บทที่38
ยาต้านทานอาการ
ดวงตาทั้งสองจับจ้องแม่ลูกที่อยู่ด้านหน้าอย่างไม่กระพริบลู่หยางกำลังจับตาดูอาการของสองแม่ลูกที่อยู่ด้านหน้าว่าเป็นอย่างไรบ้างไปตอนนี้ภายในใจของเขากำลังเต็มไปด้วยความสงสัยยาที่เขาพึ่งปรุงขึ้นมาใหม่มันจะได้ผลหรือไม่
หลังจากที่สองแม่ลูกด้านหน้าได้กินยาที่มอบให้เข้าไปเรียบร้อยแล้วไม่นานนักพวกนางรู้สึกแตกต่างออกไปจากในตอนแรกทันที
ความหนาวเย็นที่อยู่ภายในร่างกายมันสลายหายไปจนหมดพวกนางรู้สึกว่าร่างกายของตนเองไม่ได้หนาวสั่นเหมือนก่อนหน้านี้
ยาที่ลู่หยางปรุงขึ้นมาในชุดแรกมันเป็นเพียงแค่ยาสยบอาการเรียกได้ว่ามันสามารถลดทอนอาการได้เพียงแค่ประมาณสี่ส่วนเท่านั้น
ในตอนนี้มันไม่ใช่หลังจากที่พวกนางได้กินยาเข้าไปแล้วยาที่มันออกฤทธิ์มันทำให้ความรู้สึกภายในร่างกายของพวกนางแตกต่างออกไปความหนาวเย็นที่เคยกัดกินร่างกายให้หนาวเหน็บมันได้ค่อยๆจางหายไป
ภายในร่างกายของพวกนางรู้สึกอุ่นขึ้นมาดวงตาเต็มไปด้วยความตกตะลึงใช้ดวงตาคู่นั้นของตนมองร่างกายของตนเองอย่างไม่อยากจะเชื่อ
ลู่หยางเอียงคอมองด้วยความฉงนตอนนี้เขากำลังในดวงตาของตนเองมองเพื่อสอบถามอาการของผู้ที่อยู่ด้าหน้า
สองแม่ลูกที่อยู่ด้านหน้ายังดูตกตะลึงกับสิ่งที่ปรากฏขึ้นกับตนเองอยู่เลย
ลู่หยางที่ในตอนนี้เต็มไปด้วยความสงสัยจึงเปิดคำถามเอ่ยถามพวกนางออกมาอย่างรวดเร็ว“ เป็นอย่างไรบ้าง? ”
ผู้เป็นมารดาตอบกลับมาในทันทีด้วยแววตาที่ตื่นตระหนก“ พวกข้าไม่รู้สึกหนาวแล้วเจ้าค่ะ!!! ”
ลู่หยางยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยพลางคิดในใจ‘ อย่างที่คิดจริงด้วยถ้าจะทำการดับความหนาวเย็นภายในร่างกายก็เพียงแค่ใช้สิ่งที่ตรงกันข้ามเท่านั้น ’
‘ ภายในตำราโบราณมันถูกเขียนเอาไว้ตั้งแต่ในยุคสมัยก่อนแล้วว่าการที่จะสามารถรักษาพิษๆมันก็ต้องใช้พิษที่อยู่ในขั้วตรงกันข้าม’
‘ ในยุคสมัยใหม่ที่เราจากมาก็มีการนำเอาไวรัสที่เป็นตัวอันตรายมากทำการเป็นวัคซีนเพื่อต่อต้านไวรัสเช่นเดียวกันหลังจากมองเห็นอาการก็เพียงแค่สร้างยาที่สามารถให้ความร้อนภายในร่างกายได้ ’
‘ สมุนไพรไท่หยางมันเป็นสมุนไพรที่สามารถให้ความร้อนภายในร่างกายได้ถ้ากินเข้าไปภายในร่างกายมันจะร้อนแผวในขณะเดียวกันผู้คนมักจะใช้และก็นิยมนำพวกมันมาใช้กลายเป็นยาพิษแต่ว่าถ้าใช้มันปรุงกลายเป็นยาก็สามารถนับอาการหนาวสั่นได้ด้วยเช่นเดียวกัน ’
