ทันทีที่ได้ยินว่าหาหลินเสวี่ยหลานพบแล้วหลินเสวี่ยอีก็เลิกผ้าม่านแล้วมองออกไปด้านนอกทันทีเห็นเพียงรถม้าคันหนึ่งจอดอยู่หน้าขบวน ชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบห้ายี่สิบหกคนหนึ่งเดินลงมาจากรถม้าเขามีรูปโฉมธรรมดา ตัวไม่สูงนัก แต่สีหน้าดูซีดเซียวอย่างน่าประหลาดราวกับตุ๊กตากระดาษก็ไม่ปาน เขาพูดคุยอะไรบางอย่างกับหลิวขุยบางทีอาจตกลงกันไม่ได้กระมัง สีหน้าของเขาจึงไม่น่าดูเล็กน้อย
ครู่หนึ่งหลินเสวี่ยหลานก็เดินออกมาจากรถม้าแล้วกลับเข้าไปในขบวนเนรเทศ
หลินเสวี่ยจู๋คลี่ยิ้มเล็กน้อย
ไอ๊หยา นี่คือตัวประกอบชายที่รับหน้าที่เป็นเกราะกันกระสุนกล่าวได้ว่าสุนัขรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ของนางเอกออกโรงแล้ว
ตัวประกอบชายคนนี้ชื่อโจวเซินอี้ผู้คนเรียกเขาว่าหมอเทวดาโจว การมีอยู่ของเขานอกจากจะเพื่อเน้นย้ำถึงบุคลิกภาพอันทรงเสน่ห์ของนางเอกอย่างหลินเสวี่ยหลานแล้วยังทำให้ผู้อ่านเห็นภาพด้วยว่าการเลียแข้งเลียขาหมายความว่าอย่างไรเพียงแต่นั่นเป็นเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง
โจวเซินอี้เกิดในครอบครัวคหบดีทรัพย์สินของครอบครัวไม่อาจพูดได้ว่าร่ำรวยเทียบเท่าแคว้น แต่นับได้ว่ามีอำนาจประมาณหนึ่งเนื่องจากเขาอ่อนแอมาตั้งแต่เล็ก บิดามารดาจึงพยายามเสาะหาหมอชื่อดังมาตรวจอาการเขาไม่คาดคิดว่าเขาจะมีพรสวรรค์ เติบโตขึ้นกลายเป็นหมอเทวดาที่มีชื่อเสียงในใต้หล้าหากบุคคลในตำนานเช่นนี้ไม่นิสัยเสียก็คงจะดี
หลินเสวี่ยจู๋ยิ้มเยาะเล็กน้อยก่อนจะละสายตาไป
ขบวนเนรเทศเดินหน้าต่อและรถม้าของโจวเซินอี้ก็ติดตามไปอย่างเงียบงัน
หลินเสวี่ยหลานพบฮูหยินผู้เฒ่าแล้วแต่กลับไม่พบกัวซื่อกับหลินเสวี่ยอี หลังจากซักถามจึงรู้ว่ากัวซื่อถูกฝังอยู่ในท้องของสัตว์ร้ายไปแล้วแต่หลินเสวี่ยอีกลับขึ้นไปนั่งบนรถม้าของหลินเสวี่ยจู๋
หลินเสวี่ยหลานร้องไห้อย่างเศร้าโศกอยู่ครู่หนึ่งเมื่อถึงเวลาพักกลางวันนางจึงเดินมาที่รถม้า เมื่อเห็นพี่สาวหลินเสวี่ยอีก็ยื่นมือออกไปด้วยความสนิทสนม แต่หลินเสวี่ยหลานกลับเมินนาง รีบพุ่งมาเอ่ยกับหยวนซิว“น้องเขย เมื่อคืนข้าช่วยเหลือหมอเทวดาโจวผู้มีชื่อเสียงในใต้หล้าโดยไม่ได้ตั้งใจเขาจึงตัดสินใจเดินทางร่วมกับพวกเราเพื่อตอบแทนบุญคุณที่ข้าช่วยชีวิตเขารับปากว่าจะช่วยรักษาท่าน ข้าจะเชิญเขามาตรวจ จึงอยากรู้ว่าท่านสะดวกเมื่อไร?”
