ตอนที่ 22 การแสดงที่แสนห่วย
ตอนที่ 22 การแสดงที่แสนห่วย เมื่อรู้ว่าละครโทรทัศน์ถ่ายทำออกมาแล้ว เดิมทีภายในระยะเวลาอันสั้นจะไม่สามารถขายให้กับพ่อของตัวเองได้ ยังไงเสียหวังเป่าหลงก็เป็นเพียงรองผู้อำนวยการสถานีเท่านั้น ความแตกต่างระหว่างรองผู้อำนวยการสถานีกับผู้อำนวยการสถานี เขาก็ได้รับรู้แล้ว เมื่อไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ ก็ไม่มีสิทธิ์ในการซื้อละครโทรทัศน์เรื่องนี้ละครโทรทัศน์ยังมีปัจจัยอีกหลาย ๆ อย่างที่เข้ามาเกี่ยวข้อง หวังซินไม่เข้าใจบางสิ่งในเรื่องพวกนี้ชั่วขณะ คิดแค่ว่าเขียนบทละครของตัวเองให้ดี หลังจากนั้นก็ขายให้กับหลินชง แล้วถือโอกาสนั้นรับบทเป็นคนแสดงหลิวซิง ก็กลับไม่เลวเลยทีเดียวหลินชงเห็นลูกตาของหวังซินที่กระพริบไม่หยุด ก็รู้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้กำลังคิดอะไรอยู่ จากการพูดคุยกับหวังซิน ก็รู้ว่าหวังซินมีความคิดที่แปลกประหลาดเยอะมาก ทันใดนั้นเขาจึงพูดไปตรง ๆ ว่า:“สำหรับเรื่องที่เธอจะรับบทเป็นหลิวซิงนี้ ฉันมีแค่เงื่อนไขเดียว ขอแค่เธอทดสอบการแสดงสำเร็จ ฉันถึงจะสามารถให้เธอแสดงได้”“ไม่มีปัญหาครับ” หวังซินคิดแล้วคิดอีก ตัวเองในโลกก่อนหน้านี้ยังไงก็เคยเป็นนักแสดงตัวประกอบมาก่อน หรือจะบอกว่าการรับบทหลิวซิงบทบาทเดียว ตัวเองจะไม่สามารถผ่านการทดสอบได้งั้นเหรอ?มองดูหวังซินในตอนนี้ที่มีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความมั่นอกมั่นใจ ในใจของหลินชงกลับเตรียมตัวที่จะหัวเราะเยาะหวังซิน ถึงแม้ว่าหวังซินในตอนนี้จะเป็นคนที่คิดและทำอะไรไม่เหมือนกับคนปกติทั่วไป โดยมีลักษณะนิสัยคล้ายกับหลิวซิงในบทละคร แต่สิ่งที่ทำให้เขาแสดงบทบาทหนึ่งออกมาได้อย่างแท้จริงนั้น ตอนที่ไปทดสอบการแสดงต่อหน้ากับผู้กำกับและทีมงานมากมาย ก็ไม่รู้ว่าเขาจะมีความกล้านี้หรือไม่ “สถานที่ทดสอบการแสดงกำหนดไว้ที่เมืองซีจิง เธอเตรียมตัวไว้สักหน่อยละกันนะ ถึงเวลานั้นฉันจะแจ้งเธอเอง”“ไม่มีปัญหาครับ” เมื่อได้ยินคำพูดของหลินชง ที่มุมปากของหวังซินจึงมีรอยยิ้มขึ้นมา จู่ ๆ ในหัวก็ปรากฏภาพช่วงชีวิตที่ไปเป็นนักแสดงตัวประกอบในโลกยุคหลังขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวช่วงเวลานั้นลำบากมาก เขาฝึกฝนตัวเองอย่างหนักในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก แม้แต่หลับก็นอนหลับได้ไม่สนิท กินสามมื้อต่อวันแบบไม่มีกฏเกณฑ์ใด ๆ และบ่อยครั้งที่เป็นแค่คนผ่านทางคนหนึ่งในละครโทรทัศน์ แม้แต่บทพูดก็ไม่มีเพราะเป็นทหารที่‘ตายแล้ว’ตอนนี้มีโอกาสอยู่ตรงหน้าตัวเองแล้ว ความเจ็บปวดเหล่านั้นที่เคยเผชิญมาทั้งหมดในโลกก่อนหน้านี้ เขาไม่ยอมที่จะไปเผชิญกับมันอีก ซึ่งในใจได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้ว ว่าจะต้องคว้าโอกาสในครั้งนี้ไว้ให้ได้“งั้นก็ดี วันหยุดสุดสัปดาห์เธอมาหาฉันที่นี่นะ”เมื่อได้ยินหลินชงพูดแบบนี้ ในใจของหวังซินก็รู้สึกตื้นตันเล็กน้อย เวลาได้กำหนดไว้ในวันหยุดสุดสัปดาห์ เขารู้ว่าหลินชงกำลังใส่ใจเวลาของเขาอยู่“ขอบคุณที่คุณให้โอกาสนี้กับผมครับ”หวังซินพูดอย่างจริงจัง“เหอะเหอะ โอกาสมีให้เธอแล้ว ก็มาดูกันว่าเธอจะสามารถคว้ามันไว้ได้ไหม”หลินชงมองหวังซิน แล้วยิ้มออกมาหวังซินก็ไม่ได้สนใจเรื่องนี้ แล้วยังคงพูดคุยกับหลินชงเกี่ยวกับเรื่องของบทละครอีกนิดหน่อย หลังจากนั้นก็ตรงกลับบ้านไปหาพ่อแม่เพื่อปรึกษาเรื่องการทดสอบการแสดงในครั้งนี้ภายในบ้าน หวังซินยังคงครุ่นคิดเรื่องของตัวเองต่อไป เรื่องการทดสอบการแสดงในครั้งนี้ จะต้องพูดกับพ่อแม่ยังไงดีล่ะ?ในสายตาของพ่อแม่ตัวเองก็ยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่งเท่านั้น ครั้งที่แล้วก็ได้เสนอเรื่องแผนการสร้างบ้านพักสวัสดิการในอนาคตไปแล้ว สิ่งที่เรียกว่ารางวัลใหญ่ของพ่อแม่ก็คาดไม่ถึงว่าจะได้แค่เงินสิบหยวนเท่านั้น โดยแสดงให้เห็นถึงสถานะของตัวเองที่อยู่ในสายตาของพ่อแม่ตอนเย็น หวังเป่าหลงและภรรยาก็กลับถึงบ้าน ในห้องรับแขก หวังซินก็มารอพ่อแม่อยู่ก่อนตั้งนานแล้วเมื่อเห็นหวังซินที่ไม่ได้ไปเข้าเรียนวิชาเรียนรู้ด้วยตนเอง หวังเป่าหลงและภรรยาก็เห็นภาพนี้จนชินตาแล้ว แต่ว่าหวังเป่าหลงก็ไม่พอใจจุดนี้ของหวังซินมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ที่มักจะชอบโดดเรียนเมื่อเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของพ่อเล็กน้อย หวังซินจึงไม่ปล่อยโอกาสให้หวังเป่าหลงได้เปิดปาก แล้วจึงรีบพูดก่อนว่า:“พ่อครับ ขอปรึกษากับพ่อแม่สักเรื่องหนึ่งครับ!”“แกมีเรื่องสำคัญงั้นเหรอ?”หวังเป่าหลงชายตามองหวังซิน แล้วในใจก็ยิ้มอย่างเย็นชาพร้อมพูดว่า:“ไอ้เด็กบ้า ถ้าไม่พูดเหตุผลออกมาดี ๆ ล่ะก็ คอยดูนะว่าฉันจะไม่ปล่อยแกไว้แน่”“เป็นเรื่องสำคัญแน่นอนครับ”“พูดมา”“สิ่งนี้……ผู้กำกับที่มีชื่อเสียงในประเทศและหลินชงที่เป็นแมวมองได้เห็นพรสวรรค์การแสดงในตัวผม โดยเตรียมที่จะให้บทบาทหนึ่งกับผมในละครโทรทัศน์เรื่องใหม่ สุดสัปดาห์นี้เธอให้ผมไปทดสอบครับ” เมื่อหวังซินพูดออกมา จึงรีบสังเกตที่สีหน้าของหวังเป่าหลงเมื่อน้ำเสียงของเขาเบาลง สีหน้าของหวังเป่าหลงก็เปลี่ยนไปด้วยความสับสน ซึ่งสายตาที่มองหวังซินก็เต็มไปด้วยความไม่พอใจอ้างอิงตามความคิดของเขา หวังซินอยู่ในช่วงของวัยเรียน การตั้งใจเรียนหนังสือ และการเข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงจึงจะเป็นเรื่องที่สำคัญ ตอนนี้คาดไม่ถึงว่าจะทิ้งการเรียนแล้วไปเป็นนักแสดง ก็ทำให้เขารับไม่ได้เล็กน้อย“ไม่ได้”หวังเป่าหลงปฏิเสธโดยทันที แล้วพูดว่า:“การเรียนต้องมาก่อน”แต่ในเวลานี้หวังจวนกลับพูดอย่างจริงจังว่า:“ที่ลูกพูดมาเป็นเรื่องจริงงั้นเหรอ?”