trigger warning : ศพ โรคระบาด ความตาย
ในมุมที่นอกเหนือสายตา: เงียบสงบ
เลอัสเดินผ่านเสียงร้องขอความช่วยเหลือด้วยใบหน้าซีดขาว
ทางเดินทอดยาวนี้ถูกย้อมไปด้วยสีส้มทองเรืองรอง มันเป็แสงของยามเย็น สีของดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า...เคยสวยงามนักในสายตาเขา แต่บัดนี้ราวกับว่ามันคือเืไหลย้อมทั่วบริเวณและทำให้กลายเป็สีแดง
ร่างและซากเน่าที่กรีดร้องอยู่บนพื้น ก้อนเนื้อบางก้อนยุบพองจนแทบดูไม่ออกว่าเคยเป็มนุษย์มันเปิดช่องบางอย่างที่ดูคล้ายปากที่ติดอยู่รอบตัว ปากเ่าั้อ้าหุบราวหายใจ และราวกับกำลังกระซิบด้วย
‘--’
เลอัสได้ยินเสียงชื่อของเขาอย่างแปลกประหลาด ดวงตาสีมรกตฉายแววตื่นตระหนก เด็กชายรีบเดินผ่านไป
ในมือของเขาถือกล่องพยาบาลที่ว่างเปล่า มันไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว คนป่วยมากเกินไปและสถานการณ์สิ้นหวังเกินไป อันที่จริงตอนนี้เด็กชายก็ไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าตนเองจะเดินถือมันไปมาทำไม
เขาทำอะไรไม่ได้เลย
เลอัสเม้มปาก
เขาไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงไม่มีอาการอะไรเลย แต่เพราะแบบนั้นยิ่งทำให้ทุกอย่างน่ากลัว
คนที่ป่วยวิ่งเข้ามาหาเขา อาเจียนใส่ เอาเืป้ายตามเสื้อผ้า ทำทุกอย่างให้เขาติดเชื้อ
แต่เขาไม่ติด เด็กชายยังคงแข็งแรงดี
สวนทางกับคนรอบตัวที่ล้มลงทีละคน
เชิงเทียนบนผนังส่องประกายล้อแสงยามเย็น มันได้รับการขัดถูอย่างดีมาตลอดจนเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ประกายแวววาวของทองแดงสะท้อนเข้ามาในตาของเขา แท่งเทียนไขบนนั้นละลายไปจนหมดแล้วโดยไร้ซึ่งคนนำมันมาเปลี่ยน ดังนั้นในยามกลางคืน มันจะราวกับว่าความมืดได้กลืนกินที่นี่ลงไป
เท้าเลอัสบังเอิญเหยียบลงบนแอ่งเมือกสีดำ เขาชักเท้าหนี เสียงอาเจียนดังมาจากอีกมุมหนึ่ง เด่นชัดราวอีกฝ่ายกำลังคลานเข้ามาหาเขา
เขาเดินไปทั่ว ไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่รู้ควรทำอะไร โบสถ์ตอนนี้เหมือนก้อนเนื้อที่กำลังเน่าเสีย หนอนและแมลงรอกัดกินจากนอกและเชื้อราเริ่มจากภายใน
เลอัสพยายามกลืนก้อนสะอื้นลงคอ เขารู้ว่าการร้องไห้ช่วยอะไรไม่ได้ ช่วยคนพวกนี้ไม่ได้ ช่วยหลวงพ่อไม่ได้ ช่วยศพที่กองอยู่แทบเท้าเขาไม่ได้