เมื่อเห็นความกระตือรือร้นและชื่นชมอย่างไม่ปิดบังบนใบหน้าของหลินเสวี่ยหลานหลินเสวี่ยอีก็มองไปทางหลินเสวี่ยจู๋โดยไม่รู้ตัว ‘นี่ นี่ นี่...พี่หญิงจะไม่โกรธใช่หรือไม่?’ แต่หลินเสวี่ยจู๋กลับมีท่าทีสงบนิ่ง กระทั่งมีรอยยิ้มที่มุมปาก
‘มาแล้วมาแล้วในที่สุดนางเอกก็เปิดฉากรุกพระเอกแล้ว!’
ในนิยายบรรยายว่าหลินเสวี่ยหลานเป็นสตรีจากตระกูลใหญ่ที่ปฏิบัติตามธรรมเนียมเป็นอย่างยิ่งแม้ว่าจะรักน้องเขยอย่างลึกซึ้ง แต่ก็แสดงออกอย่างมีขอบเขต ตอนที่น้องสาวอย่างหลินเสวี่ยจู๋ยังไม่ตายก็ไม่กล้าข้ามเส้นแม้เพียงครึ่งก้าวต่อมาเมื่อน้องเขยกลายเป็นพ่อหม้ายหลินเสวี่ยหลานก็ไม่ควบคุมอารมณ์ที่เพิ่มขึ้นภายในใจอีกต่อไป เริ่มคิดเรื่องผิดศีลธรรมกับน้องเขยสุดท้ายก็กลายเป็นแสงจันทร์อันสุกสกาวเพียงหนึ่งเดียวในหัวในของพระเอกที่เข้าสู่ด้านมืด
ตอนที่อ่านเนื้อเรื่องส่วนนี้หลินเสวี่ยจู๋ไม่รู้สึกถึงความไม่เหมาะสมเลยแต่ตอนนี้มาคิดดูแล้วก็ราวกับมีตรงไหนที่ไม่ถูกต้อง
หลินเสวี่ยหลานคะนึงหาน้องเขยมาหลายปีกระทั่งอายุมากแล้วก็ยังไม่ออกเรือน เมื่อน้องสาวตายก็รับช่วงต่ออย่างรวดเร็วนี่เป็นเรื่องที่คนปกติทำจริงๆ น่ะหรือ?
แต่ตอนนี้เมื่อเห็นน้องสาวที่เดิมทีเอาแต่สร้างปัญหาได้แปรเปลี่ยนเป็นคนว่าง่ายและรู้ความขึ้นมาหลินเสวี่ยหลานย่อมรู้สึกหมดหวังที่จะปีนป่ายขึ้นไปสู่จุดสูงสุด นางคงจะหวาดกลัว และรอไม่ไหวที่จะลงมือแล้วกระมัง?
หลินเสวี่ยจู๋มีลางสังหรณ์ว่านี่จะเป็นละครฉากใหญ่ที่กลิ่นน้ำชาอบอวล[1] จึงรอฟังคำตอบของหยวนซิวด้วยความตื่นเต้นและประหม่า
“ไม่จำเป็นท่านอาของฮูหยินข้าก็เป็นหมอ เขาย่อมรักษาข้าได้” หยวนซิวตอบอย่างเย็นชา
ความตื่นเต้นในการชมละครของหลินเสวี่ยจู๋หายวับไปทันที
เกิดอะไรขึ้น? เหตุใดพระเอกถึงปฏิเสธนางเอกเล่า?
ไม่เอานะนางยังอยากอยากฝึกศิลปะชงชาแล้วทำให้กลิ่นน้ำชาอบอวลกับหลินเสวี่ยหลานอยู่นะ
เส้นทางการเนรเทศน่าเบื่อถึงเพียงนี้จะไม่ให้นางได้รับชมเรื่องบันเทิงเลยหรือ?