เมื่อหวังเป่าหลงได้ยินคำพูดของหวังจวน ก็จ้องหวังจวนตาเขม็ง แล้วพูดว่า: “ก็เป็นเพราะคุณที่ทำให้ลูกเสียนิสัย ตอนนี้การเรียนเป็นเรื่องสำคัญ อายุน้อยไม่ศึกษาเล่าเรียน จะไปเป็นนักแสดงอะไรกัน!”“คุณคะ ลูกของเรามีโอกาสเป็นของตัวเอง พวกเราควรสนับสนุนถึงจะใช่ คุณก็เห็นแล้วว่า ในด้านการเรียนเขาทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง เดิมทีแล้วจิตใจเขาก็ไม่ได้สนใจในด้านการเรียนสักเท่าไหร่ คุณเอาแต่เรียกร้องให้ลูกเรียนหนังสือ ก็จะได้แค่ผลตรงกันข้าม พูดอีกอย่าง ตอนนี้ลูกก็โตแล้ว มีความคิดเป็นของตัวเอง พวกเราควรสนับสนุนลูกถึงจะถูกต้อง คุณกับฉันก็ไม่สามารถช่วยเหลือลูกไปได้ตลอดชีวิตหรอกนะ!”หลังจากวันตรุษจีนเป็นต้นมา หวังจวนก็ให้ความสำคัญต่อความคิดของหวังซินมาโดยตลอด ในช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ หวังซินได้เปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก ถึงแม้ว่าปกติแล้วจะก่อเรื่องวุ่นวายบ้างเล็กน้อย แต่ว่านี่ไม่ใช่ช่วงวัยที่กำลังลองผิดลองถูกหรอกเหรอ?หวังซินที่อยู่ด้านข้างได้ยินการสนับสนุนของแม่ ก็รู้ว่ามีความหวัง ซึ่งหวังเป่าหลงก็เป็นคนกลัวภรรยาคนหนึ่ง ไม่ว่ายังไงคำพูดของภรรยา ที่แม้จะรู้สึกขัดแย้งอยู่ในใจ แต่ก็ต้องเชื่อฟังแน่นอนตอนนี้หวังซินจึงรีบใช้โอกาสจากการสนับหนุนของหวังจวนแล้วพูดว่า: “ก็คือว่า พ่อครับ พ่อก็ไม่สามารถที่จะช่วยเหลือผมไปได้ตลอดชีวิต ผมขอลองไปทดสอบที่เยี่ยนจิงก่อนนะครับ หลังจากที่ผ่านแล้วนอกจากจะได้เล่นละครโทรทัศน์แล้ว ก็ยังมีเวลาอื่นที่สามารถเรียนได้ กลับกันโดยที่ไม่ต้องกังวลถึงปัญหาการเรียนของผมหรอกครับ” เมื่อได้ยินที่ลูกชายพูดแบบนี้แล้ว หวังเป่าหลงก็คิดแล้วคิดอีก จึงรู้สึกว่ามีเหตุผล บวกกับที่ภรรยาสนับสนุนหวังซิน นี่กลับทำให้หวังเป่าหลงไม่มีอะไรจะพูดแล้ว“ตามใจแก เรื่องของตัวแกเอง ตัวเองก็คิดให้ดีละกัน”เมื่อหวังเป่าหลงพูดจบ ก็ไม่สนใจหวังซินอีกต่อไป แต่หวังจวนกลับนับวันก็ยิ่งพอใจที่ลูกชายได้แสดงออกมาให้เห็นในช่วงนี้ ใบหน้าจึงมีรอยยิ้มแห่งความอิ่มเอมขึ้นมาโดยไม่รู้ตัววันเสาร์ หวังซินก็ไปโรงแรมที่หลินชงนัดตามเวลาที่ตกลงกันไว้ หลินชงจึงพาหวังซินมาที่หอประชุมของโรงแรม หอประชุมนี้เป็นห้องที่หลินชงตั้งใจเช่าเอาไว้เฉพาะเมื่อไม่กี่วันมานี้ ตั้งแต่หวังซินรับปากตกลงว่าจะขายบทละครให้กับเธอ เธอจึงเริ่มเตรียมการเรื่องนี้ไว้ระยะเวลาเพียงแค่ห้าวัน ทุกอย่างในที่นี้ล้วนจัดเตรียมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ณ ด้านในห้องสตูดิโอ ก็ยังมีนักแสดงอื่น ๆ ที่มาทดสอบด้วย แต่ว่านักแสดงที่มีชื่อเสียง หวังซินไม่เห็นแม้แต่คนเดียวเมื่อเพิ่งมาถึงสถานที่ทำการทดสอบ หวังซินก็มองดูคู่แข่งคนอื่น ๆ ในหอประชุมที่มาทำการทดสอบ สีหน้าของเขาจึงมีความกังวลขึ้นมาเล็กน้อยยิ่งใกล้ไปทางเวที ใจเขาก็ยิ่งเต้นเร็วขึ้น ในช่วงเวลานี้ฝ่ามือของเขาก็เริ่มมีเหงื่อออกมาไม่หยุด คำพูดก็น้อยลง ในขณะที่เดินนั้นร่างกายเขายังสั่นอยู่นิดหน่อย จึงแสดงให้เห็นว่าเขายิ่งรู้สึกเป็นกังวลมากขึ้น “อีกสักครู่ตอนที่ไปทำการทดสอบไม่ต้องตื่นเต้นนะ ไม่อย่างงั้นตามที่ดูสภาพของเธอในตอนนี้แล้ว คงจะไม่ผ่านเป็นแน่” หลินชงตั้งใจเตือนหวังซินเป็นพิเศษ นึกไม่ถึงว่าหลังจากที่หวังซินได้ยินคำพูดนี้ของหลินชงแล้ว ทั้งตัวก็ตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิมเสียอีกฉากที่อยู่ตรงด้านหน้าทำให้เขานึกถึงช่วงชีวิตของนักแสดงตัวประกอบในโลกยุคหลัง ชีวิตที่แสนยากลำบากนี้ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดใจทุกครั้งที่ได้นึกถึงเขาแตกต่างจากคนอื่น เพราะว่าในโลกยุคหลังก็เคยผ่านช่วงชีวิตที่แสนลำบากของการเป็นนักแสดงตัวประกอบมาแล้ว ในช่วงเวลาอันสั้นนี้หวังซินคาดไม่ถึงว่าจะให้ความสำคัญกับโอกาสในการทดสอบนี้เป็นพิเศษ นั่นก็เพราะว่าเขาใส่ใจกับมันมากเกินไป จึงส่งผลให้หวังซินในตอนนี้ไม่มีทางที่จะสงบจิตใจที่ตื่นเต้นนี้ได้เมื่อมองดูเด็กหนุ่มเด็กสาวที่อายุระหว่างสิบห้าถึงยี่สิบปีบนเวทีที่ต่างคนต่างแสดงพรสวรรค์ทางด้านการแสดงของตัวเองได้มาแสดงต่อหน้าแสงสปอตไลท์และทีมงานทั้งเจ็ดท่านอย่างอิสระเสรี จึงทำให้หวังซินยิ่งรู้สึกกังวลในตอนนี้หลินชงก็ไม่ได้อยู่ข้าง ๆ หวังซินแล้ว ตอนนี้เธอตั้งใจไปทักทายทีมงาน ไม่อยากให้เป็นเพราะหวังซินคือคนที่เธอพามา แล้วก็จะให้อภิสิทธิ์แก่หวังซิน ในเวลานี้ผู้ช่วยของหลินชงมองเห็นหวังซินที่อยู่ด้านข้าง ก็แอบถอนหายใจออกมา สามารถเขียนบทละคร《Home With Kids》ออกมาได้ ก็พิสูจน์ได้ว่าตัวเขาเองมีพรสวรรค์ในการสร้างสรรค์ แต่พรสวรรค์ในการสร้างสรรค์ ไม่ได้หมายความว่าจะมีพรสวรรค์ในการแสดง ตอนนี้ร่างกายของเขาสั่นเล็กน้อย มือทั้งสองข้างกำหมัดแน่น มีเหงื่อไหลออกมาเต็มหน้าผาก สิ่งเหล่านี้ล้วนเผยให้เห็นถึงความตื่นตระหนกที่อยู่ในใจของเขาหากอาศัยท่าทีของหวังซินในตอนนี้ แล้วจะประสบความสำเร็จในการทดสอบได้ยังไงกัน จะแสดงความสามารถในการแสดงของตัวเองออกมาได้ยังไงกันล่ะ ?