เมื่อได้ดื่มสุรากับราชาปีศาจทั้งห้าในงานฉลองครั้งใหญ่เฉินหมิงก็เริ่มครุ่นคิดว่าจะสะสางปัญหาความคืบหน้าของภารกิจนี้อย่างไร หากมองจากนิยามการทำลายล้างหากภารกิจยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ก็น่าจะเป็นเพราะยังมีพวกเดนตายเหลือรอดอยู่
เฉินหมิงนั่งอยู่ในกระโจม พร้อมกับสั่งให้หมีใหญ่ไปเรียกขุนพลปีศาจหมาป่าเผือกมาเข้าพบหมีใหญ่จับขุนพลปีศาจหมาป่าเผือกคุกเข่าลงเบื้องหน้าเฉินหมิง ขุนพลปีศาจหมาป่าเผือกเองก็ไม่มีการขัดขืนแต่อย่างใดการคุกเข่าต่อราชาปีศาจหาใช่เรื่องที่เสื่อมเสียเกียรติอะไรไม่
เฉินหมิงมองไปทางขุนพลปีศาจหมาป่าเผือก แล้วถาม: “เจ้าคิดจะทำเช่นใดต่อ ?”
ขุนพลปีศาจหมาป่าเผือกตอบ: “ราชาที่เสียมงกุฎราชาปีศาจราชสีห์ที่ได้พ่ายแพ้ไปแล้ว พวกข้ามีแต่ต้องยอมศิโรราบเท่านั้น”
นับแต่อดีตกาลเผ่าปีศาจมักจะยึดถือผู้แข็งแกร่งเป็นผู้นำขุนพลปีศาจหมาป่าเผือกไม่ได้เป็นพวกที่จงรักภักดีจนยอมตายแทนราชาปีศาจราชสีห์ได้มีความเป็นไปได้ที่แม้กระทั่งตัวราชาปีศาจราชสีห์เองก็ยังไม่ทราบว่าผู้ที่จงรักภักดีจนยอมตายตกแทนได้นั้นกลับมีเพียงหนึ่งเดียว นั่นก็คือขุนพลปีศาจกวาง
ถึงอย่างไรเฉินหมิงก็ไม่คิดที่จะกวาดล้างขุมกำลังของราชาปีศาจราชสีห์ให้สิ้นซากกันอยู่แล้วแต่เขากลับใช้เวลาโดยส่วนใหญ่อยู่กับการสะสางเรื่องราวภายนอก บนยอดเขาของเขาที่มีแต่จ้าวชิงเหยาและหลิงเซียนถ้าเกิดมีข้อผิดพลาดอะไร เช่นนั้นย่อมต้องแย่แน่นอน
เกี่ยวกับขุนพลปีศาจเหล่านี้ เฉินหมิงหาได้คาดหวังให้มาพวกเขามาอยู่ใต้อาณัติของตนไม่เพราะเขาไม่อาจเชื่อใจขุนพลปีศาจพวกนี้ได้ อีกทั้งยังไม่มีสักตนที่ตัวเองพอจะไว้ใจได้
ถ้าหากขุนพลปีศาจเกิดความคิดที่จะจับตัวหลิงเซียนและจ้าวชิงเหยาเอาไว้เมื่อถึงเวลานั้นต่อให้เขามานั่งร้องไห้ก็คงไม่ทันกาลแล้ว ไม่ง่ายเลยที่จะเสาะได้ผักกุยช่ายมาสักต้นยังไงก็ไม่อาจปล่อยให้เด็กน้อยพวกนี้มีอันตรายได้
ความคิดของเฉินหมิงในตอนนี้เมื่อเทียบกับเมื่อก่อนย่กลับถือได้ว่าไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วก่อนหน้านี้ถ้ามีขุนพลปีศาจมาเข้าร่วม เขาคงจะมีความสุขอยู่บ้าง ในตอนนี้เขากลับมีความสนใจต่อราชาปีศาจเสียมากกว่า