“…เลอัส..—เลอัส ช่วยฉัน ช่วยฉันด้วย!” เสียงแหบแห้งดังขึ้นอีกมุมหนึ่ง มันคือเพื่อนของเขาในโบสถ์
ใบหน้าเน่าสลายไปครึ่งหนึ่งฉีกยิ้มให้เขาอย่างประจบประแจง มันทำให้เลอัสขนลุก
“มานี่สิเพื่อน มาใกล้ๆ ฉัน”
“…”
“…มานี่เลอัส มานี่เร็วเข้า นายแข็งแรงขนาดนี้ต้องช่วยฉันได้แน่ พาฉันไปหาหมอเร็ว แบกฉันไปที่เมือง นายช่วยฉันได้แน่”
“…”
“ช่วยฉันด้วยเลอัส ช่วยฉัน แอ่ก”
อีกฝ่ายอาเจียนก้อนเืออกมา ก้อนเลือนนั่นขยับไปมาจากนั้นไส้เดือนสีดำที่อยู่ข้างในก็เริ่มคลานบนพื้นเคลื่อนที่เข้าใกล้เขา
มันน่ากลัว
เลอัสไม่ได้เดินเข้าไป เขารู้ว่าอีกฝ่ายจะทำอะไร ไม่มีใครที่นี่มีความหวังที่จะรอดชีวิตอีกแล้ว
มีแต่จะพยายามลากให้เขาตายไปด้วย
“มา..มานี่สิเลอัส เพื่อน เพื่อนรัก—เราเป็เพื่อนรักกันนี่” อีกฝ่ายคลานไปตามพื้นเหมือนไส้เดือนเมื่อครู่ ลากตัวเองเข้ามาใกล้เขา รอยน้ำเมือกสีดำถูกทิ้งไว้เป็ทางยาวเต็มไปด้วยของเน่าเสีย กลิ่นเหม็นสาบคลุ้งจนไม่อาจหายใจได้
เพื่อนอาเจียนอีกครั้ง
เลอัสยืนนิ่ง
“มาเร็วเพื่อน นายเป็เพื่อนฉัน ดังนั้นนายจะช่วยฉันใช่ไหม”
เด็กชายไม่ได้ตอบอะไร
จากนั้นอีกฝ่ายก็ปาก้อนเืนั่นใส่เขา
“ทำไมแกถึงไม่เป็อะไรเลย!” เขาได้ยินเสียงอีกคนคำราม “แกเดินไปเดินมา อยากอวดรึยังว่ายังไม่ป่วย?! ไอ้เวรเอ้ย!!”
“…”
“แกโดนเืฉันไปแล้ว แกต้องป่วยแน่! แกต้องเป็แบบฉัน! แบบพวกเรา! แฮ่ก! แก..—ต้องตาย ตาย...อ่อกก” เสียงนั้นค่อยลงเรื่อยๆ จากนั้นกลายเป็เสียงอาเจียน
กลิ่นเหม็นเปรี้ยวผสมกับกลิ่นเน่า เลอัสจมูกด้านชาจนไม่รู้สึกอะไรอีก
เด็กชายเดินจากไป
ที่นี่มันเน่าเสียไปแล้ว
ทุกคนที่เขาพยายามช่วย...ทำทุกอย่างเพื่อให้เขาติดเชื้อ…เพื่อให้เขาตายไปด้วยกัน
เสื้อผ้าสีขาวของโบสถ์เปรอะเปื้อนด้วยคราบอาเจียนและเื มีคนแบบเมื่อครู่หลายคนทีเดียว
ใน่แรกที่ยังไม่ตระหนักรู้อะไร...เลอัสพยายามช่วยพวกเขาอย่างสุดความสามารถ
จบลงที่รอยเปื้อนบนเสื้อผ้า ใบหน้า แขนขา
และเสียงสาปแช่ง
“เลอัสทำไปแกถึงไม่ป่วย?!!”
“ตายสิเลอัส ตายไปกับฉัน!...กับพวกเรา!!”
“…เลอัส..—เลอัส ช่วยฉัน ช่วยฉันด้วย!”
“ตาย! มาตายด้วยกันเถอะ!!”