เขาใช้สมุนไพรสองชนิดเป็นสิ่งที่ใช้ในการสร้างความรู้สึกที่แตกต่างออกมาจากภายในร่างกาย
อาการของโรคไข้ชนิดนี้มันจะบังเกิดขึ้นมาโดยที่ตัวของมันจะมีไข้หนาวเย็นหนึ่งวันสลับกับไข้ร้อนหนึ่งวัน
โดยไข้ทั้งสองนั่นเองก็มีความแตกต่างกันถ้าร่างกายของมนุษย์ต้องแบกรับทั้งสองสลับกันไปในทุกๆวันคงจะแบกรับไม่ไหวสุดท้ายเองก็ไม่สามารถทนรับฤทธิ์ของใครได้และก็ตายจากไป
แต่ว่าถ้าในวันที่มีอาการไข้หนาวสั่นก็ใช้ตัวยาที่เข้าไปให้ความร้อนภายในร่างกายมันเลยสามารถบรรเทาและปัดเป่าความรู้สึกเหล่านั้นได้
อย่างเช่นในตอนนี้ในตอนนี้เขายังไม่ได้ตึกสามารถพอที่จะทำการรักษาโรคชนิดนี้แต่ว่าเขาสามารถสร้างยาที่ขึ้นมาต้านทานอาการบรรเทาอาการของผู้ป่วยไปได้
ยาสองเม็ดนี้ที่เขาปรุงขึ้นมาให้คนที่มีอาการป่วยร้อนสลับเย็นกินสลับกันแต่ละวันเพื่อที่จะบรรเทาอาการภายในร่างกาย
เพราะว่ามันเองก็เป็นเพียงแค่ยาที่ช่วยระงับอาการในชั่วขณะเท่านั้นลู่หยางกำลังถ่วงเวลาอยู่เขากำลังถ่วงเวลาเพื่อรอให้เขานั้นคิดค้นวิธีการรักษาได้
เมืองตี้หนานปิดเอาไว้อย่างแน่นหนาโดยที่ไม่ปล่อยให้ผู้ใดเข้าออก
ในช่วงเวลานี้มีเพียงแค่ทหารและตระกูลเว่ยเท่านั้นที่สามารถเดินทางเข้าออกเมืองภายในเวลานี้ได้
ลู่หยางหลังจากที่คิดค้นสูตรการทานอาการโรคชนิดนี้ได้เข้าได้ส่งข่าวออกไปให้กับคุณชายเว่ยทำการรวบรวมสมุนไพรสองชนิดเป็นจำนวนมาก
เขาจำเป็นต้องการสมุนไพรสองชนิดนั้นเป็นจำนวนมากเพื่อที่จะนำมาใช้ในการการทานอาการของเหล่าผู้ป่วยที่มีมากมายหลายร้อยคน
ผ่านไปประมาณสิบวันหลังจากที่เมืองตี้หนานถูกปิดเอาไว้อย่างสมบูรณ์หลังจากสิบวันที่ตัวเมืองปิดเอาไว้อย่างสมบูรณ์ไม่มีผู้คนเดินทางเข้าออกมีเพียงแค่คนจากตระกูลเว่ยและเหล่าทหารที่ต้องรวบรวมสิ่งของจำเป็นเข้ามาภายในเมืองเท่านั้น
ในช่วงสิบวันที่ผ่านมามีหลายอย่างเกิดขึ้นผู้คนที่ป่วยเป็นโรคบุปผาสีชาดมากขึ้นมีผู้คนภายในเมืองที่กำลังป่วยเป็นโรคมีประมาณห้าร้อยคนกับตัวอยู่บริเวณเขตท้ายเมือง
โดยจำนวนคนที่ดูแลก็ยังคงมีน้อยเช่นเดิมแต่ด้วยยาบรรเทาอาการเลยทำให้คนส่วนใหญ่ภายในสถานที่แห่งนี้มีอาการที่ดีขึ้นคนที่มีอาการดีขึ้นก็พยายามช่วยดูแลคนที่มีอาการย่ำแย่อยู่
ลู่หยางเก็บตัวภายในสถานที่แห่งนี้มาประมาณสิบวันแล้วพยายามเฝ้าสังเกตอาการทุกอย่างและก็พยายามลองดูอาการของพวกเขาเอาไว้