หลินเสวี่ยจู๋ความคิดแล่นโพล่งออกไปทันที “ท่านอาของข้าเป็นหมอธรรมดาย่อมเทียบไม่ได้กับหมอเทวดาโจวที่มีวิชาแพทย์สูงล้ำ สามีมิสู้ท่านให้หมอเทวดาโจวตรวจดูเถิด ไม่แน่ว่าจะมีปาฏิหาริย์นะเจ้าคะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หยวนซิวก็ขมวดคิ้วมุ่นส่วนหลินเสวี่ยหลานกับหลินเสวี่ยอีก็จ้องมองหลินเสวี่ยจู๋ด้วยความสงสัย
หลินเสวี่ยจู๋กล่าวด้วยรอยยิ้ม “น้องสาวมานั่งบนรถม้าของพวกเราพี่สาวของนางก็ต้องจ่ายค่ารถสักหน่อย นับว่าเป็นเรื่องปกติกระมัง?”
หลินเสวี่ยหลานมองหลินเสวี่ยจู๋ราวกับอีกฝ่ายกำลังล้อเล่น“ค่ารักษาของหมอเทวดาโจวไม่อาจเทียบกับค่ารถอันน้อยนิดได้”
“อย่างนั้นหรือ?” หลินเสวี่ยจู๋ถามด้วยความสนใจ“เช่นนั้นหมอเทวดาโจวต้องการค่ารักษาเท่าไรเล่า?”
หลินเสวี่ยหลานดวงตาเป็นประกายก่อนจะเอ่ยด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง “หากเป็นเจ้า ทองพันแท่งก็ยากที่จะขอร้องเขาแต่หากเป็นข้า เขาไม่รับสักอีแปะ”
หลินเสวี่ยจู๋มีท่าทีเข้าใจ “พูดเช่นนี้หมายความว่าสามีข้าต้องพึ่งน้ำใจของเจ้าหรือ?”
หลินเสวี่ยหลานนิ่งค้าง นางตระหนักได้ทันทีว่าตนเองติดกับของหลินเสวี่ยจู๋แล้วนางมองไปทางหยวนซิวอย่างตื่นตระหนก ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงน้อยอกน้อยใจ “น้องเขยข้าไม่ได้หมายความเช่นนี้”
หยวนซิวเหลือบมองนางอย่างเย็นชา“ในเมื่อไม่ใช่ก็ไม่ต้องพูดให้มากความ”
หลินเสวี่ยหลานไม่ยินยอม พยายามเอ่ยอีกครา“แต่ขาของท่าน...”
“ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้า”หยวนซิวทำให้นางต้องกลืนคำพูดที่เหลือกลับลงไป
ใบหน้าของหลินเสวี่ยหลานเดี๋ยวคล้ำเดี๋ยวแดงเดิมทีนางคิดว่าพาหมอเทวดากลับมาจะทำให้หยวนซิวจดจำน้ำใจของนางอย่างลึกซึ้งและทำให้หลินเสวี่ยจู๋เสียหน้าต่อหน้าสาธารณชนด้วย
ไม่คาดคิดว่าคนที่เสียหน้าจะเป็นตนเอง!
หลินเสวี่ยหลานทั้งโกรธทั้งเกลียดเพียงแต่คนที่นางโกรธคือหยวนซิว ส่วนคนที่เกลียดกลับเป็นหลินเสวี่ยจู๋
นางแพศยาผู้นี้ย่อมต้องใช้วิธีการอะไรสักอย่างหรือไม่ก็เห็นนางกลับมาก็ชิงว่าร้ายนางต่อหน้าหยวนซิวก่อนมิฉะนั้นหยวนซิวจะเย็นชากับนางถึงเพียงนี้ได้อย่างไร!