การที่ราชาปีศาจทั้งห้าได้ร่วมมือกันสังหารราชาสักตนนั้นถือเป็นเรื่องที่พบเจอได้น้อยนักคาดว่าคงจะมีแต่เด็กน้อยทั้งห้าตนนี้ที่พอจะเชื่อใจได้บ้างรอจนตนเองสำเร็จเป็นจ้าวราชาปีศาจ ก็จะมีความสามารถที่จะลงแส้กับราชาปีศาจเหล่านี้ได้แล้วเช่นนี้จึงเป็นวิธีการที่จะทำให้ขุมกำลังแข็งแกร่งได้มากที่สุด
ราชาปีศาจทั้งห้า สามารถที่จะกลืนกินขุมกำลังของหุบเขาพรางอากาศได้อย่างง่ายดายอีกทั้งในเวลาที่ตัวเองไม่อยู่ที่นี่ ก็ยังมีราชาปีศาจทั้งห้าคอยดูแล อีกทั้งคนปกติทั่วไปก็จะไม่กล้าแตะต้องจ้าวชิงเหยาและหลิงเซียนตัวเองจึงสามารถที่จะออกไปภายนอกได้อย่างวางใจ
เมื่อได้ข้อสรุปเช่นนี้
จึงให้ราชาปีศาจพยัคฆ์ดำรับขุนพลปีศาจหมาป่าเผือกเอาไว้เฉินหมิงสังเกตเห็นค่าความคืบหน้าเพิ่มขึ้นมา 5% ดูเหมือนว่าผลลัพธ์จากการฆ่ากับการรับมาอยู่ในสังกัดจะมีผลลัพธ์เช่นเดียวกันจึงไม่จำเป็นที่จะต้องเข่นฆ่าให้วุ่นวายแล้ว
เมื่อเห็นว่าผลลัพธ์เช่นนี้สามารถบรรลุผลได้ เฉินหมิงเองก็ได้แบ่งสันปันส่วนบริวารหุบเขาพรางอากาศไปเข้าร่วมกับราชาปีศาจพยัคฆ์ดำ
เฉินหมิงเดินเข้าไปในกระโจมใหญ่ของราชาปีศาจทั้งห้าที่ใช้ในการประชุมพร้อมกับนั่งลงบนที่นั่งของตัวเอง ราชาปีศาจพยัคฆ์ดำกล่าว: “พันธมิตรหกราชาของพวกเรา เนื่องจากเป็นเพราะทำการโค่นล้มราชาปีศาจราชสีห์ซ้ำยังได้ฆ่าสองราชาเผ่ามนุษย์ อีกทั้งยังได้ฆ่าราชาปีศาจราชสีห์ที่อยู่ในขอบเขตคลังเทวะระยะแรกจนเกิดเป็นชื่อเสียงอำนาจ ตอนนี้เมื่อได้รับชัยชนะก็ได้เวลาที่จะมาแบ่งรางวัลของผู้ชนะกันแล้ว น้องเฉินหมิงที่ลงแรงมากที่สุด ไม่ทราบว่าน้องเฉินหมิงต้องการที่จะแบ่งกันยังไงให้เหมาะสม?”
เฉินหมิงคิดอยู่พักหนึ่ง แล้วจึงค่อยเอ่ยปากกล่าว: “ก่อนอื่นขึ้นชื่อว่าเป็นราชาปีศาจตนหนึ่ง แต่ข้ากลับยังไม่มีอาณาเขตเป็นของตัวเอง อาณาเขตของหุบเขาพรางอากาศข้าก็ขอรับไว้ก็แล้วกัน”
ราชาปีศาจจิ้งจอกขาวยิ้มแล้วกล่าว: “นี้ย่อมแน่นอน ก่อนพวกเราจะเริ่มการประชุมก็ได้ตกลงกันเอาไว้แล้วว่าหุบเขาพรางอากาศย่อมต้องตกเป็นของน้องเฉินหมิงไม่ทราบว่าเจ้ายังมีข้อเรียกร้องอะไรอีกหรือไม่?”
