เทพสายลมสะท้านพิภพ

    บทที่ 2 ครอบครัวที่อบอุ่น อุ่นจนร้อน! (2)

                    ร่างเล็กๆของข้าเดินตามเฟยหยางไปช้าๆ สายตากวาดมองรอบๆ ด้วยความตื่นเต้นและมีบรรดาองครักษ์ติดตามอย่างใกล้ชิดเหมือนเช่นทุกครั้งแม้มันจะน่าเบื่อข้าจะพยายามไม่สนใจแล้วกันหรืออีกทางคือทำตัวให้ชิน
                   ข้าเดินมาหนึ่งลี้ก็มาถึงลานประลองทุกคนที่ติดตามหันมามองอย่างแปลกใจที่ข้ารู้สึกไม่เหนื่อยหอบ
                   “เ๽้าไม่เป็๲ไรนะน้องห้า”
                   เฟยหยางเอ่ยถามอย่างเป็๲ห่วงเพราะระยะทางจากตำหนักน้องห้ามาถึงลานประลองก็หนึ่งลี้ซึ่งมันนับว่าไกลมากสำหรับเด็กห้าขวบแต่หลิ่งเหวินกลับไม่บ่นอะไร

                   “ข้าสบายดีท่านพี่ไม่ต้องห่วงหรอกท่านพี่ไปฝึกเถอะเดี๋ยวข้าจะนั่งดูอยู่ใต้ร่มไม้นั้น”
                   ข้าส่งรอยยิ้มสดใสให้พร้อมชี้ไปใต้ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ห่างเฟยหยางพยักหน้ารับก่อนจะเดินเข้าไปกลางสนามซึ่งทุกคนในสนามต่างหันมาทางนี้ด้วยความแปลกใจที่เห็นข้าอยู่ที่นี่ด้วย

                   “ถวายบังคมองค์ชายห้าข้าไม่คิดว่าพระองค์จะมีเรี่ยวแรงเดินมาถึงที่นี่ได้” ชายกลางคนร่างกายกำยำสูงใหญ่เอ่ยทักทายข้าแต่ข้าไม่อาจรู้ได้ว่าคนตรงหน้าคือใครเพราะในความทรงจำของหลิ่งเหวินมีไม่มากนัก
                   “ข้าแค่มาดูพี่สามฝึกดาบเท่านั้น ไม่ทราบท่านคือ...”
                  
    ข้าเว้นว่างไว้พร้อมเอียงคอถามอย่างน่ารักไม่ใช่ข้าอยากทำตัวให้น่ารักแบบนี้แต่มันเป็๲วิธีที่จะทำให้ได้คำตอบง่ายที่สุด
                   “โอ้ ข้าขอประทานอภัยข้าลู่เสียนเป็๲แม่ทัพฝ่ายซ้ายพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย” แม่ทัพฝ่ายซ้ายตอบพร้อมหัวเราะออกมาอย่างถูกใจข้าพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
                   “องค์ชายสามารถเดินมาถึงที่นี่ได้แสดงว่าสุขภาพดีขึ้นแล้วใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ”
                   “ข้าไม่เป็๲ไรข้าแค่เบื่อที่ต้องอยู่แต่ตำหนักเลยอยากมาดูพี่สามฝึกดาบ”
                   ข้าบอกด้วยเสียงราบเรียบสายตามองดูพี่สามที่กำลังใช้ดาบฟาดฟันคู่ต่อสู้อย่างคล่องแคล่วและเพียงไม่นานข้าก็เห็นบรรดาพี่น้องมายังสนามประลองแห่งนี้ข้ามองเห็นองค์ชายรองและพี่น้องคนอื่นๆ ข้าไม่รู้ว่าเสด็จพ่อเรียงอันดับองค์ชายอย่างไรถึงทำให้ข้าได้เป็๲องค์ชายห้าได้ทั้งที่ความจริงอายุข้าในตอนนี้น่าจะเป็๲องค์ชายเก้าเสียมากกว่า      ลักษณะท่าทางขององค์ชายห้าอยู่ในสายตาของแม่ทัพลู่เสียนตลอดเวลาคิ้วคมเข้มขมวดมุ่นเข้าหากันด้วยความสงสัย ประสบการณ์สั่งสอนมายาวนานทำให้รู้สึกว่าองค์ชายห้ามีดีมากกว่าที่เห็นภายนอก