“…”
มันเหม็น มันอยากอ้วก
เขาเดินจนถึงชั้นบนของโบสถ์ เข้าไปยังห้องที่มีหน้าต่างบานใหญ่...มันเคยเป็ห้องดนตรี จนกระทั่งทุกคนขนทุกอย่างที่เป็ไม้ออกไปที่สวนเพื่อเผาศพ
ห้องนั้นกว้างขวาง มีแสงส่องไปทั่ว
เลอัสสูดหายใจเข้าลึก จากนั้นเขาพบว่ายังคงได้กลิ่นเหม็นเน่าอยู่ดี
แล้วเขาก็พบว่าที่หน้าต่าง...บนเก้าอี้ไม้...มีเด็กอีกคนนั่งอยู่
“…”
ดูจากรูปร่าง อีกฝ่ายคงอายุไล่เลี่ยหรือเท่ากับเขา เส้นผมสีดำราวขนอีกา ดวงตาสีเดียวกันเหม่อออกไปด้านนอก ผิวซีดขาวจนไร้ซึ่งสีเื
อีกฝ่ายดูสงบนิ่ง เลอัสเกือบจะสงสัยว่าคนตรงหน้าไม่ได้ป่วยเช่นเดียวกับเขา
จากนั้นเขาถึงเห็นคราบหนองที่ซึมออกมาผ่านเสื้อ...คราบอาเจียนบนพื้น
อีกฝ่ายป่วย...แต่...
เลอัสเหมือนได้ยินเสียงลมหายใจแ่ๆ คล้ายเสียงกรนเบาๆ มันราวกับว่าปอดของอีกฝ่ายถูกย่อยจนไม่สามารถหายใจปกติได้
เขาไม่รู้จักคนๆ นี้
เลอัสคิดว่าเขาไม่คุ้นกับคนตรงหน้าเลย แผ่นหลังนั่น เสียงลมหายใจนั่น ท่านั่งแบบนั้น ทั้งที่เห็นได้ชัดว่าจากเสื้อผ้าว่าอีกฝ่ายก็เป็เด็กในโบสถ์
เขาจำชื่ออีกฝ่ายไม่ได้เลย...ราวกับว่าไม่เคยรู้มาก่อน
ราวกับว่าเขาเหมือนเคยเห็นอีกฝ่าย แต่ก็จำไม่ได้เลย
เลอัสสับสน
ไม่สิ เขาจำได้
เด็กคนนี้เองที่เป็คนสั่งให้พวกเขาเผาศพ เป็เด็กคนนี้เช่นกันที่สั่งให้พวกเขายกของไปขวางหน้าประตูไว้ และเขาเหมือนเห็นด้วยว่าเด็กคนนี้เป็คนที่คอยดูแลคนอื่นๆ ที่ป่วยบนเตียงใน่แรกๆ
ราวกับภาพสีขาวดำที่อยู่ๆ ก็เด่นชัดขึ้นมา
เพราะอยู่ใน่สิ้นหวังและสับสน เลอัสจึงไม่ได้สังเกตว่าใครเป็คนคุมสถานการณ์ในตอนนั้น แต่เมื่อมานึกดูแล้ว ดูเหมือนว่าคนตรงหน้าจะช่วยทุกคนไว้ เป็ผู้นำที่กู้สถานการ์อันสิ้นหวังมาตอนสี่วันนี้
...ถึงแม้ว่าสุดท้ายทุกคนก็มาทยอยตายอยู่ดีเพราะโรคระบาด
แต่ว่า...
ไม่คุ้นเลย
ในความทรงจำของเขา...ไม่มีใครที่ดู...เงียบสงบขนาดนี้
เขายืนนิ่งเงียบอยู่นาน สับสนกับความรู้สึกและอารมณ์ของตนเอง ซึ่งทางเด็กคนนั้นก็ไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกตัวอะไร ไม่รู้ว่าเป็หนึ่งในอาการป่วยด้วยหรือไม่
ใช้เวลานานมากกว่าเลอัสจะมีความกล้าเข้าไปทักอีกฝ่าย
เมื่อได้พูดคุยกัน ทั้งที่เห็นชัดๆ ว่ารอยเมือกดำเปื้อนไปบริเวณ แต่ราวกับว่ามัน...เบาลง
คล้ายว่าแม้กระทั่งอากาศก็สะอาดขึ้นเมื่ออยู่ตรงหน้าคนๆ นี้
ภาพของอีกฝ่ายนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างฝังลึกลงไปในดวงตาเขา บรรยากาศที่สงบเงียบยามพระอาทิตย์ตก ไม่ว่านานแค่ไหน เลอัสก็ไม่อาจลบเลือนไปได้เลย
ฮั่นแน่