เฉินหมิงพูดขึ้นต่อ: “เกี่ยวกับเผ่าปีศาจที่อยู่ใต้อาณัติหุบเขาพรางอากาศ ข้ากลับไม่ต้องการแม้สักตนเดียวทั้งหมดล้วนแต่ขอมอบให้แก่ท่านพี่ทุกท่าน ที่ข้าฆ่าราชาปีศาจราชสีห์ ล้วนแต่มาจากความแค้นเก่าก่อนทั้งยังเล็งเห็นความลี้ลับของคลังเทวะอยู่บ้างเล็กน้อยดังนั้นจึงไม่ได้มีเวลาที่จะไปจัดการกับเหล่าบริวารไม่”
ราชาปีศาจพยัคฆ์ดำตอบ: “นี่กลับถือเป็นเรื่องดี ถ้าหากน้องเฉินหมิงสามารถสำเร็จเป็นจ้าวราชาปีศาจได้ก็จะยิ่งดีเช่นนั้นพวกเราก็จะได้อยู่ภายใต้ใบบุญของน้องเฉินหมิงกันอีกด้วย! ในเมื่อน้องเฉินหมิงไม่ต้องการกองทัพพวกนี้อย่างนั้นน้องเฉินหมิงก็เอาทรัพย์สมบัติที่ราชาปีศาจราชสีห์สะสมเอาไว้ไปเถอะในความเห็นของข้า ด้วยผลงานของน้องเฉินหมิง ก็เอาทรัพย์สมบัติของราชาปีศาจราชสีห์ไปครึ่งหนึ่งเถอะ!”
ราชาปีศาจที่เหลือทั้งหลายต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วยทั้งยังไม่มีความเห็นเป็นอื่น
ถึงยังไงเฉินหมิก็ต้องเห็นด้วยอยู่แล้วอีกทั้งยังไม่ได้มีข้อสงสัยอะไร
การแบ่งรางวัลแห่งผู้ชนะในครั้งนี้ล้วนแต่ยินดีกันถ้วนหน้า ต่างก็ได้รับสิ่งที่ตนเองต้องการยิ่งไปกว่านั้นยังได้ขจัดปัญหาภัยร้ายอย่างราชาปีศาจราชสีห์ไปได้การร่วมมือกันของหกราชาก็ยิ่งทรงอำนาจมากขึ้นทั้งยังไม่มีความแตกแยกกันเลยแม้แต่น้อยมิตรภาพเช่นนี้ย่อมสมควรที่จะรักษาเอาไว้ให้นานหุบเขาพรางอากาศตั้งอยู่ในตรงส่วนใจกลางของพันธมิตรหกราชาขอเพียงพันธมิตรหกราชายังไม่ล่มสลาย หุบเขาพรางอากาศย่อมต้องปลอดภัยอย่างแน่นอน
เมื่อราชาปีศาจทั้งห้ารับขุนพลปีศาจและบริวารอีกมากมายเหล่านี้เป็นบริวารในขุมกำลังแล้วหุบเขาพรางอากาศเองก็ดูโล่งขึ้นทันตาเหลือแต่เพียงหมีใหญ่หมีรองและปีศาจชั้นสูงอีกพันตนที่ติดตามเฉินหมิง ส่วนหลิงเซียนเมื่อสะสางเรื่องดินแดนทางตอนใต้แห่งแคว้นจู่จนเสร็จก็ได้กลับมายังหุบเขาพรางอากาศ หากมีปัญหาอะไรก็ให้เจ้าสำนักแห่งสำนักน้ำแข็งเยือกและเจ้าสำนักแห่งสำนักวายุบริสุทธิ์เป็นคนจัดการปีศาจชั้นสูงทั้งหนึ่งพันตนก็ได้ถูกพามาด้วย ทั้งยังได้ย้ายหุบเขากระบี่ทั้งลูกเพื่อให้จ้าวชิงเหยาทำการความเข้าใจต่อจ้าวชิงเหยาเองก็ได้นั่งอยู่บนภูเขาลูกเล็กๆตามมาด้วย
เฉินหมิงในตอนนี้กลับไม่ใช่พวกที่จะไปเทียบกับตัวละครเอกพวกนั้นได้ไม่เขาเป็นเพียงตาลุงชาวนาที่ตรากตรำปลูกผักกุยช่ายคนหนึ่งเท่านั้นดังนั้นการมีอาณาเขตพื้นที่ไว้เพื่อให้เขาได้ปลูกต้นกุยช่ายนั้นจึงมีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่ง
และภายใต้การสะบัดปลายพู่กันของเฉินหมิง หุบเขาพรางอากาศก็ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นหุบเขาเหยียนซานนับจากนี้เป็นต้นไปที่นี้จะถูกเรียกขานว่าหุบเขาเหยียนซาน
หลังจากที่เฉินหมิงเปลี่ยนชื่อหุบเขาพรางอากาศเสร็จสิ้นความคืบหน้าของภารกิจก็เพิ่มขึ้นถึง 94%แล้ว ซึ่งทำให้เฉินหมิงสงสัยว่าแล้วอีก 6%นี้เกิดขึ้นได้ยังไง ?