ลู่หยางนั่งอยู่ภายในกระโจมสีขาวที่ตั้งอยู่บริเวณใจกลางสถานที่กักกันเขานั่งอยู่บนโต๊ะไม้ที่เบื้องหน้ามีกระดาษมากมายถูกวางเรียงรายเอาไว้
กระดาษเหล่านั้นถูกเขียนด้วยนะหมึกมากมายตัวอักษรมากมายเหล่านั้นเป็นขั้นตอนการรักษาที่ตัวของเขาคิดขึ้นมา
ในช่วงเวลาสิบวันที่ผ่านมาลองพยายามมองดูอาการอย่างละเอียดและก็ศึกษาอย่างละเอียดถึงไหนตอนนี้ยังไม่สามารถได้ข้อหาสรุปถึงกับยกมือทั้งสองข้างขึ้นมากุมขมับของตนเองด้วยความหนักใจ
ลู่หยางหลังจากที่นั่งทำการคิดเกี่ยวกับวิธีรักษาอาการชนิดนี้มาเป็นเวลานานสุดท้ายแล้วภายในหัวนั้นก็เหมือนกับพบเจอทางตัน สามารถเดินทางไปต่อได้รีบลุกขึ้นจากที่นั่งเดินออกไปสูดอากาศด้านนอกอย่างรวดเร็ว
บุคคลภายในสถานที่แห่งนี้วันนี้มีมากขึ้นเพราะว่าคนที่เริ่มมีอาการป่วยถูกส่งเข้ามาภายในสถานที่ที่เป็นเขตกักกันมากขึ้น
เขาได้รับข่าวรายงานจากโลกด้านนอกมาเป็นระยะระยะบุตรสาวของเขายังคงปลอดภัยดีได้รับการดูแลจากท่านป้าและเหล่าสาวใช้ของตระกูลเว่ย
ผู้คนภายในเมืองเองก็ค่อนข้างเบาใจได้ในระดับนึงดูเหมือนว่าช่วงเวลาสิบวันที่ผ่านมาโรคระบาดจะถูกยุติลงมันไม่ได้แพร่กระจายไปคนที่เหลือภายในเมืองแห่งนี้
อยากได้ว่าการแพร่ระบาดในวงกว้างน่าจะยุติเพียงแค่นี้แต่ว่าผู้ป่วยภายในเมืองที่มันมีอยู่ถึงห้าร้อยคนเองก็เป็นจำนวนที่มาก
ลู่หยางจากที่อาศัยอยู่ภายในนี้มาได้ประมาณสิบวันเขานั้นไม่ได้เกรงกลัวโลกนี้อีกแล้วเพราะว่ารู้ดีว่าการที่จะสามารถติดโรคชนิดนี้ได้มันจำเป็นจะต้องเข้าใกล้ผู้ป่วยและก็แนบชิดติดกับคนผู้นั้นอยู่เป็นเวลามากกว่าหนึ่งชั่วยาม
แถมคนที่จะสามารถติดโรคชนิดนี้ได้มันต้องเป็นคนที่มีร่างกายอ่อนแอหรือว่ามีร่างกายเหมือนกับคนธรรมดาทั่วไปที่ไม่ได้แข็งแรงพร้อม
สำหรับตัวของเขาที่ฝึกฝนวรยุทธร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงแถมยังแข็งแรงกว่าคนธรรมดาทั่วไปต้านทานภายในร่างกายมีจำนวนมากไม่ติดโรคชนิดนี้ง่ายๆ
ลู่หยางที่ยืนอยู่เงยมองท้องนภาอยู่ดวงตาของเขาหันไปมองบริเวณรอบๆผู้ป่วยที่อยู่บริเวณรอบๆมีอาการดีขึ้นบางคนสามารถขึ้นมาวิ่งเล่นได้
มันเป็นเรื่องที่น่ายินดีแต่ว่าภาพที่มองเห็นมันก็เป็นเพียงแค่ภาพชั่วคราวเท่านั้น
เพราะว่าพวกเขาที่มีอาการดีขึ้นเป็นเพราะว่าได้ยาที่ลดอาการสามารถต้านทานฤทธิ์ไข้ได้
ลู่หยางหลังจากที่กวาดมองไปบริเวณรอบๆตาของเขาหันไปมองเห็นต้นไม้ต้นหนึ่งที่กำลังมีสายลมพัดผ่าน