หลินชงก็นึกไม่ถึงว่าคนที่พูดคุยเก่ง อีกทั้งมีความรู้รอบด้านอย่างหวังซินซึ่งในตอนนี้จะตื่นตระหนกได้ขนาดนี้ เด็กชายหญิงคนอื่น ๆ ที่ทดสอบอยู่บนเวทีแม้ว่าจะมีบางส่วนที่เป็นกังวล แต่ก็ไม่เหมือนกับหวังซินที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ตอนที่ยังไม่ได้ขึ้นทดสอบบนเวที ก็คาดไม่ถึงว่าจะออกอาการได้แย่ขนาดนี้การเป็นตัวประกอบในโลกยุคก่อน แม้แต่โอกาสในการทดสอบก็ยังไม่มี ในเมื่อตอนนี้มีโอกาสแล้ว จะต้องคว้าเอาไว้ให้ได้ หกล้มจากตรงไหน ก็ลุกขึ้นมาจากตรงนั้น!ในใจหวังซินเตือนตัวเองมาตลอด แต่ว่ายิ่งในใจคิดแบบนี้ ก็ยิ่งไม่มีทางควบคุมความกังวลในใจได้เลย ยังไม่ทันได้ตั้งตัว ด้วยเวลาที่เดินไปเรื่อย ๆ ในที่สุดทีมงานก็ตะโกนเรียกชื่อของหวังซิน “หวังซิน ถึงตาเธอแล้ว!” ทีมงานตะโกนเรียกชื่อของหวังซินไปแล้วสองรอบ แต่หวังซินก็ทำเหมือนไม่ได้ยิน ช่วยไม่ได้ ผู้ช่วยของหลินชงได้ดึงแขนของหวังซินแล้วเขย่าเบา ๆ หวังซินที่ยังตกอยู่ในห้วงความทรงจำก็ถูกผู้ช่วยของหลินชงเขย่าเรียกสติ เขาจึงหันไปมองผู้ช่วย ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความงงงวยในเวลานี้ผู้ช่วยของหลินชงได้เห็นสีหน้าของหวังซิน ก็นวดหน้าผากของตัวเองเบา ๆ ให้ตายสิ ในเวลานี้เด็กหนุ่มคนนี้คาดไม่ถึงว่าจะกังวลจนใจลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว หากอาศัยทีท่าของเขาในตอนนี้ จะทดสอบการแสดงสำเร็จได้ยังไงกันล่ะช่างมันเถอะ เขียนบทละครยังไงก็เหมาะกับแค่เขียนบทละคร ให้เขาได้ลองเวทีสักครั้ง จะตกรอบก็ช่างมันเถอะ“ถึงตานายไปทดสอบแล้ว”“ห้ะ? ถึงตาผมแล้วงั้นเหรอ?” เมื่อหวังซินได้ยินคำพูดนี้ ในใจก็ทั้งตื่นเต้น ทั้งกังวลเขารีบเดินไปบนเวที แสงของไฟสปอตไลท์ที่สาดกระทบลงบนหน้า ทำให้เขาผ่านแสงไฟที่สาดกระทบ โดยสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าทีมงานพวกนั้นกำลังรอการแสดงของตัวเองอยู่ หวังซินรีบสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ กดเอาความตื่นเต้นภายในใจออกไป เตรียมที่จะใช้พรสวรรค์ในการแสดงของตัวเองแสดงออกมา“เรียนคณะกรรมการทุกท่านสวัสดีตอนเช้าครับ ผมคือหลิวซิง ผม……”หวังซินยังไม่ทันพูดจบ ก็รู้ตัวว่าตัวเองพูดผิดไปแล้วคณะกรรมการได้แต่มองหน้ากันไปมาไม่พูดไม่จา แม้แต่หลินชงและผู้ช่วยของหลินชงก็ตกตะลึงเหมือนกันยังไงพวกเธอก็นึกไม่ถึงว่าหวังซินจะตื่นเต้นได้ขนาดนี้ตอนนี้แค่แสดงพรสวรรค์ในการแสดงของตัวเองออกมา ยังไม่ได้ไปกำหนดว่าจะต้องแสดงบทบาทไหน เขาก็คาดไม่ถึงว่าแม้แต่ตำแหน่งของตัวเองก็ยังยืนไม่ถูก!...