1%เฉินหมิงยังพอรับได้ แต่ว่า 6%มิใช่หมายความว่าได้มีขุนพลปีศาจตนหนึ่งหนีรอดไปได้หรอกหรือ?”
ช้าก่อน คงจะไม่ใช่เขาหรอกนะ?
ทันใดนั้นราชาปีศาจพยัคฆ์ดำก็มาขอเข้าพบเฉินหมิงพึ่งจะเข้าประตูมาก็พุ่งตรงเข้ามาบอกต่อเฉินหมิงว่า : “ไม่ทราบว่าขุนพลปีศาจกวางไปอยู่ไหนกันแล้ว เหมือนกับว่าเขาได้หายตัวไปแล้ว!”
หนังตาของเฉินหมิงถึงกับกระตุกไปมานั่นหมายความว่าขุนพลปีศาจกวางหนีไปแล้ว? อีกทั้งระบบยังได้ผูกมัดว่าขุนพลปีศาจกวางนั้นเป็นคนของหุบเขาพรางอากาศ
เฉินหมิงคิดอยู่ชั่วครู่ขุนพลปีศาจกวางซึ่งถูกเรียกขานกันว่าเป็น‘ผู้ทุ่มเทแรงกายแรงใจ’และ‘ผู้เสียสละอย่างยากลำบาก’ต่อการทำลายล้างหุบเขาพรางอากาศ หากว่าเป็นคนอื่นเฉินหมิงอาจจะออกไปไล่ล่าด้วยตัวเอง แต่ขุนพลปีศาจกวาง ช่างเถอะปล่อยเขาไปสักครั้งก็แล้วกัน!
เฉินหมิงกล่าว: “ไม่แน่ว่าอาจเป็นเพราะขุนพลปีศาจกวางรู้สึกเหน็ดเหนื่อย จึงแยกตัวจากไปยังที่อันห่างไกลจำศีลอยู่ในภูเขาพงไพรแล้ว!”
ราชาปีศาจพยัคฆ์ดำพยักหน้าเล็กน้อย แล้วกล่าว: “ใช่แล้ว ในครั้งนี้ขุนพลปีศาจกวางถูกเคี่ยวกรำอย่างแสนสาหัสไม่แน่ว่าการไปจำศีลอยู่ในป่าพงไพร เพื่อปล่อยวางจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ สำหรับเขาแล้วย่อมถือเป็นเรื่องดีอย่างหนึ่ง”
เมื่อได้ออกไปส่งราชาปีศาจพยัคฆ์ดำแล้ว เฉินหมิงก็ได้ทำการส่งมอบภารกิจ: “ติ่ง การล้างแค้นที่ล่าช้า ลบล้างหุบเขาพรางอากาศได้ถูกส่งมอบแล้วความคืบหน้าในการสำเร็จภารกิจ 94% ประเมิน: ไร้ที่ติ รางวัลปราณรู้แจ้ง 15000แต้ม ชื่อเสียง2000หน่วย ได้รับรางวัลในการสุ่มอุปกรณ์ แผนที่ขุมสมบัติระดับ D หนึ่งแผ่น รางวัลได้ถูกส่งมอบแล้ว โปรดทำการตรวจสอบ”
แล้วก็ได้คะแนนปราณรู้แจ้งมาอีกมากมายมหาศาล กับชื่อเสียงอีก2000 แต้มค่าชื่อเสียงเองก็ใกล้จะเกินหมื่นแล้วเมื่อเกินหมื่นไปแล้วคงจะต้องเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างแน่นอน
ในตอนนี้ปราณรู้แจ้งถือได้ว่ามีมากเกือบสี่หมื่นแต้มเลยทีเดียวค่าจริยธรรมเองก็เหลือไว้แต่เพียงตัวเลขเพียงสามหลักที่ผู้ได้ยินต้องเจ็บปวดใจผู้ได้เห็นต้องหลั่งน้ำตา[1]
“ดูเหมือนว่าผักกุยช่ายที่ข้าปลูกจะยังมีไม่มากพอตอนนี้ก็มีตำแหน่งของศิษย์คนที่สามแล้วคงจะได้เวลาที่จะไปหาผักกุยช่ายอีกสักต้นมาปลูกกันแล้ว!”
