสองขายืนอยู่กับที่ นัยน์ตาแดงก่ำด้วยความกระหายเลือดขั้นสูงสุด ขณะเดียวกันพลังปราณภายในร่างกายของเขาก็เพิ่มพูนขึ้นมาหนึ่งเท่าตัวก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงอันเยือกเย็น“เมิ่งฝาน ข้าจะให้เจ้าได้เห็นวิชาลับของตระกูลเมิ่งปราณหวนเอกา!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นร่างของเมิ่งเหลยก็ขยับ เพียงชั่วพริบตากลิ่นอายแห่งพลังพลันเพิ่มขึ้นมาหนึ่งเท่าตัวแล้วพุ่งทะยานเข้าหาเมิ่งฝานดุจดั่งสัตว์ร้ายที่กำลังบ้าคลั่งกลิ่นอายแห่งพลังถาโถมเทียมฟ้า ความกระหายเลือดเพิ่มพูนขั้นสูงสุด
“วิชายุทธ์ระดับอักษรหง ปราณหวนเอกา!”
เซี่ยหลันที่ยืนอยู่ด้านหลังมีสีหน้าที่เปลี่ยนแปลงไป แล้วถอนหายใจอย่างตกตะลึงอย่างไม่อาจหักห้ามได้นางเคยได้ยินวิชายุทธ์นี้มาก่อนและรู้ว่ามันคือวิชาที่ใช้เพื่อกระตุ้นศักยภาพภายในร่างกายออกมาในชั่วพริบตาสามารถทำให้พลังปราณพัฒนาขึ้นหนึ่งเท่าตัวทั้งยังทำให้ผู้ใช้สูญสิ้นสติจนกลายเป็นเสมือนเครื่องจักรสังหาร
และมันย่อมเกิดผลข้างเคียงต่อชีวิตของผู้ฝึกฝนด้วย ฉะนั้นแล้วถึงแม้ว่าจะมีพลังทำลายล้างค่อนข้างสูงแต่ก็มีศิษย์ของพรรคเพียงไม่กี่คนที่ยินดีจะฝึกฝนมันซึ่งพวกเขาเองก็นึกไม่ถึงว่าเมิ่งเหลยจะใช้วิชายุทธ์นี้ได้ สิ่งที่เขาต้องเผชิญจึงกลายเป็นสัตว์ร้ายในร่างมนุษย์ที่ยังมีชีวิต
เพียงชั่วพริบตาร่างของเมิ่งเหลยก็พุ่งเข้าหาเมิ่งฝานระลอกคลื่นแห่งพลังแผ่ซ่านออกมาพร้อมกับหมัดที่ชกออกไป
รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงก่อนที่นัยน์ตาจะวาวโรจน์ขึ้นความเยือกเย็นแผ่ซ่านไปพร้อมกับร่างที่เคลื่อนขยับ พลังยาตราเซียนเหินถูกปล่อยออกมาเมิ่งฝานพลันเคลื่อนตัวไปในอากาศอย่างรวดเร็วปานสายฟ้า
แม้ต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่คล้ายดั่งสัตว์ร้ายอย่างเมิ่งเหลยแต่เมิ่งฝานก็ไม่ถอยซ้ำยังรุกหน้าไปอีกด้วย! ผู้คนที่อยู่โดยรอบต่างก็ส่งเสียงฮือฮาออกมา ทว่าเวลานี้เมิ่งฝานกลับขยับแขนทั้งสองข้างและตวาดออกมาเสียงดัง
“ทะลวงธารา!”
วิชายุทธ์ระดับอักษรฮวงทะลวงธารา!
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอานุภาพที่มีผลต่อชีวิตจึงทำให้จิตสังหารของเมิ่งฝานเพิ่มพูนขึ้นในขั้นสูงสุดก่อนจะชกออกไปหนึ่งหมัดด้วยพลังของสายธารหลั่งสมุทร
หมัดของเขาชกเข้าไปยังหมัดของเมิ่งเหลยอย่างดุดันเลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นไปในอากาศ ก่อนที่ร่างของเมิ่งเหลยจะชะงักงันอย่างฉับพลัน ท่อนแขนเริ่มแตกจนมีเลือดไหลทว่าเมิ่งฝานหาได้หยุดยั้งเพียงเท่านั้นไม่
เวลานี้เขาชี้นิ้วออกไปเมื่อแสงอันเจิดจรัสปรากฏขึ้นที่ปลายนิ้วพลังปราณมากมายดั่งสายน้ำหลากพลันระเบิดออก
หนึ่งกระบี่ชี้ปราณสวรรค์!
สองหมัดสะท้านสิงขร!