ดวงตาของเขามองเห็นต้นไม้ต้นนั้นแล้วก็จ้องมันยังไม่กระพริบตาราวกับว่าช่วงวินาทีที่ดวงตาของเขาหันไปสบกับมันจะบังเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมาอย่างทันควัน
แล้วมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆจากที่ดวงตาของเขามองเห็นในตอนนี้สายลมกำลังพัดผ่านทำให้พวกใบไม้บนต้นค่อยๆโรยราย
ลู่หยางดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างขึ้นอย่างทันควันภายในหัวเกิดความคิดบางอย่างที่มา
หลังจากนั้นเขาก็รีบวิ่งเข้าไปภายในก็จมอีกครั้งดูเหมือนว่าการออกมาสูดอากาศในครั้งนี้จะได้ผล
เขาหยิบคู่กันขึ้นมาและก็ใช้พู่กันที่เปื้อนไปด้วยน้ำหมึกเริ่มเขียนไปบนกระดาษสีน้ำตาลอ่อนหลังจากที่ขีดเขียนไปอยู่สักพักเขาก็ได้หยุดมือลง
ได้ทำการหยุดมือลงวางพู่กันที่อยู่ภายในมือลงข้างๆแล้วใช้ดวงตามองไปที่แผ่นกระดาษที่มีตัวอักษรมากมายเขียนเอาไว้
ลู่หยางยกยิ้มที่มุมปากในที่สุดเขาก็หาตัวหมากสุดท้ายที่เขากำลังขาดไปพบเจอแล้ว
ลู่หยางหลังจากที่คิดบางอย่างได้และเขียนทุกอย่างเอาไว้อย่างเสร็จสรรพเดินออกไปด้านนอกทำการส่งเสียงให้ทหารที่เฝ้าอยู่ด้านนอกไปเรียกสองแม่ลูกที่เป็นคนไข้คนแรกที่เขารักษามา
ทั้งสองเดินเข้ามาภายในกระโจมลู่หยางก้าวเดินเข้าไปหาพวกเขาอย่างรวดเร็วจากนั้นก็เอ่ยถาม “ข้าขอรองรักษาพวกเจ้าได้หรือไม่? ”
สองแม่ลูกที่อยู่ด้านหน้าเอียงคออย่างสงสัย
ลู่หยางพวกนางแสดงใบหน้าสงสัยออกมาเขาจึงเอ่ยอธิบาย“ คือว่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ข้าคิดค้นการรักษารูปแบบใหม่มาได้แต่ว่าข้ายังไม่เคยลองกับผู้ใดพวกเจ้ายิ่งดีให้เข้ารองกับเจ้าหรือไม่แน่นอนว่ามันอาจจะยังไม่รู้ว่าได้ผลหรือไม่แต่รับรองว่าไม่เป็นอันตรายกับพวกเจ้าอย่างแน่นอน”
ลู่หยางหลังจากที่ได้ความคิดใหม่มาเขาจำเป็นจะต้องลองกับใครสักคนว่ามันได้ผลหรือไม่
สองแม่ลูกด้วยความเชื่อใจพวกนางพยักหน้าตอบรับกลับไปอย่างรวดเร็วอย่างไรเสียผู้นี้อยู่ด้านหน้าก็เป็นผู้ที่เคยช่วยชีวิตพวกนางเอาไว้
ลู่หยางจากที่ได้รับการตอบกลับเช่นนั้นยิ้มด้วยความดีใจแล้วก็เริ่มทำการเตรียมการรักษาอย่างรวดเร็ว
ไม่นานนักอุปกรณ์ทั้งหมดมันก็ถูกเตรียมจนเสร็จเรียบร้อยถังน้ำสะอาดและก็เข็มที่ใช้ในการรักษาจำนวนมากถูกวางเอาไว้เตรียมพร้อมกับการรักษาที่กำลังจะมาถึง
จบบท