ขุนเขานับสิบหมื่นและอาณาเขตมารนั้นมีจุดติดต่อกันซึ่งก็คือหุบเขาลึกสวรรค์ร่ำไร
เด็กหนุ่มชุดดำกำลังนั่งอยู่บนหน้าผาเขาดูไปแล้วคล้ายเด็กอายุสิบสองถึงสิบสามปี แต่กลับมีความเป็นผู้ใหญ่มากเป็นพิเศษ คล้ายกับเคยผ่านการผันผวนของชีวิตอันยาวนานมาก่อน
เด็กหนุ่มตัดสินใจนั่งลง มองไปยังใจกลางอากาศ : “เหตุใดยังไม่มากันอีก หากว่าข้าจำไม่ผิดแล้วล่ะก็ เมื่อชาติที่แล้วก็น่าจะอยู่ช่วงเวลาประมาณนี้ ซึ่งจะมีชนชั้นมนุษย์ราชานามว่าม่อเทียนเนื่องจากได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการต่อสู้กับเผ่าปีศาจ จึงเดินทางไกลมาจนถึงอาณาเขตมารจนสุดท้ายไม่อาจทนพิษบาดแผลได้จึงตายอยู่ในหุบเขาลึกสวรรค์ร่ำไรแห่งนี้ และได้ทิ้งศาสตราเทพเล่มหนึ่งอย่างดาบโลหิตมายาสมุทรเอาไว้ทั้งยังมีฝักดาบที่สลักเอาไว้ด้วยคัมภีร์ดาบโลหิตสมุทร และศิษย์ลำดับที่เจ็ดของสำนักมารหย่าซานฉีในปัจจุบันยังได้พึ่งสมบัติล้ำค่าทั้งสองชิ้นนี้ผงาดขึ้นมาอย่างรวดเร็วสำเร็จจนได้เป็นศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักมาร ใช้เวลาเพียงสองปีหลังจากนั้นสำเร็จสู่การเป็นหนึ่งในชนชั้นกษัตริย์ของสำนักมารในศึกโกลาหลแห่งกุ่ยเซียนอีกทั้งยังเป็นหนึ่งในคนที่มีความหวังที่จะสามารถผ่านเข้าสู่เส้นทางเซียนได้มากที่สุด
เด็กหนุ่มพึมพำอยู่กับตัวเอง: “ไม่ผิดอย่างแน่นอน ภายหลังจากที่ข้าตายด้วยเงื้อมมือของเขาเป็นไปได้อย่างไรกันที่จะจำผิดไปได้? น้องข้า อย่าได้กลัว ข้าหลี่ซุยยีจะไม่ยอมปล่อยให้เกิดเรื่องร้ายกับเจ้าขึ้นในชาตินี้อย่างแน่นอน!”
หลายวันต่อมา หลี่ซุยยีที่ยืนอยู่ด้านบนหน้าผาก็ได้พึมพำอยู่กับตัวเอง: “หรือแท้จริงแล้วข้าจะจำผิดไป หรือจะบอกว่าเกิดความผิดพลาดของช่วงเวลาขึ้น หรือข้าจะเกิดมาผิดที่กันนะ เหตุใดม่อเทียนผู้นี้ ยังไม่มายังที่แห่งนี้กันอีก?”
หลี่ซุยยียังคงยืนอยู่ที่เดิมมองดูรอบข้างอย่างละเอียด นอกจากบนต้นไม้ที่มีอีกาดำตัวหนึ่ง ก็ไม่พบเห็นวัตถุอื่นใดอีก: “น่าแปลก หรือว่าในชาตินี้จะเกิดเหตุแปรเปลี่ยนอะไรแล้ว? ไม่น่าใช่ เมื่อชาติก่อน ข้าในเวลานั้นแทบจะไม่มีความสามารถพอที่จะทำให้เกิดผลกระทบกับเหตุการณ์ใหญ่ได้เลยข้าในตอนนี้เองก็ไม่ได้มีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์อะไรได้ นี่ถึงยังไงก็ถือเป็นวาสนาครั้งใหญ่ที่สุดของข้าข้าจะผิดพลาดไม่ได้ รอกันอีกสักหลายวันก่อนเถอะ”
.
.
.
.