นี่เป็นการปลดปล่อยพลังออกไปอย่างรวดเร็วถึงสองครั้งหนึ่งนิ้วนั้นพุ่งไปยังหน้าอกของเมิ่งเหลย จากนั้นหมัดทั้งสองของเมิ่งฝานซึ่งเป็นเสมือนขุนเขาที่ผสานตัวเข้าด้วยกันก็พุ่งเข้าไปยังศีรษะของเมิ่งเหลยอย่างดุดันและมีพลังปราณระเบิดออกมา!
ตู้ม!
พลังปราณมากมายแผ่ซ่านไปทั่วสารทิศเมิ่งฝานลงมายืนยังพื้นเบื้องล่างพร้อมทั้งยกยิ้มอย่างกระหายเลือดร่างกายของเขาเต็มไปด้วยเลือด แม้ว่ากระบวนท่าทั้งสองจะใช้พลังปราณมากมายแต่มันก็ทำให้พลังปราณของเมิ่งฝานลดลงไปเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น
ส่วนเบื้องหน้าของเขานั้นร่างของคนผู้หนึ่งล้มลงไปเบื้องล่างอย่างช้าๆ ซึ่งแน่นอนว่านั่นคือเมิ่งเหลย ที่บอกว่าเป็นเพียงร่างกายนั้นก็เพราะว่าศีรษะของเขาถูกเมิ่งฝานทำลายไปจนหมดสิ้นแล้ว!
สังหารเมิ่งเหลยต่อหน้าของเมิ่งซี!
ยามนี้แม้แต่บรรดาศิษย์ของพรรควรยุทธ์อีกหลายแห่งซึ่งมาจากเมืองซ่างจิงก็ยังชะงักงันไปตามๆกัน พร้อมกับมองเมิ่งฝานด้วยสายตาที่แปลกประหลาด
แม้ว่าเมิ่งเหลยจะเป็นเพียงบุตรชายของพ่อบ้านแต่เบื้องหลังของเขาก็เป็นถึงตระกูลเมิ่งแห่งเมืองซ่างจิงหากจะตีสุนัขก็ต้องดูว่าเจ้าของมันเป็นผู้ใด การที่กล้าสังหารศิษย์ของตระกูลเมิ่งอย่างเมิ่งเหลยต่อหน้าของเมิ่งซีเช่นนี้ต้องมีความกล้าถึงเพียงใด?
กรอดกรอด...
เสียงกำหมัดแน่นดังขึ้นเมื่อเมิ่งซีเริ่มเดือดดาลเขากำหมัดแน่นจนเส้นเอ็นปูดนูนก่อนจะปล่อยพลังปราณออกมาจากร่างกาย ซึ่งอานุภาพของพลังนั้นก็ทำให้หัวใจของคนทั้งหลายสั่นสะท้าน
“เจ้าน่ะหรือเมิ่งฝาน รนหาที่ตาย!”
เมื่อพูดจบเมิ่งซีก็ก้าวออกไปเบื้องหน้า เนื่องด้วยเขาเป็นจอมยุทธ์ในขั้นหลอมปราณระดับเซียนเมื่อปล่อยพลังปราณออกมาจึงราวกับว่ามีพายุลูกใหญ่กำลังก่อตัวทำให้ผู้คนทั้งหลายต่างหวาดกลัวไปตามๆ กัน
แล้วในเวลาต่อมาเซี่ยหลันที่อยู่ด้านหลังก็ก้าวออกมาเช่นกันก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบทว่าใบหน้านั้นกลับเย็นชายิ่งนัก “แล้วจะอย่างไรเล่าเมิ่งซี เจ้าคิดที่จะทำผิดกฎระหว่างพวกเราอย่างนั้นหรือ?”
เมื่อเห็นว่าเซี่ยหลันยืนอยู่ข้างกายของเมิ่งฝาน เมิ่งซีก็ตวาดเสียงเข้มแล้วเอ่ยว่า“เมิ่งฝาน เจ้าทำได้เพียงยืนอยู่ด้านหลังของสตรีหรือไรเจ้ากล้าสู้กับข้าหรือไม่?”
เมื่อได้ยินดังนั้นเมิ่งฝานก็ลูบปลายจมูกแล้วเอ่ยถามเสียงเรียบ “ไม่รู้ว่าเจ้าเป็นผู้ใดกัน?”
เมื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าของเมิ่งซีพลันมีความเดือดดาลปรากฏเขาเห็นเมิ่งฝานแล้วรู้ว่าอีกฝ่ายมีอายุไม่เกินสิบหกปี แต่ตอนนี้ตนเองอายุสิบเก้าปีแล้วบำเพ็ญตนมานานกว่าอีกฝ่ายถึงสองปี
ความแตกต่างนี้ทำให้เขารู้ว่าในภายหน้าเมิ่งฝานอาจจะเหนือกว่าตนก็เป็นได้!