หลินเสวี่ยหลานฝืนรักษารอยยิ้มบนใบหน้าจากนั้นก็เอ่ยคำลาอย่างสุภาพแล้วขอตัวจากไป
หลินเสวี่ยอีเห็นพี่สาวไม่เหลือบมองตนเองสักแวบในใจก็ผิดหวังอย่างยิ่ง ธูปฤาษีในมือถูกดึงแล้วดึงอีกจนแทบขาด
หลินเสวี่ยจู๋เห็นท่าทางของนางก็ไม่พูดอะไร
ธรรมชาติของมนุษย์คือสิ่งที่ซับซ้อนที่สุดปล่อยให้เด็กสาวที่ไร้เดียงสาคนนี้ได้ลิ้มลองเองเถิด
ทันใดนั้นนางก็เห็นหยวนซิวกำลังมองตนเองอยู่ใบหน้าของเขาคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
หลินเสวี่ยจู๋ปล่อยให้จิตวิญญาณการแสดงเข้าร่างนางบีบเสียงให้ฟังดูอ่อนโยนทันที “สามีเหตุใดท่านถึงปฏิเสธความหวังดีของพี่หญิงเล่า? หมอเทวดาโจวผู้นั้นมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นปรมาจารย์ด้านการฟื้นฟูที่ใช้ทองพันแท่งก็ยากจะขอร้องให้เขารักษาเชียวนะ”
หยวนซิวแค่นเสียงเย็นชา“ย่อมเป็นเพราะกลัวว่าฮูหยินจะจ่ายค่ารักษาไม่ไหว”
หลินเสวี่ยจู๋ฟังออกว่าเขากำลังเหน็บแนมตนเองแต่นางไม่ได้สนใจ
เพียงแต่สงสัยว่านิยายไม่ได้ระบุว่าพระเอกจะค่อยๆตระหนักถึงความดีงามของรักแท้ภายใต้การรุกอย่างอ่อนโยนของนางเอกหรอกหรือ?
เหตุใดทันทีที่นางเอกแสดงตนต่อหน้าพระเอกพระเอกกลับมองเจตนาที่แท้จริงของนางออก?
เนื้อเรื่องนี้จะดำเนินไปในทิศทางที่พระเอกกลายเป็นปรมาจารย์ด้านการลิ้มรสชาหรือไม่?
น่าตื่นเต้นเหลือเกิน!
ขณะที่หลินเสวี่ยจู๋กำลังลอบตื่นเต้นนางก็ได้ยินเสียงเกือกม้าดังแว่วมาจากนอกตู้โดยสาร นางจึงเลิกผ้าม่านขึ้น เมื่อมองออกไปก็เห็นรถม้าของโจวเซินอี้กำลังแล่นผ่านรถม้าของนางไป
ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายตั้งใจหรือไม่ระยะห่างระหว่างรถม้าทั้งสองคันอยู่ใกล้กันมาก ถึงขนาดตอนที่โจวเซินอี้ชะโงกหน้าออกมาก็สบตากับหลินเสวี่ยจู๋เข้าพอดี
รูปลักษณ์ดูราวกับผีอย่างไรอย่างนั้น!
หลินเสวี่ยจู๋ตัวสั่นเทิ้ม
โจวเซินอี้ไม่เพียงแต่มีใบหน้าตอบและผิวซีดยังมีดวงตาสีดำที่มีรูม่านตาเล็กอย่างเห็นได้ชัด ดูแล้วค่อนข้างน่ากลัวและน่าตกใจยิ่งกว่าที่บรรยายไว้ในนิยายเสียอีก
บางทีหลินเสวี่ยจู๋อาจควบคุมท่าทางประหลาดใจของนางไว้ไม่ได้โจวเซินอี้ผู้นั้นจึงจ้องนางด้วยสายตาดุร้าย
.............................
[1] กลิ่นน้ำชาอบอวลเป็นคำเปรียบเปรย หมายถึง คู่รักที่แสดงความรักอย่างสุดซึ้งและปรารถนาที่จะจับมือไปด้วยกันจนแก่เฒ่า