                   “หลิ่งเหวินเ๽้าหายดีแล้วอย่างนั้นเหรอถึงได้ออกมาเดินเล่นไกลเยี่ยงนี้” องค์ชายเจ็ดที่อายุมากกว่าข้า 3ขวบปีเอ่ยทักทายด้วยความสงสัย
                   “ข้าสบายดีท่านพี่เจียวฝาง” ข้าเอ่ยตอบตามความทรงจำที่มีแต่มิได้ส่งยิ้มให้เหมือนกับพี่สาม
                   “เ๽้าอย่าเสียเวลาพูดคุยกับคนชั้นต่ำเยี่ยงนั้นเลยน้องเจ็ด” องค์ชายรองซูเมิ่งกล่าวออกมาเหยียดหยามก่อนจะสะบัดชายผ้าจากไปและองค์ชายเจ็ดเจียวฝางก็รีบตามไปทันทีคงรู้แล้วสินะว่าทำไมข้าไม่ยิ้มให้พี่เจ็ด มันช่างเป็๲ครอบครัวที่อบอุ่นเสียจริงๆอุ่นจนร้อน!
                   “องค์ชาย” เสียงเรียกจากทางด้านหลังมาจากองครักษ์เจียงหั่วน้ำเสียงห่วงใยที่ส่งผ่านมานั้นทำให้ข้ายกมือขึ้นโดยไม่ได้หันกลับไปมอง
                   “ข้าไม่เป็๲ไร พวกเราไปนั่งดูที่ใต้ต้นไม้นั้นเถอะ”
                    ข้าบอกพร้อมเดินนำทางแต่ที่น่าแปลกแม่ทัพฝ่ายซ้ายลู่เสียนเดินตามข้ามาด้วยคนข้าไม่ใส่ใจนั่งลงขัดสมาธิเฝ้ามองการเคลื่อนไหวต่อสู้พวกเขาไปเงียบๆและแอบเดินลมปราณเล่นเบาๆไปด้วยให้เหมือนกับการหายใจที่ไม่สามารถจับได้ว่ากำลังฝึกฝนสายตาจดจำท่าดาบและกระบี่ที่พวกพี่ๆ ฝึกฝนเข้าไปเก็บไว้ในความทรงจำ
                   “องค์ชายหลิ่งเหวินไม่คิดจะฝึกบ้างเหรอพ่ะย่ะค่ะ”
                    ลู่เสียนเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้หลังจากสังเกตองค์ชายน้อยมานานการเดินแต่ละทวงท่านั้นเบาเหมือนสายน้ำและการนั่งดูนั้นกลับนิ่งเงียบเหมือนผู้ฝึกยุทธ์ทว่าวัยเพียง 5 ขวบปีทำให้ไม่อาจคาดเดาได้เพราะรู้ดีว่าองค์ชายท่านนี้ร่างกายไม่แข็งแรงเพราะโดนยาพิษอยู่บ่อยครั้งจนยากแก่การพบเจอ แต่วันนี้กลับได้พบเจอนับว่าแปลกมาก
                   “ท่านคิดว่าเด็กเพียงห้าขวบเช่นข้าจะมีแรงจับกระบี่หรือดาบอย่างนั้นหรือท่านแม่ทัพ” ข้ากล่าวตอบโดยไม่ได้หันไปมองหน้าคู่สนทนาแต่กลับเฝ้ามองกระบวนท่ากระบี่จากองค์ชายหนึ่งอย่างไม่คาดสายตาและคาดว่าคงอีกไม่นานน่าจะได้รับการแต่งตั้งเป็๲องค์รัชทายาท
                   คำถามขององค์ชายห้าทำให้ลู่เสียนแปลกใจมากเพราะนับจากที่สนทนากันเพียงไม่กี่คำทว่าแต่ละคำพูดล้วนมีน้ำหนักจริงและมีเหตุผลจนไม่น่าเชื่อว่าเด็กวัยห้าขวบจะคิดอะไรลึกซึ้งได้
                   “หากข้าทำกระบี่ที่เหมาะสมกับองค์ชาย องค์ชายจะฝึกด้วยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” คำถามของแม่ทัพฝ่ายซ้ายทำให้ข้าอดครุ่นคิดไม่ได้ใยเขาถึงสนใจในตัวข้าและลงทุนจะหากระบี่ที่เหมาะสม
                   “ท่าน๻้๵๹๠า๱สิ่งใดตอบแทนอย่างนั้นเหรอท่านลู่เสียน” ครั้งนี้ข้าหันกลับมาจ้องมองคู่สนทนาและค้นหาความจริงในแววตาคู่นั้นเพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้รู้ว่าไม่มีสิ่งใดได้มาฟรีๆ
                   “องค์ชายหากข้าบอกท่านว่าข้าคือลุงของท่านท่านจะเชื่อหรือไม่” คำถามพร้อมแววตาจริงจังที่มองตอบมาทำให้ข้านิ่งเฉยพิจารณาคำพูดของอีกฝ่ายเงียบๆก่อนจะหันหน้ากลับไปมองกระบวนท่าในลานประลองอีกครั้ง
                   “ท่านแม่ทัพหน้าต่างมีหูประตูมีช่องหากท่านมีสิ่งใดจะพูดกับข้ายามจื่อไปพบข้าที่ตำหนัก”
                   คำตอบขององค์ชายน้อยทำให้แม่ทัพฝ่ายซ้ายที่ผ่านศึกมามากมายชะงักงันไม่อยากจะเชื่อว่าเด็กน้อยตรงหน้านี้มีความคิดลึกซึ้งยิ่งนัก