เมื่อคิดได้ดังนั้นนัยน์ตาของเมิ่งซีจึงอัดแน่นไปด้วยความเยือกเย็น เขากัดฟันเอาไว้อยู่พักใหญ่ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา“ได้ วันนี้องค์หญิงสามอยู่ ณ ที่แห่งนี้ด้วยข้าจะยังไม่ทำร้ายเจ้า แต่ว่า...เมิ่งฝานเกรงว่าเจ้าคงไม่มีโอกาสได้รอดกลับออกไปจากหอโอสถเสียแล้ว เมื่อใดที่การช่วงชิงแห่งหอโอสถจบลงข้าจะสังหารเจ้าทันทีผู้ใดที่ตระกูลเมิ่งแห่งเมืองซ่างจิงคิดจะสังหาร มันผู้นั้นต้องตาย!”
“แล้วข้าจะรอแต่ข้าเชื่อว่าผู้ที่ตายจะต้องไม่ใช่ข้าเป็นแน่!” เมิ่งฝานตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็นลมปราณภายในร่างกายพลันถาโถมขึ้นมา แม้เขาจะรู้ดีว่าการมีเรื่องกับตระกูลเมิ่งในยามนี้หาใช่เรื่องที่ฉลาดแต่อย่างใดแต่ในเมื่อเรื่องมาถึงขนาดนี้แล้วเขาก็ต้องก้าวเดินไปทีละขั้น
เส้นทางที่เขาเลือกเดินคือการดำเนินชีวิตไปบนความตายหากเขาไม่สังหารผู้อื่นตนเองก็จะถูกสังหารแทน แม้จะเป็นคนของตระกูลเมิ่งก็ใช่ว่าจะสามารถสังหารเขาได้ง่ายๆ!
หึ!
เมิ่งซีกระตุกยิ้มแล้วสะบัดชายแขนเสื้อชี้ไปยังคนข้างกายทั้งสี่แล้วถามถึงชั้นที่สี่ของหอโอสถก่อนจะก้าวเดินไปยังที่หมาย
ทางฝั่งของเซี่ยหลันที่เห็นท่าทีของเมิ่งซีก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างจนปัญญา “โชคดีที่เขายังยำเกรงต่อฐานะของข้าอยู่บ้างหากเขาคิดจะสังหารใครสักคนจริงๆ ...เกรงว่าเจ้าคงจะไม่อาจห้ามเขาได้!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็พยักหน้ารับก่อนจะสวมชุดเกราะดังเดิมแม้ว่าเขาจะอาศัยพลังของทะลวงธาราและยาตราเซียนเหินในการต่อสู้จนพลิกสถานการณ์ได้แต่การเผชิญหน้ากับจอมยุทธ์ขั้นหลอมปราณระดับเซียนอย่างเมิ่งซีก็ยังหาได้เพียงพอไม่
หลังจากนั้นชั่วครู่เซี่ยหลันก็กัดฟันแน่นก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม “เจ้า...จะต้องระวังตัวให้มาก ออกจากหอโอสถเมื่อใดก็รีบไปให้ไกลทันทีอย่าได้อยู่ที่นี่ต่อ!”
เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่เซี่ยหลันเอ่ยออกมานั้นคือความจริงเมื่อออกไปจากหอโอสถแล้วเมิ่งฝานจะต้องเจอกับการไล่ล่าสังหารครั้งใหญ่เป็นแน่ซึ่งหากไม่ระวังก็อาจต้องตายในทันใด
เด็กหนุ่มลูบปลายจมูกของตนเองนัยน์ตาวาวโรจน์แล้วถามออกไปเสียงเรียบ “ข้ามผ่านด่านนี้ไปให้ได้ก่อนก็แล้วกันขอรับเข้าไปดูดซับพลังงานของหอโอสถแห่งนี้ด้วยกัน!”
เซี่ยหลันพยักหน้ารับแล้วมองเมิ่งฝานด้วยนัยน์ตาที่มีความรู้สึกมากมายเพราะรู้ว่าหากไม่มีเมิ่งฝานคอยต่อสู้อย่างสุดกำลังทุกคนคงต้องกลับไปมือเปล่า แม้ว่ายามนี้เมิ่งฝานจะยังไม่อาจต่อกรกับเมิ่งซีได้แต่ก็น่าสะพรึงอย่างยิ่งแล้วการเป็นปรมาจารย์จิตศัสตราระดับสามรวมถึงเป็นจอมยุทธ์ในขั้นปัจจุบันก็เป็นสิ่งที่แม้แต่ในเมืองซ่างจิงยังถือว่าไม่เลวอย่างยิ่ง
แต่การที่มีเรื่องกับตระกูลเมิ่งเช่นนี้เป็นเรื่องที่ต่อให้ในภายภาคหน้าจะมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในจอมยุทธ์ยอดฝีมือที่แข็งแกร่งก็อาจจะต้องสิ้นหวัง!เมื่อคิดได้ดังนั้นเซี่ยหลันพลันรู้สึกละอายใจขึ้นมาในทันใดแต่ก็รีบเก็บงำความรู้สึกเอาไว้ในทันที
หลังจากที่ปรายตามองผู้คนทั้งหลายเซี่ยหลันก็เลือกจอมยุทธ์ที่มีขั้นพลังไม่เลวมาสองคนรวมถึงหลินถังด้วย แล้วก้าวขึ้นไปยังชั้นที่สี่ของหอโอสถแห่งนี้
เมื่อบรรดาศิษย์จากพรรควรยุทธ์ทั้งหลายของเมืองซ่างจิงมองไปยังเมิ่งฝานก็รู้สึกคับแค้นใจจนกัดฟันแน่นเพราะนึกไม่ถึงว่าตำแหน่งที่เดิมทีควรเป็นของตนเองจะถูกเมิ่งฝานช่วงชิงไปเช่นนี้
ทว่าภายในแววตาที่อัดแน่นไปด้วยความคับแค้นใจนั้นก็แฝงไปด้วยความยำเกรงแม้แต่เมิ่งเหลยยังต้องตายใต้น้ำมือของอีกฝ่าย หากไม่ใช่เมิ่งซีคงไม่มีผู้ใดสามารถขัดขวางเมิ่งฝานได้!
ทางฝั่งของเมิ่งฝานนั้นหาได้สนใจสายตารอบกายไม่ เขาเดินขึ้นไปยังชั้นที่สี่พร้อมกับเซี่ยหลันและคนอื่นๆที่เดินตามหลัง
เพียงชั่วพริบตารอบกายก็เปลี่ยนไป เมื่อเทียบกับด้านนอกแล้วชั้นที่สี่นับว่ามีพลังของฟ้าดินหนาแน่นยิ่งกว่ามีแสงซึ่งคล้ายดั่งหมอกสีขาวปกคลุมอยู่โดยรอบจนทำให้การมองเห็นของพวกเขาเลือนราง
อีกทั้งยังมีแรงกดดันมากมายอยู่บนร่างกายด้วยทำให้แม้แต่เมิ่งฝานก็ยังรู้สึกว่าพลังปราณในร่างกายของตนเองถูกบั่นทอนให้ลดลง
แต่ถึงกระนั้นเมิ่งฝานก็ยังสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ามีผู้คนจำนวนไม่น้อยกำลังดูดซับพลังงานของฟ้าดินที่ถาโถมอยู่ในขณะนี้
“ที่นี่แหละ!”
เซี่ยหลันคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย หลังจากนั้นจึงนั่งขัดสมาธิลงไปที่มุมหนึ่งของชั้นที่สี่เพื่อดูดซับพลังแห่งฟ้าดินทางฝั่งของหลินถังและคนอื่นๆ ต่างก็นั่งลงตามเซี่ยหลัน นัยน์ตาแสดงถึงความตื่นเต้น
เมิ่งฝานสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของพลังแห่งฟ้าดินแล้วเลียริมฝีปาก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปด้านบนแล้วเอ่ยถามเสียงใส“เหตุใดจึงหยุดอยู่เพียงที่นี่ ไม่รู้ว่าในชั้นที่ห้าจะเป็นอย่างไร?”
เมื่อได้ยินในสิ่งที่เมิ่งฝานเอ่ยออกมาเซี่ยหลันก็ส่ายหน้าแล้วเอ่ยว่า“อย่าได้เข้าไป ข้างในนั้นไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง!”
“มันเป็นเช่นไร?”
นัยน์ตาของเมิ่งฝานแฝงไปด้วยความสงสัยเมื่อมองไปยังใบหน้าอันเคร่งขรึมของเซี่ยหลันก็รู้ว่าหอโอสถแห่งนี้จะต้องมีความลับมากมายเป็นแน่
“ชั้นที่ห้าของหอโอสถถูกผนึกเอาไว้ด้วยพรมแดนโลกาที่แข็งแกร่งแรงกดดันสูงกว่าชั้นที่สี่ถึงสิบเท่าฉะนั้นแล้วถึงแม้ว่าหอโอสถจะเปิดให้เข้ามาเป็นเวลานานหลายปีแต่ก็มีคนที่สามารถเข้าไปถึงชั้นที่ห้าได้เพียงน้อยนิดอยู่ที่นี่แหละ!”
เมื่อได้ยินเซี่ยหลันเอ่ยเช่นนั้น เมิ่งฝานยังไม่ทันได้เอ่ยอันใดออกไปเสียงของรั่วสุ่ยอีก็ดังขึ้นมาแล้ว“เมิ่งฝาน เข้าไปในชั้นที่ห้าข้าว่า...โอกาสที่จะบรรลุของเจ้ามาถึงอีกแล้วล่ะ!”