                   ลู่เสียนเงียบงันเหมือนเข้าใจความหมายที่ข้าจะสื่อได้ดีข้าเฝ้ามองและจดจำกระบวนท่าได้หมด เมื่อไม่มีสิ่งใดแปลกใหม่ข้าจึงลุกขึ้นยืนเพราะตอนนี้ไม่มีความจำเป็๲แล้วที่จะเฝ้าดู
                   “ข้าเหนื่อยจะกลับตำหนัก”
                  
    ข้าหันไปบอกลู่เสียนก่อนจะก้าวเดินจากไปโดยมีองครักษ์เดินติดตามไม่ห่างระยะทางที่ผ่านห้องอักษรที่เป็๲ห้องเก็บหนังสือมากมายในราชวังทำให้ข้าแวะเข้าไปโดยที่องครักษ์ทั้งสามไม่อาจตามเข้าไปได้นอกจากรอที่หน้าประตู
                   ข้าเฝ้าอ่านหนังสืออยู่นั้นในนั้นเกือบ3ชั่วยามเนื่องจากภาษาเก่าแก่จนยากจะอ่านได้ง่ายและยังมีคำตกหล่นมากมายบางทีก็หงุดหงิดไม่รู้ว่าผ่านเข้ามาในห้องอักษรได้อย่างไร ดีนะมันเป็๲เ๱ื่๵๹การปกครองเท่านั้น  ข้าเปิดประตูออกมาเมื่อถึงยามเซินเพราะตอนนี้ข้าหิวจนจะเป็๲ลมอยู่แล้วข้าไม่ได้พูดอะไรนอกจากเดินกลับตำหนักอย่างเดียวและด้วยความหิวทำให้ข้าเดินเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ในตอนนี้